ตอนที่ 14
14 / 25
อ่าน 16 นาที
บทที่ 14 — เมืองที่โตเร็วเกินเจตนา
เผยแพร่เมื่อ 31 พ.ค. 2569 07:55
ในเช้าวันที่ยี่สิบเอ็ดนับจากผู้ลี้ภัยกลุ่มแรกมาถึง เวอร์ดานยืนอยู่บนระเบียงปราสาทกลางนครรุ่งอรุณ มองลงไปยังเมืองที่เขาไม่เคยสั่งให้สร้าง.
เขาเคยมีคำเดียวในหัวสำหรับสถานที่แห่งนี้ — *ฉากบังตา.* ซากเทพร้างกลางป่ารกที่จะถูกพรางให้ดูเหมือนหมู่บ้านยากจนน่าสมเพช ที่ไม่มีใครในยุคเสื่อมนี้อยากมามอง. นั่นคือแผน. นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ.
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ไม่ใช่สิ่งนั้น.
ถนนสายหลักทอดยาวจากประตูเมืองสู่ลานกลาง ปูด้วยหินเรียบที่เรืองแสงอุ่นจางๆ ใต้ฝ่าเท้า — แสงสีน้ำผึ้งที่ไม่ร้อน ไม่จ้า เพียงทำให้ผู้คนที่เดินผ่านในยามเช้ามืดไม่ต้องสะดุดล้ม. สองข้างทางมีท่อน้ำเวทไหลรินเป็นจังหวะ ส่งน้ำใสไปทั่วทุกโซนโดยไม่ต้องมีใครหาบหิ้ว. ตลาดที่เมื่อสิบวันก่อนยังเป็นเพียงเต็นท์ผ้าใบสามหลัง บัดนี้กลายเป็นแถวร้านค้าหลังคากระเบื้อง มีแผงขายผัก ขายปลาแห้ง ขายเครื่องปั้น และมีเด็กวิ่งเล่นไล่กันรอบน้ำพุที่ผุดขึ้นมาจากพื้นราวกับมันเกิดเองตามธรรมชาติ.
มันไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ.
"คาสเทล." เวอร์ดานเอ่ยเสียงเรียบ.
นักประดิษฐ์ที่ยืนอยู่ข้างหลังเขากระโดดเข้ามาด้วยความกระตือรือร้นที่เวอร์ดานเริ่มจะกลัว. ดวงตาของคาสเทลเป็นประกายแบบที่เวอร์ดานรู้ว่ามันหมายถึงอะไร — มันหมายความว่าคาสเทลได้ทำอะไรบางอย่างที่ "เผื่อไว้" อีกแล้ว.
"ท่านครับ! ท่านเห็นน้ำพุไหมครับ? ผมเชื่อมมันกับท่อระบายแรงดันส่วนเกินของระบบส่งน้ำ — แทนที่จะปล่อยแรงดันทิ้งเฉยๆ ผมก็คิดว่า ในเมื่อมันต้องระบายอยู่แล้ว ทำไมไม่ให้มันดูดีไปด้วยล่ะ? แล้วเด็กๆ ก็ชอบมากเลยครับ พวกเขา—"
"ข้าจำได้ว่าข้าบอกให้เจ้าซ่อมท่อน้ำ." เวอร์ดานพูดช้าๆ. "ท่อน้ำที่รั่ว. หนึ่งท่อ."
คาสเทลหยุดชะงัก ขยับตัวอึดอัด. "ครับ... แล้วผมก็ซ่อมแล้วครับ. แต่พอผมลงไปดูท่อเก่า ผมก็พบว่าโครงข่ายส่งน้ำใต้ดินของวิหารยังทำงานได้อยู่หลายส่วน มันน่าเสียดายมากเลยนะครับท่าน เทคโนโลยีระดับนี้ปล่อยให้ฝังดินเฉยๆ ผมเลย... แค่... เปิดใช้มันนิดหน่อย."
"นิดหน่อย."
"นิดหน่อยครับ." คาสเทลพยักหน้าอย่างจริงจัง ราวกับการเปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้มีระบบประปาเหนือกาลเวลาคือการขยับนิ้วก้อย.
เวอร์ดานหลับตาลงครึ่งหนึ่ง.
*ในใจเขาคำนวณ:* ระบบส่งน้ำเวทแบบนี้ในยุคทองมีอยู่เฉพาะในนครหลวงระดับเอก. การที่มันปรากฏกลางป่ารกร้างในยุคเสื่อม เปรียบเสมือนการตั้งหอคอยทองคำขึ้นกลางทะเลทรายแล้วหวังว่าจะไม่มีใครเหลียวมอง. ทุกพ่อค้าเร่ที่ผ่านมา ทุกผู้ลี้ภัยที่เดินจากไป จะนำเรื่องเล่าของ "เมืองที่น้ำไหลเองและถนนเรืองแสง" ออกไปเหมือนคบไฟในคืนมืด. และคบไฟนั้นจะส่องให้ใครก็ตามที่กำลังมองหาเขา — *ใครก็ตามที่เคยล้างเผ่าเขาให้สิ้นในคืนเดียว* — เห็นว่ายังมีเลือดอัสนีเทพหลงเหลืออยู่ที่ใด.
เขารู้สึกถึงความเย็นวาบที่ต้นคอ. ไม่ใช่ความโกรธ. เวอร์ดานแทบไม่เคยโกรธ. มันคือความระแวงดิบๆ ที่กัดกินเขามาตั้งแต่วันที่เขาอ่านจารึกคืนสุดท้ายในห้องลับ — *อย่าใช้พลัง อย่าให้มันรู้ว่ายังมีเลือดเราหลงเหลือ.*
และตอนนี้เขากำลังยืนอยู่บนป้ายโฆษณาขนาดเท่าเมืองที่ตะโกนใส่ฟ้าว่า *เรายังอยู่ตรงนี้.*
"คาสเทล," เขาเอ่ยอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้. "ข้าอยากให้เจ้า... ลดทอนมันลงหน่อย."
นักประดิษฐ์เงยหน้าขึ้น ตาเบิกกว้าง. "ลด... ทอน?"
"ใช่. ทำให้มันดู... ธรรมดาลง. เหมือนเมืองทั่วไป. อย่าให้มันเด่นเกินไป."
นี่คือจุดที่เวอร์ดานพลาด. แต่เขาไม่รู้ตัวว่าพลาดจนกระทั่งสายไป.
เพราะคำว่า "ทำให้มันดูธรรมดาลง" ในหูของคาสเทล — นักประดิษฐ์ผู้บูชาเจ้านายราวเทพเจ้าและถอดรหัสทุกประโยคของเขาเป็นปริศนาเชิงลึก — ไม่ได้แปลว่า *ลดความอลังการ.*
มันแปลว่า *ท่านทรงประสงค์ความถ่อมตน.*
---
เซเรน่ารู้เรื่องคำสั่ง "ลดทอน" ภายในเที่ยงวันเดียวกัน.
เธอนั่งอยู่ในห้องทำงานที่เธอสถาปนาขึ้นเองในปีกตะวันออกของปราสาท — ห้องที่มีแผนภูมิประชากร แผนผังภาษี และบัญชีทรัพยากรเรียงรายเต็มผนัง อย่างเป็นระเบียบเสียจนคนยุคนี้ที่เคยเห็นมองว่ามันคือเวทมนตร์ชนิดหนึ่ง. เธอฟังรายงานจากหัวหน้าโซนทั้งหกอย่างใจเย็น มือขีดเขียนตัวเลขลงบนแผ่นจารึกอย่างไม่หยุด.
เมื่อข่าว "ท่านผู้ที่เทพส่งมาทรงประสงค์ความถ่อมตน" ไปถึงหูเธอ เซเรน่าหยุดปากกาเพียงครู่เดียว.
แล้วเธอก็ยิ้มจางๆ.
*น่าสนใจ* เธอคิด. *ท่านไม่ต้องการให้เมืองดูมั่งคั่งเกินไป. เหตุผลทางยุทธศาสตร์ชัดเจน — ความมั่งคั่งที่เห็นได้ชัดดึงดูดโจร ดึงดูดผู้เก็บภาษีจากนครรัฐ ดึงดูดความสนใจที่เรายังไม่พร้อมรับมือ. ท่านต้องการให้ความมั่งคั่งของเรา* ซ่อนอยู่ในระบบ *ไม่ใช่อวดอยู่บนหน้าตา.*
นี่คือสิ่งที่เซเรน่าได้ยิน. และมันก็ไม่ได้ผิดทั้งหมดด้วยซ้ำ — นั่นคือส่วนที่อันตรายที่สุดของเรื่อง. เซเรน่าฉลาดพอที่จะถอดรหัสเจตนาที่สมเหตุสมผล ออกจากคำสั่งที่เวอร์ดานพูดเพียงเพราะอยากให้เมืองดูจืดจาง.
ภายในบ่ายวันนั้น เธอเรียกหัวหน้าโซนทั้งหกมาประชุม.
"นับจากนี้," เธอประกาศด้วยน้ำเสียงเรียบที่ไม่มีใครกล้าขัด, "นครรุ่งอรุณจะเริ่มจัดเก็บภาษี."
ห้องเงียบงัน. ชายชราหัวหน้าโซนสามคนหนึ่ง — อดีตช่างไม้จากหมู่บ้านที่ถูกเผา — ขมวดคิ้ว. "ภาษี... ขอรับ? แต่ท่านผู้ที่เทพส่งมาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากพวกเรา. ท่านให้ทุกอย่างฟรี—"
"และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องเริ่มเก็บภาษี." เซเรน่าตัดบท. "เมืองที่ให้ทุกอย่างฟรีคือเมืองที่ไม่มีราก. ผู้คนจะรับโดยไม่รู้ค่า และเมื่อภัยมาถึง ไม่มีใครรู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของสิ่งที่ต้องปกป้อง." เธอวางแผ่นจารึกลงบนโต๊ะ — ประมวลภาษีสิบสองมาตรา เขียนเสร็จเรียบร้อยราวกับเธอร่างมันไว้ตั้งแต่ก่อนการประชุม. "ภาษีของเราจะต่ำ. เป็นธรรม. และจะถูกใช้คืนกลับสู่เมืองทั้งหมด — โรงพยาบาล โรงเรียน ยุ้งฉางสำรอง. ผู้คนจะจ่ายไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะพวกเขาจะเข้าใจว่าตนกำลังสร้างบ้านของตัวเอง."
หัวหน้าโซนมองหน้ากันเงียบๆ.
แล้วชายชราช่างไม้ก็พยักหน้าช้าๆ ดวงตาเริ่มเปียกชื้น. "ท่านหญิงเซเรน่าพูดถูก... ท่านผู้ที่เทพส่งมาไม่เพียงแค่ให้ที่พักพิงแก่เรา — ท่านยังประสงค์จะให้เราเป็น *คน* อีกครั้ง. ให้เรามีศักดิ์ศรีของผู้ที่จ่ายค่าบ้านของตัวเอง. ไม่ใช่ขอทานที่รอรับทาน."
เซเรน่าไม่ได้พูดอะไรต่อ. เธอเพียงจดบันทึก.
ที่เธอไม่ได้พูด — และที่ไม่มีใครในห้องนั้นได้ยิน — คือว่า ระบบภาษีที่เธอเพิ่งสถาปนานี้ ในอีกหกเดือนข้างหน้าจะกลายเป็นโครงกระดูกทางการเงินที่ทำให้นครรุ่งอรุณ *ซื้อ* หมู่บ้านรอบข้างได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องชักดาบแม้แต่เล่มเดียว. เซเรน่าไม่ได้แค่เก็บภาษี. เธอกำลังวางรากของจักรวรรดิ.
และเธอทำมันเพราะเวอร์ดานบอกว่าเขาอยากให้เมือง "ดูธรรมดาลง."
---
ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าน้ำในท่อเวทของคาสเทล.
ภายในสามวัน เรื่องราวของ "ท่านผู้ที่เทพส่งมาผู้ทรงปฏิเสธความมั่งคั่ง" แพร่ออกไปทั่วทุกหมู่บ้านในรัศมีสามวันเดินเท้า. เฒ่ามาริน — ผู้ซึ่งบัดนี้กลายเป็นกระบอกเสียงที่เดินทางไม่หยุดหย่อน — เล่าเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือทุกครั้งที่หยุดพักริมทาง.
"ท่านสร้างเมืองทองด้วยมือเทพ," เฒ่ามารินเล่าให้กลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่ฟังขณะนั่งล้อมกองไฟ. "ถนนที่เรืองแสง น้ำที่ไหลเอง — สิ่งที่กษัตริย์องค์ใดในโลกนี้ก็ไม่อาจมีได้. แล้วท่านรู้ไหมว่าท่านทำอะไร? ท่านบอกว่ามันงดงามเกินไป. ท่านขอให้มันธรรมดาลง — เพราะท่านไม่ต้องการให้คนยากจนรู้สึกต่ำต้อยเมื่อเดินผ่านความมั่งคั่ง. ท่านปกปิดแสงของท่านเอง เพื่อมิให้มันแยงตาคนที่ทุกข์ยาก."
ผู้ลี้ภัยรอบกองไฟพากันร้องไห้.
ห่างออกไปสามร้อยก้าวบนหอคอยปราสาท เวอร์ดานได้ยินเรื่องนี้จากปากลิเลียที่กลับมาจากการเดินตลาด และเขารู้สึกถึงอาการปวดที่ขมับซึ่งกลายเป็นเพื่อนสนิทของเขาในระยะหลัง.
"ข้าพยายามทำให้มันเงียบลง," เขาพูดเสียงเบา. "ทำไมมันยิ่งดังขึ้น."
ลิเลียนั่งลงบนขอบหน้าต่าง แกว่งขาไปมา เคี้ยวขนมหวานที่ซื้อจากตลาดที่เพิ่งผุดขึ้น. เธอมองเจ้านายด้วยสายตาที่เวอร์ดานอ่านไม่ออก — มันมีความขบขันปนอยู่ แต่ก็มีอย่างอื่นที่ลึกกว่านั้น.
"นายอยากรู้จริงๆ เหรอว่าทำไม?" เธอถาม.
"ข้าถามอยู่."
ลิเลียกลืนขนม. "เพราะนายคิดว่าตัวเองกำลังเล่นหมากกับโลก. แต่โลกไม่ได้เล่นหมากกับนายนะเวอร์ดาน. โลกแค่... มองนายแล้วก็เห็นสิ่งที่มันอยากเห็น." เธอเอียงคอ. "นายบอกคาสเทลว่า 'ลดทอนลง' เพราะนายกลัวว่าจะเด่นเกินไป. แต่คนพวกนี้น่ะ — พวกเขาเพิ่งหนีโจรมา เพิ่งเห็นลูกหลานตายในไฟ. แล้วจู่ๆ ก็มีคนสร้างเมืองทองให้พวกเขาฟรีๆ แล้วยัง *ขอโทษ* ที่มันสวยเกินไป. นายคิดว่าพวกเขาจะตีความว่ายังไงล่ะ?"
เวอร์ดานเงียบ.
"พวกเขาจะตีความว่านายคือเทพเจ้าที่ใจดีจนเกินจะเป็นไปได้น่ะสิ" ลิเลียพูดต่อ น้ำเสียงอ่อนลง. "ยิ่งนายถ่อมตัว พวกเขายิ่งกราบ. ยิ่งนายปฏิเสธ พวกเขายิ่งเชื่อ. นายซ่อนตัวไม่ได้หรอกเวอร์ดาน — ไม่ใช่ด้วยความถ่อมตน. ความถ่อมตนของคนที่มีพลังเหนือทุกคน มันคือสิ่งที่งดงามที่สุดในสายตาคนอ่อนแอ."
เป็นครั้งที่สองในไม่กี่วันที่ลิเลียพูดอะไรบางอย่างที่ใกล้ความจริงเสียจนเวอร์ดานรู้สึกราวกับเธอกำลังมองทะลุเกราะของเขา.
แต่แล้วเวอร์ดานก็ทำสิ่งที่เขาทำเสมอ. เขาเอาความระแวงมาขวางไว้.
*หรือว่านี่คือสิ่งที่ศัตรูต้องการ* เขาคิด. *ปล่อยให้ข้าดังจนซ่อนตัวไม่ได้ บีบให้ข้าต้องเผยพลังเพื่อปกป้องเมืองที่ดังเกินควบคุม. การที่ทุกคำถ่อมตนกลับเพิ่มชื่อเสียง — มันสมบูรณ์เกินไป. ราวกับมีใครออกแบบมันมา.*
เขาไม่รู้ว่าเขากำลังมองหารูปแบบในความว่างเปล่า. ไม่รู้ว่าไม่มี "ใคร" ออกแบบอะไรทั้งนั้น. มีแต่ผู้คนที่หิวความหวัง และเทพเจ้าที่ระแวงเงาของตัวเอง.
"ลิเลีย," เขาเอ่ยในที่สุด. "เจ้าคิดว่าโลกนี้... แค่อ่อนแอจริงๆ ใช่ไหม. ไม่มีอะไรซ่อนอยู่."
ลิเลียหยุดแกว่งขา.
นี่คือโอกาส. เธอรู้. นี่คือช่วงเวลาที่เธอจะพูดความจริงที่เธอเชื่อมาตลอด — *ใช่ เวอร์ดาน โลกนี้แค่อ่อนแอ ไม่มีภัยที่เก่งกว่านาย ไม่มีมือที่สามจัดฉาก สิ่งที่นายตามหามันอยู่ในหัวนายเอง.*
เธอเปิดปาก.
แล้วก็เห็นสีหน้าของเขา — สีหน้าของคนที่แบกอะไรบางอย่างหนักเกินกว่าจะปล่อยวาง. สีหน้าของคนที่ถ้าเธอบอกว่า "ไม่มีภัย" เขาจะต้องเผชิญหน้ากับคำถามที่หนักกว่า: *ถ้าไม่มีใครจัดฉาก แปลว่าประตูอนาคตพังเพราะข้าเอง. แปลว่าทุกคนติดอยู่ที่นี่เพราะความผิดพลาดของข้า.*
ลิเลียเห็นมันทั้งหมดในชั่ววินาทีนั้น.
แล้วเธอก็หุบปาก.
"...ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ" เธอพูดแทน หยิบขนมชิ้นใหม่ขึ้นมา. "นายเป็นคนคิดเก่ง. ฉันแค่จอมเวทรักษา." เธอยิ้มกวนๆ ตามนิสัย แต่ในใจรู้สึกถึงน้ำหนักของคำที่ไม่ได้พูด. *บางอย่างยังดีกว่าถ้าเขาเชื่อว่ามีศัตรู. อย่างน้อยศัตรูก็เป็นสิ่งที่โทษได้. ความผิดของตัวเองน่ะ มันหนักกว่า.*
เวอร์ดานพยักหน้าช้าๆ ราวกับได้คำตอบที่ต้องการ แล้วหันกลับไปมองเมืองที่เรืองแสงของเขา.
ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรต่อ.
---
วันต่อมา เวอร์ดานพยายามอีกครั้ง.
เขาเรียกคาสเทลมา และคราวนี้เขาเลือกคำอย่างระมัดระวัง. "ข้าไม่ต้องการให้เจ้ารื้อสิ่งที่สร้างไปแล้ว," เขาพูด. "แค่... อย่าสร้างเพิ่ม. หยุดไว้แค่นี้. เมืองนี้สมบูรณ์พอแล้ว."
คาสเทลพยักหน้าอย่างจริงจัง คิดในใจว่า *ท่านประสงค์ให้ผมรวมศูนย์ทรัพยากรไว้กับสิ่งที่จำเป็น แทนที่จะกระจายไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย — ใช่แล้ว ความมีวินัย คือสิ่งที่ท่านสอนผม* แล้วก็เดินจากไปสร้าง "ยุ้งฉางสำรองใต้ดินกันเวทพร้อมระบบถนอมอาหารแบบยุคทอง" ภายในสองวัน — เพราะในหัวคาสเทล "สิ่งจำเป็น" ย่อมต้องสมบูรณ์แบบที่สุด.
เวอร์ดานเลิกพยายามหลังจากนั้น.
เขานั่งคนเดียวในห้องลับใต้วิหารคืนนั้น มองแกนพลังคริสตัลที่เต้นเป็นจังหวะช้าๆ ในความมืด. เสาคริสตัลสูงสามเท่าคน เปล่งแสงฟ้าจางที่บันทึกเวลาที่ผ่านมานับพันปี. มันคือสิ่งเดียวที่ยังเชื่อมเขากับบ้านที่ไม่มีอีกแล้ว.
เขาเอามือแตะผิวคริสตัลเย็นเฉียบ.
ความสามารถของเขาทำงานทันที — *อ่านอายุของสรรพสิ่งจากการสัมผัส.* เขารู้สึกถึงพันสองร้อยสี่สิบเอ็ดปีไหลผ่านปลายนิ้ว. รู้สึกถึงทุกวินาทีที่ผ่านไปขณะเผ่าของเขานอนตาย รู้สึกถึงความว่างเปล่าของกาลเวลาที่กลืนทุกอย่างที่เขารัก.
*ข้าเป็นคนสั่งเปิดประตู* เขาคิด เป็นความคิดเดียวที่เขาไม่เคยพูดออกมาตั้งแต่วันแรกที่ตื่นในเถ้าถ่านนี้. *ยี่สิบแปดชีวิต. ยี่สิบแปดคนสุดท้ายของเผ่าทั้งเผ่า. และพวกเขาติดอยู่ที่นี่เพราะข้าอยากรู้ว่าอนาคตหน้าตาเป็นอย่างไร.*
*ถ้ามีคนจัดฉาก — ถ้ามีศัตรูที่ฟันรอยร้าวลงบนประตูอนาคต — งั้นมันก็ไม่ใช่ความผิดข้าทั้งหมด. งั้นข้าก็แค่เหยื่อ. แต่ถ้าไม่มี...*
เขาดึงมือออกจากคริสตัล.
นี่คือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเวอร์ดานถึงต้องการให้มีศัตรู. ไม่ใช่เพราะหลักฐาน. ไม่ใช่เพราะเหตุผล. แต่เพราะการมีศัตรูที่เก่งกว่า เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่ต้องเป็นฆาตกรที่ฆ่าทั้งเผ่าด้วยความอยากรู้ของตัวเอง.
ลิเลียเข้าใจสิ่งนี้. เธอจึงไม่พูด.
เวอร์ดานไม่เคยรู้ว่าเธอเข้าใจ.
---
เช้าวันที่ยี่สิบเจ็ด ความเงียบของเมืองที่กำลังเฟื่องฟูถูกทำลายลง.
ม้าตัวหนึ่งวิ่งฝ่าประตูเมืองเข้ามาด้วยฝีเท้าที่ยามเห็นแล้วรู้ทันทีว่ามีเรื่อง. บนหลังม้าคือชายหนุ่มจากหมู่บ้านธารหินด่าง — หนึ่งในหมู่บ้านลี้ภัยรอบนอกที่เพิ่งสวามิภักดิ์ต่อนครรุ่งอรุณเมื่อสิบวันก่อน หลังจากข่าว "ค่ายโจรพันคนที่หายไปในคืนเดียว" แพร่สะพัด.
ชายหนุ่มทรุดลงกลางลานหน้าปราสาท เลือดแห้งกรังที่ขมับ เสื้อผ้าขาดวิ่น.
"ท่าน..." เขาหอบ เมื่อเซเรน่ากับไกร์ฟอนรีบลงมา. "ขอเข้าพบท่านผู้ที่เทพส่งมา... ได้โปรด... หมู่บ้านเรา..."
ไกร์ฟอนคุกเข่าลงข้างเขา ตาเย็นชาประเมินทุกรายละเอียด. "พูดมา. เกิดอะไรขึ้น."
"โจร..." ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย. "ไม่ใช่... ไม่ใช่โจรกลุ่มเก่า. ค่ายของคางโกรหายไปจริง — ทุกคนพูดว่าเทพกวาดมันไป. แต่..." เขาสั่น. "แต่มีคนรอด. คนที่ไม่ได้อยู่ในค่ายคืนนั้น. ลูกน้องเก่าของคางโกรที่ออกไปปล้นหมู่บ้านอื่น. พวกมันกลับมาเจอค่ายว่างเปล่า ไร้ศพ ไร้เลือด — และพวกมัน *โกรธ.*"
ไกร์ฟอนกับเซเรน่าสบตากัน.
"พวกมันรวมตัวกันใหม่," ชายหนุ่มพูดต่อ น้ำเสียงแตกพร่า. "เศษโจรจากทั่วภูมิภาคที่หนีรอด — ตอนนี้มากันเป็นร้อย อาจจะหลายร้อย. และพวกมันมีหัวหน้าใหม่. คนที่บ้าเลือดกว่าคางโกรเสียอีก. พวกมันไม่ได้มาเพื่อปล้นแล้ว ท่าน — พวกมันมาเพื่อ *แก้แค้น.* พวกมันเชื่อว่านครรุ่งอรุณคือผู้ที่ทำลายคางโกร และพวกมันสาบานจะเผาเมืองนี้กับทุกหมู่บ้านที่สวามิภักดิ์ให้เป็นเถ้าถ่าน."
เขาเงยหน้าขึ้นมองไกร์ฟอน ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง.
"หมู่บ้านธารหินด่าง... อยู่ใกล้ที่สุด. พวกมันบอกว่าจะเริ่มที่นั่นก่อน. เพื่อให้นครรุ่งอรุณ *ดู.* เพื่อให้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่กล้าอยู่ใต้ร่มเงาของเมืองนี้." เขากำมือไกร์ฟอนไว้แน่น. "พวกเขาเหลือเวลาไม่มาก. ได้โปรด — ท่านผู้ที่เทพส่งมาช่วยค่ายโจรได้ ท่านต้อง... ท่านต้องช่วยพวกเราด้วย."
เซเรน่ายืนนิ่ง คำนวณ. ในหัวเธอ แผนที่ภูมิภาคกางออก จุดสีต่างๆ เริ่มเรียงตัว — หมู่บ้านบริวาร เส้นทางการค้า จุดยุทธศาสตร์ที่หากนครรุ่งอรุณ "ช่วย" ได้สำเร็จ จะกลายเป็นเครือข่ายในอำนาจถาวร.
ไกร์ฟอนยืนขึ้นช้าๆ รอยยิ้มจางๆ ที่ไม่มีใครเห็นพาดผ่านมุมปาก. *เศษโจรที่รวมตัวกัน หัวหน้าใหม่ที่บ้าเลือด หมู่บ้านที่ขอความช่วยเหลือ* เขาคิด. *นี่ไม่ใช่ปัญหา. นี่คือ* โอกาส. *โอกาสที่จะผนวกทุกหมู่บ้านในเครือเข้าเป็นบริวารถาวร โดยที่พวกเขาจะขอบคุณเราที่กลืนพวกเขาเข้ามา.*
แต่เขาไม่พูดสิ่งนั้นออกมา. เขาเพียงพยักหน้า.
"นำตัวเขาไปพักรักษา," ไกร์ฟอนสั่งยาม. "และเรียกประชุมวงใน. เรื่องนี้ต้องถึงหูท่านผู้ที่เทพส่งมาก่อนพระอาทิตย์ตก."
---
บนหอคอยปราสาท เวอร์ดานยืนมองเมืองที่เรืองแสงของเขาในยามบ่ายคล้อย ขณะข่าวกำลังเดินทางขึ้นมาหาเขา.
เขาไม่รู้เรื่องเศษโจรยังไม่. ไม่รู้เรื่องหัวหน้าใหม่. สิ่งที่เขาคิดในขณะนั้น — ขณะมองถนนเรืองแสงที่เขาห้ามไม่ให้คาสเทลรื้อ มองท่อน้ำเวทที่ไหลเอง มองตลาดที่ผุดขึ้นด้วยศรัทธาของผู้คนที่เชื่อว่าเขาคือเทพ — คือความรู้สึกที่เขาเริ่มจะคุ้นเคยจนน่ากลัว.
*มันโตเร็วเกินไป* เขาคิด. *เร็วเกินกว่าที่ข้าจะควบคุม. ข้าสั่งให้มันเงียบ มันกลับดัง. ข้าสั่งให้มันเล็ก มันกลับใหญ่. ทุกการเคลื่อนไหวของข้าถูกแปลกลับเป็นสิ่งตรงข้าม ราวกับมีกระจกบิดเบือนคั่นอยู่ระหว่างเจตนาของข้ากับโลก.*
*หรือว่ากระจกนั้น... คือศัตรู.*
เขาหลับตา ปล่อยให้ลมเย็นยามเย็นพัดผ่าน.
แล้วเสียงฝีเท้าของไกร์ฟอนก็ดังขึ้นที่บันได — เร็วกว่าปกติ. เร่งกว่าปกติ.
เวอร์ดานลืมตา.
เขารู้ทันทีจากจังหวะฝีเท้านั้นว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น. และส่วนลึกในตัวเขา — ส่วนที่ระแวงและคำนวณไม่หยุดหย่อน — รู้สึกถึงความพอใจอันเย็นยะเยือก.
*มาแล้ว* เขาคิด. *การเคลื่อนไหวต่อไปของศัตรู. ข้ารู้ว่ามันจะต้องมา.*
เขาไม่รู้ว่ามันเป็นเพียงเศษโจรกลุ่มหนึ่งที่โกรธแค้นเพราะค่ายของพวกมันหายไป. ไม่รู้ว่าไม่มีศัตรูที่เก่งกว่า ไม่มีมือที่สาม ไม่มีกระจกบิดเบือน — มีแต่โลกที่อ่อนแอตอบสนองต่อความแข็งแกร่งของเขาในแบบที่โลกอ่อนแอตอบสนองเสมอ.
ไกร์ฟอนปรากฏตัวที่ปลายระเบียง คำนับลึก.
"ท่าน. มีเรื่องที่ท่านต้องทราบ."
เวอร์ดานหันกลับ สีหน้านิ่งสนิทแบบจอมเวทเทพเจ้า.
"พูดมา."
และเบื้องล่าง เมืองที่เขาไม่เคยตั้งใจสร้าง ยังคงเรืองแสงอยู่ในความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา — สว่างไสว มองเห็นได้แต่ไกล เป็นประภาคารแห่งความหวังสำหรับทุกคนที่สิ้นหวัง และเป็นเป้าหมายสำหรับทุกคนที่โกรธแค้น.
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.