ตอนที่ 5
5 / 25
อ่าน 17 นาที
บทที่ 5 — ผู้พิทักษ์ตื่น
เผยแพร่เมื่อ 31 พ.ค. 2569 07:54
แกนวิหารหลับมานานเกินกว่าที่หินจะจดจำ.
คาสเทลยืนอยู่หน้ามันด้วยมือสองข้างสั่นเทาแบบที่เวอร์ดานไม่เคยเห็นมาก่อน — ไม่ใช่สั่นเพราะกลัว แต่สั่นแบบเด็กที่ยื่นมือจะแตะของเล่นซึ่งพ่อบอกมาทั้งชีวิตว่าห้ามแตะ. แกนพลังเป็นเสาคริสตัลสูงเท่าสามคน ฝังอยู่กลางห้องโถงใต้สุดของวิหาร แสงในเนื้อมันริบหรี่เหมือนถ่านไฟที่เกือบมอด เต้นเป็นจังหวะช้าๆ ราวกับหัวใจของคนแก่ที่ยังไม่ยอมตาย.
"พันปี" คาสเทลกระซิบ ลูบนิ้วไปตามรอยจารึกที่พันรอบฐานเสา "มันยังเต้นอยู่ ท่าน. หลังจากพันปี — มันยังเต้นอยู่."
"แล้วมันจะตื่นไหม" เวอร์ดานถาม. น้ำเสียงเขาเรียบ ไม่มีความตื่นเต้นเจือปน — หรืออย่างน้อยก็ไม่มีในส่วนที่เขาปล่อยให้คนอื่นได้ยิน. *ในใจ* เขากำลังนับ. นับว่าถ้าแกนนี้ใช้การไม่ได้ พวกเขาจะเหลือกำลังป้องกันฐานเท่าไหร่. คำตอบไม่น่าพอใจนัก: เผ่าอัสนีเทพยี่สิบแปดคนที่รอดข้ามเวลามา ทุกคนใช้เวทเทพเจ้าได้จริง — แต่ยี่สิบแปดคนไม่ใช่กองทัพ. และถ้าสิ่งที่ล้างทั้งเผ่าในคืนเดียวยังอยู่ ยี่สิบแปดคนอาจไม่ต่างจากเทียนยี่สิบแปดเล่มในพายุ.
เขาต้องการกำแพง. เขาต้องการทหารที่ไม่หลับ ไม่กิน ไม่ทรยศ และไม่ตาย.
เขาต้องการผู้พิทักษ์.
"ตื่นได้ครับ" คาสเทลตอบ ดวงตาเป็นประกายในแสงสลัว. "แต่ราคามันแพง. การปลุกผู้พิทักษ์หนึ่งตน ดึงพลังจากแกนนี้เท่ากับ... " เขาคำนวณในหัว ริมฝีปากขยับเงียบๆ "เท่ากับที่ข้าจะยิงเวทเทพเจ้าระดับกลางได้สิบครั้ง. ปลุกหนึ่งตน แกนหรี่ลงหนึ่งขั้น. และมันฟื้นช้ามาก ท่าน — ช้าจนข้าวัดไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพันปีที่ผ่านมามันฟื้นกลับมาได้กี่เปอร์เซ็นต์."
เวอร์ดานเงียบ.
นี่คือสิ่งที่เขาเกลียดเกี่ยวกับโลกนี้. ในยุคทอง เขาจะปลุกผู้พิทักษ์ทั้งกองพันโดยไม่ต้องคิดเรื่องราคา — อากาศทั้งทวีปอิ่มเวทจนล้น ตักใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด. แต่ที่นี่ อากาศแห้งผาก. เวทในบรรยากาศบางเสียจนเขาสัมผัสได้แค่เหมือนกลิ่นจางๆ ของฝนที่ตกไปนานแล้ว. ทุกหยดพลังที่พวกเขามี ถูกขังอยู่ในแกนนี้ และแกนนี้กำลังตาย.
"ปลุกสาม" เขาตัดสินใจ.
คาสเทลกะพริบตา. "สาม? ท่าน เรามีผู้พิทักษ์ในผังวิหารถึงร้อยสี่สิบเจ็ดตน ข้าตรวจสอบแล้ว ถ้าปลุกครบ—"
"ปลุกสาม" เวอร์ดานพูดซ้ำ. "หนึ่งเฝ้าประตูบน หนึ่งเฝ้าแกน หนึ่งเป็นหูเป็นตา. แค่นั้น."
"แต่—"
"คาสเทล." เวอร์ดานหันมามอง และคาสเทลเงียบทันที. "ถ้าข้าปลุกร้อยสี่สิบเจ็ดตน เจ้ารู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น."
นักประดิษฐ์ส่ายหน้าช้าๆ.
"แกนจะปล่อยเสียงสะท้อนยุคทองออกไปแรงพอที่จะดังข้ามทวีป" เวอร์ดานเอ่ย เสียงต่ำลง. "เหมือนตีระฆังเทพเจ้ากลางความเงียบของยุคที่ลืมว่าเทพเจ้าเคยมีจริง. และถ้ามีใคร — *อะไร* — ในโลกนี้ที่รู้ว่าเสียงนั้นแปลว่าอะไร มันจะรู้ทันทีว่ามีคนของยุคทองรอดมา. และมันจะรู้ว่าเราอยู่ตรงไหน."
เขาปล่อยให้ความเงียบกลืนคำพูดของตัวเอง.
"เราเพิ่งตื่นมาในโลกที่ฆ่าเผ่าเราจนหมด" เวอร์ดานพูดต่อ เบากว่าเดิม. "ข้ายังไม่รู้ว่าใครฆ่า. ข้ายังไม่รู้ว่ามันยังอยู่ไหม. สิ่งเดียวที่ข้ารู้คือ — เราจะไม่ตีระฆังบอกตำแหน่งให้มันในวันที่สองที่เราตื่น. ปลุกสาม. เงียบที่สุดเท่าที่เงียบได้."
คาสเทลก้มหัว. "ครับท่าน." เขาหันกลับไปหาแกน วางฝ่ามือทั้งสองลงบนผิวคริสตัลที่เย็นเฉียบ แล้วเริ่มสวดอักขระยุคทองด้วยเสียงแผ่ว.
แสงในแกนหรี่ลง.
แล้วใต้พื้นห้องโถง บางอย่างขยับ.
---
มันเริ่มจากเสียงครูดของหินที่ไม่ได้ขยับมาพันปี.
ผนังด้านหนึ่งของห้องโถง — สิ่งที่เวอร์ดานเคยคิดว่าเป็นแค่กำแพงสลักลายประดับ — แยกออกเป็นรอยตะเข็บที่มองไม่เห็นมาก่อน. ฝุ่นพันปีร่วงพรูลงเป็นม่าน. และจากภายในเงาที่ลึกกว่าเงา ร่างหนึ่งก้าวออกมา.
มันสูงสองเท่าของคน. รูปร่างเหมือนนักรบสวมเกราะเต็มยศ แต่ไม่มีเนื้อหนังอยู่ในเกราะนั้น — มีเพียงโครงโลหะสีเงินหม่นที่สลักอักขระเวทไว้ทั่ว และในช่องว่างระหว่างข้อต่อ มีแสงสีทองอ่อนๆ ไหลเวียนเหมือนเลือด. มันไม่มีใบหน้า มีเพียงแผ่นเรียบที่ตรงกลางมีรอยสลักเป็นวงกลมซ้อนกันสามวง. เมื่อมันก้าวเต็มเท้า พื้นหินทั้งห้องสั่นสะเทือน.
ลิเลียที่ยืนอยู่ข้างประตูถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว. "...ตัวเบ้อเริ่ม" นางพึมพำ.
ร่างที่สอง และร่างที่สาม ก้าวตามออกมาจากผนังอีกสองด้าน. ทั้งสามยืนเรียงกัน นิ่งสนิทราวกับรูปปั้น แล้วพร้อมกัน — พร้อมกันเป๊ะจนน่าขนลุก — ทั้งสามคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ก้มหัวต่ำ.
เสียงดังขึ้นในห้อง. ไม่ใช่เสียงจากปาก เพราะมันไม่มีปาก. เป็นเสียงที่ดังตรงเข้าไปในหัวของทุกคน เป็นภาษายุคทองที่เวอร์ดานไม่ได้ยินมานับพันปี และทำให้บางอย่างในอกเขาแน่นขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว.
*"ผู้ถือกุญแจวิหาร. ข้าทั้งสามตื่นแล้ว. โปรดออกคำสั่ง."*
เวอร์ดานยืนนิ่ง.
มันเรียกเขาว่า *ผู้ถือกุญแจ.* เพราะสายเลือดเวทของเขายังตรงกับรหัสที่เผ่าฝังไว้ในแกนเมื่อพันปีก่อน. ในห้องนี้ มีเพียงสามสิ่งที่จดจำว่ายุคทองมีจริง — แกนคริสตัลที่กำลังตาย รอยจารึกบนผนัง และผู้พิทักษ์สามตนที่เพิ่งคุกเข่าต่อหน้าเขา. ทั้งโลกข้างบนเรียกยุคทองว่านิทานหลอกเด็ก. แต่ที่นี่ ใต้ดินลึกสุด ยังมีบางสิ่งที่ไม่เคยลืม.
เป็นความรู้สึกที่เขาไม่ได้คาดไว้ว่าจะรู้สึก. และเขาไม่ชอบความรู้สึกที่ไม่ได้คาดไว้.
"เจ้าเฝ้าที่นี่มากี่ปี" เขาถาม.
ผู้พิทักษ์ตนกลางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย. *"ข้าไม่นับปี ผู้ถือกุญแจ. ข้านับการตื่น. ครั้งสุดท้ายที่ข้าตื่น มีผู้ถือกุญแจสั่งให้ข้าหลับ และบอกว่า — "* เสียงในหัวสะดุดลง ราวกับกลไกที่ข้อมูลขาดหาย *"— บันทึกเสียหาย."*
เวอร์ดานหรี่ตา. "เสียหายอย่างไร."
*"คืนสุดท้าย ข้าได้รับคำสั่งสุดท้าย. แล้วข้าถูกสั่งหลับ. ระหว่างหลับ มีบางสิ่งผ่านวิหารนี้ไป. ข้ารับรู้ได้แม้ในยามหลับ — เป็นเงาที่เวทเทพเจ้าไม่อาจส่องถึง. แต่ข้าถูกสั่งห้ามตื่น. ดังนั้นข้าจึงไม่ตื่น. และเมื่อข้าหลับต่อ... โลกข้างบนก็เงียบไป."*
ห้องเงียบกริบ.
ลิเลียไม่ยิ้มอีกแล้ว. คาสเทลหยุดหายใจ.
"เงาที่เวทเทพเจ้าไม่อาจส่องถึง" เวอร์ดานทวนช้าๆ. ทุกคำในประโยคนั้นไหลเข้าไปในส่วนที่ระแวงที่สุดของสมองเขา และจุดไฟ. *เงา. ที่ผ่านวิหารไปในคืนสุดท้าย. คืนเดียวกับที่เผ่าหายไป.* "เจ้าเห็นมันหรือเปล่า. รู้ไหมว่ามันคืออะไร."
*"ข้าถูกสั่งห้ามตื่น ผู้ถือกุญแจ"* ผู้พิทักษ์ตอบ ราวกับนั่นคือคำตอบทั้งหมดของจักรวาล. *"ข้าจึงไม่เห็น. ข้าเพียงรับรู้ว่ามันผ่านไป. และเมื่อมันผ่านไปแล้ว ก็ไม่มีผู้ถือกุญแจคนใดมาปลุกข้าอีกเลย — จนถึงท่าน."*
เวอร์ดานยืนนิ่งอยู่นานกว่าที่เขาตั้งใจจะนิ่ง.
มันไม่ได้พูดออกมาตรงๆ. แต่ทุกคำมันต่อกันได้เพียงทางเดียว. เผ่าอัสนีเทพไม่ได้เสื่อมสลายไปช้าๆ. ในคืนหนึ่ง มีบางสิ่งผ่านวิหารนี้ไป — บางสิ่งที่แม้แต่ผู้พิทักษ์เวทเทพเจ้าก็มองไม่เห็น — และหลังจากนั้น ไม่มีใครเหลือมาปลุกผู้พิทักษ์อีกเลย. ทั้งเผ่า. ในคืนเดียว. โดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยให้เครื่องจักรเทพเจ้าจับได้.
*นี่ไม่ใช่ความระแวง.* ความคิดนั้นผุดขึ้นเย็นเฉียบ. *นี่คือพยาน.*
"เวอร์ดาน" ลิเลียเรียกเบาๆ. นางมองเขาออก — มองออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไร และมันกำลังพาเขาไปทางไหน. "อย่าเพิ่งสรุป. มันบอกว่าบันทึกเสียหาย. มันอาจจำผิด มันอาจ—"
"มันเป็นเครื่องจักร ลิเลีย" เวอร์ดานตอบโดยไม่หันมา. "เครื่องจักรไม่กลัว ไม่เล่าเกินจริง ไม่ฝัน. มันรายงานสิ่งที่มันรับรู้. และสิ่งที่มันรับรู้คือ — มีบางอย่างที่เก่งกว่าเวทเทพเจ้าผ่านมาในคืนที่เผ่าเราหายไป."
เขาหันกลับมา. และสีหน้าของเขาเรียบเฉยจนลิเลียขนลุกยิ่งกว่าตอนเห็นผู้พิทักษ์.
"ข้าไม่ได้ระแวงเปล่าๆ มาตลอด" เวอร์ดานพูด. "มันมีจริง. และมันยังอาจอยู่."
---
ห้องประชุมที่พวกเขาตั้งขึ้นชั่วคราวในชั้นบนของวิหารไม่มีอะไรหรูหรา — มีแค่โต๊ะหินที่คาสเทลขัดให้เรียบ กับแสงจากลูกแก้วเวทดวงเล็กๆ ที่ลิเลียจุดไว้. แต่เซเรน่าจัดมันราวกับเป็นท้องพระโรง. นางวางแผ่นหนังที่เขียนด้วยลายมืออันคมกริบลงบนโต๊ะ กางมันออก แล้วยืนตัวตรง.
"กลับยุคทองไม่ได้" นางเริ่ม ไม่อ้อมค้อม. "ประตูอนาคตพัง คาสเทลยืนยันแล้วว่าซ่อมในสภาพปัจจุบันไม่ได้. แปลว่าเราอยู่ที่นี่ — ไม่ใช่ชั่วคราว แต่อาจตลอดไป. และเมื่อเราอยู่ที่นี่ เราต้องมีที่ยืน. ดิฉันเสนอให้สร้างฐานถาวรทับวิหารนี้."
ไกร์ฟอนพยักหน้ารับช่วงทันที ราวกับสองคนซ้อมกันมา — ซึ่งเวอร์ดานสงสัยว่าซ้อมจริง. "เห็นด้วยกับเซเรน่าในหลักการ ขอเสริมในเชิงยุทธศาสตร์." เขาเลื่อนนิ้วไปบนแผนที่หยาบๆ ที่วาดเขตรอบวิหาร. "วิหารนี้คือสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้ — แกนพลัง คลังความรู้ ผู้พิทักษ์. ถ้าเราทิ้งมันไว้แล้วเร่ร่อน เท่ากับทิ้งไพ่ใบเดียวที่เหนือกว่าทั้งโลกนี้. แต่ถ้าเราตั้งฐานทับมัน เราได้ทั้งที่กำบัง ทั้งคลัง และทั้งฉากบังตา — เพราะถ้ามีเมืองอยู่ข้างบน ไม่มีใครคิดว่าใต้เมืองคือเครื่องจักรเทพเจ้า."
เขาเงยหน้าขึ้นมองเวอร์ดาน ดวงตาเป็นประกายของคนที่คิดว่าตัวเองเพิ่งถอดรหัสเจตนาอันลึกล้ำของนายได้สำเร็จ.
"และข้าเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ท่านคิดไว้ตั้งแต่ต้นใช่ไหมครับ ท่านเวอร์ดาน — สร้างเมืองเป็นเปลือก ซ่อนแก่นไว้ข้างใน. ปกปิดด้วยการแสดงตัวให้เห็น. ยอดเยี่ยมมาก."
เวอร์ดานมองเขานิ่งๆ.
*ข้าแค่อยากมีกำแพงให้ผู้พิทักษ์เฝ้า.* เขาคิด. *แต่ถ้าไกร์ฟอนอยากเรียกมันว่าแผนสามชั้น ก็ตามใจ.*
"พูดต่อ" เวอร์ดานเอ่ยแค่นั้น.
ไกร์ฟอนยิ้มน้อยๆ ราวกับเพิ่งได้รับรางวัล แล้วกางแผนการต่อ — โครงสร้างกำแพง จุดเฝ้าระวัง เส้นทางหนี เจ็ดเส้น (เวอร์ดานสังเกตในใจว่าไกร์ฟอนวางเจ็ดเส้นพอดี ซึ่งเป็นจำนวนที่เขาเองชอบใช้ และไม่แน่ใจว่าควรภูมิใจหรือกังวลที่ลูกน้องเริ่มคิดเหมือนเขา). เซเรน่ารับช่วงเรื่องทรัพยากร — น้ำ อาหาร แรงงาน. ทุกคำของนางมีตัวเลขรองรับ ทุกตัวเลขต่อกันเป็นโครงสร้างที่ไร้รอยรั่ว.
เวอร์ดานฟังจนจบ. แล้วเขาก็พูดสิ่งที่ทำให้ทั้งสองหยุดชะงัก.
"ทำได้" เขาบอก. "แต่มีเงื่อนไขเดียวที่ห้ามละเมิด."
ห้องเงียบ.
"จากข้างนอก" เวอร์ดานพูดช้าๆ ชัดทุกคำ "ทุกอย่างต้องดู *ธรรมดา*."
เซเรน่าขมวดคิ้วเล็กน้อย — สีหน้าที่ใกล้เคียงที่สุดกับความสับสนที่นางจะแสดงออก. "ธรรมดา หมายความว่า..."
"หมายความว่า" เวอร์ดานลุกขึ้น เดินไปที่ช่องหน้าต่างที่มองออกไปเห็นซากวิหารและที่ราบรกร้างข้างนอก "ถ้านักเก็บของเร่ร่อนเดินผ่านมา เขาต้องเห็นแค่ซากเก่ากับคนกลุ่มเล็กๆ ที่พยายามเอาตัวรอด. ไม่ใช่ป้อมปราการเรืองแสง. ไม่ใช่กำแพงที่ยิงทำลายภูเขาได้." เขาหันมามองคาสเทลตรงๆ ตรงนี้ "คาสเทล ข้ารู้ว่าเจ้าอยากสร้างอะไร. อย่าสร้าง."
คาสเทลทำหน้าเหมือนเด็กที่เพิ่งถูกริบขนม. "แต่ป้อมแค่ยิงทำลาย *เนินเขา* ก็พอครับท่าน ไม่ต้องถึงภูเขา ข้าลดสเกลให้แล้ว—"
"คาสเทล."
"...ครับ. ธรรมดา. รับทราบครับ." เขาถอนหายใจราวกับสูญเสียลูกในไส้.
เวอร์ดานหันกลับไปมองข้างนอกอีกครั้ง. ที่ราบรกร้างทอดยาวจนสุดสายตา ภายใต้ท้องฟ้าสีจืดของยุคเสื่อม. และในความเงียบนั้น เขาอธิบายเหตุผลที่แท้จริง — เหตุผลที่ไม่ใช่ชั้นเชิงอย่างที่ไกร์ฟอนคิด.
"พวกเจ้าได้ยินสิ่งที่ผู้พิทักษ์พูดข้างล่าง" เขาเอ่ย. "บางสิ่งผ่านวิหารนี้ไปในคืนที่เผ่าเราหายไป. บางสิ่งที่เวทเทพเจ้ามองไม่เห็น. ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร ข้าไม่รู้ว่ามันยังอยู่ไหม. แต่ถ้ามันยังอยู่ — และมันเคยฆ่าเราได้ทั้งเผ่าในคืนเดียว — สิ่งสุดท้ายที่ข้าอยากทำคือยืนโบกธงบอกว่า *นี่ไง พวกที่เหลือ อยู่ตรงนี้ มาเอาให้ครบ.*"
เขาหันกลับมา. มองทีละคน — ไกร์ฟอนผู้คำนวณ เซเรน่าผู้เย็นชา คาสเทลผู้หมกมุ่น ลิเลียที่ยืนพิงผนังมองเขาด้วยสายตาที่อ่านยาก.
"เราเหลือกันแค่ยี่สิบแปดคน" เวอร์ดานพูด เสียงต่ำลงจนแทบเป็นกระซิบ. "ยี่สิบแปดคนในทั้งจักรวาล. นี่คือทั้งหมดที่เหลือของเผ่าอัสนีเทพ. ถ้าข้าทำพลาด — ถ้าข้าตีระฆังดังเกินไป แล้วสิ่งที่ฆ่าบรรพชนของเรากลับมา — มันจะไม่มีรุ่นต่อไปให้แก้ตัว. จะไม่มีใครเหลือมาจุดไฟให้เราด้วยซ้ำ."
ไม่มีใครพูดอะไร.
เป็นลิเลียที่ตอบ. นางผลักตัวออกจากผนัง เดินมาวางมือบนโต๊ะหิน เงยหน้ามองเขา. "เราเข้าใจ" นางบอก เสียงเบาแต่หนักแน่น. "ทุกคนเข้าใจ เวอร์ดาน. นายไม่ต้องอธิบายให้พวกเราฟังก็ได้." แล้วนางก็ยิ้มจางๆ ยิ้มแบบที่มีอะไรซ่อนอยู่ "แค่... อย่าลืมว่าการระแวงทุกเงาก็เหนื่อยนะ. นายแบกพวกเราอยู่ ก็จริง. แต่นายไม่ต้องแบกทั้งเงาที่อาจไม่มีอยู่ด้วย."
เวอร์ดานมองนางครู่หนึ่ง.
"เงาที่อาจไม่มีอยู่" เขาทวน. แล้วส่ายหน้าช้าๆ. "ลิเลีย. ข้าเพิ่งได้ยินพยานยืนยันว่ามันมีอยู่จริง. นั่นไม่ใช่เงาในหัวข้ออีกต่อไป."
ลิเลียอ้าปากจะเถียง — แต่แล้วก็หุบ. เพราะคราวนี้ นางก็เถียงไม่ออกเหมือนกัน. ผู้พิทักษ์พูดชัด. มีบางสิ่งผ่านไปจริง. และไม่ว่านางจะอยากเชื่อว่าโลกนี้แค่อ่อนแอเฉยๆ แค่ไหน — คำให้การของเครื่องจักรที่ไม่รู้จักโกหก ก็ค้านอยู่ในหูนางเงียบๆ.
"งั้น" นางพูดในที่สุด เสียงเบาลง "ถ้ามันมีจริง... เราก็ยิ่งต้องสร้างที่ยืนให้แข็งแรงสิเนอะ. ทั้งแข็งแรงและธรรมดา. คาสเทลทำได้ไหมล่ะ."
คาสเทลถูกเรียกชื่อ เงยหน้าขึ้นทันที ตาเป็นประกายกลับมา. "ทำได้สิครับ! กำแพงที่ดู *เหมือน* ซากเก่าแต่จริงๆ แข็งกว่าเหล็กสิบเท่า ป้อมที่ดู *เหมือน* หอคอยพังแต่จริงๆ ยิงได้ แค่ซ่อนรูปลักษณ์ไว้ — โอ้ ข้าออกแบบได้! ข้าจะทำให้มันดูเป็นซากที่น่าสมเพชที่สุดในทวีป ภายนอกน่าสมเพช ภายในคือ—"
"คาสเทล" เวอร์ดานเตือน แต่คราวนี้น้ำเสียงเขาผ่อนลงเล็กน้อย. "น่าสมเพชภายนอก. เก็บความแข็งแกร่งไว้ภายใน. นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการ."
"รับทราบครับท่าน!" คาสเทลคว้าแผ่นหนังกับปากกาเวทแล้วเริ่มขีดเขียนอย่างบ้าคลั่ง พึมพำกับตัวเองเรื่องชั้นพรางตา การกระจายโหลด และคำว่า "เผื่อไว้" ซึ่งเวอร์ดานเริ่มเรียนรู้ว่าเป็นคำที่อันตรายที่สุดในคลังศัพท์ของนักประดิษฐ์คนนี้.
เซเรน่าม้วนแผ่นหนังของนางเก็บ พยักหน้าครั้งเดียวอย่างพอใจ. ไกร์ฟอนยังคงยิ้มน้อยๆ ราวกับเพิ่งเห็นนายของเขายืนยัน "แผนการอันลึกล้ำ" ที่เขาคิดว่ามีอยู่.
แผนถูกวางแล้ว. ฐานจะเกิดขึ้น. และทุกอย่างจะดู *ธรรมดา*.
เวอร์ดานควรจะรู้สึกพอใจ. แต่เขาไม่.
เพราะลึกในใจ คำของผู้พิทักษ์ยังก้องอยู่ — *เงาที่เวทเทพเจ้าไม่อาจส่องถึง* — และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ตื่นมาในยุคเสื่อม ที่ความระแวงของเขาไม่ได้รู้สึกเหมือนความระแวงอีกต่อไป.
มันเริ่มรู้สึกเหมือนคำเตือน.
---
สามวันผ่านไป.
ฐานเริ่มเป็นรูปเป็นร่างเร็วกว่าที่เวอร์ดานคาด. คาสเทลกับผู้พิทักษ์สองตน (ตนที่สามเขาเก็บไว้เฝ้าแกน ตามคำสั่ง) ยกหินซากวิหารเก่ามาเรียงเป็นกำแพงรอบนอก — กำแพงที่มองเผินๆ เหมือนซากปรักหักพังที่บังเอิญตั้งเรียงกัน แต่ทุกก้อนถูกเชื่อมด้วยอักขระเวทที่ฝังลึกจนตาเปล่ามองไม่เห็น. ภายในวันที่สาม กำแพงรอบนอกปิดวงสำเร็จ. มันดูทรุดโทรม น่าสมเพช และไร้ค่า — ซึ่งคือสิ่งที่เวอร์ดานต้องการพอดี.
เขายืนอยู่บนยอดซากหอคอยที่คาสเทลพรางให้ดูเหมือนพังครึ่ง มองออกไปยังที่ราบยามเย็น. ลมหอบฝุ่นพัดผ่านหน้าเขา. ราฮับยืนเงียบอยู่ข้างหลังเหมือนเงา — นายพลนักรบที่พูดน้อยจนเวอร์ดานบางครั้งลืมไปว่าเขาอยู่ด้วย.
"เงียบดี" เวอร์ดานเอ่ย — กับตัวเองมากกว่าจะกับใคร. "เงียบเกินไปด้วยซ้ำ."
ราฮับไม่ตอบ. เขาไม่เคยตอบสิ่งที่ไม่ใช่คำสั่ง.
เวอร์ดานหลับตา ปล่อยประสาทสัมผัสเวทแผ่ออกไปบางๆ — บางที่สุดเท่าที่เขากล้า ระวังไม่ให้ทิ้งร่องรอย. โลกนี้แห้งผากจนการแผ่ประสาทเหมือนการฟังเสียงในห้องที่ดูดเสียงทั้งหมด. เขาไม่ได้ยินอะไร. ไม่มีเวท. ไม่มีภัย. ไม่มีเงา.
และนั่นแหละคือสิ่งที่กวนใจเขา. *ความเงียบไม่ได้แปลว่าปลอดภัย. มันแค่แปลว่าข้ายังไม่เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่.*
เขากำลังจะหันกลับเข้าฐาน เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นในหัวเขา — เสียงไร้ปากของผู้พิทักษ์ตนที่เขาตั้งให้เป็นหูเป็นตา. มันเฝ้าอยู่บนยอดสูงสุดที่มองได้ไกลที่สุด.
*"ผู้ถือกุญแจ."*
เวอร์ดานหยุด. ราฮับขยับมือไปที่ด้ามดาบโดยอัตโนมัติ — เขาได้ยินเสียงนั้นเหมือนกัน.
*"ตรวจพบการเคลื่อนไหว. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ. ระยะไกล."*
ความเย็นวาบขึ้นในอกเวอร์ดาน. *ตะวันออกเฉียงเหนือ.* ทิศที่เฒ่ากร็อกเตือนว่าเป็นเขตของเจ้าโจรเลือดเหล็ก.
"การเคลื่อนไหวแบบไหน" เขาถามในใจ ส่งคำไปยังผู้พิทักษ์.
*"คน. จำนวนมาก."* คำตอบดังขึ้นเรียบเฉย ปราศจากอารมณ์. *"กำลังเคลื่อนเป็นกลุ่ม. มุ่งหน้ามาทางวิหาร."*
เวอร์ดานเปิดตาขึ้น. หันไปทางตะวันออกเฉียงเหนือทันที — แต่ที่นั่นมีเพียงเส้นขอบฟ้าและเงาเทือกเขา ไกลเกินกว่าตาคนจะเห็นสิ่งที่ผู้พิทักษ์เห็น.
"จำนวนเท่าไหร่" เขาถามดังๆ คราวนี้.
ความเงียบชั่วขณะ ขณะที่ผู้พิทักษ์ประมวลผล.
*"นับได้หลายร้อย. ยังเพิ่มขึ้น. อาจถึงพัน."*
ราฮับชักดาบออกจากฝักหนึ่งนิ้ว แสงสีทองอ่อนๆ เล็ดลอดออกมา. "คำสั่งครับท่าน" เขาถามเรียบๆ — เสียงของชายที่พร้อมจะเดินออกไปในความมืดและทำให้คนนับพันหายไปโดยไม่ถามว่าทำไม.
แต่เวอร์ดานไม่ตอบเขาทันที.
เพราะในหัวเวอร์ดาน ทุกอย่างกำลังต่อกัน — ต่อกันผิดทาง อย่างที่มันมักจะเป็น.
*หลายร้อย. อาจถึงพัน. มุ่งตรงมาทางวิหาร.* เขาคิดเร็วและเย็น. *เราเพิ่งปลุกผู้พิทักษ์เมื่อสามวันก่อน. เราระวังที่สุดแล้ว — ปลุกแค่สาม เงียบที่สุด ไม่ตีระฆัง. แล้วทำไม? ทำไมพอเราตื่นได้ไม่กี่วัน ถึงมีคนเป็นพันเคลื่อนตรงมาหาเรา จากทิศเดียวกับ "ปีศาจที่ปราบไม่ได้" ของยุคนี้พอดี?*
ความระแวงในตัวเขาไม่ได้กระซิบอีกแล้ว. มันตะโกน.
*นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ.* เวอร์ดานจ้องเงาเทือกเขาที่มืดลงทุกขณะ. *เราซ่อนตัวเงียบที่สุดแล้ว แต่มันยังรู้. มันรู้ว่าเราอยู่ตรงไหน. แปลว่ามันรู้มาตั้งแต่ก่อนเราตื่น — หรือมันรับรู้บางอย่างที่ข้าตรวจไม่พบ. และตอนนี้มันส่งกองมา. หลายร้อย. อาจถึงพัน.*
*สิ่งที่ฆ่าเผ่าเราในคืนเดียว... มันเริ่มเดินหมากแล้วหรือ?*
เขารู้ดีว่าตรรกะนี้กระโดดไกล. เขารู้ว่ากองคนเป็นพันที่เคลื่อนมาจากทิศของเจ้าโจร น่าจะเป็นแค่เจ้าโจรเลือดเหล็กที่ได้ข่าวว่ามีคนมาตั้งรกรากในเขตของมัน. นั่นคือคำอธิบายที่ง่ายที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด และ — ลิเลียคงจะบอก — น่าจะถูกที่สุด.
แต่เวอร์ดานไม่เคยไว้ใจคำอธิบายที่ง่ายที่สุด. ไม่ใช่ในโลกที่เผ่าทั้งเผ่าหายไปในคืนเดียว.
"ราฮับ" เขาเอ่ย น้ำเสียงเรียบกลับมาเหมือนเดิม — เรียบเสียจนเย็น. "เก็บดาบก่อน."
นายพลลังเลครึ่งวินาที — ครึ่งวินาทีที่บอกว่าเขาอยากเดินออกไปจัดการมากแค่ไหน — แล้วดันดาบกลับเข้าฝัก.
"ยังก่อน" เวอร์ดานพูด มองเงาที่กำลังกลืนเทือกเขา. "ข้าอยากรู้ว่าใครส่งมัน ก่อนที่จะทำลายมัน. ถ้านี่คือกองของเจ้าโจร — ก็เป็นแค่หมูในเล้า. แต่ถ้ามีมือใดอยู่หลังเจ้าโจรอีกที..." เขาหรี่ตา "ข้าอยากเห็นมือนั้นก่อน."
เขาหันหลังเดินลงจากหอคอย เงาทอดยาวบนหินซากในแสงสุดท้ายของวัน.
"เรียกทุกคนมาประชุม" เวอร์ดานสั่ง. "ดูเหมือนภัยแรกของเรา — จะมาถึงเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้มาก."
เบื้องหลังเขา บนยอดหอคอยที่พรางให้ดูเหมือนซากพัง ผู้พิทักษ์ไร้ใบหน้ายังคงจ้องไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ นิ่งไม่ไหวติง ขณะที่ในความมืดไกลโพ้น แสงคบเพลิงเป็นพันดวงเริ่มกะพริบขึ้นทีละดวง ทีละดวง — เคลื่อนเข้ามาใกล้นครที่ยังไม่ทันมีชื่อ.
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.