ตอนที่ 969
969 / 1536
อ่าน 15 นาที
Chapter 969: Eastern Forest
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 08:46
## บทที่ 969: ป่าตะวันออก
"เจ้าชื่ออะไรนะ?" คนแคระหนุ่มเอ่ยถามพลางใช้นิ้วหัวแม่มือชี้เข้าหาอกตัวเองอย่างองอาจ "ข้าชื่อเหรินซั่ว"
'หมอนี่แข็งแกร่งพอๆ กับเจียยวี่เยี่ยนในขอบเขตจุติเทวะ 5 จันทราเลยทีเดียว!' จางเสี่ยวหลงพึมพำกับตัวเองขณะลอบสังเกตกลุ่มจุดสีเขียวในส่วนลึกของผืนป่า ซึ่งล้วนแต่เป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์แห่งพงไพร "นามจริงของข้าคือจางเฟย แต่ข้าใช้ชื่อจางเสี่ยวหลงในแดนแห่งนี้ เจ้าจะเรียกข้าเช่นนั้นก็ได้"
"เจียยวี่เยี่ยนอธิบายทุกอย่างให้พวกเราฟังหมดแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลไป ความลับของเจ้าจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับข้า" เหรินซั่วชี้ไปที่หยกคืนเทวา (Heavenly Rejuvenation Jade) ก้อนมหึมา "เจ้ามาที่นี่เพื่อหยกก้อนนี้งั้นหรือ?"
"ใช่แล้ว" จางเสี่ยวหลงก้าวเข้าไปหาพลางยื่นมือสัมผัสผิวหยกที่แผ่ไอเย็นจางๆ "ข้าเคยใช้หยกชนิดนี้เพื่อเร่งการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ และข้ารู้ว่าในแดนนี้ยังมีหยกแบบนี้อีกมาก ข้าจึงอยากได้มันไว้ให้ตัวเองและครอบครัวสักชิ้น แต่ข้าไม่คิดเลยว่าจะมาเจอหยกที่มีขนาดใหญ่โตเพียงนี้ ดูท่าแล้วคงแบ่งออกได้เป็นหลายสิบชิ้นทีเดียว"
เหรินซั่วพยักหน้าเห็นด้วย "เจ้าเข้าใจถูกแล้ว แต่นิสัยของหยกชนิดนี้เจ้าอาจยังไม่รู้ หากตัดแบ่งมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากเกินไป ประสิทธิภาพในการรักษาของมันจะลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นเราจึงทำเช่นนั้นไม่ได้"
"ถ้าอย่างนั้น เราจะตัดแบ่งหยกก้อนนี้ได้มากที่สุดเท่าไหร่?"
"อืม..." เหรินซั่วลูบเคราสีน้ำตาลของตนพลางครุ่นคิด "ด้วยขนาดของหยกก้อนนี้ เราอาจแบ่งได้หกถึงแปดชิ้น แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ข้าว่าไม่ควรเกินห้าชิ้น"
"เข้าใจแล้ว" จางเสี่ยวหลงพยักหน้าอย่างรับรู้ "แล้วท่านต้องการเท่าไหร่ล่ะ?"
"ข้าไม่ได้ต้องการเอามาใช้เองหรอก ข้าแค่อยากเอาไปขายเท่านั้น" เหรินซั่วกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งจางเสี่ยวหลงก็ไม่ได้ประหลาดใจนัก เพราะหยกคืนเทวาหนึ่งแผ่นนั้นมีราคาสูงลิบลิ่วจนยากจะประเมินค่า จากนั้นเหรินซั่วจึงถามต่อ "แล้วเจ้าล่ะ ต้องการหยกในปริมาณมากเลยหรือ?"
"ใช่" จางเสี่ยวหลงพยักหน้า "คนข้างกายข้ามีจำนวนมากเหลือเกิน ข้าจึงจำเป็นต้องมีมันไว้เผื่อคราวคับขัน อย่างไรก็ตาม ข้าไม่ใช่คนโลภมาก และท่านก็เป็นผู้ที่พบหยกก้อนนี้ก่อนข้า ดังนั้นข้าขอเพียงชิ้นเดียวก็พอ"
"ฮ่าๆๆ!" เหรินซั่วระเบิดเสียงหัวเราะก้องป่า "ข้าชอบทัศนคติของเจ้าจริงๆ เจ้าหนู! ความโลภมักทำให้ดวงตาและหัวใจของสิ่งมีชีวิตมืดบอด หลายคนยอมทำทุกอย่างเพื่อบรรลุความปรมาภิเษกแห่งความโลภของตน ไม่เว้นแม้แต่การสังเวยผู้อื่นหรือกระทั่งคนในครอบครัว แดนแห่งนี้ก็คือตัวอย่างหนึ่ง เบื้องหน้าดูเหมือนจะสงบสุขร่มเย็น แต่ลึกลงไปกลับมีผู้คนละโมบจำนวนมากที่พร้อมจะทำลายความสงบนี้ทิ้งเสีย"
"ตระกูลเหลิ่งและตระกูลเฉา..." จางเสี่ยวหลงเอ่ยเสียงเรียบ
"ถูกต้อง" เหรินซั่วพยักหน้า "เหลิ่งฮว่าและตระกูลเหลิ่งนั้นมีความทะเยอทะยานแรงกล้า แต่ความทะเยอทะยานของพวกเขายังเทียบไม่ได้เลยกับเฉาเหรินและตระกูลเฉา"
"ตระกูลเฉาแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ?" จางเสี่ยวหลงถามด้วยความอยากรู้
"หากเทียนคงเฉวียนและบุตรของเขายังมีชีวิตอยู่ ตระกูลเทียนคงจะเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าสถานการณ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว ตระกูลเฉาขึ้นมาเป็นใหญ่ และตระกูลอื่นๆ จำนวนมากต่างพากันสยบยอมต่อพวกเขา" คำตอบของเหรินซั่วทำให้จางเสี่ยวหลงขมวดคิ้วด้วยความสับสน โดยเฉพาะเมื่อหยวนเทียนหลิงเคยบอกเขาว่าตระกูลเทียนนั้นแข็งแกร่งที่สุด "ที่เทียนจิ้งเสวียนยังรักษาอำนาจและปกครองแดนแห่งนี้อยู่ได้ ก็เพราะมรดกตกทอดจากบรรพชนบางอย่าง หากไร้ซึ่งสิ่งเหล่านั้น เฉาเหรินคงจะโค่นล้มและทำลายตระกูลเทียนไปนานแล้ว และตระกูลเฉาก็จะกลายเป็นผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวในดินแดนนี้"
"มรดกงั้นหรือ?" จางเสี่ยวหลงยิ่งสงสัยหนักขึ้นไปอีก
เหรินซั่วจึงอธิบายไขความกระจ่าง "ตระกูลเทียนครอบครองโบราณวัตถุในตำนานบางอย่างที่สามารถเปิดใช้งานได้ด้วยสายเลือดของพวกเขาเท่านั้น ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถช่วงชิงไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น คนในตระกูลนั้นยังมีความจงรักภักดีอย่างยิ่งยวด พวกเขาจะไม่มีวันทรยศหรือแปรพักตร์ไปอยู่กับตระกูลอื่นเด็ดขาด... เอาล่ะ เลิกพูดเรื่องของคนอื่นกันเถอะ มาช่วยข้าตัดหยกก้อนนี้ดีกว่า แต่เจ้าต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุด อย่าให้มันเกิดรอยตำหนิแม้แต่นิดเดียว"
"ตกลง"
.
.
.
"เจ้าไปไหนมา?"
เหลิ่งเสวี่ยเยี่ยนหยุดชะงักฝีเท้าทันที ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเหลิ่งฮว่า "ข้าแค่พยายามออกไปเดินเล่นให้สมองปลอดโปร่งเท่านั้นเจ้าค่ะ"
"แล้วงานที่ข้ามอบหมายให้เจ้าล่ะ?"
เหลิ่งเสวี่ยเยี่ยนส่ายหน้าให้บิดา "เจียยวี่เยี่ยนและคนอื่นๆ ยังคงเฝ้าจับตามองเจ้าเด็กนั่นอย่างใกล้ชิด หากข้าลงมือตอนนี้พวกนั้นต้องขัดขวางแน่ ข้าจึงตัดสินใจเลื่อนเวลาออกไปก่อนเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม"
"หืม?" เหลิ่งฮว่าหรี่ตาลงจ้องมองบุตรสาวด้วยความแคลงใจ เพราะเขาสัมผัสได้ว่าเหลิ่งเสวี่ยเยี่ยนดูแปลกไปนับตั้งแต่จางเสี่ยวหลงปรากฏตัวขึ้นในแดนแห่งนี้ "ออกไปได้แล้ว"
"เจ้าค่ะ ท่านพ่อ"
ไม่นานหลังจากที่เหลิ่งเสวี่ยเยี่ยนจากไป ชายชราคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังเหลิ่งฮว่า "ท่านสงสัยในตัวบุตรสาวของท่านหรือ พี่ชาย?"
"ใช่" เหลิ่งฮว่าเริ่มอธิบายถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเหลิ่งเสวี่ยเยี่ยนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา "แล้วเฉาเหรินล่ะ? เจ้ารู้ข่าวบ้างไหมว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่ เหลิ่งควาน?"
"ตามข้อมูลที่ข้าได้รับมา เฉาเหรินและอาวุโสหลายคนของตระกูลเฉากำลังอยู่ที่ดาวขุมนรกมืด (Dark Abyss Star) ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในแดนระดับกลาง" เหลิ่งฮว่าเลิกคิ้วขึ้นทันทีที่ได้ยินเหลิ่งควานกล่าวเช่นนั้น "ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาได้ข้อมูลมาจากไหน แต่ดูเหมือนที่นั่นจะมีหอคอยแห่งหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับหอคอยจันทราในแดนจันทราเยือกแข็ง"
เหลิ่งฮว่าพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ "แล้วสายลับของเราในแดนจันทราเยือกแข็งล่ะ? หยวนเทียนเฉิงและคนอื่นๆ ยังไม่ออกมาจากหอคอยอีกหรือ?"
"ยังเลย" เหลิ่งควานส่ายหน้าเป็นคำตอบ "พวกเขาเข้าไปในหอคอยจันทราได้สองปีแล้ว แต่คนของเรารายงานว่ายังไม่มีทีท่าจะออกมาเลย ในทางกลับกัน พวกเขากลับเห็นนักเพาะบ่มคนอื่นๆ เดินเข้าออกหอคอยนั้นเป็นว่าเล่น และส่วนใหญ่ล้วนมาจากแดนระดับบนทั้งสิ้น"
"หรือว่าพวกเขาจะตายไปในหอคอยนั้นแล้ว?" เหลิ่งฮว่ารำพึงกับตัวเอง "แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น เพราะสถานการณ์ในตระกูลหยวน, เหริน, หร่วน, ต้วนมู่, เป่ยหวง และน่าหลัน ยังคงเงียบสงบดี... จงสั่งการให้คนของเราที่นั่นเข้าไปในหอคอยเสีย แล้วหาทางกำจัดหยวนเทียนเฉิงและคนอื่นๆ ทิ้งให้สิ้น แต่จำไว้ว่าต้องรักษาชีวิตหยวนเทียนหลิงเอาไว้"
"หยวนเทียนหลิงงั้นหรือ?"
เหลิ่งฮว่าพยักหน้าพลางทอดสายตาไปยังทิศทางที่ตั้งของเพลิงนภา (Sky Flame) "พวกนั้นนึกว่าข้าไม่รู้ แต่ข้ารู้ดีว่ายัยเด็กนั่นได้รับแก่นเปลวเพลิงไปแล้ว ข้าจึงต้องได้ตัวนางมาแบบมีชีวิต หากข้าควบคุมนางได้ ข้าก็จะครอบครองเปลวเพลิงนั่น และตระกูลเหลิ่งของเราก็จะไม่ต้องเกรงกลัวตระกูลเฉาอีกต่อไป"
"เข้าใจแล้ว ข้าจะรีบสั่งการเดี๋ยวนี้"
เหลิ่งฮว่าเอ่ยกำชับอีกประการ "อีกอย่าง ข้าสงสัยว่าลูกสาวของข้าอาจมีความสัมพันธ์บางอย่างกับเจ้าเด็กสารเลวนั่น ข้าต้องการให้เจ้าจับตาดูการเคลื่อนไหวของนางอย่างใกล้ชิด หากพวกเขามีซัมติงกันจริงๆ เจ้าจงจับตัวนางและส่งไปที่นั่นเสีย"
เหลิ่งควานลอบถอนหายใจยาวก่อนจะรับคำสั่งของเหลิ่งฮว่า และเร้นกายจากไปทันที
.
.
.
"ชิ! ตาแก่นั่นเริ่มสงสัยข้าไม่เลิกจริงๆ" เหลิ่งเสวี่ยเยี่ยนบ่นพึมพำขณะปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจนหมดสิ้น นางทอดกายลงบนเตียงกว้างในสภาพเปลือยเปล่าพลางเริ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนที่โค้งเว้าของร่างกาย "ทำไมหน้าตาและท่าทางของเด็กคนนั้นถึงได้คล้ายกับชายในฝันของข้านักนะ? พวกเขาเหมือนฝาแฝดที่แกะออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกันไม่มีผิด แม้แต่ขนาดร่างกายตอนที่ข้าโอบกอดเขาก็ยังให้ความรู้สึกเดียวกัน..."
"อื้อ..." เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดจากริมฝีปากบางเมื่อนิ้วเรียวเริ่มรุกรานเข้าสู่พื้นที่หวงห้าม ความสยิวซ่านแผ่กระจายไปทั่วสรรพางค์กาย "อ่า... การได้ร่วมรักกับชายในฝันมันช่างน่าตื่นเต้นเหลือเกิน แต่ข้าเองก็อยากสัมผัสความรัญจวนใจกับชายที่มีตัวตนจริงๆ บ้าง เด็กคนนั้นมีตัวตนอยู่จริง แต่เรายังไม่รู้จักกันดีพอ และข้าก็ไม่อยากทำเรื่องแบบนี้กับคนแปลกหน้า..."
เพียงไม่กี่นาที ร่างบางของเหลิ่งเสวี่ยเยี่ยนก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ของเหลวแห่งความกระสันพุ่งพ่านออกมาจนชุ่มนิ้วและที่นอน นางยกมือขึ้นจ้องมองหยาดน้ำนั้นด้วยแววตาหยาดเยิ้ม ก่อนจะละเลียดเลียจนสะอาดหมดจด "เฮ้อ... หวังว่าชายคนนั้นจะปรากฏตัวในความฝันของข้าอีกครั้งในคืนนี้"
เหลิ่งเสวี่ยเยี่ยนหลับตาลง และจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งนิทราอันแสนหวานในเวลาอันรวดเร็ว
.
.
.
เวลาล่วงเลยไปอีกวันหนึ่งจนกระทั่งพวกเขาตัดหยกเสร็จสิ้น เหรินซั่วได้มอบหยกถึงสามแผ่นให้แก่จางเสี่ยวหลงอย่างเหนือความคาดหมาย "ท่านแน่ใจแล้วหรือ?"
"รับไปเถอะ" เหรินซั่วกล่าวพลางเก็บหยกส่วนของตนและรวบรวมอุปกรณ์เข้าที่ "ข้าจะพาเจ้าไปที่พักของเรา แต่นี่ก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว ปกติเจียยวี่เยี่ยนมักจะหลับลึกในช่วงเวลานี้ เจ้าคงต้องรอเจอหน้าางในวันพรุ่งนี้แทน"
จางเสี่ยวหลงพยักหน้าเข้าใจพลางเก็บหยกทั้งสามชิ้นลงในช่องเก็บของ "ไปกันเถอะ ข้าเองก็อยากเห็นความเป็นอยู่ของเผ่าพันธุ์แห่งพงไพรและเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในแดนนี้เหมือนกัน"
"ฮ่าๆๆ!" เหรินซั่วหัวเราะร่วนพลางทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยมีจางเสี่ยวหลงติดตามไปติดๆ "ข้าได้ยินจากเจียยวี่เยี่ยนว่าเจ้าเคยเจอเผ่าพันธุ์พงไพรและสัตว์อสูรมามากมาย แต่พวกเรานั้นแตกต่างออกไป พรุ่งนี้เจ้าจะได้เห็นด้วยตาตัวเอง"
เพียงไม่นาน พวกเขาก็มาถึงส่วนลึกที่สุดของป่าตะวันออก จางเสี่ยวหลงสังเกตเห็นการจัดวางต้นไม้ที่ดูคล้ายคลึงกับที่เขาเคยเห็นในป่าแฟรี่อย่างมาก และเป็นไปตามคาด เมื่อเหรินซั่วเปิดใช้งานอุปกรณ์ในมือ ต้นไม้เหล่านั้นก็ขยับหลีกทางให้ทันที เผยให้เห็นเส้นทางที่มุ่งลงสู่เบื้องล่าง "พวกท่านอาศัยอยู่ใต้ดินกันหมดเลยหรือ?"
"เปล่าหรอก" เหรินซั่วส่ายหน้าขณะนำทางจางเสี่ยวหลงเข้าไปด้านในก่อนจะปิดทางเข้าตามหลัง "เจ้าคิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่ไหนชอบอยู่ใต้ดินกันล่ะ? ตามธรรมชาติแล้วเราอาศัยอยู่บนพื้นดินนี่แหละ แต่เราต่างรู้ซึ้งถึงนิสัยของมนุษย์ดี หลายคนในหมู่พวกเขานั้นชั่วร้ายเกินทน แม้บรรพบุรุษของเราจะมั่นใจในพลังของค่ายกล แต่พวกเขาก็ไม่เคยประมาทมนุษย์เหล่านั้น จึงได้จงใจสร้างเส้นทางใต้ดินเหล่านี้ไว้เพื่อเป็นปราการป้องกันอีกชั้นหนึ่ง"
"เข้าใจแล้ว" จางเสี่ยวหลงอดไม่ได้ที่จะทึ่งกับเส้นทางใต้ดินที่กว้างขวางทว่าซับซ้อนราวกับเขาวงกตที่คอยลวงตาผู้บุกรุก แม้แต่ระบบของเขาก็ไม่สามารถตรวจจับพื้นที่ใต้ดินแห่งนี้ได้เนื่องจากอำนาจของค่ายกล "พวกเขาเคยโจมตีพวกท่านมาก่อนไหม?"
"เคยสิ" เหรินซั่วเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ สัตว์อสูร และเผ่าพันธุ์พงไพรในแดนนี้ "หากวันใดเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในดินแดนนี้ ข้ามั่นใจว่าพวกเขาจะโจมตีเราอีกครั้ง โดยเฉพาะเฉาเหรินและตระกูลเฉา พูดตามตรงนะ พวกเราไม่ได้กลัวพวกเขาหรอก แต่เราเกรงกลัวคนห้าคนที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาต่างหาก"
"โอ้?" จางเสี่ยวหลงหันไปมองเหรินซั่วด้วยความประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้เหม่ยเคยบอกเขาว่าไม่มีนักเพาะบ่มที่แข็งแกร่งคนอื่นหลงเหลืออยู่ในตระกูลเฉาแล้ว "ท่านหมายถึงใครกัน?"
"คนทั้งห้านั้นคือยอดฝีมือรุ่นอาวุโสที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนในแดนแห่งนี้ และพวกเขามีชีวิตอยู่มานานกว่าล้านปีแล้ว" คำตอบของเหรินซั่วทำให้จางเสี่ยวหลงตกตะลึงอย่างหนัก "แม้การเพาะบ่มของพวกเขาจะติดอยู่ที่ขอบเขตจุติเทวะ 5 จันทรา แต่พวกเขาก็ยังแข็งแกร่งกว่าเรามากนัก หากพวกเขาออกจากการกักตนเพื่อช่วยเหลือตระกูลเฉา สถานการณ์ในแดนนี้จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และตระกูลนั้นก็จะกลายเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง"
"พวกเขาเป็นคนของตระกูลเฉางั้นหรือ?"
"สองคนเป็นบรรพชนของตระกูลเฉา ส่วนอีกสามคนเป็นบรรพชนของตระกูลเกี่ยวดองทั้งสามของพวกเขา" จางเสี่ยวหลงเริ่มมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที "นั่นคือเหตุผลที่ข้าบอกว่าตอนนี้พวกเขาแข็งแกร่งที่สุด โดยเฉพาะเมื่อมีการคงอยู่ของคนพวกนั้นอยู่เบื้องหลัง"
"แล้วตระกูลอื่นล่ะ? เผ่าพันธุ์พงไพรและสัตว์อสูรไม่มีบรรพชนเหลืออยู่บ้างเลยหรือ?"
"มีเพียงตระกูลเทียนและตระกูลซ่างกวนเท่านั้นที่มีบรรพชนเหลืออยู่เพียงคนเดียว ส่วนตระกูลอื่นๆ นั้นไม่มีแล้ว" เหรินซั่วหยุดเดินและหันมาทางจางเสี่ยวหลง "เผ่าพันธุ์พงไพรของเราเหลือบรรพชนเพียงท่านเดียว แต่การเพาะบ่มของท่านถดถอยลงมาก ท่านไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนในอดีต และกำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของอายุขัยแล้ว ส่วนเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรมีบรรพชนสองท่าน คือมังกรและฟีนิกซ์ แต่พวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ หากสงครามปะทุขึ้นและคนพวกนั้นลงมือโจมตีเรา ทั้งสองท่านคงมาช่วยไม่ทันเวลาแน่"
"เข้าใจแล้ว" จางเสี่ยวหลงพยักหน้าพลางครุ่นคิดในใจ 'สถานการณ์ในแดนนี้เลวร้ายกว่าที่ข้าคิดไว้มาก ข้าคงยังพาคนของข้ามาที่นี่ไม่ได้ หากมันยังอันตรายขนาดนี้ มิฉะนั้นพวกเขาจะต้องตกอยู่ในความเสี่ยงแน่'
หลังจากเดินต่อมาอีกพักใหญ่ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงสุดทางของอุโมงค์ใต้ดิน ทว่าเบื้องหน้าจางเสี่ยวหลงกลับเห็นเพียงทางตัน เหรินซั่วรีบกระตุ้นค่ายกลภายในทันที ส่งผลให้พื้นดินเหนือศีรษะเปิดออก และบันไดที่ทอดไปสู่พื้นผิวก็ปรากฏขึ้นเองอย่างน่ามหัศจรรย์ "ฮ่าๆๆ! เจ้าประหลาดใจล่ะสิ?"
"ใช่" จางเสี่ยวหลงพยักหน้ายอมรับ "ความจริงแล้วข้าก็เป็นปรมาจารย์ค่ายกล แต่ค่ายกลที่นี่ซับซ้อนเกินกว่าข้าจะหยั่งถึง บางทีอาจต้องใช้เวลาหลายปีข้าถึงจะทำลายมันได้ แต่ข้าก็ไม่แน่ใจนักว่าจะมีโอกาสทำสำเร็จไหม"
"ออกไปข้างนอกกันเถอะ"
"วิเศษมาก!" จางเสี่ยวหลงอุทานออกมาทันทีที่ก้าวขึ้นสู่พื้นผิว "ข้าเคยไปป่าแฟรี่ในแดนหยกนภา และเคยไปอีกที่ในแดนนพดารา แต่ที่นี่กลับงดงามยิ่งกว่าสองที่นั่นเสียอีก! แล้วเจ้าพวกสิ่งมีชีวิตโปร่งแสงเหล่านี้มาจากไหนกัน? พวกมันคือดวงวิญญาณงั้นหรือ?"
"พวกมันคือวิญญาณ แต่ก็ไม่ใช่ดวงวิญญาณเสียทีเดียว" จางเสี่ยวหลงมองเหรินซั่วด้วยความฉงน "เจ้าเคยได้ยินไหมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเผ่าพันธุ์พงไพรดับสูญ?"
"ดวงวิญญาณของพวกเขาจะกลับคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อรอเวลาที่จะไปเกิดใหม่"
"ถูกต้อง" เหรินซั่วพยักหน้า "ไม่เหมือนกับมนุษย์ เผ่าพันธุ์พงไพรของเรากำเนิดมาจากธรรมชาติ และจะกลับคืนสู่ธรรมชาติเมื่อความตายมาเยือน อย่างไรก็ตาม ความตายมักนำความโศกเศร้าอันใหญ่หลวงมาสู่ครอบครัว และพวกเขาอาจยากจะลืมเลือนได้ บรรพบุรุษของเราจึงเกิดความคิดที่ไม่ธรรมดาขึ้น และดวงวิญญาณเหล่านี้คือผลลัพธ์ของความคิดนั้น พวกท่านใช้เทคนิคและส่วนเล็กๆ ของดวงวิญญาณที่แท้จริงเพื่อสร้างพวกมันขึ้นมาก่อนที่ความตายจะมาถึงเพียงไม่นาน วิญญาณเหล่านี้ไม่มีความทรงจำหรือสติสัมปชัญญะ แต่มันก็เพียงพอที่จะช่วยให้ครอบครัวคลายความโหยหาและก้าวเดินต่อไปในชีวิตได้"
จางเสี่ยวหลงทอดถอนใจเบาๆ พลางแหงนมองดวงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะ "ความตายของคนที่เรารักเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสมอ และไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับมันได้ง่ายๆ ถึงอย่างนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เราไม่อาจจมปลักอยู่กับอดีต และต้องปล่อยวางให้ได้ในที่สุด"
"เจ้าเคยสูญเสียคนที่รักไปบ้างไหม เจ้าหนู?"
"ไม่" จางเสี่ยวหลงกำหมัดขวาแน่น "คนที่ข้ารักยังอยู่ดีในตอนนี้ แต่ภรรยาบางคนของข้าเคยผ่านการสูญเสียมา ข้าจึงเข้าใจความโศกเศร้าของพวกนางดี ข้าไม่อยากสัมผัสความรู้สึกเช่นนั้นในชีวิต ข้าจึงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อความแข็งแกร่ง และข้าจะกำจัดใครก็ตามที่มีเจตนาร้ายต่อคนที่ข้ารักให้สิ้นซากถึงรากเหง้า!"
'เจ้าเด็กนี่! ตัวเปื้อนเลือดคนอื่นมานับไม่ถ้วนแล้ว แต่ในหัวก็ยังคิดแต่เรื่องจะฆ่าคนอยู่อีก!' เหรินซั่วคิดพลางนำทางจางเสี่ยวหลง "ข้าไม่รู้เรื่องเผ่าพันธุ์พงไพรในแดนอื่นนะ แต่สำหรับที่นี่ พวกเขาจะไม่ปรากฏตัวออกมาจนกว่าจะรุ่งสาง ข้าจะพาเจ้าไปที่พักของข้าก่อน แล้วพรุ่งนี้เจ้าค่อยทำความรู้จักกับพวกเขา"
"ตกลง"
.
.
.
เพียงไม่นาน พวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง แต่จางเสี่ยวหลงกลับรู้สึกสับสน เพราะบ้านหลังนี้ดูเหมือนบ้านของมนุษย์มากกว่าจะเป็นบ้านของคนแคระ
"ฮ่าๆๆ! ไม่ต้องทำหน้าสงสัยขนาดนั้นหรอก ความจริงแล้วภรรยาของข้าเป็นมนุษย์น่ะ และตอนนี้เราก็มีลูกครึ่งอยู่หลายคนเลยทีเดียว" เหรินซั่วนำเขาเข้าไปด้านในพลางชี้ไปยังห้องหนึ่ง "เจ้าใช้ห้องว่างห้องนั้นได้เลย พรุ่งนี้เช้าข้าจะมาปลุก"
"ขอบคุณมาก" จางเสี่ยวหลงตรงไปยังห้องพักและล้มตัวลงนอนพร้อมรอยยิ้มประหลาดบนใบหน้า "ถึงเวลาที่ข้าจะได้พบกับเหลิ่งเสวี่ยเยี่ยนอีกครั้งแล้ว..."
**- โปรดติดตามตอนต่อไป -**
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.