ตอนที่ 3
3 / 25
อ่าน 17 นาที
บทที่ 3 — โลกที่เวทตายแล้ว
เผยแพร่เมื่อ 31 พ.ค. 2569 07:54
ประตูวิหารเปิดออกได้เพียงคืบเดียว ลมก็พัดเข้ามา.
มันไม่ใช่ลมที่เวอร์ดานจำได้ ลมแห่งยุคทองหนักแน่นด้วยเวทมนตร์ — หายใจเข้าทีหนึ่งเหมือนดื่มไวน์ที่กลั่นจากพลังของโลกทั้งใบ. ลมที่พัดเข้ามาตอนนี้บางเบา จืดชืด ว่างเปล่า. มันมีกลิ่นฝุ่น กลิ่นหินผุ และกลิ่นของบางสิ่งที่ตายไปนานมากจนแม้แต่ซากก็แทบไม่เหลือ.
เวอร์ดานยืนนิ่งที่ปากประตู ปล่อยให้ลมแปลกหน้าลูบผ่านใบหน้า. ด้านหลังเขา ราฮับยกดาบเวทเทพเจ้าขึ้นต่ำๆ พร้อมจะฟันสิ่งใดก็ตามที่กระโจนเข้ามา. ลิเลียเกาะกรอบประตูอีกด้าน คอยส่องด้วยเวทรักษาที่พร้อมจะคลี่ออกในเสี้ยววินาที. คาสเทลหายใจถี่อยู่ข้างหลังสุด มือกำเครื่องมือวัดพลังจนข้อนิ้วซีด.
"ออกไปทีละคน" เวอร์ดานเอ่ยเบาๆ "ราฮับนำ ลิเลียประกบข้า คาสเทลตามหลัง อย่าใช้เวทเว้นแต่ข้าสั่ง."
ราฮับพยักหน้าครั้งเดียวแล้วก้าวออกไปก่อน เงาทมึนของเขากลืนหายเข้ากับแสงแดดที่สาดจ้าจนทุกคนต้องหรี่ตา.
แสงนั้นเองที่บอกความจริงข้อแรก.
โลกข้างนอกวิหารคือซากปรักหักพังที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา. เคยมีถนนหินอ่อนที่นี่ — เวอร์ดานจำได้ — ถนนที่ทอดจากบันไดวิหารลงสู่เมืองหลวงแห่งอัสนีเทพ ปูด้วยหินขาวเรียบจนสะท้อนดาว. ตอนนี้ถนนนั้นแตกเป็นเศษ รากไม้ป่าดันหินขึ้นมาเป็นลูกคลื่น ต้นไม้ที่เวอร์ดานไม่รู้จักชื่อขึ้นทะลุซากเสาหินที่เคยสูงเสียดฟ้า. ที่ไกลออกไป ตรงที่เคยเป็นหอคอยเวทมนตร์เจ็ดยอด เหลือเพียงตอหินกร่อนๆ ที่มอสปกคลุมจนเขียวครึ้ม.
"พันปี" คาสเทลกระซิบ "แกนวิหารบอกว่าพันปี แต่ข้า... ข้านึกภาพไม่ออกว่าพันปีหน้าตาเป็นยังไง จนได้เห็นมันกับตา."
เวอร์ดานไม่ตอบ. ในใจเขากำลังวัด — ไม่ใช่วัดความเศร้า แต่วัดข้อมูล. *เสาหินผุระดับนี้ใช้เวลากี่ร้อยปี. มอสที่ขึ้นทับ — อย่างน้อยห้าร้อยฤดูฝน. ต้นไม้ที่แทงทะลุพื้นหินอ่อนหนาสามศอก — ราก โตขนาดนี้ไม่ต่ำกว่าหกร้อยปี.* ทุกตัวเลขชี้ไปทางเดียวกัน. แกนวิหารไม่ได้โกหก.
แต่สิ่งที่สั่นคลอนเขาที่สุดไม่ใช่ซาก. มันคือสิ่งที่ *ไม่มี*.
เวอร์ดานหลับตา แล้วทอดประสาทสัมผัสออกไปเบาที่สุดเท่าที่ทำได้ — เพียงปลายความรู้สึก เหมือนคนเอานิ้วจุ่มน้ำเพื่อวัดอุณหภูมิ. ในยุคทอง การทำเช่นนี้คือการจมลงในมหาสมุทร. เวทมนตร์เคยอบอวลอยู่ทุกอณูอากาศ ไหลผ่านแผ่นดิน ไหลในสายน้ำ เต้นอยู่ในแสงแดด. จอมเวทอย่างเขาเพียงเอื้อมมือก็ตักพลังได้เต็มกำมือ.
ตอนนี้เขาเอื้อมออกไป — แล้วเจอความว่างเปล่า.
ไม่ใช่ว่างสนิท. มีเวทมนตร์อยู่ — บางๆ จางๆ เหมือนกลิ่นน้ำหอมที่ติดผ้าของคนตายไปแล้ว. เหมือนเถ้าที่ยังอุ่นนิดๆ ในเตาที่ไฟดับไปทั้งคืน. มันบางจนถ้าเขาไม่ได้ตั้งใจสัมผัส เขาจะคิดว่ามันไม่มีอยู่เลย.
"โลกนี้..." เสียงเวอร์ดานแผ่วลง "...เวทมันตายแล้ว."
ลิเลียที่ยืนข้างเขาเอามือแตะอกตัวเอง สีหน้าซีดลง. นางเป็นจอมเวทอารักขา — สำหรับนาง เวทมนตร์คือลมหายใจ. การยืนอยู่ในที่ที่เวทเหือดแห้งเช่นนี้คงเหมือนยืนในห้องที่อากาศกำลังหมดไปทีละน้อย.
"แต่พวกเราก็ยังใช้ได้นี่นะ" นางพยายามพูดให้เสียงร่าเริงตามเคย แต่มันออกมาสั่นนิดๆ "เมื่อกี้ข้ายังลองคลี่เวทรักษาได้อยู่เลย."
"เพราะพวกเราไม่ได้ตักพลังจากอากาศ" คาสเทลตอบแทน เขายกเครื่องมือวัดขึ้น เข็มบนหน้าปัดแทบไม่ขยับ "พวกเรามีแกนวิหารเป็นแหล่ง — มันเก็บพลังยุคทองไว้ในตัว. ตราบใดที่แกนยังเดิน พวกเรายังร่ายเวทเทพเจ้าได้. แต่ถ้าวันหนึ่งแกนหมด..." เขาไม่พูดต่อ แต่ทุกคนได้ยินประโยคที่ค้างไว้. *ถ้าแกนหมด พวกเราก็จะกลายเป็นแค่... คนในโลกที่เวทตายแล้ว.*
เวอร์ดานเก็บประโยคนั้นไว้ในหัวอีกข้อหนึ่ง. *ข้อหนึ่ง: พวกเราต้องประหยัดพลังแกนวิหาร. ข้อสอง: ถ้าโลกนี้เวทบางขนาดนี้ การใช้เวทเทพเจ้าทีหนึ่งจะเหมือนจุดคบเพลิงกลางทุ่งมืด — ใครก็ตามที่กำลังมองหา จะเห็นเรา.*
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้สันหลังเขาเย็นวาบ.
*ถ้าบางสิ่งล้างเผ่าเราได้ในคืนเดียว มันต้องแข็งแกร่งกว่าทั้งเผ่ารวมกัน. มันอาจยังอยู่. มันอาจกำลังฟังอยู่.* ในโลกที่เวทเงียบเชียบเช่นนี้ เสียงเวทเทพเจ้าเพียงครั้งเดียวคงดังราวฟ้าผ่ากลางป่าช้า.
"ทุกคนฟังให้ดี" เวอร์ดานหันกลับไปมองทีมเล็กของเขา. น้ำเสียงเขาเปลี่ยน — ไม่ใช่เสียงของนักวิจัยที่งวยงงกับโลกใหม่อีกต่อไป แต่เป็นเสียงของหัวหน้าที่กำลังออกคำสั่ง. "ตั้งแต่นี้ไป ห้ามใครใช้เวทเทพเจ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้าโดยตรง. ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน. ไม่ว่าจะรีบแค่ไหน."
ราฮับซึ่งกำลังกวาดสายตาตรวจตราโดยรอบ หันมา. "แม้ในยามสู้?"
"แม้ในยามสู้." เวอร์ดานมองตาเขานิ่ง "ถ้าเจอภัยที่จัดการได้ด้วยมือเปล่าหรือไหวพริบ ให้ใช้สองอย่างนั้นก่อน. เวทเทพเจ้าคือทางเลือกสุดท้าย — และเมื่อใช้แล้ว เราต้องไม่เหลือใครรอดที่จะเล่าว่าเห็นอะไร."
ลิเลียเลิกคิ้ว. "ฟังดูโหดร้ายจัง สำหรับคนที่เพิ่งบ่นว่าอยากกลับบ้านเงียบๆ เมื่อชั่วโมงก่อน."
"ข้าไม่ได้อยากโหดร้าย" เวอร์ดานตอบ และเขาพูดจริง. ความตายของคนในยุคนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเป็นพิเศษ — พวกนั้นคนละยุค คนละพวก เป็นเพียงตัวแปรในสมการ. แต่เขาก็ไม่ได้หิวกระหายจะฆ่า. "ข้าแค่อยากให้พวกเราทุกคน — ทั้งยี่สิบแปดคนในวิหารนั้น — มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ข้าหาทางกลับเจอ. และวิธีเดียวที่จะทำได้ในโลกที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ คือทำตัวให้เล็กที่สุด เงียบที่สุด ไม่มีตัวตนที่สุด. เข้าใจไหม."
ทั้งสามคนพยักหน้า. แต่เวอร์ดานสังเกตว่าราฮับพยักหน้าช้าหนึ่งจังหวะ — และในดวงตาของนายพลผู้นี้ ประโยค *"ไม่เหลือใครรอดที่จะเล่า"* ดูเหมือนจะถูกบันทึกไว้ในแบบที่เวอร์ดานไม่ได้ตั้งใจให้บันทึก. แต่เขาปล่อยมันไป. ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่า.
พวกเขาเดินสำรวจต่อ.
ยิ่งเดิน ภาพของยุคเสื่อมยิ่งชัด. ตรงที่เคยเป็นน้ำพุเวทที่พุ่งสายน้ำเรืองแสงขึ้นสูงสามสิบศอก เหลือเพียงแอ่งหินแห้งที่มีใบไม้ผุทับถม. ตรงที่เคยเป็นจัตุรัสกลางเมืองหลวง — ที่ซึ่งเวอร์ดานเคยยืนปราศรัยต่อหน้าชาวอัสนีเทพนับหมื่นในวันเปิดโครงการประตูอนาคต — ตอนนี้เป็นเพียงพื้นที่โล่งรกหญ้า มีกวางป่าตัวหนึ่งเล็มหญ้าอยู่ มันเงยหน้ามองพวกเขาแวบหนึ่งแล้วกระโดดหายเข้าพง ราวกับมนุษย์เป็นสิ่งแปลกหน้าในดินแดนนี้.
"ไม่มีใครอยู่เลยหรือ" ลิเลียพึมพำ "ทั้งเมืองหลวง... ไม่มีใครเลย?"
"เมืองหลวงของเราถูกสร้างด้วยเวท" เวอร์ดานตอบ "เมื่อเวทเสื่อม สิ่งที่สร้างด้วยเวทก็คงพังเป็นอย่างแรก. คนยุคหลังคงไม่มีเหตุผลจะอยู่ในซากที่ใช้การไม่ได้." เขาเหลือบมองหอคอยที่กร่อน. *นอกจากจะมีคนยุคหลังที่อยากขุดหาอะไรในซากเหล่านี้.*
ความคิดนั้นยังไม่ทันจบ ราฮับก็ยกมือขึ้น — สัญญาณหยุด.
ทุกคนนิ่งทันที.
ราฮับชี้ไปทางทิศที่เคยเป็นเขตช่างฝีมือของเมืองหลวง. ระหว่างซากกำแพงเตี้ยๆ มีควันบางๆ ลอยขึ้น. ควันไฟ. ควันของไฟที่คนจุด.
เวอร์ดานรู้สึกได้ทันที — ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยประสาทเวท. ตรงจุดนั้นมีการ *ใช้เวท* เกิดขึ้น. เล็กมาก เบาบางมาก จนเขาแทบไม่อยากเชื่อว่ามันคือเวท. มันเหมือนแสงหิ่งห้อยดวงเดียวในความมืดมิด.
"มีคน" เขาเอ่ย "และมันกำลังใช้เวท. ตามไป — เงียบๆ."
พวกเขาเคลื่อนเข้าไปอย่างระมัดระวัง ราวกับนักล่าที่ไม่แน่ใจว่าตนกำลังล่าหรือกำลังถูกล่า. ในหัวเวอร์ดานความระแวงทำงานเต็มกำลัง. *เวทที่เบาขนาดนี้ — เป็นการพรางตัวหรือเปล่า? บางสิ่งที่แข็งแกร่งกำลังแกล้งทำตัวอ่อนเพื่อล่อให้ข้าเข้าไป? หรือมันคือกับดัก — ปล่อยควันล่อ แล้วซุ่มรอ?* เขาคำนวณทางหนีเจ็ดทาง ตำแหน่งของลิเลียและราฮับ มุมที่เขาจะคุ้มกันคาสเทลได้ดีที่สุดหากเกิดเหตุ.
แล้วพวกเขาก็เห็น.
ในซอกกำแพงที่พอกันลมได้ มีชายชราคนหนึ่งนั่งยองๆ อยู่หน้ากองฟืน. เขาผอมจนเห็นซี่โครงผ่านเสื้อขาดๆ ผมหงอกยุ่งเหยิงรวบไว้หลวมๆ บนหัว. ข้างตัวมีย่ามผ้าใบใส่ของรกๆ — เศษโลหะ เศษกระเบื้อง ของกระจุกกระจิกที่ดูเหมือนขุดมาจากซาก. ชายคนนี้ไม่มีอาวุธ ไม่มีเกราะ ไม่มีอะไรที่ดูน่ากลัวแม้แต่น้อย.
เขายื่นมือออกไปเหนือกองฟืน หลับตา ขมวดคิ้วด้วยความตั้งใจอย่างยิ่งยวด ราวกับกำลังทำสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต.
แล้วปลายนิ้วเขาก็มีประกายไฟเล็กๆ ปริออกมา.
ไฟเท่าเมล็ดถั่วดวงหนึ่งหล่นลงบนฟืน. ควันขึ้น. เปลวไฟค่อยๆ ลามจับ.
ชายชราลืมตา มองเปลวไฟที่เพิ่งจุดได้ แล้วยิ้มกว้าง — ยิ้มที่เปี่ยมความภูมิใจ ความโล่งใจ และอะไรบางอย่างที่คล้ายความปีติ. เขาถูมือเข้าหากันแล้วหัวเราะเบาๆ กับตัวเอง เสียงแหบแห้งของคนแก่ที่อยู่ลำพังมานาน. "ติดแล้ว ติดแล้ว... วันนี้ฟ้าเป็นใจ มือไม่สั่น."
เวอร์ดานยืนนิ่งอยู่หลังกำแพง.
เขามองชายชราจุดไฟด้วยเวท. มองรอยยิ้มภูมิใจนั้น. มองมือที่สั่นเทาราวกับเพิ่งยกของหนักทั้งที่เพียงจุดไฟดวงเดียว.
แล้วบางอย่างในหัวเขาก็เงียบลงทั้งหมด.
ในยุคทอง — ในเผ่าอัสนีเทพ — เด็กอายุสามขวบจุดไฟด้วยเวทได้โดยไม่ต้องคิด. มันเป็นเรื่องพื้นฐานกว่าการเดิน. คนที่ "เก่ง" คือคนที่เรียกพายุ ปั้นภูเขา หยุดเวลาในห้องเดียวได้. ส่วนเวอร์ดานเอง — เพียงกระดิกความคิด เขาก็เผาเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นแก้วได้ในพริบตา.
แต่ชายชราคนนี้ ทุ่มเทแรงทั้งหมดที่มี เพื่อจุดไฟดวงเดียวเท่าเมล็ดถั่ว. และเขาภูมิใจกับมัน. ภูมิใจ ราวกับเพิ่งทำปาฏิหาริย์.
"นี่..." ลิเลียกระซิบ เสียงนางแทบไม่มี "นี่คือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาทำได้... ใช่ไหม?"
เวอร์ดานไม่ตอบ. คาสเทลต่างหากที่ตอบ — และเสียงเขาสั่น ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะตื่นตะลึงในแบบที่นักวิชาการตื่นตะลึงเมื่อเจอสิ่งที่ทฤษฎีของตนรับไม่ได้.
"เครื่องวัดของข้า..." คาสเทลก้มดูหน้าปัด "ตอนเขาจุดไฟ เข็มขยับนิดเดียว. นิดเดียวจริงๆ. ในยุคเรา ค่านี้คือค่าของ... ของการกระพริบตา. ลมหายใจหนึ่งครั้ง." เขาเงยหน้าขึ้น สีหน้าเหมือนคนที่เพิ่งเข้าใจขนาดของหุบเหวที่ตนยืนอยู่ขอบ "เวอร์ดาน... ถ้าค่าระดับ *ลมหายใจ* คือสิ่งที่เก่งที่สุดของคนยุคนี้ แล้วเผ่าเราที่เรียกพายุได้... แล้ว *ท่าน* ที่..."
"พอ" เวอร์ดานตัดบท.
แต่ในใจเขา ความคิดยังเดินต่อไปจนสุดทาง. *ช่องว่างมันกว้างกว่าที่ข้าเตรียมใจไว้. กว้างเกินกว่าจะเรียกว่าช่องว่าง. มันคือเหวลึกไม่มีก้น.*
และนี่แหละที่ทำให้เขายิ่งหวาดระแวง.
เพราะถ้าโลกนี้อ่อนแอถึงเพียงนี้ — ถ้าคนยุคนี้ทุ่มทั้งชีวิตเพื่อจุดไฟเมล็ดถั่ว — แล้ว *อะไร* กันที่ล้างเผ่าอัสนีเทพให้สิ้นในคืนเดียว? เผ่าที่เรียกพายุได้ทั้งเผ่า. เผ่าที่มีเวอร์ดานเป็นหนึ่งในนั้น.
สิ่งที่ทำเช่นนั้นได้ ไม่ได้อยู่ในมาตรวัดเดียวกับชายชราจุดไฟคนนี้. ไม่ได้อยู่ในมาตรวัดเดียวกับทั้งโลกใบนี้ด้วยซ้ำ. มันต้องเป็นอะไรบางอย่างที่... *เก่งกว่าข้า.*
และมันอาจยังอยู่.
*ความอ่อนแอของโลกนี้ไม่ใช่เรื่องน่าวางใจ* เวอร์ดานสรุปกับตัวเอง *มันคือฉากที่ดูสงบเกินไป. ความสงบที่หลงเหลือหลังจากบางสิ่งกินทุกอย่างเรียบไปแล้ว.* เขาไม่รู้เลยว่าตรรกะนี้พาเขาไปไกลจากความจริงแค่ไหน — ว่าโลกนี้อ่อนแอเพราะมันแค่ *อ่อนแอ* ไม่มีอะไรซ่อนอยู่ในเงา. แต่จิตใจที่ระแวงของเขาปฏิเสธคำอธิบายง่ายๆ เช่นนั้นอย่างสิ้นเชิง.
"จะทำยังไงกับแก่นั่น" ราฮับถามเบาๆ มือยังแตะด้ามดาบ. คำถามของเขาเรียบง่ายและเย็นชาในแบบของนายพล — *ฆ่า หรือ ปล่อย.*
"ไม่ฆ่า" เวอร์ดานตอบทันที. ราฮับวางมือลง — แต่ดูผิดหวังเล็กน้อยอย่างที่ราฮับมักเป็น. "เก็บดาบไว้. คนแบบนี้คือสิ่งที่เราต้องการที่สุดตอนนี้ — ข้อมูล. เขาคือคนยุคนี้คนแรกที่เราเจอ. เขารู้เรื่องโลกนี้มากกว่าเราทั้งหมดรวมกัน." เขาหันไปทางลิเลีย "เธอเข้าไปคุย. ทำตัวเป็นคนเดินทางหลงทาง ดูไม่มีพิษภัย. อย่าให้เขากลัว. คนกลัวไม่พูด คนสบายใจพูดไม่หยุด."
ลิเลียยิ้มกว้าง — งานแบบนี้คืองานที่นางถนัด. นางสะบัดผ้าคลุมให้ดูซอมซ่อลง ทำหลังค่อมนิดๆ แล้วเดินอ้อมกำแพงออกไปด้วยท่าทางคนเหนื่อยล้า. "สวัสดีจ้ะคุณลุง" นางส่งเสียงใส "ขอแบ่งไออุ่นข้างกองไฟหน่อยได้ไหม เราหลงทางมาหลายวันแล้ว หิวจนแทบเดินไม่ไหว."
ชายชราสะดุ้งโหยง เกือบล้มทั้งยืน. เขาคว้าย่ามมากอดไว้แน่นด้วยสัญชาตญาณ ดวงตาเบิกกว้างมองลิเลียอย่างหวาดระแวง. "เ-เจ้าเป็นใคร! มาจากไหน! ในซากนี่ไม่ควรมีคน—"
"เราเป็นคนเดินทางค่ะ" ลิเลียยกมือทั้งสองให้เห็นว่าไม่มีอาวุธ ยิ้มอ่อนโยน "มากันสี่คน หลงเข้ามาในซากเก่า ไม่รู้จะออกไปทางไหน. เราไม่ทำร้ายลุงหรอก สาบานได้." นางค่อยๆ นั่งลงตรงข้ามกองไฟ ระยะที่พอดีให้ชายชราไม่รู้สึกถูกคุกคาม.
ชายชรามองนางอยู่นาน. แล้วความหวาดระแวงในดวงตาก็ค่อยๆ จางลง — บางทีเพราะลิเลียดูเหมือนเด็กสาวเหนื่อยล้ามากกว่าโจร. เขาผ่อนมือที่กอดย่าม. "หึ... คนเดินทาง. สมัยนี้ใครจะบ้าเดินทางผ่านเขตซากเทพ. มีแต่พวกหนีตายกับพวกหากินกับซากอย่างข้าเท่านั้นแหละ." เขาเขี่ยฟืนให้ไฟลุกขึ้น "ข้าชื่อเฒ่ากร็อก. เก็บของเก่าขาย. แล้วเจ้าล่ะ ดูเด็กดี ไม่น่าจะมาตายในที่แบบนี้."
"ลุงจุดไฟเก่งจังเลยค่ะ" ลิเลียเบนเรื่องอย่างแนบเนียน ชี้ที่กองไฟ "เมื่อกี้หนูเห็นแต่ไกล ลุงจุดด้วย... มืออะไรนะ มันวับๆ."
เฒ่ากร็อกยืดอกขึ้นทันที ความภูมิใจฉายชัดบนใบหน้าเหี่ยวย่น. "อ้อ นั่นน่ะรึ" เขาชูนิ้วขึ้น แล้วเพ่งสมาธิ — ปลายนิ้วมีประกายไฟเล็กจิ๋วปริออกมาอีกครั้ง ก่อนจะดับไปในพริบตา. เขาเหนื่อยหอบนิดๆ หลังทำเช่นนั้น "เวทไฟไง. เวทมนตร์ของจริง! ทั้งหมู่บ้านที่ข้ามาน่ะ ทำได้แค่สามคนรวมข้า. คนอื่นต้องตีหินเอาประกายไฟ ลำบากจะตาย. ข้าน่ะ" เขาตบอก "ข้าฝึกอยู่ตั้งสามปีกว่าจะจุดติด. พรสวรรค์ล้วนๆ."
ลิเลียทำสีหน้าทึ่งได้แนบเนียนถึงขั้นเวอร์ดานที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงเกือบเชื่อ. "สามปี! เก่งจริงๆ เลยค่ะลุง! หนูทำไม่ได้สักนิด."
"นั่นสิ คนรุ่นใหม่ขี้เกียจฝึก" เฒ่ากร็อกพยักหน้าหงึกหงัก พอใจสุดขีด "สมัยก่อนเขาว่ากันว่ายุคทองนู้น เทพเจ้าโบกมือทีเดียวภูเขาก็ราบ. แหม ใครจะไปเชื่อ. นิทานหลอกเด็กทั้งนั้น. เวทมนตร์จริงๆ มันก็แค่นี้แหละ — จุดไฟ ห้ามเลือดนิดหน่อย พอประทังชีวิต. มากกว่านี้ไม่มีหรอก ไม่เคยมี."
หลังกำแพง เวอร์ดานกับคาสเทลสบตากัน.
*นิทานหลอกเด็ก.* ยุคทองทั้งยุค อารยธรรมที่ครองโลกใบนี้นับพันปี ตำนานที่จริงทุกคำ — ถูกลดทอนเหลือเพียง "นิทานหลอกเด็ก" ที่ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังหน้ากองไฟ. และคนที่ยุคทองเรียกว่า "เทพเจ้า" ก็กำลังนั่งยองๆ ฟังอยู่หลังกำแพง โดยที่เฒ่ากร็อกไม่มีทางรู้.
คาสเทลเอามือปิดปากตัวเอง สีหน้าตีกันระหว่างจะหัวเราะกับจะร้องไห้.
เวอร์ดานไม่ทำทั้งสองอย่าง. เขาเพียงจดบันทึกในใจเงียบๆ. *ดี. ยิ่งโลกนี้คิดว่าเราเป็นนิทาน ยิ่งง่ายที่จะซ่อนตัว. ตราบใดที่ไม่มีใครเชื่อว่าเทพเจ้ามีจริง ก็ไม่มีใครตามหาเทพเจ้า.* แต่ความคิดถัดมาทำให้เขาขมวดคิ้ว. *เว้นแต่... จะมีคนที่รู้ว่ามันไม่ใช่นิทาน. คนที่ล้างเผ่าเราได้ ย่อมรู้ดีว่ายุคทองมีจริง. และคนแบบนั้นจะมองหาเศษซากที่หลงเหลือ — มองหาเรา.*
ลิเลียคุยกับเฒ่ากร็อกต่ออีกพักใหญ่ ป้อนถามเรื่องโลกอย่างนุ่มนวล — มีเมืองไหนบ้าง ใครปกครอง เดินทางไปทางไหน. เฒ่ากร็อกเล่าไม่หยุดอย่างคนที่ไม่ได้คุยกับใครมานาน. เขาเล่าถึงหมู่บ้านเล็กๆ ทางเหนือ เล่าถึงนครรัฐที่ไกลออกไปซึ่งเขาไม่เคยไปถึง เล่าถึงพ่อค้าเร่ที่ผ่านมาปีละครั้งสองครั้ง.
แล้วเขาก็พูดประโยคที่ทำให้เวอร์ดานหลังกำแพงเงี่ยหู.
"...แต่ถ้าจะออกจากซากนี่ ฟังข้าให้ดีนะหนู" เฒ่ากร็อกลดเสียงลง มองซ้ายมองขวาราวกับกลัวเงาจะได้ยิน "อย่าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเด็ดขาด. แถบนั้นน่ะ มันเป็นเขตของ *เจ้าโจรเลือดเหล็ก*."
ลิเลียเอียงคอ. "เจ้าโจร... เลือดเหล็ก?"
เฒ่ากร็อกขนลุกแม้แต่จะเอ่ยชื่อ. เขากระชับย่ามอีกครั้ง. "อย่าออกชื่อเขาดังๆ. คนเขาว่ากันว่าแค่เอ่ยชื่อ คนของเขาก็ได้ยิน. เขาคุมโจรเป็นพันคน. หมู่บ้านไหนไม่จ่ายส่วย — เผาทิ้งทั้งหมู่บ้าน ไม่เหลือแม้แต่หมา. หมู่บ้านข้าก็เคยจ่าย จ่ายจนหมดเนื้อหมดตัวนั่นแหละข้าถึงต้องมาเก็บของเก่าขายประทังชีวิต." แสงไฟสะท้อนในดวงตาแก่ๆ ที่เต็มไปด้วยความเข็ดขยาด "กองทัพนครรัฐยังปราบเขาไม่ลงเลย หนู. ไม่มีใครปราบเขาลง. เขาน่ะ... เป็นปีศาจที่แท้จริงของยุคนี้."
ลิเลียพยักหน้าทำหน้ากลัวตาม — แต่หลังกำแพง เวอร์ดานเพียงหลับตา.
*ชื่อแรกจากโลกใหม่.* เขาคิด. *และเป็นชื่อของ "ปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดที่คนยุคนี้รู้จัก".*
เขามองภาพในหัว: ชายชราจุดไฟเมล็ดถั่วด้วยความภูมิใจ แล้วเรียกคนคุมโจรพันคนว่าปีศาจที่ปราบไม่ได้. ในโลกที่จุดไฟคือปาฏิหาริย์ คนที่ฆ่าคนเป็นได้ย่อมคือเทพมรณะ. เวอร์ดานเข้าใจมาตรวัดของยุคนี้แล้ว — และมันยิ่งทำให้ทุกอย่างชัดเจนว่าช่องว่างระหว่างเขากับโลกนี้กว้างเพียงใด.
แต่ความระแวงในตัวเขากลับไม่ยอมวางใจ.
*โจรเลือดเหล็ก. ตั้งฐานอยู่ใกล้ซากวิหารของเรา. คุมพันคน. ปราบไม่ลง.* เวอร์ดานหรี่ตา. *บังเอิญเกินไปหรือเปล่า — ที่ "ผู้แข็งแกร่งที่สุดของแถบนี้" ตั้งอยู่ติดกับที่ที่เราโผล่มาพอดี? หรือเขาคือยามที่ถูกวางไว้เฝ้า? เป็นหน่วยลาดตระเวนของบางสิ่งที่ใหญ่กว่า — รอดูว่าจะมีใครออกมาจากซากนี้?*
เขารู้ว่าตรรกะนี้อาจเกินจริง. เขารู้. แต่ในโลกที่เผ่าทั้งเผ่าหายไปในคืนเดียว เวอร์ดานเลือกที่จะระแวงไว้ก่อน. ระแวงไม่เคยฆ่าใคร. ความประมาทต่างหากที่ฆ่า.
ลิเลียร่ำลาเฒ่ากร็อก ทิ้งเสบียงแห้งไว้ให้นิดหน่อยตามบทคนใจดี แล้วถอยกลับมาหาคณะ. เฒ่ากร็อกโบกมือส่งอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเก็บของเก่าใส่ย่ามต่อไป ไม่รู้เลยว่าเพิ่งนั่งคุยกับเทพเจ้าจากนิทานที่เขาหัวเราะเยาะ.
"ได้ความว่าไง" เวอร์ดานถามเมื่อลิเลียกลับถึงที่กำบัง.
"คุณลุงน่ารักออก" ลิเลียยิ้ม แต่แล้วสีหน้านางก็จริงจังขึ้น "แต่ที่นายอยากรู้... โลกนี้อ่อนแอจริงๆ นะเวอร์ดาน. ไม่ใช่แค่แก่คนเดียว ทั้งหมู่บ้านเขาจุดไฟได้สามคน. ส่วนเจ้าโจรที่ทุกคนกลัวนักหนา — มันก็แค่คนถือดาบที่มีพรรคพวกเยอะ ไม่มีเวทอะไรพิเศษเลย." นางมองเขาตรงๆ "นี่มันไม่ใช่กับดักหรอก. มันแค่... อ่อนแอจริงๆ."
เวอร์ดานเงียบไปครู่หนึ่ง. มองควันไฟเล็กๆ ของเฒ่ากร็อกที่ลอยขึ้นสู่ฟ้ายุคเสื่อม.
"บางที" เขาตอบในที่สุด น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ. "หรือบางที — สิ่งที่ทำให้โลกนี้อ่อนแอ คือมันถูกกินไปจนเหลือแค่นี้แล้ว." เขาหันหลังเดินกลับทางวิหาร "กลับฐานก่อน. เราต้องตั้งกฎ ตั้งระบบ และต้องรู้ให้มากกว่านี้ก่อนจะตัดสินอะไร. และคาสเทล—"
"ครับท่าน?"
"เริ่มทำแผนที่ความปลอดภัยรอบวิหารคืนนี้. ข้าอยากรู้ทุกเส้นทางที่ 'เจ้าโจรเลือดเหล็ก' จะเข้ามาถึงเราได้." เวอร์ดานทอดสายตาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ซึ่งเงาเทือกเขาทอดยาวอยู่ขอบฟ้า. "ข้าไม่ชอบเลยที่ภัยร้ายที่สุดของแถบนี้ ตั้งอยู่ใกล้บ้านใหม่ของเราขนาดนี้."
เขาไม่รู้ว่าเฒ่าโจรนั้นเป็นเพียงคนสิ้นหวังที่ลงเอยถือดาบ. เขาไม่รู้ว่าไม่มีมือใดจัดวางหมากบนกระดานที่เขาเพ่งมองอยู่. และเขาไม่รู้ว่าในวันข้างหน้า ชื่อ "เจ้าโจรเลือดเหล็ก" ที่เฒ่ากร็อกกลัวจนตัวสั่น จะหายวับไปจากโลกในคืนเดียว — ด้วยคำสั่งที่เวอร์ดานเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันออกมาเช่นนั้น.
แต่นั่นเป็นเรื่องของวันข้างหน้า.
คืนนี้ จอมเวทเทพเจ้าผู้ตกยุคเดินกลับสู่ซากวิหารของบรรพชน เพื่อเริ่มสร้างที่ยืนเล็กๆ ในโลกที่เวทตายแล้ว — โดยมีความหวาดระแวงเป็นเพื่อนเดินทางเพียงผู้เดียวที่เขาไว้ใจ.
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.