ตอนที่ 24
24 / 25
อ่าน 15 นาที
บทที่ 24 — คำเตือนจากลิเลีย
เผยแพร่เมื่อ 31 พ.ค. 2569 07:55
เวอร์ดานกลับถึงนครรุ่งอรุณตอนสามยามของคืนที่สาม โดยไม่ให้ใครรู้ว่าเขากลับ.
เขาเข้าเมืองทางประตูเล็กด้านเหนือ ที่คาสเทลทำไว้ "เผื่อไว้" สำหรับวันที่เจ้าเมืองอยากเข้าออกโดยไม่ต้องผ่านเสียงโห่ร้องของชาวเมือง — และนี่คือคืนแรกที่เวอร์ดานได้ใช้มัน. เขาเดินผ่านถนนหินขาวที่เรืองแสงอุ่นเท้า ผ่านตลาดที่ปิดร้านแล้วแต่ยังกลิ่นขนมปังอบค้างอยู่ในอากาศ ผ่านบ้านเรือนที่หลับใหลด้วยความรู้สึกปลอดภัยที่ชาวยุคนี้ไม่เคยรู้จักมาก่อน.
ทุกก้าวที่เขาเดิน เขากำลังคิดถึงดวงตาคู่หนึ่ง.
ในตลาดของเมืองเล็กที่อยู่ห่างออกไปสามวัน — เมืองที่ไม่มีชื่อพอจะจดจำ — เขาได้สัมผัสเสียงสะท้อนยุคทองที่ไม่ได้มาจากทีมของเขา. มันจางมาก จางจนคนทั้งทวีปนี้ไม่มีใครรับรู้ได้ จางจนแม้แต่คาสเทลด้วยเครื่องวัดทั้งกล่องก็อาจพลาด. แต่เวอร์ดานรับรู้ได้. มันคือกลิ่นของบ้าน. กลิ่นของยุคที่ตายไปแล้วพันปี ลอยอยู่ในตลาดที่ขายปลาเค็มและเชือกป่าน.
เขาตามมันไป — เงียบ ระแวง พร้อมราฮับเป็นเงาอยู่ข้างหลังในระยะที่ดาบจะถึงทุกอย่างในรัศมีสามสิบก้าว — และมันพาเขาไปสู่คาราวานของกลุ่มนักบวชจากเทวรัฐแห่งแสงสุดท้าย. นักบวชห่มผ้าสีทองหม่น แบกหีบที่ปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งศักดิ์สิทธิ์ พูดถึง "เทพที่จากไป" ราวกับพูดถึงพ่อที่หายตัวไปแล้วยังไม่ยอมทำใจ.
และหนึ่งในนั้น — ชายหนุ่มที่ดวงตาเหมือนเคยร้องไห้มานานเกินจะมีน้ำตาเหลือ — หันมามองเวอร์ดานข้ามตลาดที่พลุกพล่าน. มองแบบที่ไม่ใช่การมองคนแปลกหน้า. มองแบบที่... *รู้บางอย่าง*.
เวอร์ดานหายเข้าไปในฝูงชนก่อนที่สายตานั้นจะจับเขาได้นานกว่าหนึ่งวินาที. เขาไม่ปล่อยให้ราฮับตามไป — แม้ราฮับจะกระตุกมือไปที่ด้ามดาบแล้วด้วยความเข้าใจว่า "มองแบบนั้น" แปลว่า "พยานที่ต้องไม่เหลือ".
"ปล่อยเขาไป," เวอร์ดานสั่ง.
ราฮับก้มหัว. แต่ดวงตาของนักบวชหนุ่มนั้นตามเวอร์ดานกลับมาถึงนครรุ่งอรุณ ตามมาในความคิดเขาทุกค่ำคืนตลอดสามวันบนหลังม้า.
*พวกมันบูชาเผ่าของข้า,* เขาคิด ขณะเดินขึ้นบันไดวนของปราสาทกลางเมืองที่ชาวเมืองไม่รู้ว่าใต้มันคือเครื่องจักรเทพเจ้า. *พวกมันถือเศษเวทของเผ่าข้าไว้เป็นวัตถุปาฏิหาริย์. พวกมันครองซากวิหารใต้ทะเลทราย. และนักบวชคนนั้นมองข้าราวกับเห็นใบหน้าในภาพวาดเดินได้.*
*พวกมันรู้อะไรเกี่ยวกับการสูญสิ้นของเผ่าข้า. พวกมันต้องรู้.*
*หรือ* — มืออีกข้างจัดฉากให้พวกมันมาเจอข้าพอดี เพื่อหยั่งว่าข้าจะตอบสนองอย่างไร.
เขาเปิดประตูห้องทำงานชั้นบนสุด ที่เพดานโดมหินขาวเรืองแสงนวลราวรุ่งสางตลอดทั้งคืน — งานของคาสเทลที่เวอร์ดานเคยสั่งให้ "หรี่ลงหน่อย" แล้วมันกลับสว่างกว่าเดิมเพราะคาสเทลตีความว่านายอยากได้ "แสงที่นุ่มต่อตา".
ในห้องนั้นมีคนนั่งรออยู่แล้ว บนขอบหน้าต่าง เท้าห้อยแกว่งไปมา กินแอปเปิลอยู่ลูกหนึ่ง.
"กลับมาเงียบเชียวนะ," ลิเลียพูด ไม่หันมามอง. "เข้าประตูเหนือด้วย. แอบกลับเข้าเมืองตัวเองเหมือนหัวขโมยกลับเข้าบ้านคนอื่น."
เวอร์ดานหยุดที่ธรณีประตู. "เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้ากลับ."
"ก็ราฮับเดินตามนายมาห่างสามสิบก้าวตลอดทาง แล้วราฮับน่ะ," ลิเลียกัดแอปเปิลกรอบหนึ่งคำ "เดินเงียบขนาดที่นกยังไม่ตื่น. ซึ่งแปลว่ามีคนตั้งใจเงียบ. แล้วคนที่ทำให้ราฮับตั้งใจเงียบได้มีคนเดียวในจักรวาลนี้."
เธอหันมา ยิ้มกวนๆ แบบที่เธอยิ้มมาพันปีแล้ว — รอยยิ้มเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่ยุคทองจนถึงเถ้าถ่าน.
"ไง นาย. ไปเจออะไรมาถึงได้หน้าเหมือนคนเพิ่งเห็นผีของตัวเอง."
เวอร์ดานเดินเข้าไปนั่งลงที่โต๊ะ. เขาไม่ตอบทันที. แทนที่จะตอบ เขาวางมือลงบนผิวโต๊ะไม้โบราณ — ไม้จากต้นที่คาสเทลขุดมาจากซากสวนของวิหาร — แล้วปล่อยให้ความสามารถที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิดทำงานเอง. *อ่านอายุของสรรพสิ่งจากการสัมผัส.* โต๊ะตัวนี้อายุพันสองร้อยสี่สิบเอ็ดปี บวกลบสิบสองปี. เท่ากับอายุของการที่เผ่าเขาตาย. เท่ากับช่วงเวลาที่หายไป.
ทุกสิ่งในเมืองนี้แก่เท่ากับความตายของพวกเขา. เขาแตะอะไรก็ได้ยินตัวเลขเดียวกัน.
"เทวรัฐ," เขาพูดในที่สุด. "พวกมันถือของเผ่าเรา ลิเลีย. เศษเวทเทพเจ้า. ของจริง. และมีนักบวชคนหนึ่งมองข้าในตลาด — มองแบบ *รู้*."
ลิเลียโยนแกนแอปเปิลลงตะกร้าผงข้างหน้าต่าง. "รู้อะไร."
"ข้าไม่รู้. นั่นแหละปัญหา." เวอร์ดานนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ. "ถ้าพวกมันรู้ว่าข้าคือผู้รอดจากยุคทอง — แปลว่าความลับเรารั่วไปถึงทิศใต้แล้ว. ถ้าพวกมันไม่รู้แต่บังเอิญมองข้า — แปลว่ามีคนจัดให้เราเจอกัน. ถ้าไม่มีใครจัด แปลว่ามันคือความบังเอิญที่สมบูรณ์แบบเกินกว่าจะเป็นความบังเอิญ ซึ่งก็แปลว่ามีคนจัดอีกที. ทุกทางนำกลับไปสู่ข้อสรุปเดียว — มีมืออีกข้างกำลังเล่นเกมกับข้า และเทวรัฐคือหมากตัวใหม่ของมัน."
เขาเงยหน้าขึ้น. ในดวงตาของเขามีความเหนื่อยที่ลึกกว่าสามคืนบนหลังม้าจะอธิบายได้.
ลิเลียมองเขานิ่ง.
แล้วเธอก็ทำสิ่งที่ไม่มีลูกน้องคนไหนกล้าทำ — เธอหัวเราะ. เบาๆ ไม่เยาะ แต่หัวเราะจริงๆ ด้วยความปวดร้าวบางอย่างเจือปน.
"นาย," เธอพูด ลงจากขอบหน้าต่าง เดินมาวางมือลงบนโต๊ะตรงข้ามเขา. "นายฟังตัวเองพูดอยู่หรือเปล่า. นายพูดว่า 'ถ้าพวกมันรู้ก็แย่ ถ้าพวกมันไม่รู้ก็ยิ่งแย่ ถ้ามันบังเอิญก็แปลว่าไม่บังเอิญ' — นายสร้างกรงขังที่ทุกประตูออกพากลับเข้าห้องเดิม. แล้วห้องเดิมนั้นน่ะ คือห้องที่ชื่อว่า *มีคนเก่งกว่าข้ากำลังตามล่าข้าอยู่*."
"เพราะมันมีจริง."
"นายรู้ได้ยังไงว่ามันมีจริง."
เวอร์ดานเปิดปาก. แล้วหุบ.
ลิเลียพยักหน้าช้าๆ ราวกับได้คำตอบที่รู้อยู่แล้ว. "นั่นไง. นายไม่รู้. นายแค่รู้สึก. และนายเชื่อความรู้สึกนั้นมากกว่าเชื่อตาตัวเอง."
เธอกวาดมือไปทางหน้าต่าง — ไปทางเมืองที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง ถนนเรืองแสง บ้านเรือนเป็นระเบียบ เด็กที่เมื่อเดือนก่อนยังหิวโซตอนนี้นอนอิ่มอยู่ใต้หลังคา.
"นายอยากให้ฉันบอกความจริงไหม. ความจริงที่ฉันมองเห็นมาตั้งแต่วันแรกที่เราออกจากวิหาร." เธอเสียงเบาลง. "โลกนี้มันอ่อนแอ นาย. มันอ่อนแอจริงๆ. ไม่ใช่อ่อนแอเพื่อหลอกล่อ ไม่ใช่อ่อนแอเป็นกับดัก — มันอ่อนแอเพราะมันเสื่อมมาพันปีจนเหลือแค่คนจุดไฟด้วยเวทแล้วภูมิใจราวกับสร้างดวงอาทิตย์. เจ้าโจรที่ทั้งภูมิภาคสั่นกลัว — ราฮับเก็บทั้งกองพันคนคนเดียวในคืนเดียว. ผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุคนี้ ใช้เวทขั้นกลางได้กระท่อนกระแท่นจนร่างพังเอง. *ไม่มีใคร* นาย. ไม่มีใครในทวีปนี้ที่ทำอะไรนายได้แม้แต่น้อย."
"งั้นอะไรล้างเผ่าเรา."
คำถามนั้นออกมาเร็วกว่าที่เวอร์ดานตั้งใจ. มันหลุดออกมาดิบๆ ปราศจากการคำนวณ — เสียงที่เขาไม่เคยให้ใครได้ยิน.
ลิเลียเงียบไป.
"อะไรบางอย่างทำได้ ลิเลีย," เวอร์ดานพูดต่อ เสียงต่ำลง. "อะไรบางอย่างฆ่าทั้งเผ่าในคืนเดียว. จารึกในห้องจดหมายเหตุเขียนไว้ด้วยเลือด — 'ความว่างที่เดินได้กลืนเวท มันไม่ตาย มันหลับ เวทมนตร์คือสิ่งปลุกมัน อย่าให้มันรู้ว่ายังมีเลือดเราหลงเหลือ'. นั่นไม่ใช่ผีในหัวข้า. นั่นคือลายมือของพี่น้องเราที่กำลังจะตาย. ถ้าสิ่งนั้นแข็งแกร่งพอจะล้างเผ่าทั้งเผ่า — เผ่าที่ทุกคนใช้เวทเทพเจ้าได้ — มันก็แข็งแกร่งกว่าข้า. และมันอาจยังอยู่."
ห้องเงียบลง. แสงโดมหินขาวนวลเรืองราวรุ่งสางที่ไม่มีวันสว่างจริง.
ลิเลียถอนหายใจ. เมื่อเธอพูดอีกครั้ง เสียงเธออ่อนลง — ไม่มีรอยกวนเหลืออยู่.
"ฉันไม่ได้บอกว่า *สิ่งนั้น* ไม่มีจริง นาย. ฉันอ่านจารึกนั่นเหมือนกัน. ฉันก็กลัวมันเหมือนกัน." เธอนิ่ง. "ฉันกำลังบอกอีกอย่าง. ฉันกำลังบอกว่า — สิ่งที่ล้างเผ่าเราเมื่อพันปีก่อน กับสิ่งที่นายกลัวอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ใช่อันเดียวกันแล้ว."
เวอร์ดานเงยหน้า.
"สิ่งที่อยู่ในจารึก มันหลับอยู่ที่ไหนสักแห่งในความมืด. มันไม่ได้ส่งเจ้าโจรมาเก็บส่วยนาย. มันไม่ได้ส่งสายลับพ่อค้ามามองกำแพงเรา. มันไม่ได้ส่งนักบวชมามองนายในตลาด." ลิเลียก้มลงจนใบหน้าเธออยู่ระดับเดียวกับเขา. "แต่ *นาย* เอาทุกอย่างที่เกิดขึ้น — โจร สายลับ นักบวช เมืองที่ยอมแพ้ง่ายเกินไป — แล้วเย็บมันเข้าด้วยกันเป็นหน้าของศัตรูตัวเดียว. นายกำลังเอาความว่างในจารึก มาสวมหน้ากากให้มันด้วยทุกเงาที่นายเห็น."
"..."
"นาย." ลิเลียพูดเบาที่สุดเท่าที่เวอร์ดานเคยได้ยินเธอพูด. "บางทีสิ่งที่นายกลัว... มันอาจอยู่ในหัวนายเอง."
ประโยคนั้น.
เธอเคยพูดมันครั้งหนึ่งแล้ว บนเชิงเทินกำแพง เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน. ตอนนั้นเวอร์ดานปัดมันทิ้งเหมือนปัดใบไม้ร่วง. แต่คราวนี้ เธอพูดมันต่างออกไป — ไม่ใช่คำล้อ ไม่ใช่คำเตือนกวนๆ. มันคือคำขอร้อง.
และเวอร์ดานนิ่งไปนานพอที่ลิเลียจะเห็นว่ามันเข้าไปข้างในเขาจริงๆ คราวนี้.
เพราะลึกลงไป — ในที่ที่เขาไม่เคยปล่อยให้แสงส่องถึง — เวอร์ดานรู้ว่าเธอพูดถูกในเรื่องที่เลวร้ายที่สุด.
ถ้าไม่มีศัตรู. ถ้าโลกนี้อ่อนแอจริงๆ อย่างที่ลิเลียเห็น. ถ้าไม่มีมืออีกข้าง ไม่มีหมากที่ถูกขยับ ไม่มีภัยที่เก่งกว่าซ่อนอยู่ในเงา —
งั้นการที่เผ่าทั้งเผ่าติดอยู่ในอนาคตที่ไม่ใช่ของพวกเขา ก็ไม่ใช่แผนของใคร ไม่ใช่กับดักของใคร ไม่ใช่สงครามที่เขาต้องสู้เพื่อพาพวกพ้องกลับบ้าน.
มันเป็นเพียงความผิดพลาด.
*ความผิดพลาดของข้า.*
เขาคือคนสั่งเปิดประตูอนาคต. เขาคือหัวหน้าโครงการ. ยี่สิบแปดชีวิตที่เหลืออยู่ในจักรวาลทั้งหมด ติดอยู่ที่นี่เพราะการทดลองของเขาพลาด — ถ้ามันพลาดเอง. และถ้าไม่มีศัตรูให้โทษ ก็ไม่มีใครให้โทษ นอกจากชายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนี้.
*ข้าจึงต้องการให้มีศัตรู.*
ความคิดนั้นเย็นเยียบจนเวอร์ดานต้องหยุดหายใจชั่วขณะ. มันคือสิ่งที่เขาไม่เคยยอมให้ตัวเองคิดจนจบประโยค. ลิเลียเพิ่งลากมันออกมาวางบนโต๊ะระหว่างพวกเขาโดยไม่รู้ตัว — หรือบางที เธออาจรู้ตัวดี.
แต่เขาจะไม่พูดมันออกมา. ไม่มีวัน.
เพราะถ้าเขายอมรับว่าศัตรูอยู่ในหัวเขา เขาก็ต้องยอมรับว่าความผิดอยู่ในมือเขา. และเขาแบกความผิดนั้นมาพันปีโดยไม่เคยขอโทษใครสักคน — เพราะการขอโทษหมายถึงการยอมรับว่ามันจริง.
ศัตรูที่มองไม่เห็นนั้น — บางที — คือเกราะชิ้นสุดท้ายที่กั้นระหว่างเวอร์ดานกับความจริงที่เขารับไม่ได้.
"เจ้าพูดเสร็จหรือยัง," เขาพูด เสียงกลับมาราบเรียบเย็นชาเหมือนเดิม. กำแพงปิดลงอีกครั้ง.
ลิเลียมองเขา. เธอเห็นกำแพงนั้นปิด. เธอรู้ว่าเธอเข้าไปได้ลึกแค่ไหน และรู้ว่าตอนนี้ประตูถูกปิดแล้ว.
และเธอเลือก — อย่างที่เธอเลือกมาทุกครั้ง — ที่จะไม่ผลักมันต่อ.
เพราะลิเลียเข้าใจสิ่งที่คนอื่นในทีมไม่เข้าใจ. เธอเข้าใจว่าเวอร์ดานไม่ได้แค่คุมเมือง คุมพลัง คุมแผน. เขากำลังคุม *ตัวเอง* ไม่ให้แตกสลาย. และความเชื่อเรื่องศัตรูที่เก่งกว่า — ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ — คือเสาต้นเดียวที่ค้ำเขาไว้. ถ้าเธอเตะเสานั้นล้ม เธอไม่รู้ว่าจะมีอะไรเหลือให้เวอร์ดานยืน.
ยี่สิบแปดชีวิตต้องการให้เวอร์ดานยืนอยู่. ดังนั้นลิเลียจะปล่อยให้เขามีศัตรูในหัวต่อไป ถ้านั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาตื่นมาวางแผนปกป้องพวกเขาในเช้าวันรุ่งขึ้นได้.
เธอภักดี. ไม่ใช่ภักดีต่อคำสั่ง — เธอภักดีต่อ *เขา*. ต่อชายที่ยอมแบกความผิดของทั้งเผ่าไว้คนเดียวเงียบๆ มาพันปี.
"เสร็จแล้ว," ลิเลียพูด ยิ้มกลับมา — รอยยิ้มกวนๆ เดิมที่กลับเข้าที่ราวกับไม่เคยหายไป. "แค่อยากเตือนนายว่ามีคนชื่อโทบินถามถึงนายทุกวัน. แล้วเฒ่ามารินก็เล่าเรื่องวีรกรรมนายผิดไปสามรอบแล้ว — รอบล่าสุดนายปราบมังกรเจ็ดหัวด้วยการยิ้มใส่มัน. กับเด็กในเมืองตั้งชื่อลูกหมาตัวใหม่ว่า 'เวอร์ดานน้อย'. เผื่อนายอยากรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นตรงหน้านายบ้าง ระหว่างที่นายมัวมองเงาในทิศใต้."
เวอร์ดานกุมขมับ.
"ลูกหมา."
"ตัวสีน้ำตาล หูตก. กัดรองเท้าคาสเทลขาดไปข้างนึงแล้ว. คาสเทลเลยจะสร้าง 'คอกหมาป้องกันเวท' — เผื่อไว้." ลิเลียเดินไปที่ประตู หยุดที่ธรณี. "เห็นไหม นาย. ในขณะที่นายระแวงว่าทั้งทวีปกำลังวางแผนฆ่านาย โลกจริงๆ ของพวกเรามันกำลัง... มีลูกหมา. มีเด็กอ้วนขึ้น. มีคนแก่เล่านิทานผิดๆ ด้วยความสุข."
เธอหันมามองเขาครั้งสุดท้าย และในแววตานั้นมีบางอย่างที่เกือบจะเป็นความเศร้า.
"พวกเราไม่ได้ติดอยู่ในหายนะ นาย. เราแค่ติดอยู่ในที่ใหม่. และมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น — ถ้านายยอมมองมันบ้าง."
แล้วเธอก็ออกไป ทิ้งให้เวอร์ดานนั่งอยู่กับโต๊ะอายุพันสองร้อยสี่สิบเอ็ดปี และความเงียบที่ดังกว่าทุกเสียงสะท้อน.
เวอร์ดานนั่งอยู่อย่างนั้นนานมาก.
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง — มองเมืองที่หลับใหล มองถนนที่เรืองแสง มองหลังคาที่ใต้มันมีคนนอนอิ่มและปลอดภัย. เขาพยายามมองมันแบบที่ลิเลียมอง. มองเด็ก มองลูกหมา มองคนแก่เล่านิทาน.
แต่ทุกครั้งที่เขามอง สายตาเขาก็เลื่อนไปที่กำแพง — แล้วคำนวณว่ามันจะกันอะไรได้บ้าง. เลื่อนไปที่หอคอยพิทักษ์บนเนินทิศตะวันออก — แล้วคำนวณว่ามันยิงได้ไกลแค่ไหน. เลื่อนไปที่ขอบฟ้าทิศใต้ — แล้วคิดถึงนักบวชที่ดวงตาเหมือนเคยร้องไห้.
เขามองไม่เห็นลูกหมา. เขาเห็นแต่ระยะยิง.
*บางทีสิ่งที่นายกลัว มันอาจอยู่ในหัวนายเอง.*
เวอร์ดานหลับตา.
"ข้ารู้," เขากระซิบกับห้องเปล่า. "นั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้มันน่ากลัวที่สุด ลิเลีย. ถ้ามันอยู่ในหัวข้า แสดงว่าข้าหนีมันไม่พ้น."
เขายังไม่ทันลืมตาดี ประตูก็เปิดผางออก.
ไม่ใช่เคาะ. ไม่ใช่ขออนุญาต. เปิดผาง — ซึ่งในนครรุ่งอรุณที่ทุกคนปฏิบัติต่อเวอร์ดานราวเทพเจ้า มีคนเดียวที่จะทำแบบนี้เมื่อข่าวด่วนพอ.
ไกร์ฟอนยืนอยู่ที่ประตู ลมหายใจไม่เป็นจังหวะจากการขึ้นบันไดวนสามรอบ. ในมือเขาถือแผนที่เวทแสงม้วนหนึ่ง — แผนที่ภูมิภาคที่จุดแดงของค่ายคางโกรถูกลบไปนานแล้ว.
แต่ตอนนี้บนแผนที่มีจุดแดงใหม่. ใหญ่กว่าเดิมมาก. กะพริบช้าๆ อยู่ที่ขอบภูมิภาคทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ — ไกลกว่าค่ายเก่าของคางโกร ที่ชายแดนของแผนที่ทั้งหมด.
"ท่าน," ไกร์ฟอนพูด เสียงเขาเรียบเสมอ แต่เวอร์ดานที่รู้จักเขามาพันปีได้ยินบางอย่างใต้นั้น — บางอย่างที่ไกร์ฟอนแทบไม่เคยมี. ความตื่นเต้น. "มีกองกำลังรวมตัวกันที่ชายแดน. ใหญ่กว่ากองของคางโกร... มากนัก."
เวอร์ดานลุกขึ้น. "เศษโจรของคางโกรที่หนีไป รวมตัวกันใหม่หรือ. ข้าคิดว่าราฮับเก็บเรียบแล้ว."
"ไม่ใช่เศษโจร ท่าน." ไกร์ฟอนคลี่แผนที่ลงบนโต๊ะอายุพันปี. จุดแดงกะพริบสะท้อนในดวงตาเขา. "เป็นกองใหม่ทั้งกอง. หลายพันคน — มากกว่าคางโกรหลายเท่า. รวมเศษโจรทั่วทั้งภูมิภาคที่กระจัดกระจายหลังคางโกรหาย แล้วผนึกเข้าเป็นกองเดียว ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์. ใครก็ตามที่ทำได้แบบนี้... ไม่ใช่โจรธรรมดา ท่าน. มันคือคนที่รู้วิธีปกครองคน."
เวอร์ดานก้มมองแผนที่. มือเขาแตะลงบนผืนหนังเวท — และความสามารถของเขาทำงานโดยไม่ตั้งใจ. *แผนที่นี้อายุสิบสามวัน. คาสเทลทำใหม่หลังขยายเมือง.* แต่ไม่ใช่แผนที่ที่ทำให้เขาขนลุก.
"มีชื่อไหม," เขาถาม. "ผู้นำกอง."
ไกร์ฟอนนิ่งไปครู่หนึ่ง. และในความนิ่งนั้น เวอร์ดานรู้แล้วว่าคำตอบจะไม่ใช่คำตอบที่ดี.
"ชาวบ้านที่หนีมาจากชายแดนเรียกเขาด้วยชื่อเดียว ท่าน. ชื่อที่ทำให้พวกเขาตัวสั่นยิ่งกว่าตอนพูดถึงคางโกร." ไกร์ฟอนเงยหน้าขึ้น. "พวกเขาบอกว่า... เขาคือ *พี่ชาย* ของคางโกร. คนที่สอนคางโกรถือดาบตั้งแต่เด็ก. คนที่คางโกรกลัวอยู่คนเดียวในโลก. และตอนนี้เขายกพลมาเพื่ออย่างเดียว — ล้างแค้นให้น้องชาย แล้วยึดนครรุ่งอรุณเป็นฐานของตัวเอง."
ห้องเงียบลง. แสงโดมหินขาวเรืองนวลราวรุ่งสางที่ไม่มีวันมาถึง.
และในหัวของเวอร์ดาน เสียงของลิเลียกับข่าวของไกร์ฟอนชนกัน — *บางทีสิ่งที่นายกลัว มันอาจอยู่ในหัวนายเอง* — *พี่ชายของคางโกร ยกพลหลายพันมายึดเมืองเรา* — สองเสียงที่ขัดกันโดยสิ้นเชิง.
เวอร์ดานยืนนิ่งอยู่กลางห้อง. แล้วเขาก็ทำสิ่งที่ทำให้ไกร์ฟอนคำนับด้วยความเลื่อมใส และทำให้ตัวเขาเองรู้สึกเย็นวาบลงไปถึงกระดูก.
เขายิ้ม.
เพราะลึกลงไป ในที่ที่ลิเลียเพิ่งส่องแสงเข้าไปแล้วถูกปิดประตูใส่ — เวอร์ดานรู้สึก *โล่งใจ*.
มีศัตรู. มีศัตรูจริงๆ. ใหญ่กว่าเก่า แข็งแกร่งกว่าเก่า มาเพื่อล้างแค้นและยึดครอง. โลกไม่ได้อ่อนแอเปล่าๆ. ความว่างในจารึกมีหน้าตาอีกครั้ง.
*เห็นไหม ลิเลีย,* เขาคิด มองจุดแดงที่กะพริบช้าๆ บนชายแดน. *มันไม่ได้อยู่ในหัวข้า.*
*มันยกพลหลายพันคนมาอยู่ที่ชายแดนข้า.*
เขาไม่ได้ยินเสียงที่กระซิบตามมาในส่วนที่ลึกที่สุดของตัวเอง — เสียงเล็กๆ ที่ฟังเหมือนลิเลีย — ที่ถามว่า *หรือนายแค่ดีใจที่หาหน้าใหม่ให้ความว่างได้อีกครั้ง.*
"ไกร์ฟอน," เวอร์ดานพูด เสียงสุภาพราบเรียบอย่างที่ลูกน้องรัก.
"ขอรับ ท่าน."
เวอร์ดานมองแผนที่. มองจุดแดงที่เคยเป็นคางโกร — ว่างเปล่า. มองจุดแดงใหม่ที่ใหญ่กว่า — กะพริบ.
"สืบมาให้หมด ว่าพี่ชายคนนี้เป็นใคร. ข้าอยากรู้ว่าใครส่งเขามา."
ไกร์ฟอนคำนับลึกราวกับได้รับโองการชั้นสูงสุด. "ขอรับ. ท่านสงสัยว่ามีคนอยู่เบื้องหลังเขา."
"ข้าสงสัยทุกอย่างเสมอ," เวอร์ดานพูด.
แต่คราวนี้ — เป็นครั้งแรก — เขาไม่แน่ใจว่าเขากำลังสงสัยศัตรู หรือกำลังสงสัยตัวเอง.
ไกร์ฟอนถอยออกไป กระซิบกับตัวเองเรื่องการสืบสายข่าวกรองสามชั้น. ประตูปิดลง.
เวอร์ดานยืนอยู่ลำพังอีกครั้ง กับแผนที่และจุดแดงที่กะพริบ และเงาของหญิงสาวที่เพิ่งจากไป.
ข้างนอกหน้าต่าง ที่ไหนสักแห่งในเมืองที่หลับใหล มีเสียงลูกหมาเห่าครั้งหนึ่ง แล้วเงียบไป.
เวอร์ดานไม่ได้ยิน.
เขากำลังมองทิศตะวันออกเฉียงเหนือ — และคำนวณระยะยิงของหอคอยพิทักษ์อยู่.
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.