Chapter 17
20 / 4918
8 min read
Chapter 17: Breakthrough, Mid Level Nascent Soul Stage
Published Mar 11, 2026, 10:44 AM
บทที่ 17: ทะลวงระดับ จิตก่อตั้งขั้นกลาง
ณ หอคอยแห่งการไถ่บาป ชั้นที่สาม
เดวิสซึ่งกำลังโคจรพลังอยู่ในภวังค์เพื่อบ่มเพาะ ‘หมอกแสงศักดิ์สิทธิ์’ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย
แสงสีทองสว่างไสวโอบล้อมรอบกายขณะที่เขาเลื่อนระดับไปสู่ ‘จิตก่อตั้งขั้นกลาง’ พลังบ่มเพาะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งรากฐานมั่นคงนิ่งสนิทอยู่ที่ระดับนั้น เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น และสัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณของตนเองว่า เวลาผ่านไปเพียงหกชั่วโมงเท่านั้น ทั้งที่เขารู้สึกเหมือนติดอยู่ในขุมนรกมานานถึงสิบปี
“มารจิตที่น่ากลัวอะไรอย่างนี้! มันกักขังฉันไว้ในกำมือเนิ่นนานกว่าสิบปี ค่อยๆ เชื่อมโยงฉันเข้ากับอดีตของตัวเองทีละนิด”
“ขั้นแรกคือความเจ็บปวด”
“ขั้นที่สองคืออารมณ์ความรู้สึก”
“ขั้นที่สาม คือสภาวะที่ทำได้เพียงเฝ้ามองอย่างว่างเปล่าโดยไม่สามารถขยับเขยื้อนทำอะไรได้เลย…”
‘ถ้าฉันไม่ได้ตระหนักได้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย… ถ้าหากฉันเผลอทรมานและฆ่าเด็กหญิงคนนั้นไปจริงๆ ฉันจะยังเป็นตัวฉันที่กลับมาที่นี่ได้อีกหรือ?’ เดวิสตัวสั่นเทา
เขาพลันรู้สึกว่าคำถามนี้ควรทิ้งไว้โดยไม่มีคำตอบไปก่อน ในเมื่อสุดท้ายแล้วเขาก็ยังรู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนเดิม ไม่ต่างจากตอนก่อนจะก้าวเข้าสู่บททดสอบมารจิตเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม มันมีความรู้สึกบางอย่างในตัวเขาที่เปลี่ยนไป ซึ่งเขาเองก็ระบุไม่ได้ว่ามันคืออะไร
เขาไม่ได้ครุ่นคิดอะไรมากนัก จึงรีบลุกขึ้นและเดินออกจากหอคอย
เมื่อออกมาด้านนอก เขาก็เห็นร่างหนึ่งพุ่งตรงมาหาเขาด้วยความเร็วสูง ร่างนั้นย่อระยะห่างเข้าหาเขาแทบจะทันทีโดยที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว ก่อนจะโผเข้ากอดมอบไออุ่นให้เขาอย่างเต็มเปี่ยม
เขายิ้ม “ผมกลับมาแล้วครับท่านแม่”
“…เจ้าเด็กบ้า” แคลร์คลายอ้อมกอดออกพลางจ้องมองเขา
เดวิสเพิ่งสังเกตเห็นว่าดวงตาของนางแดงก่ำ ดูเหมือนนางจะร้องไห้มาเป็นเวลานาน
โลแกนเดินเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าเชื่องช้า เขามองเดวิสด้วยแววตาตำหนิ แต่ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
“เกิดอะไรขึ้นครับ? ทำไมตาของท่านแม่ถึงแดงขนาดนั้น?”
เดวิสรู้สึกว่าเขาควรจะเป็นคนที่โกรธในสถานการณ์นี้มากกว่า
“เดวิส เจ้าคนโง่! การทดสอบมารจิตปกติใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง แต่เจ้าเข้าไปตั้งหกชั่วโมง! ดูสิว่าแม่ของเจ้าเป็นห่วงจนแทบคลั่งแค่ไหน หึ! ถ้าเจ้าไม่ยอมออกมา ข้าคงได้สังหารเจ้าทิ้งด้วยมือตัวเองแน่!”
โลแกนอธิบายด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด แต่ในใจไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยสักนิด
ตรงกันข้าม ในตอนนั้นเขาทั้งกระวนกระวายและลังเลว่าจะหยุดค่ายกลเพื่อไปช่วยเดวิสดีหรือไม่
แต่หากเขาทำเช่นนั้น เขาเชื่อว่าอาจเกิดผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้ตามมา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจฝากความหวังไว้ที่ลูกชาย
โชคดีที่พวกเขาเห็นเขาก้าวออกมาหลังจากผ่านไปหกชั่วโมง มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยุดค่ายกล
“หลังจากเจ้าเข้าไปในหอคอยได้กว่าหนึ่งชั่วโมง แม่ของเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะออกจากวังหลวง! นางรอคอยด้วยความเป็นห่วงอยู่ที่นี่อีกสองชั่วโมง จากนั้นก็นั่งร้องไห้อยู่เกือบชั่วโมงจนเป็นลมหมดสติไป เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาเมื่อกี้นี้เอง เจ้ามันช่างน่าผิดหวังจริงๆ! ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับนางหรือเด็กในครรภ์ขึ้นมาจะทำอย่างไร!?” เมื่อเห็นว่าลูกชายปลอดภัยดีแล้ว โลแกนจึงถือโอกาสดุด่าลูกชายเป็นการใหญ่
“ท่านแม่ ผมขอโทษครับ ผมขอโทษที่ทำให้ท่านต้องเป็นห่วง ผมสัญญาว่าผมจะไม่ทำใ-” เดวิสเพิ่งรู้ตัวว่าทำผิดจึงรีบเอ่ยขอโทษ แต่ก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน
“เจ้าเด็กโง่ เจ้าให้คำสัญญาเช่นนั้นไม่ได้หรอก เจ้าเกิดมาเพื่อกางปีกบินไปให้สูงกว่าใครในอนาคต ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหน แม่ก็ไม่มีทางเลิกเป็นห่วงเจ้าได้หรอก”
แคลร์รู้ดีว่าลูกชายของนางจะทะยานไปได้ไกลกว่าใครในอนาคต นั่นคือความมั่นใจและความภาคภูมิใจที่นางมีต่อบุตรชาย
เดวิสเม้มปากด้วยความซาบซึ้งใจ
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นความผิดของเขาโดยตรง แต่เขารู้สึกว่าการเอ่ยขอโทษและปลอบประโลมมารดาด้วยคำพูดนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเขาได้เรียนรู้มาว่าการตั้งครรภ์นั้นเป็นอันตรายต่อสตรีผู้บ่มเพาะพลังมากกว่าสตรีทั่วไป
มีปัจจัยซับซ้อนมากมายที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกได้หากไม่ดูแลสตรีมีครรภ์ให้ดี… และตัวเขา เดวิส กลับทำให้มารดาที่กำลังอุ้มท้องต้องร้องไห้จนเป็นลมหมดสติ
เรื่องนี้อาจทำให้อาการของนางแย่ลงโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นเขาจึงอดรู้สึกผิดอย่างยิ่งไม่ได้
“เอาล่ะ กลับวังหลวงกันเถอะ…” โลแกนส่ายหน้าแล้วกล่าว
“ครับ…” ทั้งสองพยักหน้ารับ
=====
ณ ตำหนักจักรพรรดิ
“งั้นรึ? เจ้าทะลวงระดับได้จริงๆ สินะ?” โลแกนถามด้วยความกังขา
เครื่องรางที่เดวิสพกติดตัวช่วยปกปิด ‘การบ่มเพาะจิตวิญญาณ’ เอาไว้ ดังนั้นโลแกนจึงดูไม่ออก
“ครับ ผมเลื่อนระดับมาเป็นจิตก่อตั้งขั้นกลางแล้ว” เดวิสตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ดี!” โลแกนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เดวิส ลองใช้สัมผัสจิตดูสิ” แคลร์กล่าวพร้อมกับแตะที่ระหว่างคิ้วของนาง
เดวิสใช้สัมผัสจิตตามสัญชาตญาณเพราะเขาเคยอ่านพื้นฐานการขยายสัมผัสจิตมาบ้างแล้ว
พลังงานโปร่งใสที่มีประกายแสงสีทองจางๆ แผ่ขยายออกไปรอบตัวเขาเป็นรูปทรงกลมในรัศมีห้าสิบเมตร ในพื้นที่นี้ เขาสามารถรับรู้ทุกสิ่งที่อยู่ภายในระยะของมัน ความรู้สึกนั้นช่างแปลกประหลาดจนเขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
เดวิสจมดิ่งลงสู่ภวังค์ รับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัว ในขณะที่โลแกนและแคลร์ต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
“แม่รู้ว่าจิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่ง แต่ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งขนาดนี้…” แคลร์พึมพำ
เดวิสเริ่มสับสน ส่วนไหนของเขาที่ทำให้พวกเขาพูดว่าจิตวิญญาณของเขานั้นทรงพลังมาก แต่เขาก็เข้าใจได้ในทันที
“คนทั่วไปที่มีพลังบ่มเพาะจิตก่อตั้งขั้นกลางสามารถขยายสัมผัสจิตได้ไกลเพียงสิบเมตรเท่านั้น ในขณะที่เจ้ากลับทำได้ถึงห้าสิบเมตร”
“นี่เป็นการบ่งชี้ว่าจิตวิญญาณของเจ้าแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปที่ฝึกการบ่มเพาะจิตวิญญาณถึงห้าเท่า” แคลร์อธิบาย
“แล้วทำไมตอนผมอยู่จิตก่อตั้งขั้นต้น ถึงขยายสัมผัสจิตได้ไม่ถึงห้าเมตรล่ะครับ?” เดวิสถามข้อสงสัย
“เจ้าเด็กโง่” แคลร์หัวเราะเบาๆ “มันไม่ได้ทำงานแบบนั้น ผู้บ่มเพาะระดับจิตก่อตั้งขั้นต้นทั่วไปจะทำได้เพียงแค่ให้จิตวิญญาณหลุดลอยออกมาหลังจากร่างกายถูกทำลายเท่านั้น ถึงอย่างนั้นจิตวิญญาณก็จะระเหยไปอย่างรวดเร็วหากไม่สามารถหาสมบัติที่เหมาะสมเพื่อกักเก็บไว้ได้”
“ผู้บ่มเพาะที่อ่อนแอในระดับจิตก่อตั้งขั้นต้นจะไม่สามารถใช้สัมผัสจิตได้เลย มีเพียงคนที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถใช้สัมผัสจิตตรวจสอบร่างกายได้สองหรือสามครั้งในระดับจิตก่อตั้งขั้นต้น เหมือนอย่างพ่อของเจ้า” แคลร์อธิบายอย่างใจเย็น
โลแกนทำหน้าภูมิใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่พอคิดได้ว่าลูกชายเพิ่งจะเหนือกว่าตนไปแล้ว สีหน้าของเขาก็สลดลงทันที
“เดวิส เจ้าควรจะปลดล็อกชั้นที่หนึ่งของ ‘หมอกแสงศักดิ์สิทธิ์’ ได้แล้ว แสดงให้แม่ดูหน่อย”
“ชั้นที่หนึ่งเหรอครับ? ได้ครับ” เดวิสพยักหน้าและโคจรจิตเพื่อแสดงผลตามชั้นที่หนึ่งของหมอกแสงศักดิ์สิทธิ์
ชั้นพลังของเคล็ดวิชาบ่มเพาะนั้นเข้าใจได้ง่าย ต่างจากวิชาต่อสู้ที่ต้องฝึกฝนทำความเข้าใจด้วยตนเอง เงื่อนไขเดียวคือต้องบรรลุระดับที่กำหนดและฝึกฝนตามตำรานั้นๆ
แน่นอนว่าหากเป็นคนโง่เขลาและไร้พรสวรรค์ ต่อให้บรรลุระดับที่ต้องการแล้ว ก็ยังพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจชั้นพลังของวิชาบ่มเพาะ
สนามพลังสีทองสว่างไสวแผ่ออกมาเป็นระยะสิบเมตรจากตัวเดวิส เขารู้สึกราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถทำร้ายจิตวิญญาณของเขาได้ภายในพื้นที่นี้
“โล่จิตศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าสร้างขึ้นก็น่าเกรงขามเช่นกัน” ทั้งสองคนไม่แปลกใจอีกต่อไปในครั้งนี้
“แม้แต่ผู้บ่มเพาะระดับจิตก่อตั้งขั้นสูง ก็คงยากที่จะทำลายมันลงได้” โลแกนถอนหายใจด้วยความยอมรับ เขาไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังแข่งขันกับลูกชายอยู่
“แค่นี้หรือครับ?” เดวิสคาดหวังมากกว่านี้ เช่นท่าไม้ตายที่อลังการจนสามารถจัดการศัตรูรอบตัวได้ราบคาบ
*แค็ก* *แค็ก*
“เฮ้อ ถ้าทำได้แค่นี้ ก็คงไม่ต่างจากเคล็ดวิชาบ่มเพาะจิตวิญญาณเล่มอื่นที่สร้างโล่จิตได้หรอก” แคลร์กล่าวอย่างมั่นใจก่อนเสริมว่า “ลองหดมันเข้ามาจนคลุมร่างเจ้าทั้งหมดสิ”
เดวิสพยักหน้าและพยายามบีบอัดสนามพลังสีทองให้เล็กลง
สนามพลังสีทองหดตัวจนครอบคลุมเพียงร่างกายของเขา
โลแกนและแคลร์จ้องมองดูจิตวิญญาณของเขาที่ไม่ได้เพียงแต่แข็งแกร่ง แต่ยังบริสุทธิ์ยิ่งนัก
“นี่… นี่ขนาดผู้บ่มเพาะระดับ ‘จิตทารก’ ยังทำลายโล่จิตศักดิ์สิทธิ์ของเขาไม่ได้เลยไม่ใช่รึ?” โลแกนพึมพำ
แคลร์เองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
นางพึมพำออกมาอย่างเหม่อลอย “ใช่…”
ระดับจิตทารกคือระดับที่สองของการบ่มเพาะจิตวิญญาณ
เดวิสรู้สึกดีใจแต่ในขณะเดียวกันก็ผิดหวังที่คิดว่าโล่ของเขาอาจไร้ประโยชน์หากสู้กับผู้บ่มเพาะระดับจิตทารก เขาหารู้ไม่ว่าพ่อแม่ของเขากำลังเปรียบเทียบเขากับผู้บ่มเพาะคนอื่นที่ใช้เคล็ดวิชาบ่มเพาะจิตวิญญาณระดับนภาเล่มอื่นโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.