ตอนที่ 949
949 / 1536
อ่าน 16 นาที
Chapter 949: Three Women’s Growth
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 08:45
## บทที่ 949: การเติบโตของสามดรุณี
“เจ้า... เจ้าทำอะไรกับข้า?” นูฉีเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าในทันทีที่จางเฟยถอนริมฝีปากออก
แทนคำตอบ จางเฟยกลับใช้นิ้วคลึงริมฝีปากที่บวมเจ่อของนางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะสอดแทรกนิ้วเข้าไปในโพรงปากนุ่ม “เมื่อครู่เจ้าเองก็เคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบของข้ามิใช่หรือ?”
นูฉีเฉินพยักหน้าอย่างเผลอไผล นางคว้ามือของเขามาพลางโลมเลียและดูดซับนิ้วหนาอย่างหิวกระหาย *‘อา... ข้ารู้สึกแปลกพิลึกเหลือเกิน ทั้งที่ในใจพยายามปฏิเสธ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมหยุดการกระทำอันน่าอัปยศนี้เลย’*
จางเฟยปรายตามองสามดรุณีอสูรที่ยืนอยู่ข้างกาย พวกนางต่างแสดงสีหน้าอิจฉาริษยาต่อนูฉีเฉินอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ได้กล่าววาจาใด เพียงแต่นำตัวประมุขหญิงของพวกนางออกจากมิตรสัตว์อสูรไป ทิ้งให้พวกนางต้องทอดถอนใจออกมาอย่างหนักหน่วง
“นี่ ซวงหยาน! เจ้าคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านประมุข? เหตุใดจู่ๆ นางถึงมีท่าทีเช่นนั้นกับจางเฟย?” นูฉู่ชิงเอ่ยถามสหายด้วยความข้องใจ
นูซูเหยาเองก็กล่าวเสริม “ข้าเองก็รู้สึกว่าท่าทีของท่านประมุขแปลกไปมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเฝ้าปฏิเสธจางเฟยมาโดยตลอด”
“อืม...” นูซวงหยานขมวดคิ้วมุ่นพลางครุ่นคิด “พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าจางเฟยคือปีศาจราคะ? หลายปีมานี้เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อพิชิตใจท่านประมุข แต่การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าคงทำให้ความอดทนของเขาหมดสิ้นลงแล้ว”
“เจ้าจะบอกว่า จางเฟยใช้พลังปีศาจกับท่านประมุขอย่างนั้นหรือ?”
นูซวงหยานพยักหน้ายืนยัน “ข้ามั่นใจว่าเขาต้องใช้พลังปีศาจกับนางแน่นอน มิเช่นนั้นท่าทีของนางคงไม่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วพริบตาเช่นนี้”
“แล้วเหตุใดพลังของเขาถึงไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเราบ้างเล่า?” นูซูเหยาถามอย่างสับสน
“บางทีจางเฟยอาจจะควบคุมพลังของเขาให้ส่งผลเฉพาะเจาะจงกับเป้าหมายได้” นูซวงหยานเบนสายตาไปยังทิศทางที่บรรพบุรุษอสูรทั้งสี่พักผ่อนอยู่ “เราอย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องของท่านประมุขเลย เร่งสมาธิไปกับการบำเพ็ญเพียรจะดีกว่า เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาจะส่งพวกเรากลับไปยังดินแดนเดิมเมื่อใด”
หญิงสาวทั้งสองเห็นพ้องกับคำแนะนำนั้น แต่นูฉู่ชิงกลับเอ่ยขึ้นว่า “นับตั้งแต่จางเฟยพาพวกเรามาที่นี่ เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบสี่ปีแล้ว ปราณในสถานที่แห่งนี้ช่วยยกระดับการบำเพ็ญของพวกเราได้อย่างมหาศาล หากเราอยู่ที่นี่ได้เป็นร้อยเป็นพันปี ข้ามั่นใจว่าพวกเราจะสามารถก้าวไปถึงขอบเขตเทพทะยานฟ้า หรือแม้กระทั่งขอบเขตเทวะได้อย่างแน่นอน”
“ข้าเห็นด้วยกับเจ้า” นูซูเหยาพยักหน้า “ปราณที่นี่แตกต่างจากดินแดนของพวกเรามาก มันมีประโยชน์ต่อเผ่าอสูรเช่นเราอย่างมหาศาล แต่ข้ายังสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง จางเฟยเองก็เป็นจิ้งจอกสวรรค์ สถานที่แห่งนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อเขามากกว่าใคร แต่เหตุใดเขาถึงชอบออกไปบำเพ็ญข้างนอกอยู่เสมอ?”
นูซวงหยานส่ายหน้า “ที่นี่ดีต่อจางเฟยก็จริง แต่เขามีภรรยาที่เป็นทั้งมนุษย์และปีศาจอยู่มากมาย เจ้าไม่ต้องสงสัยหรอกหากเขาจะเลือกไปบำเพ็ญข้างนอกกับพวกนาง โดยเฉพาะเมื่อพวกนางไม่สามารถเข้ามายังที่แห่งนี้ได้ เราไม่อาจล่วงรู้ความลับหรือข้อได้เปรียบอื่นๆ ของเขา บางทีข้างนอกนั่นอาจจะมีสิ่งที่วิเศษยิ่งกว่านี้รอเขาอยู่ก็เป็นได้”
“นั่นสินะ เจ้าพูดถูก”
“ลืมเรื่องของเขาไปเถอะ แล้วมาตั้งใจบำเพ็ญเพียรกันต่อเถอะ”
.
.
.
ในขณะเดียวกัน จางเฟยได้พานูฉีเฉินมายังห้องหับภายในศาลา ปล่อยให้เฟิ่งชิงเมิ่งและคนอื่นๆ ได้แต่มองตามด้วยความสงสัยในท่าทีที่เขามีต่อนาง
หลิวชิงอวี่บอกกับทุกคนว่าจางเฟยคงใช้พลังปีศาจกับนูฉีเฉิน และพลังของเขาในยามนี้ก็แข็งแกร่งขึ้นมากหลังจากที่วิวัฒนาการเข้าสู่ร่างปีศาจราคะผู้ก้าวข้าม
เฟิ่งชิงเมิ่งยิ้มอย่างขมขื่น นางหวนนึกถึงตอนที่จางเฟยเคยใช้เสน่ห์ปีศาจกับนาง จนทำให้นางไม่อาจหักห้ามใจและตกหลุมรักเขาอย่างโงหัวไม่ขึ้น ทั้งที่ในตอนนั้นเขายังไม่ได้วิวัฒนาการไปถึงระดับนี้ด้วยซ้ำ
จางเฟยวางร่างของนูฉีเฉินลงบนเตียงอย่างรวดเร็วพลางขึ้นคร่อมกดทับนางไว้ภายใต้ร่างหนา เขาพรมจูบพร้อมกับลูบไล้เร่งเร้า จนใบหน้าของนางแดงซ่านด้วยความเขินอายปนความต้องการที่พุ่งพล่าน
แม้จางเฟยจะไม่ได้ใช้สัมผัสปีศาจโดยตรง แต่นูฉีเฉินก็จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งราคะอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อริมฝีปากของเขาเริ่มซุกไซ้โลมเลียติ่งหูของนางก่อนจะขบเม้มอย่างแผ่วเบา
“อื้อ...” นูฉีเฉินครางแผ่วในลำคอพลางโอบรอบคอของจางเฟย นางลูบไล้กลุ่มผมและแผ่นหลังของเขา พลางเคลิบเคลิ้มไปกับการปรนเปรอที่ข้างหูทั้งสองข้างสลับกันไปมา “อืมม์...”
เมื่อเห็นนางเริ่มคล้อยตาม จางเฟยก็จัดการปลดสายรัดเอวและแหวกฉลองพระองค์ของนางออก เขาบีบคลึงปทุมถันกลมกลึงอย่างทะนุถนอม เนื้อนวลนุ่มหยุ่นล้นทะลักง่ามนิ้วของเขา ทำให้นางต้องหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
“อืมม์... จางเฟย...” ดวงตาของนูฉีเฉินปรือปรอยพลางดื่มด่ำกับความหฤหรรษ์ที่ก่อตัวขึ้นภายในกาย ซึ่งกำลังแผ่ซ่านไปตามเส้นประสาทมอบความสุขสมอย่างที่สุด
“เป็นอะไรไป? เจ้าต้องการสิ่งใดหรือ?” จางเฟยกระซิบข้างหูนูฉีเฉินพลางเป่าลมหายใจอุ่นรด จนร่ายกายของนางสั่นสะท้าน
“อืมม์... บีบ... บีบหน้าอกข้าแรงกว่านี้อีกนิด” จางเฟยทำตามคำขอของนางพลางเริ่มโลมเลียซอกคอขาวระหง ชโลมทุกตารางนิ้วด้วยหยาดน้ำลาย “อื้อ... ข้ารู้สึกร้อนเหลือเกิน”
เมื่ออารมณ์ใคร่พุ่งสูงขึ้น นูฉีเฉินก็ส่งเสียงครางและบิดส่ายร่างกายอยู่ใต้ร่างจางเฟย เรียวขาทั้งสองข้างเบียดเสียดขยับไปมา พร้อมกับหยาดน้ำสวาทที่เริ่มรินไหลออกมาจากกุหลาบงาม
ท่ามกลางการเปลี่ยนเข้าสู่ร่างปีศาจราคะผู้ก้าวข้าม ลิ้นสากของจางเฟยค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงมา จากซอกคอสู่ไหปลาร้า เนินอก และหยุดลงที่ยอดปทุมถันคู่งาม
นูฉีเฉินรู้สึกซ่านสยิวจนตัวสั่นไปทั่วทั้งร่าง โดยเฉพาะยามที่ลิ้นปีศาจอันแปลกประหลาดของเขาโลมเลียผิวเนื้ออ่อนละมุนตรงทรวงอก เขาละเลียดเลียไปทั่วทั้งเต้าและร่องอก พร้อมกับบีบเค้นคลึงเคล้าไปพร้อมกัน ทำให้นางเริ่มขยับกายกระตุกไหวไปตามจังหวะ
“อืมม์...” นูฉีเฉินจิกทึ้งเส้นผมของจางเฟยเมื่อลิ้นของเขาตวัดไล้ไปที่ยอดอกเบื้องขวา ส่งผลให้ปลายยอดสีสวยค่อยๆ แข็งขึ้งและทวีความเสียวซ่าน เมื่อมันชูชันเต็มที่ เขาก็ส่งมันเข้าปากพลางมอบความอบอุ่นด้วยหยาดน้ำลาย เขาดูดดึงมันประหนึ่งทารกกระหายน้ำนมสลับกับการรัวลิ้นที่ปลายยอด “อ๊า... อย่างนั้นแหละ! อื้อ... ดูดมันแรงๆ...”
*‘ยอดอกของนางไวต่อสัมผัสยิ่งกว่าสตรีคนไหนที่ข้าเคยร่วมอภิรมย์ด้วยเสียอีก’* หลังจากที่เชยชมข้างขวาจนหนำใจ จางเฟยก็ย้ายไปจัดการข้างซ้ายในลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้จิตวิญญาณของนางจมดิ่งลงสู่ทะเลแห่งกามารมณ์และจุดลับของนางก็เปียกชุ่มยิ่งขึ้น
จากการถูกเร่งเร้าอย่างหนักหน่วงและรุนแรงต่อเนื่องที่ทรวงอก ในที่สุดนูฉีเฉินก็มาถึงขีดจำกัด นางสวมกอดเขาไว้แน่นพลางพ่นหยาดน้ำหวานออกมามหาศาล “อืมม์... อ๊า...! ข้าไม่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน... แต่นี่มันรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ...”
**[ท่านได้รับแก่นแท้อสูร 250,000 หน่วยจากนูฉีเฉิน]**
จางเฟยปรารถนาที่จะกลืนกินนูฉีเฉินเต็มที แต่เขาต้องการมอบประสบการณ์ครั้งแรกที่ตราตรึงใจที่สุดในชีวิตให้นาง เขาไม่ได้เริ่มบทรักด้วยการสอดใส่ทันที แต่กลับเคลื่อนกายขึ้นมาอยู่เหนือร่างนางในท่าทางสลับหัวท้าย (69) โดยให้ส่วนยอดแข็งขึ้งบดเบียดกับกลีบปากหนาของนาง
แม้จะเพิ่งผ่านพ้นจุดสูงสุดมาเมื่อครู่ แต่เพลิงราคะของนูฉีเฉินยังคงคุกรุ่น นางอ้าขาออกกว้างให้เขาได้โลมเลียจุดอ่อนไหวที่เปียกโชก ลิ้นปีศาจอันพิสดารมอบความสุขสมล้ำลึกที่นางไม่เคยพานพบ กระตุ้นอารมณ์ดิบของนางให้ทะยานสูงขึ้นไปอีก “อืมม์...”
นูฉีเฉินกุมแก่นกายของจางเฟยไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งถูกส่งเข้าไปในโพรงปากของนาง นางค่อยๆ รูดรั้งมันพลางโลมเลียส่วนยอด ดื่มด่ำกับหยาดน้ำค้างที่ปริ่มออกมาจากรอยแยกเล็กๆ จากนั้นนางจึงเริ่มขยับศีรษะขึ้นลง มอบบทรักทางปากที่เชื่องช้าทว่าหนักหน่วงให้แก่เขา
*จ๊วบ... แพล่บ...*
ในอีกด้านหนึ่ง จางเฟยก็สำราญไปกับการโลมเลียจุดลับของนูฉีเฉินที่ยังคงหลั่งน้ำหวานออกมาไม่ขาดสาย ทำให้นางบิดเร้ากายอย่างต่อเนื่อง เขาแหวกกลีบเนื้อนุ่มออกพลางเลียไล้ภายใน บางครั้งก็สอดแทรกลิ้นเข้าไปในร่องรักพลางกวาดเลียน้ำหวานที่เอ่อล้นออกมา
“อืมม์...” *‘อา...! ลิ้นของเขาเหมือนกำลังกวนอยู่ข้างในตัวข้าเลย!’*
**[ท่านได้รับแก่นแท้อสูร 250,000 หน่วยจากนูฉีเฉิน]**
ไม่กี่นาทีต่อมา นูฉีเฉินก็พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดเป็นครั้งที่สอง ทว่าจางเฟยกลับกระแทกแก่นกายเข้าไปลึกขึ้นในจังหวะสุดท้าย ทำให้นางสั่นสะท้านเมื่อหยาดธารอุ่นร้อนพุ่งฉีดลงสู่ลำคอของนาง
เมื่อพายุอารมณ์สงบลงชั่วคราว จางเฟยถอนแก่นกายออกจากปากของนูฉีเฉินแล้วย้ายมาอยู่ระหว่างเรียวขานาง เขาหยิบยกมันขึ้นพลางใช้แก่นกายถูไถบดเบียดกับร่องรักเพื่อหยอกเย้า ก่อนจะโน้มตัวลงมาจูบทำความสะอาดริมฝีปากให้นาง “ฉีเฉิน ข้าจะเริ่มแล้วนะ ตกลงไหม?”
นูฉีเฉินเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกสับสนในสถานการณ์ นางเฝ้าปฏิเสธจางเฟยมาตลอดหลายปี แต่ตอนนี้พวกนางกลับมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ และแก่นกายของเขาก็อยู่ห่างจากภายในกายของนางเพียงก้าวเดียว ในที่สุดนางก็ได้แต่กัดริมฝีปากล่างพลางพยักหน้าให้เขา เป็นสัญญาณอนุญาตให้เขาครอบครองร่างกายของนางได้ตามใจชอบ
*‘เฮ้อ... ไฉนความสัมพันธ์ของพวกเราถึงได้ลงเอยเช่นนี้ไปได้’* จางเฟยไม่รอช้า กระแทกแก่นกายเข้าสู่ร่องรักของนูฉีเฉินในทันที ทำให้นางสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ “อ๊า...! ของเจ้า... ครึ่งหนึ่งของมันเข้ามาในตัวข้าแล้ว!”
“เจ้าชอบมันไหมล่ะ ยามที่ข้าอยู่ข้างในตัวเจ้าแบบนี้?”
“อ๊า...” นูฉีเฉินครางลั่นในทันทีที่จางเฟยเริ่มขยับโยก “อ๊า... เหตุใดเจ้าถึงใจร้อนเช่นนี้? อืมม์... ช้าลงหน่อย... อ๊า...”
*ตับ... ตับ... ตับ...*
“ช้าไม่ได้หรอก” จางเฟยยกเรียวขาทั้งสองข้างของนูฉีเฉินขึ้นพลางกดให้ชิดกัน
“อ๊า...!” ศีรษะของนูฉีเฉินสะบัดหงาย ร่างกายของนางกระเด้งกระดอนไปตามแรงกระแทกที่จางเฟยเร่งจังหวะขึ้น การบดเบียดภายในกายรุนแรงยิ่งขึ้นในท่าทางนี้ “อ๊า...! แก่นกายใหญ่โตของเจ้ามันเสียดสีไปทั่วข้างในและยอดสวาทของข้าหมดแล้ว!”
เสียงครางลั่นของนูฉีเฉินทำให้ซางจื่อหยวนและจูซ่านเหนียงที่กำลังหลับใหลด้วยความเหนื่อยอ่อนต้องตื่นขึ้น จางเฟยเร่งจังหวะกระแทกกระทั้นพลางปรายตามองหญิงสาวทั้งสองแล้วเอ่ยให้พวกนางช่วยกันเร้าอารมณ์ของประมุขหญิงอสูรผู้นี้
ซางจื่อหยวนและจูซ่านเหนียงขยับเข้าประกบข้างกายทันที คนหนึ่งเริ่มหยอกเย้าทรวงอกซ้าย ส่วนอีกคนจัดการทรวงอกขวา พวกนางโลมเลียและดูดซับยอดอกพลางบีบเค้นเต้านวลนุ่มไปพร้อมๆ กัน
“อ๊า... ไม่... อื้อ... หยุดนะ!” ถึงจะร้องห้ามเช่นนั้น แต่ร่างกายของนูฉีเฉินกลับตอบสนองต่อการรุกรานของจางเฟยและการเร้าอารมณ์จากสตรีทั้งสองอย่างรุนแรง นางขยุ้มผ้าปูที่นอนจนยับย่น ลิ้นเล็กๆ แลบออกมาจากปากด้วยความเสียวซ่านมหาศาล ดวงตาพร่าเลือนด้วยเพลิงราคะที่พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด “อืมม์... อ๊า...”
นูฉีเฉินไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไปเมื่อหางของจางเฟยเริ่มลูบไล้ไปที่ทวารหนัก และค่อยๆ สอดแทรกเข้าไปข้างในอย่างช้าๆ ส่งผลให้ความหฤหรรษ์ในกายพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
นางคว้าศีรษะของจูซ่านเหนียง ดึงนางขึ้นมาพลางมอบรสจูบอันดื่มด่ำและเร่าร้อนให้ในทันที
แม้จะยังเหนื่อยล้า แต่จูซ่านเหนียงก็สนองจูบของนูฉีเฉินอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หางสองเส้นของจางเฟยยังคงบดเบียดอยู่ที่ช่องทางของนาง เส้นหนึ่งเริ่มสอดแทรกเข้าสู่ทวารหนักและกระแทกกระทั้นด้วยความเร็วสูง
จางเฟยทำแบบเดียวกันกับซางจื่อหยวน แต่เขาไม่ได้สอดแทรกหางเข้าไปในร่องรักของนาง เขาเพียงแค่ส่งมันเข้าสู่ทวารหนักก่อนจะเริ่มบทรักอันดุดัน เขาใช้หางเส้นที่เหลือเร้าอารมณ์ส่วนอื่นๆ ของสตรีทั้งสาม ส่งผลให้เสียงครางหวานหูยังคงดังก้องกังวานไปทั่วห้องนอน
ในท้ายที่สุด จางเฟยจึงเอ่ยสั่งให้ภรรยาทั้งหมดเตรียมตัวบำเพ็ญคู่ไปพร้อมกับเขา และหนึ่งในร่างแยกของเขาก็ได้พาสตรีอสูรที่กำลังบำเพ็ญอยู่ในมิตรสัตว์อสูรออกมา ไม่ว่าจะเป็นหงซินซิน, เฟิ่งอีเฉิน, หวงหรง และหญิงสาวคนอื่นๆ อีกหลายนาง
.
.
.
ในขณะเดียวกัน จางเสี่ยวหลง [3] ได้เดินทางไปยังแดนดาราส่องสกาว หลังจากที่เซอร์เพนเทร่าได้ติดต่อเขาผ่านร่างแยกที่ห้า ซึ่งกำลังอยู่ในอีกดินแดนหนึ่งร่วมกับเฟิ่งสวี่สุ่ย
“เจ้าพอใจกับผลลัพธ์หรือไม่?” เซอร์เพนเทร่าเอ่ยถามพลางชี้ไปยังแองเจล่า, สือซี และสืออู่ “ข้ากับตาแก่ขุยได้ถ่ายโอนพลังของสัตว์อสูรทั้งสามให้พวกนางแล้ว แต่เราตัดสินใจวางผนึกเอาไว้บางส่วน เพราะร่างกายของพวกนางยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับพลังทั้งหมดได้ หากเราฝืนทำเช่นนั้น ร่างกายของพวกนางคงจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ และเจ้าคงจะมาตำหนิพวกเราภายหลังแน่”
“เมื่อร่างกายของพวกนางแข็งแกร่งขึ้น เจ้าค่อยๆ ช่วยพวกนางทำลายผนึกเหล่านั้นได้” เทียนขุยแตะที่หน้าผากของจางเสี่ยวหลง [3] พลางถ่ายทอดกรรมวิธีทำลายผนึกให้
“ข้าคิดว่าไม่มีปัญหา” จางเสี่ยวหลง [3] พยักหน้าตอบรับ “แม้พวกนางจะเป็นผู้บำเพ็ญกายา แต่ร่างกายก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่าข้า อีกทั้งก่อนหน้านี้พวกนางยังอยู่แค่ขอบเขตปฐพี แต่ตอนนี้กลับก้าวข้ามมาถึงกึ่งขอบเขตเทวะได้แล้ว ข้าคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับตอนนี้ ให้พวกนางได้ทำความคุ้นเคยกับพลังใหม่เสียก่อนเถอะ”
“นายท่าน” สืออู่และสือซีขานรับพร้อมกัน
ส่วนแองเจล่ากลับดึงชายเสื้อของจางเสี่ยวหลง [3] พลางเอ่ยถาม “ท่านยังอยากให้พวกเราไปถึงขอบเขตเจ็ดเทวะก่อนหรือ?”
“ใช่แล้ว” จางเสี่ยวหลง [3] ลูบหัวแองเจล่าอย่างเอ็นดู “ข้าไม่เคยคิดว่าพวกเจ้าเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะอดทนจนกว่าจะทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตเจ็ดเทวะได้เสียก่อน เมื่อพวกเจ้าไปถึงขั้นนั้น ข้าจะรับพวกเจ้าเป็นภรรยาอย่างเป็นทางการ”
แองเจล่าพยักหน้าเล็กน้อย “ส่งพวกเรากลับไปยังศาลาเถอะ ท่านพี่เฟย”
หลังจากที่จางเสี่ยวหลง [3] ส่งหญิงสาวทั้งสามกลับไป เซอร์เพนเทร่าก็เอ่ยถามขึ้นทันที “อีกนานเท่าใดเจ้าถึงจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเจ็ดเทวะได้? และเจ้ามีแผนการอย่างไรหลังจากก้าวไปถึงจุดนั้น?”
“อีกสามเดือน” จากนั้นจางเสี่ยวหลง [3] จึงเริ่มเล่าแผนการบางส่วนให้ฟัง “ข้าจะพาทุกคนไปยังหอคอยดาราเพื่อท้าทายมันอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน ข้าจะส่งร่างแยกไปยังแดนสวรรค์ราชันเพื่อนำเพลิงนภากลับมา และค้นหาเส้นทางที่ปลอดภัยกว่าเดิมเพื่อมุ่งสู่แดนสุขาวดี”
“เส้นทางที่ปลอดภัยกว่าเดิมรึ?”
“ใช่” จางเสี่ยวหลง [3] อธิบาย “อันที่จริงเราสามารถไปที่นั่นผ่านหอคอยดาราได้ แต่ข้าไม่ไว้ใจพวกคนเหล่านั้นเต็มร้อย พวกเขาอาจจะมีจุดประสงค์แอบแฝงบางอย่าง แทนที่จะเสี่ยงอันตรายข้าขอเลือกหาเส้นทางที่ปลอดภัยดีกว่า ก่อนที่เฟิ่งเหยาจะพามารดาของนางไปยังแดนสุขาวดี นางเคยบอกข้าว่าเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดอยู่ที่นั่น ดังนั้นข้าจึงต้องการค้นหาวิธีเปิดเส้นทางนั้นและเดินทางไปทางนั้นแทน”
“เจ้าจะรีบไปยังแดนสุขาวดีเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ?” เทียนขุยถามด้วยความสงสัย
“ผู้บำเพ็ญในแดนสุขาวดีใช่ว่าจะแข็งแกร่งเท่าพวกท่านทั้งสองทุกคนมิใช่หรือ?”
“ก็จริงของเจ้า”
“หากข้ายังรั้งอยู่ที่แดนมนุษย์ทั้งสามต่อไป ความก้าวหน้าของข้าคงจะล่าช้าเกินไป” เซอร์เพนเทร่าและเทียนขุยเห็นพ้องกับจางเสี่ยวหลง [3] โดยเฉพาะเมื่อในยามนี้เขานั้นไร้เทียมทานในแดนมนุษย์ทั้งสามแล้ว แทนที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่ สู้มุ่งหน้าสู่แดนสุขาวดีให้เร็วขึ้นย่อมดีกว่า “อีกอย่าง ข้ามีพันธสัญญาที่ให้ไว้กับใครบางคนที่นั่น ข้าไม่อยากให้นางต้องรอนานเกินไปเพราะความต่างของเวลาในแต่ละดินแดน ในเมื่อใช่ว่าทุกคนที่นั่นจะแข็งแกร่ง ข้าจึงอยากไปที่นั่นให้เร็วขึ้น และข้าจะหาสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดเพื่อตั้งหลักแหล่ง โดยให้อยู่ห่างไกลจากสายตาของพวกผู้บำเพ็ญที่ทรงพลังเหล่านั้น”
“โอ้? ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีหญิงสาวรออยู่ในแดนสุขาวดีด้วย” เทียนขุยเอ่ยเย้า
ต่างจากเซอร์เพนเทร่าที่ยังคงสงสัยว่าจางเสี่ยวหลง [3] ไปมีพันธะกับสตรีในดินแดนนั้นได้อย่างไร “แม่นางน้อยผู้นั้นเป็นใครกัน? เจ้าไปรู้จักนางได้อย่างไร?”
“นางชื่อ ลั่วหยุนเซียว อาศัยอยู่ในพิภพสรวงสวรรค์” เซอร์เพนเทร่าและเทียนขุยต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินชื่อสถานที่นั้นจากปากจางเสี่ยวหลง [3] เขาจึงอธิบายถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อนางให้ฟัง “อย่างไรก็ตาม ข้าจะกลับไปเก็บตัวบำเพ็ญแล้ว ข้าฝากพวกท่านช่วยเฝ้าระวังซีเรธให้ข้าที”
“ฮ่าๆ!” เทียนขุยหัวเราะลั่น “เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องปีศาจตนนั้นหรอก โดยเฉพาะในยามที่มันยังไม่รู้ตัวเลยว่ามีลูกสมุนของข้าแฝงตัวอยู่ในร่างมัน ต่อให้มันรู้ตัว การจะกำจัดมันทิ้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย”
จางเสี่ยวหลง [3] พยักหน้า “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
“นี่! เจ้าคิดอย่างไรกับความคิดของข้าเมื่อวันก่อนล่ะ?”
เซอร์เพนเทร่าพยักหน้าให้เทียนขุย “ข้าเชื่อว่าเราทำได้ แต่เราต้องประเมินสถานการณ์ในแดนสุขาวดีเสียก่อน ข้าเกรงว่าอสูรบรรพกาลแห่งความว่างเปล่าจะล่วงรู้ถึงการกลับมาของพวกเรา และนั่นจะนำพาปัญหามาสู่เจ้าหนูนี่ หากอสูรนั่นส่งสมุนออกมาตามล่าพวกเรา”
“เจ้าพูดถูก” เทียนขุยถอนใจยาว “เช่นนั้นก็คงต้องรอดูสถานการณ์กันต่อไป”
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.