ตอนที่ 13
13 / 25
อ่าน 20 นาที
บทที่ 13 — ตำนานที่เวอร์ดานไม่อยากได้
เผยแพร่เมื่อ 31 พ.ค. 2569 07:55
ราฮับกลับเข้าเมืองก่อนแสงแรกแตะยอดกำแพงหินขาว.
เขาไม่ได้เคาะประตู ไม่ได้รายงานใคร ไม่มีใครเห็น — ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาภูมิใจเงียบๆ ในแบบที่ไม่มีวันพูดออกมา. ดาบเวทเทพเจ้าใบดำของเขาสะอาดเอี่ยม. เขาเช็ดมันที่ลำธารนอกเมืองแล้ว — ไม่ใช่เพราะรังเกียจเลือด แต่เพราะคำสั่งคือ *อย่าให้ใครรู้* และเลือดบนใบดาบคือสิ่งที่คนรู้ได้. เขาเดินผ่านยามที่เฝ้าประตูชั้นใน คำนับนายพลด้วยสายตาตื่นกลัวปนเลื่อมใส แล้วราฮับก็หายเข้าไปในเงาของหอคอยกลางเมืองโดยไม่ปริปาก.
ทุกอย่างเรียบร้อย. สะอาด. ไม่เหลือพยาน.
เขาทำตามคำสั่งของท่านอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด.
นั่นแหละคือปัญหา.
---
เวอร์ดานรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติตั้งแต่ได้ยินเสียงร้องเพลง.
มันเป็นเช้าวันที่สามหลังจากราฮับกลับ. เขายืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนของปราสาทกลางเมือง — ที่ซึ่งชาวเมืองเรียกว่า "ปราสาท" และเขาเรียกในใจว่า "ฝาปิดวิหาร" — มองลงไปยังลานตลาดเบื้องล่าง. ที่นั่นมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังขนกระสอบข้าว. และพวกเขาร้องเพลง.
เขาไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อน.
> *คืนหนึ่งดาวดับทั่วผืนหล้า*
> *พันเงาโจราหายไร้ร่อง*
> *เทพเจ้าส่งเงาเดียวมาครอง*
> *เลือดเหล็กพ่ายลงในราตรี*
เวอร์ดานยืนนิ่ง. มือที่วางบนราวหินเย็นเฉียบขยับช้าๆ.
*เพลง.*
เขาสั่งให้ราฮับ "อย่าให้ใครรู้ว่าเราแกร่ง" เมื่อหกวันก่อน. หกวัน — และตอนนี้มีคนแต่งเพลงเกี่ยวกับมันแล้ว. มีทำนอง. มีคำคล้องจอง. มีคนสามคนในลานตลาดที่จำเนื้อได้ขึ้นใจพอจะร้องพร้อมกัน.
*ในใจเขาคำนวณอย่างเย็นชา: เพลงพื้นบ้านใช้เวลาเฉลี่ยกี่วันจึงจะแพร่จากปากสู่ปากครบหนึ่งภูมิภาค (คำตอบจากความรู้ยุคทอง: สิบสองถึงยี่สิบวันสำหรับเรื่องที่คนอยากเล่า) และเพลงนี้คนอยากเล่าแค่ไหน (คำตอบ: มาก เพราะมันให้ความหวังกับคนที่ไม่มีอะไรเหลือ — ซึ่งแปลว่ามันจะแพร่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อยสองเท่า).*
เขากุมขมับ.
เขาสั่งให้ *เนียน.*
ลิเลียโผล่หัวออกมาจากประตูระเบียงข้างหลังเขา ผมยังยุ่งจากการนอน มือถือขนมปังชิ้นหนึ่ง. เธอฟังเพลงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มกว้างจนเวอร์ดานอยากผลักเธอตกระเบียง.
"เพราะดีนะ" เธอเคี้ยวขนมปัง. "ท่อนที่ว่า 'เทพเจ้าส่งเงาเดียวมาครอง' — เงาเดียวนี่ราฮับใช่ไหม. เขาคงปลื้มน่าดูถ้ารู้ว่ามีเพลงของตัวเอง." เธอหยุด. "แต่เขาคงไม่ปลื้มหรอก เพราะเขาไม่แสดงออกอะไรทั้งนั้น. เขาจะยืนนิ่งแล้วก็... นิ่งต่อไป."
"ลิเลีย."
"คะ ท่าน."
"ข้าสั่งให้จัดการคางโกร *อย่าให้ใครรู้.*"
ลิเลียเคี้ยวช้าลง. ดวงตากวนๆ ของเธอแวบหนึ่งดูจริงจังขึ้นมาอย่างที่เวอร์ดานสังเกตเห็น — เธอเป็นคนเดียวในทีมที่บางครั้งดวงตาแบบนั้นโผล่มา. แล้วมันก็หายไป เธอกลืนขนมปังลงคอ.
"ค่ะ ท่านสั่งแบบนั้น" เธอพยักหน้า. "และไม่มีใครรู้จริงๆ นะ — ไม่มีใครรู้ว่าราฮับเป็นคนทำ. ไม่มีใครรู้ว่าค่ายนั้นหายไปได้ยังไง. ไม่มีใครรู้แม้แต่ว่ามี *คน* ทำ." เธอชี้ขนมปังลงไปที่ลานตลาด. "พวกเขาเลยเดาเอาเองว่าเทพทำ. ซึ่ง... ก็ถูกครึ่งหนึ่งนะถ้าคิดดีๆ."
เวอร์ดานหันกลับไปมองเพลงที่ยังลอยขึ้นมาจากเบื้องล่าง.
เธอพูดถูก. นั่นแหละคือสิ่งที่หนาวที่สุด.
เขาสั่งให้ปกปิด. ทีมของเขาปกปิดเก่งมาก. เก่งจนไม่เหลือร่องรอยมนุษย์ให้ใครจับได้เลย — และเมื่อมนุษย์ไม่มีคำอธิบายแบบมนุษย์ พวกเขาก็เติมคำอธิบายแบบ *เทพ* ลงไปแทน. ยิ่งซ่อนเนียน โลกยิ่งเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์. ความลับที่สมบูรณ์แบบที่สุดกลายเป็นปาฏิหาริย์ที่ดังที่สุด.
*คำสั่งของข้าทำงานย้อนทาง.*
"ท่านทำหน้าเหมือนเพิ่งกินมะนาวทั้งลูก" ลิเลียบอก.
"ออกไป."
"ค่ะ." เธอไม่ออก. เธอพิงกรอบประตูเคี้ยวขนมปังต่อ. "ท่านรู้ไหมว่าตอนนี้ที่ประตูเมืองมีคนใหม่มายืนรออยู่กี่คน."
เวอร์ดานไม่อยากรู้. "เท่าไร."
"ไม่รู้สิ นับไม่ทัน. เซเรน่ากำลังจัดการอยู่. เธอบอกว่าจะมารายงานท่านตอนสาย." ลิเลียยิ้ม. "ท่านน่าจะเตรียมใจไว้ก่อน. หน้าท่านยังไม่หายมะนาวเลย."
---
ข่าวเดินทางเร็วกว่าม้า เพราะข่าวไม่ต้องพัก.
ในหมู่บ้านเล็กๆ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ — ห่างจากที่ซึ่งเคยเป็นค่ายเจ้าโจรเลือดเหล็กไม่ถึงครึ่งวันเดิน — ชาวบ้านตื่นขึ้นในเช้าวันหนึ่งแล้วพบว่าไม่มีใครมาเก็บส่วยอีกแล้ว.
ครั้งแรกพวกเขาไม่กล้าเชื่อ. ส่วยของเจ้าโจรเลือดเหล็กมาตรงเวลาเสมอ ตรงยิ่งกว่าฤดูเก็บเกี่ยว. ผู้ชายคนหนึ่งชื่อตาเฟิน ยอมเดินขึ้นเขาไปดูค่ายโจรด้วยขาที่สั่นเทา เผื่อว่าจะเจอกับดักหรือกองทัพที่ซุ่มรอ.
ค่ายว่างเปล่า.
ไม่ใช่ค่ายที่ถูกเผา. ไม่ใช่ค่ายที่มีศพ. ไม่มีรอยต่อสู้ ไม่มีเลือด ไม่มีรอยลากศพ ไม่มีอีกาบินวน. เต็นท์ยังตั้งอยู่. กองไฟบางกองยังมีถ่านอุ่นๆ ราวกับคนเพิ่งลุกไป. หม้อข้าวบางใบยังมีข้าวค้างก้น. อาวุธวางพิงอยู่กับเสาเต็นท์อย่างเป็นระเบียบ.
แต่ไม่มีคน. พันคน. หายไปราวกับถูกยกขึ้นจากผืนดินทั้งกอง.
ตาเฟินยืนอยู่กลางค่ายร้างนั้นนานมาก. แล้วเขาก็คุกเข่าลง ทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังกราบใคร.
เมื่อเขากลับลงมาเล่าให้หมู่บ้านฟัง ไม่มีใครพูดถึงคำว่า "นักรบ" หรือ "กองทัพ" เลย. มนุษย์ไม่ทำแบบนี้. มนุษย์ต้องสู้ ต้องมีเสียง ต้องมีศพ ต้องทิ้งร่องรอย. สิ่งที่ยกคนพันคนออกไปในคืนเดียวโดยไม่ทิ้งแม้แต่หยดเลือด — สิ่งนั้นไม่ใช่มนุษย์.
และพวกเขารู้ว่ามันมาจากไหน.
มาจากเมืองใหม่ในซากเทพทางทิศตะวันตก. เมืองที่กำแพงเป็นหินขาวเรืองแสง. เมืองที่มีทหารเหล็กไร้หน้าเฝ้าประตู. เมืองที่นำโดยชายผู้ที่เทพส่งมา.
นครรุ่งอรุณ.
ภายในห้าวัน เรื่องนี้เดินทางผ่านหมู่บ้านสิบเอ็ดแห่ง. ภายในแปดวัน มันถึงนครรัฐเล็กๆ สองแห่งที่เคยจ่ายส่วยให้คางโกรอย่างขมขื่น และตอนนี้พ่อค้าในนั้นยกแก้วฉลองให้กับ "เงาเดียวที่เทพส่งมา" โดยไม่รู้ว่ากำลังดื่มให้กับนายพลเงียบขรึมที่จะฆ่าพวกเขาทั้งเมืองด้วยความรู้สึกผิดน้อยกว่าตัดเล็บ ถ้านายของเขาเอ่ยคำสั่งที่ฟังดูถูกต้อง.
ทุกที่ที่เรื่องนี้ผ่าน มันโตขึ้น. โจรพันคนกลายเป็นสองพัน. เงาเดียวกลายเป็นเทพที่เดินลงมาเองพร้อมดวงตาเป็นไฟ. บางหมู่บ้านเล่าว่าได้ยินเสียงสวรรค์ในคืนนั้น. บางแห่งว่าเห็นแสงเหนือเขา.
ไม่มีใครเคยไปนครรุ่งอรุณ. นั่นทำให้เล่าได้สนุกขึ้น.
---
เซเรน่ามาถึงตอนสายตามนัด.
เธอไม่เคยมาสาย และไม่เคยมาเร็ว. เธอเดินเข้าห้องทำงานของเวอร์ดานพร้อมม้วนกระดาษสามม้วนและแผ่นกระดานชนวนหนึ่งแผ่นที่มีตัวเลขเขียนแน่นจนแทบไม่เหลือที่ว่าง. ใบหน้าเธอเรียบเฉยเหมือนผิวน้ำในวันไร้ลม.
"ท่าน." เธอคำนับ. "ดิฉันมีเรื่องต้องรายงานสามเรื่อง. เรื่องประชากร เรื่องเสบียง และเรื่องที่ดิน. ทั้งสามเรื่องเป็นปัญหาเดียวกัน."
เวอร์ดานวางเอกสารที่เขาแกล้งอ่านอยู่ลง. "ว่ามา."
เซเรน่าคลี่ม้วนแรกออกบนโต๊ะ. มันเป็นแผนภูมิ — เส้นกราฟที่ลากขึ้นชันราวหน้าผา.
"สิบวันก่อน นครรุ่งอรุณมีประชากรสี่ร้อยสิบสองคน" เธอชี้ที่จุดเริ่มของเส้น. "เมื่อวานตอนปิดประตู ดิฉันนับได้หนึ่งพันสองร้อยแปดสิบเก้าคน."
เวอร์ดานมองเส้นกราฟนั้นนิ่ง.
"สามเท่า" เขาพูดเบาๆ.
"สามเท่ากับเศษเล็กน้อย ค่ะ. และเส้นนี้" — เธอแตะปลายกราฟที่พุ่งขึ้น — "ยังไม่มีทีท่าจะแบนลง. เช้านี้มีอีกประมาณร้อยห้าสิบคนมายืนรอที่ประตู ดิฉันสั่งให้ตั้งจุดลงทะเบียนชั่วคราวนอกกำแพง เพราะถ้าปล่อยเข้ามาพร้อมกันระบบแจกอาหารจะล่ม."
"พวกเขามาจากไหน."
"ทุกที่ค่ะ." เซเรน่าคลี่ม้วนที่สอง — แผนที่ภูมิภาคที่มีจุดเล็กๆ กระจายเต็มไปหมด แต่ละจุดมีเส้นลากเข้าหานครรุ่งอรุณตรงกลางราวกับใยแมงมุม. "หมู่บ้านที่เคยจ่ายส่วยให้คางโกร พอไม่มีคางโกรแล้วก็ไม่มีเหตุผลจะอยู่ในที่กันดาร พวกเขาเลยมาหาที่ที่ปลอดภัยที่สุดที่รู้จัก. นครรัฐเล็กสองแห่งทางเหนือเริ่มมีคนทยอยออก. แม้แต่จากที่ไกลอย่างทางใต้ก็เริ่มมี — คนที่ได้ยินเพลง."
"เพลง." เวอร์ดานพูดคำนั้นเหมือนคำสาป.
"ท่านได้ยินแล้วสินะคะ." เซเรน่าไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย. "มีอยู่สามเวอร์ชัน. เวอร์ชันที่ดิฉันคิดว่าเป็นต้นฉบับแต่งโดยเด็กหนุ่มในหมู่บ้านริมเขา. อีกสองเวอร์ชันเพิ่มท่อนที่ว่าท่านเรียกฟ้าผ่าลงมาเองด้วยมือเปล่า ซึ่ง..." เธอหยุดพอดี — น้อยมากที่เซเรน่าจะหยุด — "...ซึ่งไม่จริง. แต่ดิฉันเห็นว่าไม่ควรไปแก้. การแก้ข่าวลือมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการปล่อยให้มันโตเสมอ ตราบใดที่มันโตไปในทิศที่เป็นประโยชน์."
เวอร์ดานยกมือขึ้นนวดสันจมูก.
*นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อข้าสั่งให้ "เนียน".*
เขามองเซเรน่า — หญิงที่เคยบริหารนครยุคทองที่มีคนเป็นล้าน หญิงที่มองศรัทธาของมนุษย์เป็นเพียงตัวเลขในสมุดบัญชีเหมือนกันกับที่มองกองข้าวสาร. และเขารู้ว่าในหัวของเธอ ตอนนี้ "เพลงสรรเสริญเทพ" ถูกบันทึกไว้ในช่องเดียวกับ "ผลผลิตข้าวต่อไร่" — เป็นทรัพยากร เป็นปัจจัยการผลิต เป็นสิ่งที่ทำให้คนยอมเดินทางหลายวันมาเป็นแรงงานให้เมืองของเขาโดยไม่ต้องบังคับ.
เธอไม่ได้พยายามสร้างตำนาน. เธอแค่ไม่เห็นเหตุผลจะหยุดมัน. นั่นต่างหากที่น่ากลัว.
"แล้วเรื่องที่ดิน." เวอร์ดานถาม.
เซเรน่าคลี่ม้วนที่สาม. มันเป็นผังเมือง — และพื้นที่ภายในกำแพงหินขาวถูกแรเงาทึบเกือบหมด.
"เต็มค่ะ." เธอพูดเรียบๆ. "ที่ในกำแพงเต็มแล้วตั้งแต่เมื่อวาน. คนที่มาวันนี้ไม่มีที่อยู่. ดิฉันมีทางเลือกให้ท่านสามทาง."
"ว่ามา."
"หนึ่ง — ปิดประตู ไม่รับเพิ่ม. ง่ายที่สุด ถูกที่สุด." เธอหยุด. "แต่คนที่ถูกปฏิเสธจะไปเล่าว่าเมืองของเทพปิดประตูใส่คนยาก. ตำนานจะพลิกเป็นลบภายในเจ็ดวัน. ดิฉันไม่แนะนำ — ไม่ใช่เพราะสงสาร แต่เพราะมันแพง."
เวอร์ดานพยักหน้าช้าๆ. เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงไว้ใจเซเรน่ากับเรื่องแบบนี้. เธอไม่เคยเสนอทางเลือกที่อ่อนแอ.
"สอง — รับเข้ามาแน่นๆ. แต่ภายในเดือนเดียวจะเกิดโรค ขยะล้น น้ำไม่พอ และอาชญากรรม. เมืองที่แน่นเกินไปเน่าจากข้างใน. ดิฉันไม่แนะนำเช่นกัน."
"แล้วสาม."
เซเรน่าเงยหน้าขึ้นมองเขาตรงๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามา.
"ขยายเมืองค่ะ. ขยายกำแพงออกไปอีกชั้น ผังที่อยู่ใหม่หกโซน ระบบน้ำใหม่ ถนนใหม่. ดิฉันร่างผังไว้แล้ว." เธอวางกระดาษอีกแผ่นทับ — ผังนครรุ่งอรุณที่ใหญ่ขึ้นเกือบเท่าตัว. "แต่ดิฉันสร้างไม่ได้คนเดียว. งานวิศวกรรมขนาดนี้ต้องให้คาสเทล. และ..." เธอหยุดอีกครั้ง ซึ่งสำหรับเซเรน่าแปลว่าเรื่องสำคัญ "...ท่านต้องเป็นคนสั่งคาสเทลเอง. เพราะถ้าดิฉันสั่ง เขาจะสร้างตามที่ดิฉันร่าง. แต่ถ้าท่านสั่ง..."
เวอร์ดานหลับตา.
ถ้าเขาสั่ง คาสเทลจะ *เผื่อไว้.*
---
เขาเรียกคาสเทลมาตอนบ่าย และเลือกคำพูดอย่างระมัดระวังที่สุดเท่าที่เคยทำมา.
"คาสเทล" เวอร์ดานพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ. "เรามีคนมากขึ้น. ที่ในเมืองไม่พอ. ข้าอยากให้เจ้า — ขยายที่อยู่ออกไปอีกหน่อย. *แค่ที่อยู่.* บ้าน. ถนน. น้ำ. ให้คนมีที่ซุกหัวนอน. เท่านั้น."
เขาเน้นคำว่า "เท่านั้น" หนักแน่นราวกับตอกตะปู.
คาสเทลยืนตัวตรง ดวงตาเป็นประกายเหมือนเด็กที่เพิ่งได้ของขวัญ. เขาพยักหน้ารัวๆ. "เข้าใจแล้วครับท่าน. ที่อยู่. บ้าน ถนน น้ำ. เรียบง่าย. ใช้งานได้. ไม่เกินจำเป็น."
"ไม่เกินจำเป็น." เวอร์ดานย้ำ.
"ไม่เกินจำเป็นครับ" คาสเทลคำนับ แล้วก็เสริมด้วยน้ำเสียงสบายๆ เหมือนคนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ "...แม้ว่าผมอาจจะต้องเสริมโครงสร้างใต้ดินนิดหน่อย เพราะชั้นหินแถบใต้ของกำแพงใหม่มันบางเกินไป ถ้าเกิดแผ่นดินไหวหรือ — เผื่อไว้นะครับ — ถ้าเกิดมีอะไรพยายามขุดเข้ามาจากข้างล่าง บ้านชาวเมืองจะถล่ม. แต่นั่นแค่งานเสริมความปลอดภัยพื้นฐานครับ ไม่ใช่อะไรเกินจำเป็น."
เวอร์ดานมองเขานิ่ง.
*"อะไรที่พยายามขุดเข้ามาจากข้างล่าง."*
เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นเลย. เขาพูดถึง *บ้าน.*
แต่ในใจของคาสเทล — เด็กหนุ่มผู้ที่มองทุกคำสั่งเป็นใบอนุญาตให้สร้างป้อมปราการที่ยิงทำลายภูเขาได้ "เผื่อไว้" — คำว่า "ขยายเมือง" ได้แตกแขนงออกเป็นความเป็นไปได้นับสิบ ที่แต่ละอันมีคำว่า "เผื่อไว้" ห้อยท้าย.
เวอร์ดานเปิดปากจะห้าม แล้วก็ปิดมันลง.
*ปล่อยไป.* เขาคิด. *ขอแค่อย่าให้มันเรืองแสงเป็นเขียวจากนอกกำแพงสิบไมล์ก็พอ.*
(เขาจะได้รู้ในอีกหกวันว่าความหวังนั้นไร้ความหมายเพียงใด — แต่ตอนนี้เขายังไม่รู้.)
"ขอแค่อย่าให้มันเด่น คาสเทล" เวอร์ดานพูดในที่สุด. "เราพยายามไม่ให้ตัวเองเด่น. จำไว้."
คาสเทลคำนับลึก. "เข้าใจอย่างถ่องแท้ครับท่าน. ความถ่อมตน. การกลมกลืน. ไม่ให้ใครรู้ว่าเราแกร่ง." เขายิ้มกว้าง. "ผมจะทำให้กำแพงใหม่ดู *ธรรมดา* ที่สุดเท่าที่หินขาวเรืองแสงจะธรรมดาได้ครับ."
แล้วเขาก็วิ่งออกไป.
เวอร์ดานนั่งลงบนเก้าอี้ มองตามเงาที่หายไปตามทางเดิน.
ทุกคนรอบตัวเขาฉลาดที่สุดในเผ่าของเขา. ไกร์ฟอนวางเกมการเมืองได้ลึกกว่าราชสำนักทั้งหลายของยุคนี้รวมกัน. เซเรน่าบริหารคนได้ราวกับเล่นหมากที่มีหมื่นตัวพร้อมกัน. คาสเทลสร้างสิ่งที่ยุคนี้เรียกว่าปาฏิหาริย์ได้ในยามบ่ายวันเดียว. ราฮับฆ่าได้โดยไม่ทิ้งแม้แต่เสียง.
และพวกเขาทุกคนภักดีต่อเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข จนยอมตีความทุกถ้อยคำของเขาให้ใหญ่โตกว่าที่เขาตั้งใจเสมอ — เพราะในใจของพวกเขา เวอร์ดานคือผู้ที่ไม่มีวันพูดอะไรเล็กน้อย. ทุกคำของเขาต้องลึก. ต้องมีชั้นเชิง. ต้องมีแผน.
เขาแค่อยากให้คนมีที่นอน.
*นี่ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา* เวอร์ดานคิด *มันคือความผิดของข้า ที่เคยเป็นคนแบบที่ทำให้พวกเขาเชื่อแบบนั้น.*
ในยุคทอง เขาไม่เคยพูดอะไรเล็กน้อยจริงๆ. ทุกคำสั่งของหัวหน้าโครงการประตูอนาคตมีน้ำหนัก มีเหตุผล มีสิบชั้นใต้พื้นผิว. พวกเขาเรียนรู้ที่จะฟังเขาแบบนั้น — และพวกเขาไม่มีทางรู้ว่าชายคนที่พวกเขาตามข้ามพันปีมา ตอนนี้แค่อยากใช้ชีวิตเงียบๆ ปกป้องพวกเขา และหาทางกลับบ้าน.
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง. แสงบ่ายสาดลงบนกำแพงหินขาวที่กำลังจะถูกขยาย.
ยิ่งเมืองใหญ่ ยิ่งคนมาก ยิ่งดัง.
และยิ่งดัง...
*ในใจเขาคำนวณอย่างเย็นชา: ถ้า "สิ่งนั้น" ที่ล้างเผ่าเขาในคืนเดียวยังมีอยู่จริง — ถ้ามันฟังคลื่นของยุคทองอยู่จริง — แล้วเมืองทั้งเมืองที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรเทพเจ้าใต้พื้นดิน ที่ส่งเสียงสะท้อนออกไปทุกวันที่ใช้ระบบน้ำเวท ทุกครั้งที่ผู้พิทักษ์เคลื่อนไหว ทุกคืนที่แกนวิหารเต้น — เมืองทั้งเมืองนั้นจะดังแค่ไหนในหูที่เขามองไม่เห็น (คำตอบ: เขาไม่รู้ และการไม่รู้คือสิ่งที่ทำให้เขานอนไม่หลับ).*
เขาสั่งให้ทีมจัดการคางโกรอย่างเงียบที่สุด เพื่อจะได้ไม่เด่น. เพื่อจะได้ซ่อนตัว. เพื่อจะได้ไม่ให้ภัยที่เก่งกว่าหาเขาเจอ.
แล้วผลคือเมืองของเขาดังขึ้นเป็นสามเท่าในสิบวัน.
เวอร์ดานหัวเราะออกมาเบาๆ ครั้งเดียว — เสียงแห้งๆ ไร้ความขบขัน.
"เนียน." เขาพึมพำกับห้องที่ว่างเปล่า. "ข้าสั่งให้มัน *เนียน.*"
---
เฒ่ามารินไม่รู้เรื่องความระแวงของเวอร์ดานเลยแม้แต่น้อย. เขายุ่งเกินกว่าจะระแวง — เขายุ่งกับการ *เล่า.*
ในวันที่ผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่หลั่งไหลมาถึงประตู มารินคือคนแรกที่ออกไปต้อนรับพวกเขา. เขาไม่ได้รับมอบหมายให้ทำ. ไม่มีใครสั่ง. แต่ชายชราจากหมู่บ้านริมธารเงิน — ผู้ที่เคยเห็นหลานสองคนตายในกองไฟของคางโกร — ได้พบสิ่งที่เขาคิดว่าตัวเองสูญเสียไปตลอดกาล: เรื่องที่ควรค่าแก่การเล่า.
"มาๆ นั่งก่อน พักก่อน" มารินโบกมือเรียกครอบครัวผู้ลี้ภัยที่อ่อนล้าให้มานั่งใต้ร่มเงาของกำแพง. เขาตักน้ำให้พวกเขาด้วยมือตัวเอง. "เหนื่อยมาไกลสินะ. ไม่เป็นไรแล้ว. ที่นี่ปลอดภัย. ที่นี่... ท่านผู้ที่เทพส่งมาท่านดูแล."
เด็กผู้หญิงในครอบครัวนั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาโต. "ท่านผู้ที่เทพส่งมา... คือคนที่ในเพลงเหรอ ตา."
มารินยิ้ม. ริ้วรอยบนใบหน้าเขาคลี่ออกราวกับดอกไม้.
"ในเพลงเล่าไม่หมดหรอกหนู" เขาพูดเสียงเบาราวกับกำลังบอกความลับ. "ตาเล่าให้ฟังเอง. ตาอยู่ที่นี่ตั้งแต่วันแรก. ตาเห็นกับตา."
และมารินก็เล่า.
เขาเล่าเรื่องวันที่ขบวนผู้ลี้ภัยของเขามาถึงซากวิหาร หิวโซ สิ้นหวัง หนีจากเจ้าโจรเลือดเหล็ก — แล้วพบว่ามีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะมา. เขาเล่าว่าชายคนนั้นไม่ได้ไล่พวกเขา ไม่ได้รีดไถ แต่กลับ "ดูแล" พวกเขา — สร้างเมืองทั้งเมืองขึ้นรอบตัวพวกเขาราวกับเสกด้วยคำพูด.
(ความจริง: เวอร์ดานแค่อยากให้พวกเขาเลิกเกะกะ แล้วเซเรน่าก็สถาปนาเทศบาลภายในวันเดียว. แต่มารินไม่รู้ และต่อให้รู้เขาก็คงเล่าแบบเดิม.)
เขาเล่าเรื่องกำแพงหินขาวที่ผุดขึ้นในชั่วข้ามคืน. เรื่องถนนที่เรืองแสงอุ่นเท้าในยามหนาว. เรื่องน้ำสะอาดที่ไหลออกมาจากผนังหินโดยไม่ต้องตักจากบ่อ. และเรื่องล่าสุด — เรื่องที่เขาเล่าด้วยเสียงสั่นเครือด้วยอารมณ์ — เรื่องคืนที่เจ้าโจรเลือดเหล็กกับพวกพันคน "ถูกเทพกวาดไปจากผืนดินในคืนเดียว เพราะพวกมันบังอาจขู่จะเผาเมืองของท่าน."
"ตาบอกได้เลยนะ" มารินกระซิบกับเด็ก เด็กฟังด้วยปากอ้า "เจ้าโจรเลือดเหล็กน่ะ กองทัพนครรัฐทั้งกองยังปราบไม่ลง. ส่งหัวนายพลกลับมาในตะกร้า. แต่พอมันบังอาจมาแหยมกับท่าน..." มารินดีดนิ้ว. "หายวับ. ทั้งพันคน. ไม่เหลือแม้แต่กระดูก. นั่นแหละหนู คือเทพที่แท้จริง. ไม่ใช่นิทานหลอกเด็กแบบที่ตาเคยคิด. ตาเคยคิดว่ายุคทองเป็นแค่เรื่องโกหก. ตาผิด. ท่านมาพิสูจน์ให้ตาเห็นแล้วว่าตาผิด."
เด็กผู้หญิงตาโตขึ้นอีก. "หนูจะได้เห็นท่านไหม ตา."
"ถ้าหนูเป็นเด็กดี ขยันทำงาน" มารินลูบหัวเด็ก "บางทีหนูอาจได้เห็นท่านเดินผ่าน. ท่านเดินในเมืองบ่อยๆ นะ — เรียบง่าย ถ่อมตน เหมือนคนธรรมดา. นั่นแหละคือความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง. เทพที่แท้จริงไม่ต้องโอ้อวด."
เขาพูดประโยคสุดท้ายนั้นด้วยความภาคภูมิใจอย่างลึกซึ้ง.
และไกลออกไปบนระเบียงชั้นบนของปราสาท เวอร์ดานซึ่ง "เดินในเมืองบ่อยๆ" เพราะกำลังพยายามฟังว่าชาวเมืองพูดถึงเขาว่าอย่างไร เพื่อประเมินว่าตำนานของเขาดังเกินจุดที่ควบคุมได้แล้วหรือยัง — ได้ยินทุกคำที่มารินพูด.
เขายืนนิ่งอยู่ในเงา.
*"เทพที่แท้จริงไม่ต้องโอ้อวด."*
เวอร์ดานหลับตา. เขาพยายามถ่อมตัวเพื่อจะได้ไม่เด่น. และความถ่อมตัวนั้นเองกลับถูกตีความเป็นหลักฐานชั้นเอกว่าเขาคือเทพ. ไม่มีทางออก. ทุกการเคลื่อนไหวของเขาถูกแปลงเป็นตำนาน. ถ้าเขาโอ้อวด เขาคือเทพผู้ทรงพลัง. ถ้าเขาถ่อมตัว เขาคือเทพผู้ถ่อมตน. ถ้าเขาโกรธ เขาคือเทพผู้พิโรธ. ถ้าเขาเฉย เขาคือเทพผู้เมตตา.
มนุษย์ยุคนี้สร้างกรงทองคำรอบตัวเขาด้วยศรัทธา — และยิ่งเขาดิ้น กรงยิ่งแน่น.
เขาควรจะรู้สึกหงุดหงิด. เขาหงุดหงิดจริงๆ.
แต่มีบางอย่างอีกอย่างหนึ่งที่เขาไม่ยอมรับกับตัวเอง — ตอนที่เขามองเฒ่ามารินลูบหัวเด็กผู้หญิงคนนั้น และเห็นแววตาของชายชราที่เคยเสียหลานไปในกองไฟ ตอนนี้กลับเปล่งประกายราวกับมีอะไรให้มีชีวิตอยู่เพื่อมันอีกครั้ง — เวอร์ดานรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ได้อยู่ในสมการของเขา. บางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับการปกป้องพวกพ้องของเขา. บางอย่างที่ไม่มีประโยชน์เชิงกลยุทธ์เลย.
เขาผลักความรู้สึกนั้นทิ้ง. มันไม่เกี่ยวกับเขา. มารินเป็นคนยุคนี้ คนละยุค คนละพวก. เด็กผู้หญิงคนนั้นก็เช่นกัน. การตายหรืออยู่ของพวกเขาเป็นเพียงข้อมูลในสมการที่ใหญ่กว่า — สมการของการปกป้องยี่สิบแปดชีวิตที่เหลืออยู่ในจักรวาลทั้งใบที่เป็นเผ่าของเขา.
เพียงข้อมูล.
เขาบอกตัวเองอย่างนั้น แล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปข้างใน — เร็วเกินไปกว่าที่คนที่ไม่รู้สึกอะไรจะทำ.
---
คืนนั้น เวอร์ดานเรียกประชุมวงในอีกครั้ง.
ไม่ใช่เพราะมีศัตรู. เพราะมีตำนาน — และตำนานเป็นสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้ ซึ่งสำหรับเวอร์ดานแล้วน่ากลัวยิ่งกว่าศัตรู.
"เมืองโตเกินไป" เขาเปิดประเด็นทันทีที่ทุกคนนั่งลง. "เร็วเกินไป. ดังเกินไป. เราตั้งใจซ่อนตัว แต่ตอนนี้ทั้งภูมิภาคร้องเพลงชื่อเรา."
"ผมว่าเป็นเรื่องดีนะครับท่าน" ไกร์ฟอนเอ่ย ดวงตาเย็นชาเป็นประกาย. "ชื่อเสียงคือเกราะ. คือพันธมิตร. คือแรงงาน. คือข่าวกรองฟรีที่เดินเข้ามาหาเราเอง. ยิ่งคนเชื่อว่าเราคือที่พึ่งสุดท้าย เราก็ยิ่งรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในภูมิภาคก่อนใคร. ท่านวางหมากนี้ได้สวยงามมาก — ใช้การปราบคางโกรเป็นเชื้อจุดตำนาน แล้วให้ตำนานทำงานแทนกองทัพ."
เวอร์ดานมองเขาเหนื่อยใจ. *ข้าไม่ได้วางหมากอะไรเลย.*
"ปัญหาคือ" เวอร์ดานพูดต่ออย่างอดทน "ยิ่งดัง คนที่เราไม่อยากให้รู้จักเราก็ยิ่งจะรู้จักเรา. ข้าไม่ได้พูดถึงนครรัฐหรือกองทัพ. ข้าพูดถึงสิ่งที่อาจ — " เขาหยุด. เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้ตรงๆ กับทีม. "— สิ่งที่ล้างเผ่าเราในคืนเดียว. ถ้ามันยังอยู่ ถ้ามันฟังคลื่นยุคทองอยู่ เมืองทั้งเมืองที่นั่งอยู่บนวิหารคือเสียงตะโกนใส่หูมัน."
ความเงียบลงคลุมห้อง.
ลิเลียเป็นคนทำลายมัน. เธอเอนหลังพิงเก้าอี้ ไขว้แขน.
"หรือว่ามันไม่ได้อยู่แล้วก็ได้นะ ท่าน" เธอพูดเบาๆ. "พันปีน่ะนานมากเลยนะ. บางทีสิ่งที่ฆ่าเผ่าเราอาจตายไปนานแล้ว. หรือบางที..." เธอจ้องเขา "...สิ่งที่นายตามหา มันอาจอยู่ในหัวนายเองมาตลอด."
เวอร์ดานหันมามองเธอ. เป็นประโยคเดิมที่เธอเคยพูด. และเป็นประโยคเดียวในห้องที่เข้าใกล้ความจริงที่สุด — ความจริงที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่กล้ามอง.
แต่เขาปัดมันทิ้งเหมือนเดิม. เพราะถ้าภัยนั้นไม่มีจริง — ถ้ามันเป็นแค่ผีในหัวเขา — งั้นการที่เผ่าของเขาติดอยู่ในยุคที่ตายแล้วนี้ ก็ไม่มีศัตรูให้โทษ. เหลือแต่ตัวเขาคนเดียว. คนที่สั่งเปิดประตูอนาคต.
เขาเลือกที่จะกลัวภัยที่มองไม่เห็น ดีกว่าจะมองความผิดที่เห็นชัดในกระจก.
"คาสเทล" เวอร์ดานพูด เปลี่ยนเรื่อง. "แกนกลบเสียงสะท้อน — สร้างให้เสร็จ. ทั้งแบบติดเมืองและแบบพกพา. ก่อนเมืองใหม่จะเปิดใช้ระบบน้ำเวท. ข้าไม่อยากให้เมืองของเราดังออกไปมากกว่านี้."
คาสเทลพยักหน้า. "ครับท่าน. ผมจะเร่งให้เสร็จในห้าวัน. และ — เผื่อไว้นะครับ — ผมจะทำให้มันกลบเสียงได้ทั้งสองทาง. ทั้งกันเสียงเราออกไป และ..." เขายิ้ม "...ดักฟังเสียงที่อาจดังเข้ามา. เผื่อมีใครตอบกลับ."
เวอร์ดานหยุดมือ.
*ดักฟังเสียงที่อาจดังเข้ามา.*
เขาไม่ได้สั่งแบบนั้น. แต่คราวนี้ — เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน — เขาไม่ห้าม.
"ทำเลย" เขาพูด.
ทุกคนคำนับ. ประชุมเลิก.
เวอร์ดานนั่งอยู่คนเดียวในห้องไร้หน้าต่างอีกครู่ใหญ่ ฟังเสียงเมืองที่กำลังขยายตัวอยู่เหนือศีรษะ — เสียงค้อน เสียงล้อเกวียน เสียงเด็กวิ่งเล่น และเบาๆ จากที่ไกล เสียงใครคนหนึ่งกำลังร้องเพลงเกี่ยวกับเงาเดียวที่เทพส่งมา.
เมืองของเขาโตเป็นสามเท่าในสิบวัน. ตำนานของเขากลิ้งลงเขาแล้ว และไม่มีอะไรหยุดมันได้.
เขาแค่อยากให้คนมีที่นอน.
เขาแค่อยากให้เรื่องคางโกรจบเงียบๆ.
เขาแค่อยากซ่อนตัว.
และโลกทั้งใบกำลังร้องเพลงสรรเสริญชื่อเขา ดังขึ้นทุกวัน — ตะโกนไปในความมืดที่เขาไม่รู้ว่ามีใครฟังอยู่.
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.