ตอนที่ 22
22 / 25
อ่าน 16 นาที
บทที่ 22 — ของวิเศษจากบ้านเก่า
เผยแพร่เมื่อ 31 พ.ค. 2569 07:55
ของมันวางอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีแดงซีด ระหว่างฟันสัตว์ร้อยรูกับเข็มกลัดสนิมที่พ่อค้าอ้างว่าเป็น "กระดูกนิ้วของนักบุญ".
มันเล็กกว่าฝ่ามือ. โลหะสีเทาเงินที่ไม่ขึ้นสนิม ขัดเป็นทรงหยดน้ำ มีร่องเกลียวพันรอบตัวเหมือนหอยที่ใครคลี่ออกแล้วหยุดไว้กลางคัน. ตรงปลายมีจุดเล็กๆ เจ็ดจุดเรียงเป็นวงโค้ง — ไม่ใช่เพื่อความสวย แต่เป็นช่องป้อนคำสั่ง.
เวอร์ดานยืนนิ่ง.
เขารู้ว่ามันคืออะไรก่อนที่นิ้วจะแตะ. เขารู้กระทั่งว่ามันทำงานยังไง — หมุนเกลียวสามรอบ กดจุดที่สี่ค้างไว้ แล้วมันจะปล่อยความอุ่นออกมาพอให้กาน้ำเดือดในยี่สิบลมหายใจ. ไม่มีเปลวไฟ ไม่มีถ่าน ไม่มีควัน. เด็กฝึกงานในยุคทองได้มันคนละชิ้นตอนอายุเจ็ดขวบ พร้อมคำสั่งว่าอย่าทำหาย เพราะถ้าหายต้องไปขอใหม่ที่โรงช่าง แล้วช่างจะบ่น.
มันคือเครื่องต้มน้ำ.
มันคือเครื่องต้มน้ำที่ถูกกๆ ที่สุดในยุคทอง ราคาเท่าขนมปังครึ่งก้อน ผลิตทีละหมื่นชิ้น แจกจ่ายไปทุกครัวเรือนของนครหลวงอัสนีเทพ — และตอนนี้มันนอนอยู่บนผ้ากำมะหยี่ในตลาดเล็กๆ ของยุคเสื่อม ระหว่างกระดูกปลอมกับฟันสัตว์ ถูกตีราคาเท่าวัวสามตัว.
"ท่านมีรสนิยมดีนะขอรับ" พ่อค้าเอ่ย เป็นชายอ้วนเตี้ยใบหน้ามันเยิ้ม ดวงตาขยับเร็วอย่างคนที่อ่านกระเป๋าลูกค้าได้จากความเร็วที่เขาเดินเข้ามา. "นั่นไม่ใช่ของเล่นธรรมดา. ของวิเศษจากยุคเทพแท้ๆ. เห็นเกลียวนั่นไหม? คนสมัยนี้ทำไม่ได้แล้ว. ตีเหล็กกี่ร้อยปีก็ทำไม่ได้แบบนั้น."
*เพราะมันไม่ได้ตีเหล็ก* เวอร์ดานคิด. *มันหล่อด้วยแม่พิมพ์เวทแล้วฝานเกลียวด้วยลำแสง โรงงานหนึ่งทำได้พันชิ้นต่อวัน เด็กคุมเครื่องไม่ต้องมีฝีมืออะไรเลย.*
"มันทำอะไรได้บ้าง" เขาถามด้วยน้ำเสียงนักผจญภัยที่สงสัยพอประมาณ — ไม่มากไป ไม่น้อยไป.
"อ้อ" พ่อค้าลดเสียงลงราวกับจะบอกความลับ "นั่นคือสิ่งที่ทำให้มันล้ำค่า. ไม่มีใครรู้. ของจากยุคเทพมักเป็นแบบนี้ — เราเก็บไว้ บูชาไว้ รู้ว่ามันศักดิ์สิทธิ์ แต่อำนาจของมันสูงเกินกว่าคนยุคเราจะเข้าใจ. มีนักปราชญ์ที่เวลด์ฮอลม์บอกว่ามันอาจเป็นเครื่องเรียกฟ้า. บางคนว่าเป็นหัวใจของกอเลม. บางคนว่าถ้าใช้ถูกวิธี มันให้พรอายุยืน."
"น่าทึ่ง" เวอร์ดานพูด.
ข้างหลังเขา ลิเลียกลั้นเสียงบางอย่างไว้ในลำคอ ออกมาเป็นเสียงไอแห้งๆ. เธอสวมเสื้อคลุมเดินทางสีน้ำตาลกลบผมและใบหน้า แสร้งเป็นเพื่อนร่วมทางที่เบื่อหน่ายกับการที่นายตัวเองหยุดดูของไร้สาระทุกแผง. แต่เวอร์ดานได้ยินรอยยิ้มในเสียงไอนั่น. เขารู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร เพราะเธอเคยมีเครื่องต้มน้ำชิ้นนี้อยู่ในห้องครัวของหอพักจอมเวท และเคยบ่นว่ามันต้มน้ำช้าจนเธอเปลี่ยนไปใช้เวทจุดไฟเอาเองเพราะใจร้อน.
เครื่องเรียกฟ้า. หัวใจของกอเลม. พรอายุยืน.
มันต้มน้ำ. มันต้มน้ำได้ช้าด้วยซ้ำ.
เวอร์ดานหยิบมันขึ้นมา.
แล้วโลกก็เปลี่ยน — ไม่ใช่สำหรับใครนอกจากเขา.
ความสามารถที่ติดตัวเขามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กในยุคทอง สิ่งที่ครูเรียกว่าพรและสิ่งที่เขาเรียกว่านิสัยเสีย — เมื่อเขาสัมผัสสิ่งใด เขาจะ *อ่านอายุของมันได้*. ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นความรู้สึก เหมือนวางมือลงบนผิวน้ำแล้วรู้ว่าน้ำลึกแค่ไหนจากการที่มันเย็นถึงข้อมือ.
เครื่องต้มน้ำชิ้นนี้เก่า. เก่ามากจนเขารู้สึกได้ถึงพันปีที่ทับถมเป็นชั้นๆ เหมือนตะกอนในก้นบ่อ — ฝุ่นของยุคเสื่อม มือนับร้อยที่เคยจับมันด้วยความศักดิ์สิทธิ์จอมปลอม กลิ่นของควันบูชายัญที่ไม่ใช่ของมันเลย.
แต่ใต้ชั้นพันปีนั้น — ลึกลงไปจนสุด ตรงแกนของมัน — เขาสัมผัสได้ถึงวันที่มันถูกทำขึ้น.
อบอุ่น. ใหม่. เป็นเช้าวันหนึ่งที่อากาศมีกลิ่นโลหะร้อนกับน้ำมันเวท. เป็นโรงงานริมแม่น้ำเงินที่เขาเคยเดินผ่านสัปดาห์ละครั้งเพื่อไปห้องทดลอง. เครื่องชิ้นนี้ออกจากแม่พิมพ์ในเช้าวันที่เขายังคิดว่าโลกของเขาจะอยู่ตลอดไป.
นิ้วเขาเย็นวาบ.
มันไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์. มันไม่เคยเป็น. มันเป็นแค่ขยะถูกๆ ที่รอดมาจากบ้าน — บ้านที่ไม่เหลืออะไรอีกแล้วนอกจากเครื่องต้มน้ำชิ้นเดียวบนผ้ากำมะหยี่ ในมือคนแปลกหน้าที่บูชามันเพราะไม่รู้ว่ามันเคยถูกใช้ต้มชาให้ใครคนหนึ่งที่ตอนนี้กลายเป็นฝุ่นไปนานกว่าที่ความจำของทวีปทั้งทวีปจะนับไหว.
"เท่าไหร่" เวอร์ดานถาม. น้ำเสียงเขาเรียบ. เรียบเกินไปนิดหนึ่ง.
พ่อค้าตาเป็นประกาย กลิ่นของการต่อรองที่จะได้กำไรงาม. "ของแบบนี้... ผมไม่อยากปล่อยง่ายๆ หรอกขอรับ. แต่เห็นท่านดูเป็นคนเข้าใจของ — วัวสามตัว. หรือถ้าเป็นเงิน ก็—"
"ตกลง" เวอร์ดานพูดก่อนเขาจะบอกราคาเงินจบ.
พ่อค้าหุบปาก. คนที่ไม่ต่อราคาเลยทำให้พ่อค้าหวาดเสียวเสมอ มันแปลว่าเขาตั้งราคาต่ำไป หรือไม่ก็แปลว่าลูกค้ามีเงินมากจนน่ากลัว ซึ่งทั้งสองอย่างทำให้คนขายนอนไม่หลับ.
ลิเลียก้าวเข้ามาเร็ว วางถุงเหรียญลงบนแผงด้วยท่าทีเบื่อหน่ายของคนที่ต้องคอยจ่ายแทนนายตลอดทาง. "เอาๆ จ่ายให้ จะได้ไปกันสักที. ทุกแผงเลยนะเนี่ย ทุกแผง." เธอพึมพำพอให้พ่อค้าได้ยิน หันมาทางเวอร์ดานทำตาขุ่น. "นี่ของชิ้นที่เก้าแล้วนะวันนี้. ท่านจะเอาเศษเหล็กพวกนี้ไปทำอะไรนักหนา."
มันเป็นการแสดงที่ดี. มันทำให้เวอร์ดานดูเหมือนนักสะสมเศรษฐีนอกคอกที่ไล่เก็บของแปลกตามตลาด ไม่ใช่ชายที่เพิ่งเจอซากบ้านของตัวเองวางขายข้างฟันสัตว์. พ่อค้ากวาดเหรียญเข้าอกอย่างรวดเร็วก่อนลูกค้าบ้าจะเปลี่ยนใจ.
เวอร์ดานเก็บเครื่องต้มน้ำลงในเสื้อคลุม. มันหนักกว่าที่ควรจะเป็น — ไม่ใช่หนักด้วยน้ำหนัก.
เขาหันจะไป.
แล้วก็หยุด.
เพราะตอนที่นิ้วเขาเลื่อนปิดกระเป๋าในเสื้อ ปลายนิ้วลูบผ่านก้นของเครื่องต้มน้ำ — ตรงส่วนที่เรียบที่สุด ที่ในยุคทองจะมีตราโรงงานประทับอยู่ — และเขาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น.
รอยขีด.
เขาดึงมันออกมาดูอีกครั้ง พลิกก้นขึ้นเข้าหาแสง.
ตราโรงงานยังอยู่ — สัญลักษณ์สามเหลี่ยมซ้อนวงกลม เครื่องหมายของโรงช่างหลวงสายที่สี่ เขาจำได้ลางๆ. แต่ทับลงไปบนตรานั้น มีรอยขีดที่ใหม่กว่ามาก. เส้นบางๆ ละเอียดยิบ ขูดลงไปด้วยปลายโลหะแหลม เป็นระเบียบเกินกว่าจะเป็นรอยบังเอิญ.
มันคือ *การวัด*.
ใครบางคนเคยถือเครื่องต้มน้ำชิ้นนี้ — ในยุคเสื่อม ในช่วงพันปีที่ผ่านมา — แล้วขีดเส้นวัดสัดส่วนของเกลียวอย่างพิถีพิถัน. เส้นแบ่งระยะเท่าๆ กัน มีจุดเล็กๆ กำกับมุม. ไม่ใช่คนที่บูชามันเป็นของศักดิ์สิทธิ์. คนที่บูชาจะกลัวเกินกว่าจะขีดข่วน. นี่คือคนที่ *ศึกษา* มัน — คนที่พยายามถอดแบบ พยายามเข้าใจว่าเกลียวพวกนี้ทำงานยังไง ทำไมมันถึงเรียงตามนี้ ทำไมจุดป้อนคำสั่งถึงมีเจ็ดจุดไม่ใช่หก.
และมีรอยไหม้.
เล็กมาก ที่ปลายเกลียวด้านหนึ่ง — รอยที่เกิดเมื่อมีคนพยายาม *ป้อนพลัง* เข้าไปในมัน. ป้อนแล้วล้มเหลว เพราะคนยุคนี้ไม่มีพลังพอ และไม่รู้ลำดับคำสั่ง. แต่เขาพยายาม. เขาพยายามจริงจัง จนเหล็กที่ไม่ขึ้นสนิมมาพันปีเกิดรอยไหม้.
เวอร์ดานยืนนิ่งกลางตลาดที่ส่งเสียงอึกทึก กลิ่นปลาแห้งกับฝุ่นถนนลอยมาในอากาศ และรู้สึกว่าความระแวงที่หลับใหลในกระดูกสันหลังของเขากำลังตื่นขึ้นอย่างช้าๆ.
มีคนยุคนี้ — อย่างน้อยหนึ่งคน — ที่ไม่ได้มองของเผ่าเขาเป็นของขลังให้กราบไหว้.
มีคนที่อยากเข้าใจมัน.
มีคนที่อยากใช้มัน.
*ใคร.*
—
พวกเขาเดินออกจากตลาดโดยไม่รีบ. เวอร์ดานเรียนรู้มานานแล้วว่าการเดินเร็วในเมืองแปลกหน้าคือการประกาศว่าคุณมีอะไรต้องซ่อน. เขาเดินช้าๆ หยุดดูแผงผ้า ชิมผลไม้ที่เปรี้ยวจนลิเลียทำหน้าขยะแขยง พยักหน้าให้เด็กที่วิ่งชนเข่าเขา. นักผจญภัยใจดีที่ไม่มีที่ไปเป็นพิเศษ.
ในเงาของซุ้มประตูเมืองด้านหนึ่ง มีร่างหนึ่งยืนพิงกำแพง คลุมหัวมิด ไม่ขยับ. คนทั่วไปจะเดินผ่านโดยไม่เห็น. เวอร์ดานเห็น เพราะเขารู้ว่าต้องมองตรงไหน. ราฮับติดตามพวกเขามาตลอดทางตั้งแต่ออกจากนครรุ่งอรุณ — เงาที่ห่างออกไปพอจะไม่ดูเป็นพวกเดียวกัน แต่ใกล้พอจะเก็บคอใครได้ในสามลมหายใจถ้าจำเป็น.
เวอร์ดานไม่ได้สั่งให้เขามา. เขาแค่พูดกับไกร์ฟอนก่อนออกเดินทางว่า "ข้าจะไปดูเมืองข้างนอกสักหน่อย" — ซึ่งในหัวไกร์ฟอนแปลว่า *นายจะลงสนามด้วยตัวเองเพื่อประเมินภัยคุกคามภูมิภาคโดยตรง ต้องมีนายพลคุ้มกันแบบมองไม่เห็น แต่ห้ามให้นายรู้ว่าเรากังวล เพราะนายไม่ชอบให้ใครกังวลแทน.* ราฮับจึงตามมา และจะตามไปจนกว่าเวอร์ดานจะกลับเข้ากำแพง โดยที่ทั้งคู่แสร้งว่าไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้.
ลิเลียเดินเคียงเวอร์ดาน มือสอดในแขนเสื้อ. รอยยิ้มกวนๆ หายไปจากใบหน้าเธอตั้งแต่ออกจากแผงพ่อค้า. เธอเห็นเขาพลิกก้นเครื่องต้มน้ำ. เธอเห็นเขาหยุด.
"นายเจออะไร" เธอถามเบาๆ ไม่หันมา.
"ของเล่นเด็ก" เวอร์ดานตอบ. "เครื่องต้มน้ำ. รุ่นถูกที่สุด."
"ฉันรู้ว่ามันคืออะไร" ลิเลียเสียงราบเรียบ. "ฉันเคยมีชิ้นนึง. ฉันถามว่านายเจออะไร *บนมัน*."
เวอร์ดานเงียบไปสองสามก้าว. หินถนนของเมืองนี้ไม่เรียบ ไม่เรืองแสง ไม่อุ่นเท้า — ต่างจากถนนที่คาสเทลปูในนครรุ่งอรุณราวฟ้ากับดิน. มันเป็นถนนของยุคที่ลืมไปแล้วว่าถนนเคยทำอะไรได้บ้าง.
"มีคนวัดมัน" เขาพูดในที่สุด. "ขีดเส้นวัดเกลียว. พยายามป้อนพลังเข้าไป. มีรอยไหม้."
ลิเลียสะดุดก้าวเล็กน้อย — เพียงนิดเดียว เร็วจนคนอื่นไม่ทัน. "คนยุคนี้น่ะนะ. พยายามป้อนพลังเข้าเครื่องเวทยุคทอง."
"ใช่."
"ก็... แปลว่ามันล้มเหลวไง" เธอพูด แต่เสียงเธอไม่มั่นใจเท่าคำพูด. "คนยุคนี้ป้อนพลังเข้ามันไม่ได้หรอก เวอร์ดาน. เด็กเราอายุเจ็ดขวบยังมีพลังมากกว่าจอมเวทเก่งสุดของยุคนี้ทั้งคน. มันก็แค่คนอยากรู้อยากเห็นคนนึงที่เอาไปลองแล้วทำพัง แค่นั้นเอง."
"แค่นั้นเอง" เวอร์ดานทวน.
นั่นคือสิ่งที่ลิเลียทำเสมอ. เธอจับความระแวงของเขาแล้วค่อยๆ คลายมันออกด้วยตรรกะ พูดราวกับเรื่องทั้งหมดมีคำอธิบายง่ายๆ ที่เขามองข้ามไปเพราะมัวแต่กลัวเงา. และส่วนใหญ่เธอก็ถูก. ส่วนใหญ่ความระแวงของเขาก็ละลายไปกับลมเมื่อเจอความจริงที่จืดสนิท — กองทัพกลายเป็นผู้ลี้ภัย ภัยกลายเป็นชายชราหิวโซ. เขาเริ่มเกลียดที่ตัวเองคาดเดาผิดบ่อยขนาดนี้ แล้วก็เกลียดตัวเองที่ยังไม่ยอมหยุดคาดเดา.
แต่คราวนี้มีบางอย่างไม่เข้าที่.
"ลิเลีย" เขาพูด "การวัดมันเป็นระเบียบ. มีคนรู้ว่าต้องวัดตรงไหน. คนที่ขีดเส้นนั้น *รู้* ว่าเกลียวมีความหมาย — ไม่ใช่ลายตกแต่ง. คนยุคนี้มองของเราเป็นของขลังให้กราบ. คนที่ทำรอยพวกนี้ไม่ได้กราบ. เขาทำงานกับมัน."
ลิเลียไม่ตอบทันที. ลมพัดเศษฟางผ่านถนนระหว่างพวกเขา.
"ก็มีคนฉลาดในทุกยุคแหละ" เธอพูด แต่เบากว่าเดิม. "นายเองก็เคยบอกว่าเวทเสื่อม ไม่ได้แปลว่าคนโง่ลง."
"ข้าเคยบอก" เวอร์ดานยอมรับ. "และข้ายังเชื่ออยู่. นั่นแหละที่ทำให้ข้าไม่สบายใจ."
—
พวกเขาแวะที่โรงเตี๊ยมท้ายตลาดเพื่อพักก่อนออกเดินทางต่อ. ไม่ใช่เพราะเหนื่อย — เวอร์ดานไม่เคยเหนื่อยจากการเดิน เขาเดินข้ามทวีปได้โดยไม่หยุดถ้าต้องการ — แต่เพราะโรงเตี๊ยมเป็นที่ที่ข่าวลือไหลรวมกัน และเขาอยากได้ยินว่าเมืองเล็กๆ ในยุคเสื่อมพูดถึงอะไร.
ส่วนใหญ่พูดถึงราคาเกลือ. พูดถึงฝนที่ไม่ตกตามฤดู. พูดถึงนครรัฐเทลวานที่ขุนนางกินกันเองจนเมืองทรุด. และพูดถึง — เวอร์ดานหูผึ่งเล็กน้อยตรงนี้ — "เมืองศักดิ์สิทธิ์ทางตะวันตกที่เทพสร้างให้คนยาก ที่ซึ่งโจรพันคนหายไปในคืนเดียว."
เขานั่งฟังตำนานของตัวเองถูกเล่าโดยคนที่ไม่รู้ว่าเขานั่งอยู่ห่างสามโต๊ะ. เรื่องบิดเบี้ยวไปจากความจริงมากขึ้นทุกครั้งที่มันเดินทาง — ในเวอร์ชันของชายขี้เมาที่โต๊ะข้างหน้า โจรพันคนไม่ได้หายไปเฉยๆ แต่ถูก "แสงทองจากฟ้า" เผาเป็นเถ้า และวีรบุรุษเวอร์ดาน "สูงเก้าศอก ดวงตาเป็นไฟ" เดินบนน้ำเข้าไปในค่ายโจรด้วยตัวเอง.
ราฮับสูงกว่าเก้าศอกนิดหน่อยในจินตนาการของคนเล่า. และดาบของราฮับก็ดูดแสงจริง — แม้จะตรงข้ามกับ "แสงทองจากฟ้า" โดยสิ้นเชิง. เวอร์ดานจิบน้ำในถ้วยดินเผาแล้วคิดว่าความจริงน่ากลัวกว่าตำนานเสมอ และนั่นคือเหตุผลที่ตำนานถึงปลอดภัยกว่าให้เชื่อ.
"ของชิ้นนั้น" ลิเลียกระซิบข้ามโต๊ะ ตามองเครื่องต้มน้ำที่นูนอยู่ใต้เสื้อคลุมเขา. "นายจะเอาไปทำอะไร. มันไม่มีค่าอะไรเลยนะ เวอร์ดาน. มันต้มน้ำได้แย่กว่ากองไฟด้วยซ้ำ."
เวอร์ดานวางถ้วยลง.
เขาไม่ได้ตอบทันที เพราะคำตอบที่จริงที่สุดเป็นคำตอบที่เขาไม่เคยพูดกับใคร — แม้แต่กับตัวเอง ในยามที่เขาพอจะหลบมันได้.
คำตอบคือ: เพราะมันมาจากบ้าน.
เพราะในโลกทั้งใบนี้ ในอนาคตที่ห่างออกไปพันสองร้อยปีจากทุกสิ่งที่เขาเคยรู้จัก — บ้านเหลืออยู่แค่สองอย่าง. หนึ่งคือยี่สิบแปดชีวิตที่นอนหลับอยู่ในนครรุ่งอรุณ คนที่เขาพาข้ามเวลามาติดที่นี่เพราะเขาเป็นคนสั่งเปิดประตู. สองคือเศษขยะถูกๆ ในมือพ่อค้า — เศษที่บอกว่าครั้งหนึ่งเคยมีโรงงานริมแม่น้ำเงิน เคยมีเช้าที่อากาศมีกลิ่นโลหะร้อน เคยมีโลกที่เขาคิดว่าจะอยู่ตลอดไป.
เขาซื้อมันเพราะถ้าเขาไม่ซื้อ มันจะถูกบูชาผิดๆ ต่อไป หรือถูกขูดวัดโดยมือที่อยากใช้มันเป็นอาวุธ. มันสมควรได้กลับบ้าน — แม้บ้านจะกลายเป็นแค่ห้องใต้ดินในเมืองที่เขาแสร้งทำว่าธรรมดา.
แต่เขาพูดออกไปว่า: "มันอาจมีประโยชน์ทางข้อมูล. ใครก็ตามที่ศึกษามันไว้ ข้าอยากรู้ว่าเขาคิดอะไรออก. แค่นั้น."
ลิเลียมองเขา. มองนานเกินไป.
แล้วเธอก็พยักหน้า รับคำโกหกนั้นด้วยความเมตตาที่เธอไม่เคยเรียกว่าความเมตตา.
"แค่นั้น" เธอพูด.
—
เวอร์ดานเรียกพ่อค้าเจ้าของแผงกลับมาอีกครั้งก่อนพวกเขาจะออกเมือง.
เขาหาตัวพ่อค้าไม่ยาก — ชายอ้วนกำลังนับเหรียญที่ได้จากเวอร์ดานซ้ำเป็นรอบที่สี่ด้วยใบหน้าที่ยังไม่เชื่อโชคตัวเอง. เมื่อเห็นลูกค้าบ้าเดินกลับมา ดวงตาเขาวาบขึ้นทั้งความหวังและความหวาดเสียว.
"ของชิ้นที่ข้าซื้อไป" เวอร์ดานเริ่ม น้ำเสียงนักผจญภัยที่อยากรู้อยากเห็น "ท่านได้มันมาจากไหน."
พ่อค้าลังเล. แหล่งสินค้าคือความลับของพ่อค้า. แต่เวอร์ดานวางเหรียญอีกเหรียญลงบนแผง — เงียบๆ — แล้วลิ้นพ่อค้าก็คลายปม.
"พ่อค้าเร่จากใต้ขอรับ" เขาพูด. "มากันเป็นคาราวานทุกสองสามเดือน. เก็บของเก่าจากซากเทพทั่วทวีปมาขายต่อ. ของพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่มีใครซื้อหรอก คนแถวนี้ไม่มีปัญญา. แต่ผมเก็บไว้บ้าง เผื่อมีคนเข้าใจของอย่างท่าน." เขายิ้มประจบ.
"ใต้" เวอร์ดานทวน. "ใต้แค่ไหน."
"ไกลขอรับ. ไกลมาก. เลยทะเลทรายไปอีก." พ่อค้าลดเสียง ดวงตากวาดไปรอบๆ อย่างคนที่กำลังจะพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดดังๆ. "ความจริงนะขอรับ ท่านน่ะซื้อถูกแล้วล่ะ. ผมขายท่านในราคาตลาด. แต่ถ้าท่านรู้จักทางลัด — ของแบบนี้ น่ะ ของจากยุคเทพแท้ๆ — มันมีคนรับซื้อในราคาที่ผมไม่กล้าพูดดังๆ."
เวอร์ดานยืนนิ่ง. "ใคร."
พ่อค้าโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นกระเทียมกับเหงื่อ.
"เทวรัฐแห่งแสงสุดท้ายขอรับ" เขากระซิบ. "ทางใต้สุด. พวกนักบวชน่ะ. พวกเขาส่งคนมารับซื้อของจากยุคเทพทุกชิ้นที่หาได้ จ่ายเป็นทองคำ ไม่ต่อราคาเลยสักนิด. ใครได้ของจากยุคเทพมาก็รวยทันที ถ้ารู้จักคนที่จะติดต่อ. ว่ากันว่าพวกเขาเก็บของพวกนี้ไว้เป็นพันๆ ชิ้นในวิหารใหญ่กลางทะเลทราย."
"ทำไม" เวอร์ดานถาม. เสียงเขายังเรียบ. มือเขาในเสื้อคลุมแตะก้นเครื่องต้มน้ำเบาๆ ตรงรอยขีดที่ใครบางคนทิ้งไว้. "ทำไมพวกนักบวชถึงอยากได้เครื่องมือเก่าๆ พวกนี้."
พ่อค้ายักไหล่ ราวกับเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว ราวกับเป็นเรื่องเล็กที่สุดในโลก.
"ก็ศาสนาของพวกเขาน่ะขอรับ" เขาพูด. "เทวรัฐแสงสุดท้ายบูชาเทพที่จากไป. เทพเจ้าที่เคยปกครองโลกในยุคทอง แล้วก็จากไปทิ้งให้เราอยู่กันในยุคเถ้าถ่านนี้. พวกเขาเชื่อว่าวันหนึ่งเทพจะกลับมา. ของพวกนี้—" เขาชี้ไปทางเสื้อคลุมเวอร์ดาน "—คือสิ่งที่เทพทิ้งไว้. ของศักดิ์สิทธิ์ของเทพที่จากไป. พวกเขาเก็บมันเพื่อรอ. รอวันที่เจ้าของกลับมาทวงคืน."
เวอร์ดานหยุดหายใจไปหนึ่งจังหวะ.
ไม่มีใครเห็น. แม้แต่ลิเลียที่ยืนห่างไปสามก้าว ก็ไม่เห็นว่าไหล่ของเขาเกร็งขึ้นชั่วเสี้ยววินาที หรือว่าค่าความระแวงในกระดูกสันหลังของเขาที่หลับใหลมาทั้งวันได้ลืมตาขึ้นเต็มดวงแล้ว.
*เทพที่จากไป.*
*ของที่เทพทิ้งไว้.*
*รอวันที่เจ้าของกลับมาทวงคืน.*
เขายืนอยู่กลางตลาดเล็กๆ ของยุคที่ลืมทุกอย่าง มีเครื่องต้มน้ำราคาขนมปังครึ่งก้อนอยู่ในอก และเพิ่งได้ยินว่าทั้งศาสนจักรหนึ่ง — ทั้งรัฐหนึ่ง — กำลังกราบไหว้รอคอยการกลับมาของเผ่าเขา. กำลังเก็บสะสมขยะถูกๆ ของเผ่าเขาไว้เป็นพันชิ้นในวิหารกลางทะเลทราย เพื่อรอวันที่ "เจ้าของ" จะกลับมา.
โดยที่เจ้าของยืนอยู่ตรงนี้.
โดยที่เจ้าของไม่ได้กลับมา — เจ้าของแค่ติดอยู่ที่นี่ เพราะตัวเขาเองเป็นคนสั่งเปิดประตูที่พัง.
และมีคนยุคนี้ที่ขีดเส้นวัดเกลียวบนเครื่องต้มน้ำ. มีคนที่พยายามป้อนพลังเข้าไปจนเกิดรอยไหม้. มีคนที่ไม่ได้แค่กราบไหว้ — แต่อยากเข้าใจ อยากใช้ อยากถอดแบบ.
คนนั้นเป็นนักบวชเทวรัฐหรือเปล่า. เป็นมือที่จัดฉากส่งเขามาอนาคตหรือเปล่า. เป็นภัยที่เก่งกว่าที่เขาตามหามาตลอด — ที่ในที่สุดก็มีรูปร่าง มีชื่อ มีวิหารกลางทะเลทรายให้ระแวง — หรือเปล่า.
หรือมันก็แค่เรื่องบังเอิญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ลิเลียจะคลายออกด้วยตรรกะจืดๆ ในคืนนี้ แล้วเขาก็จะเกลียดตัวเองอีกครั้งที่คาดเดาผิด.
เวอร์ดานไม่รู้.
แต่เป็นครั้งแรกที่คำว่า "ภัยที่เก่งกว่า" ไม่ได้ลอยอยู่ในความว่างเปล่าของหัวเขาอีกต่อไป — มันเดินทางมาจากทิศใต้สุด มันมีกลิ่นของทองคำและทะเลทราย และมันกำลังรอเขาอยู่ในวิหารที่บูชาเขาผิดๆ มาพันปี.
"ขอบใจ" เวอร์ดานพูดกับพ่อค้าด้วยรอยยิ้มของนักผจญภัยที่เพิ่งได้เกร็ดน่าสนใจไปเล่าต่อ. "เรื่องน่าทึ่งจริงๆ."
แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป — ช้าๆ ในจังหวะของคนที่ไม่มีอะไรต้องซ่อน — ขณะที่ในใจ เขาเริ่มคำนวณระยะทางสู่ทะเลทรายใต้ จำนวนวันเดินทาง ทางหนีเจ็ดเส้น และคำถามเดียวที่ดังกว่าทุกอย่าง:
*ใครเป็นคนขีดเส้นบนของของข้า — และเขารู้แค่ไหนแล้วว่าเทพที่เขารอ ไม่เคยจากไปไหนเลย.*
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.