ตอนที่ 6
6 / 25
อ่าน 18 นาที
บทที่ 6 — คนแปลกหน้าที่ประตู
เผยแพร่เมื่อ 31 พ.ค. 2569 07:54
ผู้พิทักษ์ตื่นขึ้นกลางดึก.
มันไม่ได้ส่งเสียง — สิ่งที่หล่อจากเหล็กเทพและความทรงจำของผู้ตายไม่หายใจ ไม่กระแอม ไม่เดินให้ฝีเท้าดัง. มันเพียงปรากฏขึ้นในห้องโถงกลางวิหารตรงหน้าเวอร์ดานราวกับเงาที่จับตัวแข็ง คุกเข่าลงข้างเดียว แล้วถ่ายทอดสิ่งที่มันเห็นตรงเข้าสู่สำนึกของเขาโดยไม่ผ่านถ้อยคำ.
*การเคลื่อนพลของคน. จำนวนมาก. มุ่งตรงมาทางวิหาร.*
เวอร์ดานลืมตา.
เขาไม่ได้หลับอยู่ก่อนแล้ว — เขาแทบไม่ได้หลับเลยตั้งแต่วันที่นาฬิกาเวทบนแท่นบูชาชี้ตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้ ตั้งแต่วันที่คาสเทลถอดรหัสแกนพลังแล้วเสียงในห้องเงียบกริบลงพร้อมกันทั้งยี่สิบแปดคน. การนอนกลายเป็นเรื่องของคนที่เชื่อว่าโลกรอบตัวจะยังคงเหมือนเดิมเมื่อตื่น. เวอร์ดานเลิกเชื่ออย่างนั้นไปแล้ว.
"จำนวนเท่าไร" เขาถามเบาๆ ทั้งที่รู้ว่าผู้พิทักษ์ไม่ตอบเป็นเสียง.
ภาพไหลเข้ามาอีกชุด — เงาคนยาวเหยียดเคลื่อนผ่านที่ราบใต้แสงดาว เป็นสาย เป็นริ้ว ลากยาวจนสุดสายตาของกลไกที่หล่อขึ้นในยุคที่สายตาแปลว่าอะไรมากกว่าตา. *หลายร้อย. อาจถึงพัน.*
เวอร์ดานนิ่งไปครู่หนึ่ง.
แล้วในหัวของเขา สมการที่เขาเฝ้าคำนวณมาตลอดสัปดาห์ก็คลิกเข้าที่ — เย็น เรียบ และน่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง.
*มาแล้ว.*
เขาไม่ได้รู้สึกตกใจ. ความตกใจเป็นปฏิกิริยาของคนที่ไม่ได้คาดหวังอะไร — และเวอร์ดานคาดหวังสิ่งนี้มาตั้งแต่อ่านจารึกในห้องลับใต้วิหารที่เขียนว่าเผ่าอัสนีเทพทั้งเผ่า *หายไปในคืนเดียว*. สิ่งที่ล้างเผ่าพันธุ์หนึ่งให้สิ้นซากในชั่วข้ามคืนต้องแข็งแกร่งพอจะทำเช่นนั้น. และสิ่งที่แข็งแกร่งพอจะทำเช่นนั้น ย่อมไม่ปล่อยให้กลุ่มผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายโผล่ขึ้นมากลางผืนแผ่นดินของมันโดยไม่ส่งใครมาดู.
"พันคน" เขาพึมพำ. "เร็วกว่าที่ข้าคิดไว้สี่วัน."
— เขาคำนวณว่ากองนี้จะถึงกำแพง (กำแพงที่คาสเทลเพิ่งก่อเสร็จเมื่อสามวันก่อน "เผื่อไว้") ภายในกี่ชั่วโมง (คำตอบ: ห้าจุดเจ็ด) และมีจุดอ่อนกี่จุดถ้าศัตรูตัวจริงปะปนมาในหมู่คนพวกนี้เพื่อแฝงเข้าใกล้แกนวิหาร (คำตอบ: สาม แต่เขาไม่ไว้ใจที่จะไม่นับจุดที่สี่ที่เขายังมองไม่เห็น) —
"ราฮับ."
นายพลร่างใหญ่อยู่ตรงนั้นแล้ว. เวอร์ดานไม่ทันได้เรียกซ้ำ. ราฮับยืนนิ่งในเงามุมห้อง มือวางบนด้ามดาบเวทเทพเจ้าที่เปล่งแสงจางเหมือนถ่านใต้เถ้า ใบหน้าไร้อารมณ์ราวหินสลัก. เขาคงตื่นมาพร้อมผู้พิทักษ์ — หรือไม่เคยหลับเลยเช่นกัน.
"คนพวกนี้" เวอร์ดานกล่าว เลือกคำอย่างระวัง "อาจไม่ใช่สิ่งที่มันดูเหมือน. ข้าอยากรู้ว่าใครส่งมา และมันต้องการอะไร — ก่อนจะตัดสินใจอะไรทั้งนั้น."
ราฮับพยักหน้าช้าๆ.
แล้วเวอร์ดานก็เห็นบางอย่างในแววตาของเขา — เปลวไฟเล็กๆ ที่จุดขึ้นอย่างเงียบเชียบ — และรู้ทันทีว่าเขาเพิ่งพูดผิด.
"ราฮับ" เขาเสริมเร็ว เน้นทุกพยางค์ "อย่า. เพิ่ง. ฆ่า. อะไร. ทั้งนั้น. เข้าใจไหม."
นายพลหยุดชะงัก ดูเหมือนต้องตีความประโยคนี้ใหม่อย่างยากลำบาก ราวกับเวอร์ดานเพิ่งสั่งให้น้ำไหลขึ้นที่สูง. แล้วเขาก็พยักหน้าอีกครั้ง — ช้าลง สงสัยขึ้น — ก่อนจะกลืนหายเข้าไปในความมืดเพื่อไปเฝ้าดูขบวนที่กำลังคืบเข้ามา.
เวอร์ดานกุมขมับ. นี่ยังไม่ทันเริ่มด้วยซ้ำ.
---
ไกร์ฟอนกางแผนที่บนโต๊ะหินกลางห้องประชุมก่อนฟ้าสาง.
มันไม่ใช่แผนที่ธรรมดา — เป็นผืนเวทที่คาสเทลปลุกขึ้นจากกลไกวิหาร ฉายภาพภูมิประเทศโดยรอบเป็นแสงสีฟ้าจางลอยเหนือพื้น มีจุดสีแดงเล็กๆ นับไม่ถ้วนคืบคลานเข้ามาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ. เซเรน่ายืนกอดอก สายตากวาดจุดแดงเหล่านั้นราวกำลังนับเหรียญ. ลิเลียนั่งห้อยขาบนขอบหน้าต่าง เล่นกับลูกแก้วเวทรักษาในมืออย่างไม่สนใจพิธีรีตอง.
"รูปขบวน" ไกร์ฟอนเริ่ม น้ำเสียงเรียบเหมือนรายงานสภาพอากาศ "ไม่ใช่รูปขบวนทหาร."
"อธิบาย" เวอร์ดานสั่ง.
"กองทัพเดินเป็นแถว มีหัว มีหาง มีกองระวังหลัง มีระยะห่างคงที่ระหว่างหน่วย." ไกร์ฟอนชี้ที่ริ้วจุดแดงที่กระจัดกระจาย เกาะกลุ่มเป็นหย่อมๆ ไม่เป็นระเบียบ. "นี่ไม่มีหัวไม่มีหาง. เดินช้า. หยุดบ่อย. มีจุดที่เคลื่อนช้ากว่าจุดอื่นมาก — น่าจะเป็นคนแก่ คนป่วย หรือเด็ก. และ..." เขาหยุด เหมือนตัวเลขที่กำลังจะพูดออกมานั้นไม่เข้ากับสมมติฐานที่ทุกคนตั้งไว้ "...ไม่มีร่องรอยอาวุธหนัก ไม่มีม้าศึก ไม่มีเสบียงสำรอง. พวกเขาแบกของติดตัวเท่าที่แบกไหว."
ห้องเงียบลงครู่หนึ่ง.
"ผู้ลี้ภัย" ลิเลียเอ่ย ไม่ได้เงยหน้าจากลูกแก้วด้วยซ้ำ. "มันคือคนหนีตาย ไม่ใช่คนตามมาฆ่า."
เวอร์ดานไม่ตอบทันที.
*ฉลาด* — เขาคิด — *ฉลาดมาก.* ถ้าเขาเป็นภัยที่เก่งกว่า ถ้าเขาต้องการส่งหน่วยสืบเข้าไปใกล้กลุ่มผู้รอดชีวิตที่อาจเป็นภัยต่อตัวเอง เขาจะส่งกองทัพมาทำไม กองทัพเดินมาแต่ไกล มองเห็นได้ ปลุกระวังได้. แต่ขบวนผู้ลี้ภัยหิวโซน่าสงสาร — *ไม่มีใครยกกำแพงใส่คนหิว.* มันคือม้าโทรจันที่ประณีตที่สุดเท่าที่จะคิดได้. ปล่อยคนอ่อนแอจริงๆ มาเป็นเปลือก แล้วซ่อนตาของตัวเองไว้ในนั้นสักคู่หนึ่ง — สายตาที่จะนับว่าวิหารนี้มีผู้พิทักษ์กี่ตน แกนพลังอยู่ตรงไหน และกลุ่มผู้รอดชีวิตแข็งแกร่งเพียงใด.
"พวกเขาอ่อนแอเกินไป" เวอร์ดานกล่าวในที่สุด เสียงเย็นลง. "อ่อนแอจน *พอดี* เกินไป."
ลิเลียเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้ว. "นายกำลังจะบอกว่าคนหิวโซพันคน... จัดฉากความหิวของตัวเอง เพื่อหลอกนาย."
"ข้ากำลังบอกว่าข้าไม่รู้ว่าใครจัดฉาก" เวอร์ดานตอบ "และนั่นแหละที่ทำให้มันอันตราย."
เซเรน่าขยับเป็นครั้งแรก. เธอไม่ได้สนใจคำว่าอันตรายเลยแม้แต่น้อย — สายตาของเธอยังตรึงอยู่ที่จุดแดงเหล่านั้น แต่เปลี่ยนจากการนับเหรียญเป็นการนับอย่างอื่น.
"พันคน" เธอกล่าว เสียงราบเรียบจนน่าขนลุก. "ในจำนวนนั้น สมมติว่าครึ่งหนึ่งทำงานได้. ห้าร้อยแรงงาน. เรากำลังจะสร้างเมืองทับวิหารนี้อยู่แล้วใช่ไหม — กำแพงยังต้องเสริม ระบบส่งน้ำยังไม่เดิน คลังยังไม่มี. ห้าร้อยแรงงานที่เดินมาถึงประตูเองโดยที่เราไม่ต้องไปหา." เธอเงยหน้า สบตาเวอร์ดาน. "และห้าร้อยปากที่จะพูดว่าที่นี่คือเมืองธรรมดาที่มีคนอาศัย — ไม่ใช่ซากเทพที่มีอะไรซ่อนอยู่ข้างใต้. ท่านอยากให้วิหารดู 'ธรรมดา' จากภายนอกไม่ใช่หรือ. ไม่มีฉากบังตาไหนเนียนเท่าเมืองที่มีคนจริงอยู่จริง."
เวอร์ดานมองเธอ.
นี่คือเหตุผลที่เขาเลือกเซเรน่ามาอยู่ในทีมเดิมเมื่อพันปีก่อน — ในยุคที่ความเป็นความตายของอารยธรรมหนึ่งวัดกันด้วยว่าใครจัดสรรทรัพยากรได้เฉียบคมกว่ากัน. เธอมองคนพันคนที่กำลังจะตายด้วยความหิว แล้วเห็นแผนภูมิ. มันเย็นชา. มันมีประโยชน์. และในเวลานี้ มันคือสิ่งเดียวในห้องที่ไม่ได้ถูกขับด้วยความระแวงหรือความสงสาร.
"ยังไม่ตัดสินใจ" เวอร์ดานกล่าว. "ข้าจะไปดูเอง."
ลิเลียกระโดดลงจากขอบหน้าต่าง. "ข้าไปด้วย."
"ไม่จำเป็น—"
"นายจะไปดูพันคนที่กำลังจะอดตายด้วยสายตาของคนที่กำลังหาว่าใครซ่อนมีดอยู่ในนั้น" ลิเลียพูด รอยยิ้มกวนๆ ของเธอจางลงนิดหนึ่ง "ใครสักคนควรไปดูด้วยสายตาที่เห็นว่ามันคือคน. เผื่อไว้."
เวอร์ดานไม่เถียง. บางครั้งการเถียงลิเลียก็เปลืองเวลากว่าการยอม.
---
พวกเขาออกไปยืนรอบนกำแพงเมื่อแสงแรกของวันสาดผืนที่ราบ.
และเมื่อขบวนนั้นโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าเข้ามาในระยะที่ตาเปล่ามองเห็น เวอร์ดานก็เข้าใจว่าทำไมไกร์ฟอนถึงพูดด้วยน้ำเสียงที่ลังเลตอนรายงานรูปขบวน.
มันไม่ใช่ขบวน. มันคือซากของขบวน.
คนเดินเป็นริ้วยาวเหยียดข้ามที่ราบ เท้าเปล่าบ้าง พันผ้าขาดบ้าง. เด็กเกาะชายเสื้อแม่ที่แทบจะลากตัวเองไม่ไหว. ชายแก่คนหนึ่งแบกหญิงชราบนหลังพลางก้าวทีละก้าวเหมือนนับลมหายใจที่เหลือ. ไม่มีใครพูด. ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้ — เพราะการร้องไห้ต้องใช้แรง และคนพวกนี้ไม่มีแรงเหลือแม้แต่จะเศร้า. พวกเขาเพียงเดิน มุ่งมาทางซากหินสูงตระหง่านที่พวกเขาคิดว่าเป็นเพียงซากร้างไร้คน — ที่หลบภัยสุดท้ายก่อนความตาย.
เวอร์ดานยืนนิ่ง.
เขาเคยเห็นกองทัพแตกพ่าย. เคยเห็นนครที่ถูกเผา. ในยุคทอง เขาเคยเดินผ่านสนามรบที่ศพกองสูงท่วมหัวโดยไม่กระพริบตา เพราะนั่นคืองาน นั่นคือสมการ นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า. ความตายไม่เคยสะเทือนเขา — ความตายเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งที่ต้องนำมาคิด.
แต่มีบางอย่างในขบวนนี้ที่ทำให้สมการในหัวเขาสะดุดไปครู่หนึ่ง.
มันคือเด็กหญิง. ตัวเล็ก ผมยุ่ง เดินอยู่ปลายแถวคนละข้างกับใคร — ไม่มีแม่ให้เกาะ ไม่มีพ่อให้ตาม. เธอเดินคนเดียว มือเล็กกำเศษขนมปังแห้งไว้แน่นราวกับมันคือสิ่งเดียวในโลกที่เหลืออยู่ และทุกสองสามก้าวเธอจะหันกลับไปมองข้างหลัง — มองหาคนที่ไม่ได้เดินตามมาอีกแล้ว.
*นั่นไม่ใช่การแสดง* — ความคิดแล่นเข้ามาก่อนที่เวอร์ดานจะกดมันลงได้ — *ไม่มีใครจัดฉากให้เด็กหันกลับไปมองคนที่ตายไปแล้วได้แนบเนียนขนาดนั้น.*
เขาผลักความคิดนั้นทิ้ง. *หรืออาจมีก็ได้. ภัยที่ล้างทั้งเผ่าในคืนเดียวจะใช้เด็กคนเดียวเป็นหมากไม่ได้เชียวหรือ.* — แต่แม้ขณะที่เขาคิดอย่างนั้น เขาก็รู้ว่าตัวเองกำลังเถียงกับสิ่งที่ตาตัวเองเห็น. และนั่นทำให้เขาหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม.
ข้างกายเขา ลิเลียไม่ได้พูดอะไร. เธอเพียงมองเด็กหญิงคนนั้น แล้วมือที่ถือลูกแก้วเวทรักษาก็กำแน่นขึ้นนิดหนึ่ง.
---
ชายแก่ที่นำขบวนเป็นคนแรกที่เงยหน้าขึ้นเห็นกำแพง.
เวอร์ดานเฝ้ามองใบหน้าเขาผ่านระยะไกล — ใบหน้าที่ยับย่นด้วยแดดและความอดอยาก ดวงตาที่ลึกโบ๋แต่ยังไม่ดับ. ชายแก่หยุดเดิน. มองกำแพงหินสูงที่ขัดเรียบราวกับเพิ่งสร้าง มองหอคอยเวทของคาสเทลที่ผุดขึ้นเหนือซากโบราณ มองแสงสีฟ้าจางที่เรืองอยู่ตามแนวกำแพงในยามเช้า.
แล้วเขาก็คุกเข่าลง.
ไม่ใช่เพราะหมดแรง — เวอร์ดานดูออก. เป็นการคุกเข่าของคนที่เชื่อว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์.
"ข้า..." เสียงชายแก่แตกพร่า แต่ดังพอจะลอยข้ามที่ราบเงียบสงัดมาถึงหูเวอร์ดาน. "ข้าชื่อมาริน. พวกเรามาจากหมู่บ้านริมธารเงิน — ที่เคยเป็นหมู่บ้านริมธารเงิน. เจ้าโจรเลือดเหล็กเผามันทิ้งเมื่อพวกเราจ่ายส่วยไม่ไหว." เขาก้มหน้าลงจรดดิน. "พวกเราไม่ได้มาขโมยอะไร. พวกเราคิดว่าที่นี่เป็นซากร้าง. ขอเพียงที่หลบ — สักคืนเดียวก็ยังดี. ขอเมตตา..."
เวอร์ดานยืนนิ่งอยู่บนกำแพง.
เบื้องล่าง ผู้พิทักษ์เวทตนหนึ่งเคลื่อนออกจากเงา — ร่างเหล็กเทพสูงเท่าคนสองคน เปล่งแสงเย็นยะเยือก — และทันทีที่มันปรากฏ ขบวนทั้งขบวนก็ถอยกรูดด้วยความหวาดผวา. เสียงอุทานเฮือกลอยขึ้นทั่วแถว. แม่กอดลูกไว้แน่น. ชายหนุ่มไม่กี่คนที่ยังมีแรงยกไม้เท้าขึ้นป้องกันตัวอย่างสิ้นหวัง รู้ดีว่ามันไร้ความหมาย.
แต่เฒ่ามารินไม่ถอย.
เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้พิทักษ์ — มองสิ่งที่ในยุคนี้ไม่มีใครเคยเห็น ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครรู้แม้แต่จะเรียกมันว่าอะไร — แล้วน้ำตาก็ไหลลงตามรอยยับบนแก้มของเขา.
"ผู้พิทักษ์..." เขากระซิบ "ในตำนานเล่าว่ายุคทองมีทหารเหล็กที่เทพสร้างขึ้น... ข้านึกว่ามันเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก..."
เวอร์ดานรู้สึกถึงความหนาวแล่นขึ้นสันหลัง — ไม่ใช่จากความกลัว แต่จากบางอย่างที่ลึกกว่านั้น.
*เขารู้จักผู้พิทักษ์. เขารู้จักยุคทอง.*
เป็นเวลาเศษเสี้ยววินาทีหนึ่ง ความระแวงทั้งมวลในตัวเวอร์ดานพุ่งสูงจนเกือบกลายเป็นการตัดสินใจ — *เขารู้มากเกินไป กำจัดเขาเดี๋ยวนี้* — แต่แล้วเขาก็เห็นว่าเฒ่ามารินพูดคำว่า "นิทานหลอกเด็ก" ด้วยน้ำเสียงแบบไหน.
มันคือน้ำเสียงของคนที่เพิ่งค้นพบว่านิทานที่เขาเล่าให้หลานฟังก่อนนอนนั้นเป็นความจริง. ไม่ใช่น้ำเสียงของสายลับที่ยืนยันสมมติฐาน. เป็นน้ำเสียงของศรัทธาที่เพิ่งถือกำเนิด.
และนั่นทำให้เวอร์ดานเข้าใจบางอย่างที่ทำให้เขาเย็นวาบไปทั้งตัว — เย็นกว่าความระแวงเสียอีก.
*โลกนี้ลืมพวกเราไปจริงๆ. ลืมจนเหลือแค่นิทานก่อนนอน. เผ่าทั้งเผ่า อารยธรรมทั้งยุค กลายเป็นเรื่องเล่าหลอกเด็กที่ไม่มีใครเชื่อว่าเคยมีอยู่จริง.*
— เป็นไปได้อย่างไรที่ *อะไรบางอย่าง* จะล้างเผ่าหนึ่งให้สิ้นซากจนแม้แต่ความทรงจำก็ถูกลบไปด้วย. มันไม่ใช่แค่ฆ่าคน. มันลบ. และสิ่งที่ลบอารยธรรมทั้งยุคได้ ย่อมยังไม่จบงานของมันตราบใดที่ยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ —
เวอร์ดานสูดลมหายใจเข้าช้าๆ. ความหนาวนั้นแปรเป็นความระวังอีกครั้ง. แต่มันไม่เหมือนเดิม. มันไม่ได้ชี้ไปที่เฒ่ามารินอีกแล้ว.
---
"นายจะทำยังไง" ลิเลียถามเบาๆ ข้างกายเขา.
เบื้องล่าง เฒ่ามารินยังคุกเข่าอยู่ น้ำตานองหน้า ขบวนทั้งขบวนยังหยุดนิ่งด้วยความหวาดกลัวและความหวังที่ปนกันจนแยกไม่ออก. เด็กหญิงปลายแถวกำเศษขนมปังแน่นขึ้น มองมาทางกำแพงด้วยดวงตากลมโต.
ในหัวของเวอร์ดาน สมการกำลังทำงานเต็มกำลัง.
*ฆ่าทิ้งทั้งหมด* — ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ไร้พยาน ไร้รอยรั่ว. แต่ราคาคือ: ถ้ามีตาของศัตรูอยู่ในนั้นจริง การฆ่าหมู่พันคนคือเสียงสะท้อนที่ดังที่สุด — ทั้งเสียงสะท้อนยุคทองถ้าต้องใช้เวทเทพเจ้า ทั้งเสียงสะท้อนในความหมายของข่าว: หมู่บ้านที่หายไป ขบวนที่ไม่ถึงปลายทาง คำถามที่จะตามมา. มันไม่ได้ทำให้วิหารดูธรรมดา. มันทำให้วิหารดูเหมือนสิ่งที่กลืนคนพันคน.
*ไล่ออกไป* — สะอาดกว่า. แต่พวกเขาจะกระจายไปบอกทุกหมู่บ้านว่ามีซากเทพที่มีทหารเหล็กและคนลึกลับอยู่ข้างใน. หนึ่งพันปากที่เห็นแล้ว ไล่ไปก็ไม่ลบสิ่งที่ตาเห็น.
*เก็บไว้* — ตามที่เซเรน่าว่า. แรงงาน. ฉากบังตา. และ — เวอร์ดานยอมรับกับตัวเองอย่างไม่เต็มใจนัก — ตาพันคู่ที่ถ้าเก็บไว้ใกล้ตัว ก็เฝ้าดูได้ว่าตาคู่ไหนในนั้นกำลังนับผู้พิทักษ์อยู่. คนแปลกหน้าที่อยู่ในกำแพงเฝ้าดูง่ายกว่าคนแปลกหน้าที่กระจายไปทั่วแผ่นดิน.
ทุกทางมีราคา. และในบรรดาราคาทั้งหมด ทางที่เซเรน่าเสนอเป็นทางที่เขาควบคุมตัวแปรได้มากที่สุด.
— อย่างน้อยนั่นคือเหตุผลที่เขาบอกตัวเอง. เขาไม่ยอมให้ตัวเองคิดถึงเด็กหญิงที่หันกลับไปมองคนที่ไม่ได้เดินตามมา. การตัดสินใจที่ขับด้วยความสงสารคือการตัดสินใจที่ศัตรูคาดเดาได้ และเวอร์ดานไม่เคยปล่อยให้ตัวเองคาดเดาได้. —
"ลิเลีย" เขากล่าว.
"อืม."
"ไปดูพวกที่ป่วย. คนที่ใกล้จะไม่รอด — รักษาเท่าที่ทำได้โดยไม่ใช้เวทเทพเจ้าให้เด่น. แค่ Tier หนึ่ง. ให้มันดูเหมือนหมอเร่ฝีมือดี ไม่ใช่ปาฏิหาริย์."
ลิเลียมองเขา นิ่งไปครู่หนึ่ง. รอยยิ้มกวนๆ ค่อยๆ กลับมาที่มุมปาก — แต่คราวนี้มันนุ่มกว่าเดิม. "นายนี่นะ."
"อะไร."
"เปล่า" เธอกระโดดลงจากกำแพงอย่างคล่องแคล่ว แสงเวทรักษาเรืองขึ้นในมือ. "ข้าแค่จะบอกว่า — สำหรับคนที่เชื่อว่าทุกอย่างคือกับดัก นายตัดสินใจช่วยคนพวกนี้เร็วดีนะ."
"ข้าไม่ได้ช่วย" เวอร์ดานตอบทันที เสียงเย็นลง. "ข้าเก็บตัวแปรไว้ในที่ที่ข้าจับตาได้. แค่นั้น."
"ได้ๆ" ลิเลียโบกมือ เดินจากไปทางบันได. "ตัวแปร. แน่นอน."
เวอร์ดานมองตามเธอ แล้วกุมขมับ. เขาเกลียดเวลาที่ลิเลียพูดถูกครึ่งหนึ่งโดยไม่รู้ว่าตัวเองพูดถูกครึ่งไหน.
---
เขาหันกลับไปทางเฒ่ามารินที่ยังคุกเข่ารออยู่.
นี่เป็นจังหวะที่ละเอียดอ่อน. เขาต้องไม่พูดอะไรที่เผยว่าเขารู้จักผู้พิทักษ์ ไม่เผยว่ารู้จักยุคทอง ไม่เผยว่าตัวเขาเองคือสิ่งที่เฒ่าผู้นี้คิดว่าเป็นนิทานหลอกเด็ก. เขาเพียงต้องเป็น — เจ้าของซากร้างที่มีเมตตาพอจะไม่ไล่คนหิวออกไป. นักผจญภัยใจดี. ไม่มากกว่านั้น.
เขาเดินลงจากกำแพง ก้าวออกประตูไปยืนต่อหน้าชายแก่ ระวังให้สีหน้าตัวเองอ่อนโยนกำลังดี — ไม่อ่อนเกินจนน่าสงสัย ไม่แข็งเกินจนน่ากลัว.
"ลุกขึ้นเถิด" เวอร์ดานกล่าว น้ำเสียงนุ่มนวล. "ข้าเป็นเพียงนักผจญภัยจรไปจรมา บังเอิญมาตั้งหลักที่ซากนี้. ท่านไม่ต้องคุกเข่าให้ข้าหรอก."
— ในใจเขายังคำนวณ: ชายผู้นี้พูดภาษาปัจจุบันด้วยสำเนียงเหนือ น่าจะอายุหกสิบกว่า เคยเป็นชาวนามาก่อนดูจากมือ ไม่มีร่องรอยการฝึกอาวุธ ไม่มีร่องรอยเวทแม้แต่ Tier หนึ่ง. ถ้าเขาเป็นหน่วยสืบ เขาเป็นหน่วยสืบที่อ่อนแอที่สุดเท่าที่จะส่งมาได้ — ซึ่งแปลว่าเขาไม่ใช่ หรือแปลว่าคนที่ส่งเขามาฉลาดพอจะรู้ว่าหน่วยสืบที่อ่อนแอที่สุดคือหน่วยสืบที่น่าสงสัยน้อยที่สุด. เวอร์ดานยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่สอง. เขาไม่เคยตัดความเป็นไปได้ที่สอง. —
แต่เฒ่ามารินไม่ลุก.
ชายแก่มองเวอร์ดาน — มองชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาในชุดนักเดินทางเรียบๆ ที่ยืนต่อหน้าซากเทพอันมีทหารเหล็กเฝ้ายาม — แล้วบางอย่างในดวงตาของเขาก็สว่างขึ้นด้วยความเข้าใจที่ผิดอย่างสิ้นเชิง.
"ท่าน..." เฒ่ามารินกระซิบ "ท่านอยู่ที่นี่. กับทหารเหล็กของเทพ. ในซากที่ตำนานว่าเทพเคยสถิต."
"ข้าแค่บังเอิญ—"
"นานมาแล้ว" เฒ่ามารินตัดบท เสียงสั่นด้วยอารมณ์ที่ท่วมท้น น้ำตาไหลพรากลงอีกครั้ง "ยายของข้าเล่าว่า เมื่อโลกมืดมิดถึงที่สุด เมื่อคนชั่วครองแผ่นดินและคนดีไม่เหลือที่ยืน — เทพจะส่งผู้หนึ่งกลับมา. ผู้ที่จะมาในร่างคนธรรมดา. ผู้ที่จะปลุกทหารเหล็กให้ตื่นอีกครั้ง. ผู้ที่จะให้ที่พึ่งแก่คนที่ไม่เหลือที่พึ่ง." เขาก้มหน้าจรดดิน เสียงแตกเป็นเสี่ยง. "ข้านึกว่ามันเป็นแค่เรื่องที่คนแก่เล่าปลอบใจตัวเองยามสิ้นหวัง. ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันด้วยตาตัวเองก่อนตาย — ท่านผู้ที่เทพส่งมา."
ขบวนทั้งขบวนเงียบกริบ.
แล้วทีละคน ทีละคน พวกเขาก็คุกเข่าตาม. แม่ที่อุ้มลูก. ชายหนุ่มที่ยกไม้เท้าขึ้นป้องกันตัวเมื่อครู่. หญิงชราบนหลังของชายแก่. กระทั่งเด็กหญิงปลายแถวก็ทรุดลงนั่งบนเข่า มือยังกำเศษขนมปังแน่น มองเวอร์ดานด้วยดวงตากลมโตที่เริ่มมีบางอย่างเรืองขึ้น — บางอย่างที่ร้ายกาจยิ่งกว่าความกลัว.
ความหวัง.
เวอร์ดานยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางคนพันคนที่คุกเข่าให้เขา.
ในหัวของเขา สมการทั้งหมดล่มลงพร้อมกัน. เขาได้เตรียมคำตอบไว้สำหรับทุกสถานการณ์ — เตรียมรับมือกองทัพ เตรียมรับมือสายลับ เตรียมรับมือกับดัก เตรียมรับมือศัตรูที่เก่งกว่าที่เผยตัวออกมา. เขาไม่ได้เตรียมรับมือ *สิ่งนี้.*
*ข้ายังไม่ได้สั่งให้ใครไล่พวกเขาออกไปด้วยซ้ำ.*
เขาเพียงอยากให้เรื่องวุ่นวายนี้จบเงียบๆ. เพียงอยากเฝ้าดูตัวแปร เพียงอยากรู้ว่าใครส่งมา. และตอนนี้เขายืนอยู่ในศูนย์กลางของศาสนาที่กำลังก่อตัว — ศาสนาที่เพิ่งเลือกเขาเป็นพระเจ้า โดยที่เขาไม่ได้ออกเสียงด้วยซ้ำ.
ที่แย่กว่านั้น: เฒ่ามารินเรียกเขาว่า *ผู้ที่เทพส่งมากลับมา.* — และในความหลงผิดทั้งหมดของชายแก่ มีเศษเสี้ยวหนึ่งที่ใกล้ความจริงจนน่าขนลุก. เพราะเวอร์ดานคือผู้ที่ *กลับมา* จริงๆ. กลับมาจากยุคทอง. กลับมาในร่างที่ดูเหมือนคนธรรมดา. และทหารเหล็กที่ตื่นขึ้นก็เป็นของเขาจริงๆ.
ชายแก่ผู้นี้สร้างนิทานที่ถูกต้องขึ้นมาจากเหตุผลที่ผิดทั้งหมด. และนั่นทำให้เวอร์ดานหวาดเสียวยิ่งกว่าถ้าเขาโกหกล้วนๆ.
"ท่านชื่ออะไร" เฒ่ามารินถามขึ้น ดวงตาเปล่งประกายรอคำตอบราวกับรอโองการ.
เวอร์ดานเปิดปาก. แล้วปิดลง.
เขาควรจะปฏิเสธ. ควรจะบอกว่าเขาเป็นแค่นักผจญภัยธรรมดา ปัดความศรัทธานี้ทิ้ง ก่อนที่มันจะโตเกินควบคุม. ทุกสัญชาตญาณของการปกปิดที่ฝึกมาทั้งชีวิตบอกเขาเช่นนั้น.
แต่เบื้องหลังเฒ่ามาริน เขาเห็นเด็กหญิงคนนั้น — ผมยุ่ง มือเล็ก เศษขนมปัง — กำลังมองเขาด้วยความหวังที่เธอน่าจะหมดสิทธิ์มีมานานแล้ว. และเขาเห็นว่าถ้าเขาปฏิเสธตอนนี้ คนพันคนที่กำลังจะตายจะลุกขึ้นเดินต่อไปสู่ความตายที่รออยู่ปลายทาง.
*ตัวแปร* — เขาบอกตัวเองอีกครั้ง อย่างหนักแน่นเกินจำเป็น. *พวกเขาคือแรงงาน ฉากบังตา และตาที่ข้าต้องเฝ้าดู. เท่านั้น.*
"เวอร์ดาน" เขาตอบในที่สุด เสียงเรียบ. "เรียกข้าว่าเวอร์ดานก็พอ."
เฒ่ามารินสะอื้นไห้ออกมาดังๆ ก้มกราบลงจรดดิน. "ท่านเวอร์ดาน. ขอเทพคุ้มครองท่าน — ขอเทพคุ้มครองท่านผู้ที่เทพส่งมา."
เวอร์ดานยืนกุมขมับท่ามกลางเสียงสะอื้นแห่งความปีติของคนพันคน ขณะดวงอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ ไต่ขึ้นเหนือกำแพงนครที่ยังไม่มีชื่อ — ส่องแสงทองอาบทั้งซากเทพ ทั้งทหารเหล็ก และทั้งจอมเวทเทพเจ้าผู้เพิ่งกลายเป็นพระเจ้าโดยอุบัติเหตุ.
*ข้าแค่อยากให้เรื่องนี้จบเงียบๆ* เขาคิด.
ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เงียบเลย.
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.