ตอนที่ 15
15 / 25
อ่าน 15 นาที
บทที่ 15 — เศษซากของกองโจร
เผยแพร่เมื่อ 31 พ.ค. 2569 07:55
หมู่บ้านชื่อ "ตีนเขาหิน" ไม่มีกำแพง.
มันมีแค่รั้วไม้สูงเท่าเอว ล้อมกระท่อมดินสามสิบหลังที่เกาะกันอยู่บนเนินเตี้ยๆ ริมลำธารแห้ง. กลางคืนมีไฟกองเดียวที่ลานหมู่บ้าน และมีชายแก่คนหนึ่งชื่อลุงแบรนนั่งเฝ้าด้วยขวานผ่าฟืนกับเวทจุดไฟ Tier ๑ ที่เขาภูมิใจมาก — เพราะในหมู่บ้านนี้ เขาเป็นคนเดียวที่จุดไฟด้วยเวทได้.
คืนนั้นลุงแบรนได้ยินเสียงม้าก่อน. แล้วก็เสียงหัวเราะ.
เขายืนขึ้น มือสั่นจุดเวทไม่ติด.
ม้าสิบกว่าตัวควบเข้ามาจากความมืด คนขี่สวมเกราะหนังปะเศษเหล็ก หน้าทาเขม่าดำ. คนนำหน้าตัวใหญ่ที่สุด มีตะปูเหล็กตอกทะลุหนังหัวเป็นวงรอบกะโหลก — บางตัวขึ้นสนิม บางตัวยังใหม่ — เขาเรียกตัวเองว่า "ตอกหัว" และเคยเป็นรองมือขวาของคางโกร เจ้าโจรเลือดเหล็ก.
"จุดไฟเก่งนี่ ตาแก่" ตอกหัวพูด แล้วชี้ดาบมาที่กองฟืนกลางลาน. "งั้นช่วยจุดให้หน่อยสิ — ข้าอยากดูหมู่บ้านเอ็งสว่างทั้งคืน."
ลุงแบรนไม่ได้จุด.
แต่หมู่บ้านตีนเขาหินก็สว่างทั้งคืนอยู่ดี.
---
ในนครรุ่งอรุณ เช้าวันที่สิบเก้านับจากผู้ลี้ภัยกลุ่มแรกมาถึง อากาศหนาวกว่าปกติ.
เวอร์ดานยืนอยู่บนระเบียงปราสาทกลางเมือง มองลงไปที่ถนนเรืองแสงที่คาสเทลสร้าง — แสงอุ่นจางๆ ใต้พื้นหินที่ละลายน้ำค้างแข็งให้ระเหยเป็นไอบางๆ ลอยขึ้นทั่วเมือง. ชาวเมืองเดินขวักไขว่อยู่ในไอหมอกนั้น หาบน้ำ ตักข้าวต้ม เปิดแผงขายของ. เด็กคนหนึ่งวิ่งไล่ไก่. มีคนเรียกชื่อเด็กว่า "อรุณ" — เด็กที่พ่อแม่ตั้งชื่อตามเมือง.
มันดูเหมือนเมืองที่มีความสุข.
*มันดูดีเกินไป* เวอร์ดานคิด ขณะจิบชาร้อนจากถ้วยดินเผาที่ชาวเมืองถวายมาเมื่อเช้า. *เมืองที่โตจากศูนย์เป็นสี่ร้อยกว่าคนในไม่ถึงสามสัปดาห์ ไม่มีโรคระบาด ไม่มีการจลาจล ไม่มีคนอดตาย ไม่มีแม้แต่การทะเลาะวิวาทที่ลงเอยด้วยเลือด.*
เขารู้ว่าคำตอบคือเซเรน่า — เซเรน่าจัดระบบแจกอาหารสามจุด วางผังที่อยู่หกโซน ออกประมวลกฎสิบสองข้อ. นั่นคือคำตอบที่สมเหตุสมผล.
แต่ส่วนหนึ่งในหัวเขา — ส่วนที่ตื่นอยู่ตลอดเวลานับพันปี ส่วนที่ออกแบบประตูอนาคตและเฝ้ามองมันร้าวลงต่อหน้าต่อตา — ส่วนนั้นกระซิบว่า *ระบบที่ดีไม่ได้แปลว่าไม่มีกับดัก. บางทีกับดักที่ดีที่สุดคือกับดักที่ทำงานราบรื่นจนเหยื่อไม่อยากออก.*
เขาวางถ้วยชาลง.
ตำนานเรื่อง "ค่ายโจรพันคนที่หายไปในคืนเดียว" ยังไม่จางจากปากชาวเมือง. ทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน มีคนคุกเข่า มีคนเอามือแตะหน้าผากแล้วก้มลง มีแม่ยกลูกขึ้นให้มองหน้าเขาราวกับการได้เห็นหน้าเขาคือพร.
เวอร์ดานสั่งให้ "จัดการให้เนียน อย่าให้ใครรู้ว่าเราแกร่ง."
ผลคือทั้งภูมิภาคกำลังร้องเพลงเกี่ยวกับความแกร่งของเขา.
*มุกอะไรของจักรวาล* เขาคิดอย่างเหนื่อยใจ.
มีเสียงรองเท้าหนังเดินมาเบาๆ ข้างหลัง. เขาไม่ต้องหันก็รู้ว่าเป็นไกร์ฟอน — ไกร์ฟอนเดินเหมือนคนที่คำนวณว่าพื้นแต่ละแผ่นรับน้ำหนักได้เท่าไรก่อนเหยียบ.
"ท่าน" ไกร์ฟอนคำนับ. ใบหน้าเลือดเย็นของเขาไม่มีอารมณ์ แต่ในมือถือม้วนหนังสองม้วน. "มีข่าวจากชายแดนภูมิภาค."
"ว่ามา."
"หมู่บ้านตีนเขาหินถูกเผาเมื่อคืน. รอดมาได้สิบเอ็ดคน หนีมาถึงประตูเมืองเราเมื่อรุ่งสาง." ไกร์ฟอนหยุดครู่หนึ่ง. "เป็นฝีมือเศษโจรที่รอดจากกองคางโกร."
เวอร์ดานหันมา. "ข้านึกว่าราฮับ—"
เขาหยุดเอง.
ราฮับล้างค่ายคางโกรในคืนเดียว ไม่เหลือพยาน. แต่ "ไม่เหลือพยาน" หมายถึงคนที่อยู่ในค่ายคืนนั้น. กองโจรพันคนไม่ได้อยู่ในค่ายพร้อมกันทุกคน — มีหน่วยที่ออกไปปล้น มีหน่วยที่คุมเส้นทางการค้า มีหน่วยที่กระจายไปรีดส่วยตามหมู่บ้าน. คนพวกนั้นกลับมาเจอค่ายว่างเปล่า ไร้ร่องรอย ไร้ศพ — และไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น.
*เศษที่หลุดจากตาข่าย* เวอร์ดานคิด.
"กี่คน" เขาถาม.
"ประเมินจากปากผู้รอด ราวสองร้อย. รวมตัวกันใหม่ใต้คนชื่อ 'ตอกหัว' — เคยเป็นรองมือคางโกร." ไกร์ฟอนคลี่ม้วนหนังม้วนแรกออก เป็นแผนที่หยาบๆ ที่เขาวาดเอง. "ตอกหัวประกาศกับทุกหมู่บ้านที่ผ่านว่า นครรุ่งอรุณคือคนที่ทำให้คางโกรหายไป และเขาจะเผานครรุ่งอรุณให้ราบเพื่อล้างแค้น. แต่เขายังไม่กล้าตรงเข้ามา — เพราะกำแพงหินขาวกับหอคอยพิทักษ์ของคาสเทล."
"เขาก็เลยไปไล่เผาหมู่บ้านที่ไม่มีกำแพงแทน."
"ถูกต้อง." ไกร์ฟอนชี้จุดบนแผนที่. "หมู่บ้านบริวารรอบนครเราเก้าแห่ง. ทั้งเก้าไม่มีกำแพง. ตีนเขาหินคือแห่งแรก. ตอกหัวกำลังไล่ทีละแห่ง บีบให้พวกเขาส่งส่วย — ทอง คน เสบียง — ไม่ก็เผา. เขาใช้ความกลัวสร้างกองกำลังกลับขึ้นมาอีกครั้ง. ภายในครึ่งเดือน เขาอาจมีคนกลับมาเป็นพันได้."
เวอร์ดานมองแผนที่นิ่ง.
ในหัวเขา ภาพเริ่มประกอบกันขึ้นในแบบที่เขาไม่อยากให้มันประกอบ.
*คางโกรหายไป. ทันทีที่คางโกรหายไป ก็มี "ตอกหัว" โผล่ขึ้นมาแทนที่เป๊ะ — มีชื่อ มีเรื่องราว มีเหตุผลที่ฟังขึ้น มีแผนที่สมเหตุสมผล. มันต่อเนื่องเกินไป. ราวกับว่ามีใครเตรียมตัวสำรองไว้แล้ว.*
*หรือว่า...*
เขาหยุดความคิดนั้นไว้. มันคือเสียงเดิม. เสียงที่บอกว่ามีมือที่สามจัดฉากทุกอย่าง เสียงที่บอกว่าโลกนี้อ่อนแอเกินจริงจนต้องมีอะไรซ่อนอยู่ เสียงที่บอกว่าคางโกรเป็น "หน่วยทดสอบ" และตอนนี้ภัยที่เก่งกว่ากำลังส่ง "หน่วยทดสอบที่สอง" มา.
เขารู้ว่าเขาควรเชื่อเสียงนั้นด้วยความระมัดระวัง.
แต่ลึกๆ ในใจ มีอีกเสียงหนึ่ง — เสียงเบากว่ามาก เสียงที่ฟังดูเหมือนลิเลีย — กระซิบว่า *หรือมันก็แค่... โจรที่หนีรอดมา แล้วมีคนหนึ่งกล้ากว่าคนอื่น เลยกลายเป็นหัวหน้า. แค่นั้น.*
เวอร์ดานไม่ชอบเสียงนั้น. มันเรียบง่ายเกินไป. และเขาเรียนรู้มานานพันปีว่าสิ่งที่เรียบง่ายเกินไปมักจะฆ่าคนที่เชื่อมัน.
"ผู้รอดสิบเอ็ดคนอยู่ไหน" เขาถาม.
"เซเรน่ารับเข้าโซนสี่แล้ว. มีเด็กสามคน." ไกร์ฟอนพูดอย่างไม่มีน้ำเสียง. "หนึ่งในนั้นบาดเจ็บที่แขน ลิเลียกำลังดูแล."
เวอร์ดานพยักหน้า.
แล้วเขาก็ทำสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำตั้งแต่ได้ยินคำว่า "เผา."
เขาเดินลงจากปราสาท.
---
ในโรงพยาบาลสนามที่คาสเทลสร้างจากหินขาวเช่นกัน — เพดานโค้งมีไฟเวทอุ่นๆ ส่องลงมา กลิ่นสมุนไพรลอยอบอวล — เด็กหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนเตียง แขนพันผ้า. ลิเลียนั่งยองๆ อยู่ข้างหน้า ป้อนน้ำผึ้งให้เด็กด้วยช้อนไม้.
"กลืนหมดนะ เก่งมาก" ลิเลียพูด เสียงร่าเริงปกติของเธอ. "เห็นไหม ไม่เจ็บเลย."
เด็กหญิงไม่ตอบ. ตาเธอแห้งผาก จ้องไปที่ผนัง — ตาแบบที่เด็กไม่ควรมี ตาของคนที่เห็นอะไรบางอย่างเผาไหม้.
เวอร์ดานยืนอยู่ที่ประตู.
เขาไม่ได้เข้าไป. เขาแค่มอง.
มันทำให้เขานึกถึงเด็กหญิงอีกคน — เด็กกำพร้าในขบวนของเฒ่ามารินที่กำเศษขนมปังไว้ในมือ ไม่ยอมปล่อย แม้ว่าจะมีอาหารพอแล้ว. เด็กที่เขามองแล้วรู้สึกบางอย่างขยับในใจที่เขาคิดว่าตายไปนานแล้ว.
*พวกนี้ไม่ใช่พวกข้า* เขาเตือนตัวเอง. *พวกนี้คือคนยุคนี้. คนละยุค คนละเผ่า. การตายของพวกเขาเป็นเพียงตัวเลขในสมการ.*
เขาพูดประโยคนี้กับตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน. เขาเชื่อมันด้วย. ส่วนใหญ่.
ลิเลียเงยหน้าขึ้น เห็นเขาที่ประตู. รอยยิ้มกวนๆ ของเธอเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง — เป็นรอยยิ้มที่อ่านเขาออกมากกว่าที่เขาอยากให้อ่านออก.
"นายมาดูเด็กเหรอ" เธอถามเบาๆ พอที่เด็กจะไม่ได้ยิน. "หรือมาดูว่าเด็กเป็นกับดักหรือเปล่า."
เวอร์ดานนิ่งไปครู่หนึ่ง.
"ทั้งสองอย่าง" เขาตอบตามจริง.
ลิเลียถอนหายใจ ลุกขึ้น เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน. เธอเดินมาหาเขาที่ประตู หันหลังให้เด็ก พูดเสียงเบา.
"นายรู้ใช่ไหม ว่าหมู่บ้านพวกนั้นจะถูกเผาเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ทำอะไร." เธอมองเขา. "อีกแปดหมู่บ้าน. ตอกหัวจะไล่เผาทีละแห่ง. และทุกแห่งมีเด็กแบบนี้."
"ข้ารู้."
"แล้วนายจะทำอะไร."
เวอร์ดานมองเด็กหญิงบนเตียงอีกครั้ง. ตาที่แห้งผากนั้น.
มันไม่ใช่ความเมตตา. เขาบอกตัวเองอย่างนั้น. มันคือเรื่องของฐาน — หมู่บ้านบริวารคือกันชน คือแหล่งเสบียง คือฉากบังหน้าที่ทำให้นครรุ่งอรุณดูเหมือนเมืองธรรมดาที่มีหมู่บ้านรอบๆ. ถ้าปล่อยให้ตอกหัวเผาจนหมด นครรุ่งอรุณจะกลายเป็นเมืองโดดเดี่ยวกลางที่ราบร้าง — เด่นชัด น่าสงสัย เป็นเป้า. และถ้าตอกหัวสะสมกำลังกลับมาเป็นพัน มันก็จะกลายเป็นเสียงรบกวนที่ดึงความสนใจ — ดึงสายตาของ "ภัยที่เก่งกว่า" ที่อาจกำลังเฝ้าดูอยู่.
เหตุผลทั้งหมดนั้นถูกต้อง. เย็นชา. คำนวณได้.
แต่ภาพที่ลอยอยู่ในหัวเขาตอนตัดสินใจ คือตาแห้งผากของเด็กบนเตียง.
เขาเลือกที่จะไม่สนใจความขัดแย้งนั้น.
"ข้าจะให้คนไปจัดการ" เขาพูด. "ไล่พวกมันให้พ้นจากหมู่บ้านพวกนั้น. แค่นั้น."
ลิเลียมองเขานานขึ้นอีกนิด. รอยยิ้มกวนๆ กลับมาเต็มดวง แต่ในตามีอะไรบางอย่างที่ซับซ้อน.
"แค่นั้นเหรอ" เธอถาม.
"แค่นั้น."
"เพราะปกติเวลานายพูดว่า 'แค่นั้น' มันไม่เคยจบแค่นั้นเลย" เธอหัวเราะเบาๆ. "นายจำได้ไหม ตอนนายบอกเซเรน่าว่า 'ช่วยดูแลพวกเขาหน่อย' — นายหมายถึงกางเต็นท์ให้นอน. ตื่นเช้ามาเรามีรัฐบาลทั้งระบบ."
เวอร์ดานกุมขมับ. เขาจำได้ดี.
"คราวนี้ข้าจะพูดให้ชัด" เขาพูดด้วยน้ำเสียงของคนที่เรียนรู้บทเรียนแล้ว. "สั้น. ชัด. ไม่มีช่องให้ตีความ."
ลิเลียยิ้มกว้างขึ้น. "โชคดีนะ."
เธอพูดเหมือนรู้บางอย่างที่เขาไม่รู้.
---
ไกร์ฟอนรออยู่ในห้องแผนที่.
ห้องนี้เป็นห้องเล็กในปราสาท ผนังหินขาวเปล่า มีโต๊ะไม้ใหญ่ตัวเดียว และบนโต๊ะมีแผนที่ภูมิภาคที่ไกร์ฟอนวาดเองด้วยมือ — ละเอียดยิบ ทุกหมู่บ้าน ทุกลำธาร ทุกเส้นทางการค้า ทุกเนินที่ใช้ตั้งหน่วยลาดตระเวนได้. เวอร์ดานเคยมองแผนที่นี้แล้วคิดว่าไกร์ฟอนใช้เวลากี่คืนกว่าจะวาดเสร็จ.
(คำตอบ: สี่คืน. ไกร์ฟอนไม่นอน.)
เวอร์ดานเดินเข้ามา. เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะพูดให้สั้นและชัด. เขาซ้อมประโยคในหัวมาตลอดทาง.
เขายืนหน้าโต๊ะ มองแผนที่ มองหมู่บ้านเก้าจุดที่ไกร์ฟอนทำเครื่องหมายไว้ มองจุดที่เขียนว่า "ตีนเขาหิน (ถูกเผา)" ด้วยตัวอักษรเล็กๆ เรียบร้อย.
แล้วเขาก็พูด.
"ช่วยหมู่บ้านพวกนั้นหน่อย."
ความเงียบ.
เวอร์ดานเสริมทันที — เพราะเขาเรียนรู้แล้ว — "ข้าหมายถึง ไล่โจรให้พ้นจากหมู่บ้าน. ทำให้พวกมันเลิกเผา. แค่นั้น. ไม่ต้องทำอะไรเกินกว่านั้น."
เขาพอใจในความชัดเจนของตัวเอง. *คราวนี้ไม่มีช่องให้ตีความผิดแล้ว.*
ไกร์ฟอนยืนนิ่งอยู่อีกฟากของโต๊ะ.
ดวงตาเลือดเย็นของเขาค่อยๆ ลดลงมองแผนที่. และเวอร์ดานเห็นบางอย่างเกิดขึ้นบนใบหน้าที่ปกติไร้อารมณ์นั้น — เห็นมันราวกับเห็นน้ำแข็งกำลังก่อตัวบนผิวน้ำ. ความนิ่งที่ลึกลงไปเรื่อยๆ. ความนิ่งของคนที่เพิ่งได้รับ — ไม่ใช่คำสั่ง — แต่เป็นปริศนา.
*ช่วยหมู่บ้านพวกนั้นหน่อย.*
ในหัวของไกร์ฟอน ประโยคนั้นไม่ได้แตะพื้นเลยสักนิด. มันลอยขึ้น แตกตัว ขยายออก เหมือนหยดหมึกในน้ำใส.
*ท่านพูดว่า "หมู่บ้านพวกนั้น" — ไม่ใช่ "หมู่บ้านตีนเขาหิน" ไม่ใช่ "หมู่บ้านที่ถูกเผา" — ท่านพูดว่า "พวกนั้น" รวมหมด. ทั้งเก้าแห่ง. ท่านไม่ได้คิดในระดับเหตุการณ์เดียว ท่านคิดในระดับเครือข่าย.*
*ท่านพูดว่า "ช่วย" — คำที่อ่อนโยน คำที่ดูเหมือนเมตตา. แต่ข้ารู้จักท่าน. ท่านไม่เคยพูดอะไรเพราะเมตตา. "ช่วย" ในปากท่านหมายถึงอะไรที่ลึกกว่านั้น. ช่วยให้พ้นภัย? ใช่ — แต่ช่วยให้พ้นภัยถาวร ต้องลบต้นตอของภัย. และต้นตอไม่ใช่ตอกหัว. ตอกหัวเป็นแค่อาการ. ต้นตอคือ "หมู่บ้านที่ไม่มีกำแพง อยู่ลำพัง ไม่มีใครคุ้มครอง" — ช่องว่างในภูมิภาค ที่โจรคนใหม่จะผุดขึ้นมาเติมเสมอตราบใดที่ช่องว่างยังอยู่.*
*ท่านบอกว่า "ไม่ต้องทำอะไรเกินกว่านั้น" — แต่ท่านกำลังทดสอบข้า. ท่านพูดสั้นที่สุดเพราะท่านต้องการให้ข้าคิดเอง. ยิ่งท่านพูดสั้น ยิ่งลึก. "ไม่ต้องทำอะไรเกินกว่านั้น" ไม่ใช่ขีดจำกัด — มันคือ "อย่าทำพลาด อย่าทำเลอะเทอะ อย่าทิ้งลายมือ ทำให้มันสะอาดและสมบูรณ์จนไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น."*
ไกร์ฟอนรู้สึกหนาวสันหลังด้วยความเลื่อมใส.
*ท่านมองเห็นทั้งกระดานในประโยคเดียว. ท่านไม่ได้สั่งให้ข้าไล่โจร — ท่านสั่งให้ข้าปิดช่องว่างทั้งภูมิภาคที่ทำให้โจรเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก. ท่านสั่งให้ข้าผนวกหมู่บ้านทั้งเครือเข้ามาอยู่ใต้ร่มของนครรุ่งอรุณ — ไม่ใช่ด้วยการยึด แต่ด้วยการ "ช่วย" จนพวกเขาขอเข้ามาเอง. การกลืนที่เนียนที่สุด คือการกลืนที่เหยื่อร้องขอ.*
*และท่านพูดให้มันฟังดูเหมือนเรื่องเล็ก — "ช่วยหน่อย" "แค่นั้น" — เพื่อทดสอบว่าข้าจะมองออกไหมว่ามันคือเรื่องใหญ่. นี่คือบทเรียน. ท่านกำลังสอนข้า.*
เวอร์ดานสังเกตเห็นไกร์ฟอนเงียบนานผิดปกติ. ความนิ่งบนใบหน้านั้นทำให้เขาไม่สบายใจเล็กน้อย.
"ไกร์ฟอน" เวอร์ดานพูด. "เข้าใจไหม. มันง่ายมาก. แค่ไล่โจร."
ไกร์ฟอนเงยหน้าขึ้นช้าๆ. และในดวงตาเลือดเย็นนั้นมีประกายบางอย่างที่เวอร์ดานเคยเห็น — ประกายเดียวกับที่เซเรน่ามีตอนเธอได้ยินคำว่า "ช่วยดูแลพวกเขาหน่อย" ประกายเดียวกับที่คาสเทลมีตอนได้ยินคำว่า "เผื่อไว้."
ประกายของลูกน้องที่เพิ่งถอดรหัสปริศนาของนายได้สำเร็จ.
"ข้าเข้าใจแล้ว ท่าน" ไกร์ฟอนพูด เสียงเรียบแต่หนักแน่นราวคำสาบาน. "ท่านวางใจให้ข้าจัดการ. ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง."
เวอร์ดานรู้สึกโล่งใจ. *ดี. คราวนี้เขาเข้าใจตามตัวอักษรแล้ว. แค่ไล่โจร.*
เขาหันจะเดินออกจากห้อง.
"ท่าน" ไกร์ฟอนเรียก.
เวอร์ดานหันกลับ.
ไกร์ฟอนกำลังคลี่ม้วนหนังม้วนที่สอง — ม้วนที่เวอร์ดานไม่เคยเห็น — ปูทับลงบนแผนที่ภูมิภาค. มันใหญ่กว่ามาก. มันครอบคลุมไม่ใช่แค่เก้าหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่เขตคางโกรเดิม — แต่ทั้งภูมิภาคตะวันตก ไปจนถึงเส้นทางการค้าที่ทอดยาวสู่นครรัฐภาคกลาง.
"เผื่อท่านต้องการดูภาพรวมก่อนข้าลงมือ" ไกร์ฟอนพูด. มือเขาเริ่มขีดเส้น.
เวอร์ดานก้าวกลับมาที่โต๊ะด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังจมลงในท้อง.
ไกร์ฟอนขีดเส้นแรก — วงล้อมรอบหมู่บ้านทั้งเก้า. "ชั้นที่หนึ่ง: ส่งหน่วยคุ้มกันไปทุกหมู่บ้านพร้อมกัน. ปราบเศษโจรของตอกหัวอย่างเป็นระบบ ภายในสามวัน. ทุกหมู่บ้านจะได้เห็นว่านครรุ่งอรุณมาถึงในยามที่พวกเขาสิ้นหวัง — มาในฐานะผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้พิชิต."
เส้นที่สอง — เชื่อมหมู่บ้านทั้งเก้าเข้าด้วยกันด้วยถนน. "ชั้นที่สอง: เมื่อปราบโจรเสร็จ เราเสนอ 'การคุ้มครองถาวร' — กำแพง ถนน ระบบน้ำ แลกกับการสวามิภักดิ์ต่อนครรุ่งอรุณ. พวกเขาเพิ่งเห็นหมู่บ้านข้างๆ ถูกเผา. พวกเขาจะรับด้วยน้ำตา. พวกเขาจะคิดว่าเราคือผู้ปลดปล่อย."
เส้นที่สาม — ขยายออกไปไกล จรดเส้นทางการค้าสายหลัก. "ชั้นที่สาม: เมื่อหมู่บ้านทั้งเครือเป็นบริวารของเรา เราคุมที่ราบตะวันตกทั้งผืน — รวมถึงต้นเส้นทางการค้าที่คางโกรเคยคุม. นครรุ่งอรุณจะไม่ใช่เมืองโดดเดี่ยวกลางซากเทพอีกต่อไป แต่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคทั้งภูมิภาค. และทั้งหมดนี้" — ไกร์ฟอนเงยหน้าขึ้น ตาเป็นประกาย — "จะเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครรู้สึกว่าถูกยึด. ทุกคนจะคิดว่าพวกเขาขอเข้ามาเอง. เนียนที่สุด. ตามที่ท่านสั่ง."
เวอร์ดานมองแผนที่ที่เต็มไปด้วยเส้นสามชั้น.
เขายืนเงียบ.
ปากเขาแห้ง.
*ข้า...* เขาคิด *ข้าแค่อยากให้เขาไล่โจรออกจากหมู่บ้าน.*
เขาเปิดปากจะพูด — จะบอกว่า "ไม่ ไกร์ฟอน ข้าหมายถึงแค่ไล่โจร ไม่ต้องยึดอะไรทั้งนั้น" — แต่แล้วเขาก็หยุด.
เพราะส่วนหนึ่งในหัวเขา ส่วนที่ระแวงและคำนวณตลอดเวลา ส่วนนั้นกำลังมองแผนสามชั้นของไกร์ฟอนแล้วคิดว่า *...มันก็สมเหตุสมผลนะ. ถ้าเราคุมที่ราบตะวันตกทั้งผืน เราก็จะมีกันชนหนาขึ้น มีหูตามากขึ้น มีเสบียงมากขึ้น. ถ้าภัยที่เก่งกว่ามีจริง การมีภูมิภาคทั้งภูมิภาคเป็นเกราะก็ดีกว่ามีแค่เมืองเดียว.*
และอีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่เห็นตาแห้งผากของเด็กหญิงบนเตียง คิดว่า *...ถ้าทุกหมู่บ้านมีกำแพง ก็จะไม่มีเด็กแบบนั้นอีก.*
เขาเกลียดที่ทั้งสองส่วนเห็นพ้องกัน.
เวอร์ดานปิดปาก.
"...ทำให้มันเนียน" เขาพูดในที่สุด เสียงเบา. "อย่าให้ใครเห็นว่าเรากำลังยึด."
ไกร์ฟอนคำนับลึก ราวกับเพิ่งได้รับโองการสวรรค์ชั้นสูงสุด.
"ดั่งประสงค์ ท่าน."
เวอร์ดานเดินออกจากห้องแผนที่ด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด — ความรู้สึกของคนที่พูดคำเล็กๆ แล้วเห็นมันบานออกเป็นเรื่องใหญ่ตรงหน้า โดยที่ห้ามมันไม่ทัน.
*ข้าแค่อยากให้เขาไล่โจร* เขาคิดอีกครั้ง ขณะเดินลงบันไดหิน.
แล้วอีกเสียงในหัว — เสียงที่ฟังดูเหมือนลิเลีย — ก็หัวเราะเบาๆ และกระซิบว่า *แน่ใจเหรอ?*
เวอร์ดานหยุดกลางบันได.
เขาไม่แน่ใจ.
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขากลัวที่สุด — ไม่ใช่ภัยที่เก่งกว่า ไม่ใช่ตอกหัว ไม่ใช่เสียงสะท้อนยุคทอง — แต่คือความจริงที่ว่า ทุกครั้งที่เขาพยายามทำเรื่องเล็กๆ มันกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเสมอ ราวกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นคอยขยายทุกคำสั่งของเขา.
*ไม่ใช่มือที่มองไม่เห็น* เขาเตือนตัวเองอย่างเหนื่อยใจ. *มันคือลูกน้องข้าเอง.*
แต่ส่วนที่ระแวงไม่ยอมเชื่อแม้แต่เรื่องนั้น.
ในห้องแผนที่ด้านหลัง ไกร์ฟอนยังก้มอยู่กับแผนที่สามชั้น เริ่มเขียนรายชื่อหน่วยคุ้มกัน คำนวณเส้นทาง วางตารางเวลาเป็นชั่วโมง. ริมฝีปากเขาขยับเบาๆ ราวท่องบทสวด — ท่องคำสั่งของนายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ค้นหาความหมายที่ซ่อนลึกลงไปอีกชั้น ที่เขาแน่ใจว่าต้องมี.
*ช่วยหมู่บ้านพวกนั้นหน่อย.*
สี่คำ.
ไกร์ฟอนยิ้มบางๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน.
นายของเขาช่างเป็นอัจฉริยะที่ลึกล้ำเหลือเกิน.
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.