Chapter 3639
3639 / 5804
12 min read
Chapter 3639: Blood Demon Secret Technique
Published Apr 11, 2026, 10:48 AM
### บทที่ 3639: เเคล็ดวิชาลับมารโลหิต
ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมายังร่างเล็กจ้อยนั้น สีหน้าของหญิงสาวพลันแปรเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วน นางฝืนยิ้มออกมาอย่างขัดเขินก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอึกอัก “ผะ... ผู้อาวุโส มีอะไรผิดปกติหรือเจ้าคะ?”
เซียวไป๋อีไม่ได้เอ่ยคำใดตอบโต้ ในขณะที่มุมปากของหยางไค่ยกโค้งเป็นรอยยิ้มเย้าแหย่ มีเพียงมู่รงเสี่ยวเสี่ยวที่โพล่งถามออกไปตรงๆ ด้วยความข้องใจ “ตู้เจวียน เจ้าเป็นคนของวิถีสวรรค์มารอย่างนั้นหรือ?”
ในใจของมู่รงเสี่ยวเสี่ยวแทบไม่อาจยอมรับความจริงที่ว่า ศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งของนางอาจสวมรอยเป็นไส้ศึกจากวิถีสวรรค์มาร หากเป็นศิษย์คนอื่นนางอาจไม่สะทกสะท้านเพียงนี้ ทว่าตู้เจวียนเพิ่งจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้เมื่อครู่ โลหิตยังคงไหลรินอาบย้อมอาภรณ์จนแดงฉานดูน่าเวทนา
ศิษย์ที่ยอมทุ่มเทสละเลือดเนื้อเช่นนี้จะเป็นคนของวิถีสวรรค์มารไปได้อย่างไร? ถึงกระนั้น ในเมื่อนี่เป็นข้อสันนิษฐานของหยางไค่ นางย่อมไม่อาจเพิกเฉยได้
เมื่อสองปีก่อน ทุกสำนักและตระกูลใหญ่ต่างร่วมมือกันกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ที่วิถีสวรรค์มารฝังตัวไว้ไปเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้หลายขุมกำลังต้องสูญเสียรากฐานจนสั่นคลอน สำหรับตำหนักครามครามยังนับว่าโชคดีที่พบเพียงไม่กี่สิบคน แต่หากตู้เจวียนเป็นคนของวิถีสวรรค์มารจริงๆ นั่นย่อมหมายความว่าการกวาดล้างเมื่อสองปีก่อนยังไม่สิ้นซาก และอาจยังมีผู้ทรยศแฝงตัวอยู่ในตำหนักอาทิตย์ครามรวมถึงสำนักอื่นๆ อีกมากมาย หากพายุลูกเดิมอุบัติขึ้นอีกครั้ง แดนดวงดาวคงต้องตกอยู่ในความโกลาหลอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
เพียงแค่คิดถึงจุดนี้ หัวใจของมู่รงเสี่ยวเสี่ยวก็พลันดิ่งวูบลงสู่หุบเหว
สิ้นคำกล่าวของผู้อาวุโส ศิษย์ตำหนักอาทิตย์ครามทุกคนต่างมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง สายตาทุกคู่ตวัดไปที่ตู้เจวียนซึ่งกำลังยืนเบิกตาค้างอย่างโง่งม ก่อนที่นางจะละล่ำละลักปฏิเสธด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “ผู้อาวุโส โปรดอย่าเข้าใจผิด! ข้าไม่ใช่คนของวิถีสวรรค์มาร! เรื่องนี้ไม่จริงเลยสักนิด!”
มู่รงเสี่ยวเสี่ยวหันไปมองหยางไค่ ซึ่งเขายังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ “เรื่องจริงหรือถูกใส่ร้าย ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะตัดสินได้ด้วยคำพูด... จงสบตาข้า”
สิ้นคำกล่าว เนตรขวาของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทลึกล้ำ ประหนึ่งหลุมดำทมิฬที่พร้อมจะกลืนกินแสงสว่างทั้งมวลในโลกหล้า
ตู้เจวียนจ้องมองเข้าไปในเนตรนั้นตามสัญชาตญาณ และไม่อาจละสายตาได้อีกเลย ทันทีที่สบประสาน ร่างเล็กๆ ของนางก็เริ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนที่กลิ่นอายปราณมารสีดำทะมึนจะค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากร่าง
คราแรก ปราณมารนั้นดูเหมือนเพียงเส้นใยบางเบา แต่เพียงชั่วอึดใจ มันก็ระเบิดพวยพุ่งออกมาประหนึ่งทำนบกั้นน้ำพังทลาย เข้าปกคลุมร่างของนางจนมิดชิด
ท่ามกลางปราณมารที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายอันดุร้ายและรุนแรงแผ่กระจายออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
ไม่ต้องมีคำถามใดอีก เพราะความจริงปรากฏชัดแจ้งอยู่ตรงหน้า ศิษย์คนอื่นๆ ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เซียวไป๋อีลอบถอนหายใจยาว ในขณะที่มู่รงเสี่ยวเสี่ยวได้แต่ยืนนิ่งค้างทำอะไรไม่ถูก
เมื่อตัวตนถูกเปิดโปง ท่าทางหวาดกลัวของตู้เจวียนก็เลือนหายไป ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน นางแผดคำรามกึกก้องก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาศิษย์ที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที
นางรู้ดีว่ากำลังรบของตนไม่อาจเทียบเคียงยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิที่อยู่ที่นี่ได้แม้แต่น้อย ทางรอดเดียวคือการจับตัวประกันเพื่อหาโอกาสหลบหนีไปจากที่นี่
ศิษย์ผู้นั้นยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง ประกอบกับอาการบาดเจ็บที่มีอยู่เดิมทำให้การตอบสนองเชื่องช้าลงไปมาก กว่าจะรู้ตัวตู้เจวียนก็พุ่งเข้ามาถึงระยะประชิดแล้ว ในใจของเขาพลันเกิดความสิ้นหวัง ได้แต่หลับตาลงรอรับความตาย
ทว่าโชคยังดีที่เขามิได้สิ้นชีพ เพราะหยางไค่เคลื่อนไหวเร็วกว่า เขาคว้าตัวตู้เจวียนไว้ได้ก่อนที่นางจะลงมือสังหาร ไม่ว่านางจะดิ้นรนเพียงใดก็มิอาจหลุดพ้นจากพันธนาการที่มองไม่เห็นนี้ได้ นางจึงแผดเสียงตะโกนอย่างสิ้นหวัง “โลกใบนี้จะต้องตกเป็นของเผ่ามารไม่ช้าก็เร็ว! หากพวกเจ้ายังดื้อรั้นดึงดันสู้ต่อไป ก็มีแต่ต้องตายเยี่ยงสุนัข! หากอยากรอดชีวิต จงมาเข้าพวกกับวิถีสวรรค์มารเสียเถิด แล้วพวกเจ้าอาจจะมีโอกาสมีชีวิตรอด!”
แม้ตัวตนจะถูกเปิดเผยและถูกหยางไค่จับกุม แต่นางกลับไม่มีท่าทีอ้อนวอนขอชีวิต กลับกันคือนางกลับข่มขู่ทุกคนอย่างจองหองพองขน
มู่รงเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกสะท้านใจยิ่งนัก ตู้เจวียนที่นางเคยรู้จักหาใช่สตรีที่วิปลาสเช่นนี้ไม่
หยางไค่ถามพร้อมรอยยิ้มเย็น “พวกวิถีสวรรค์มารบอกเจ้ามาอย่างนั้นหรือ?”
ตู้เจวียนแค่นเสียงหึ “แดนดวงดาวพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสมรภูมิแดนประจิม เพราะกองทัพเผ่ามารนั้นแข็งแกร่งเกินต้านทาน แม้แต่มหาจักรพรรดิคนหนึ่งยังต้องสังเวยชีวิตในดินแดนเผ่ามาร เมื่อใดที่เหล่าจอมมารศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหว จะไม่มีใครในแดนดวงดาวต้านทานได้!”
หยางไค่ค่อยๆ ส่ายหัว “ข้อมูลของเจ้านั้นล้าสมัยไปแล้ว ข้าเดาว่าเจ้าคงยังไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมรภูมิ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ตู้เจวียนถามเสียงเย็น
หยางไค่ตอบกลับ “ช่องว่างระหว่างสองโลกถูกปิดตายไปแล้ว เส้นทางหนุนเนื่องของกองทัพมารได้ขาดสะบั้นลง แม้แต่ยอดฝีมือระดับสูงของเผ่ามารก็ไม่อาจทำลายม่านพลังนั้นได้ แม้จะมีเผ่ามารหลงเหลืออยู่ในแดนประจิมเป็นจำนวนมาก แต่มันก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นก่อนที่พวกมันจะถูกกวาดล้างจนสิ้น”
ตู้เจวียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเค้นเสียงเหี้ยม “เลิกโกหกข้าเสียเถิด!”
หยางไค่แย้มยิ้ม “เจ้าจะเชื่อหรือไม่ ก็มิอาจสั่นคลอนความเป็นจริงได้”
ตู้เจวียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่กลิ่นอายอันตรายจะแผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย ปราณมารรอบตัวนางเดือดพล่านประหนึ่งลาวาร้อนระอุที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ นางแสยะยิ้มเย็นชา “ข้าจะไปรอพวกเจ้าที่ปรโลก!”
เมื่อถูกหยางไค่พันธนาการไว้แน่นหนา นางรู้ดีว่าไม่มีทางหนีรอด จึงตัดสินใจปลิดชีพตนเองอย่างเด็ดเดี่ยว บางทีอาจเป็นเพราะจิตใจถูกครอบงำด้วยปราณมาร ความคิดอ่านของนางจึงเริ่มละม้ายคล้ายกับเผ่ามารเข้าไปทุกที
สีหน้าของมู่รงเสี่ยวเสี่ยวพลันเปลี่ยนเป็นขาวซีด นางกรีดร้องลั่น “ระเบิดโลหิตเทวมาร! ศิษย์พี่หยาง ระวัง!”
หยางไค่ย่อมรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายนั้น แม้เขาจะไม่รู้ว่า ‘ระเบิดโลหิตเทวมาร’ คือสิ่งใด แต่เขาก็คาดเดาได้ว่ามันคือวิชาลับที่ใช้ทำลายตนเองเพื่อสังหารศัตรูไปพร้อมกัน เขาจึงรีบเร่งปราณมารในกายเพื่อกดข่มพลังของนางไว้
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายคือเขากลับล้มเหลว ตู้เจวียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ร่างเล็กจ้อยของนางเริ่มพองขยายออก ราวกับจะระเบิดเป็นจลนพริบตาถัดไป
หยางไค่ขมวดคิ้วมุ่นพลางสะบัดมือวูบหนึ่ง ร่างของตู้เจวียนก็พลันหายวับไปในอากาศ กลิ่นอายอันตรายมลายหายไปสิ้นประหนึ่งไม่เคยมีอยู่
แม้จะเป็นคนของวิถีสวรรค์มาร แต่นางก็ยังเป็นศิษย์ของตำหนักอาทิตย์คราม นางเพียงแต่ถูกปราณมารเข้าครอบงำ หากมีหนทางรักษาจิตเดิมของนางอาจกลับคืนมาได้ หยางไค่ไม่อยากสังหารนาง และยิ่งไม่อาจปล่อยให้นางระเบิดตัวตายได้ เขาจึงตัดสินใจส่งนางเข้าไปในโลกผนึกใบเล็กเสียก่อน
ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่เขามีในโลกใบเล็ก หยางไค่สามารถสยบการระเบิดของตู้เจวียนได้อย่างง่ายดาย
เป็นไปตามคาด ทันทีที่นางถูกส่งเข้าไปและถูกกดทับด้วยพลังแห่งโลก กลิ่นอายอันรุนแรงก็พลันมอดดับและสงบลงทันที
เมื่อเห็นศิษย์น้องหายลับไปต่อหน้าต่อตา ศิษย์คนอื่นๆ ต่างพากันตกตะลึงพรึงเพริด
เซียวไป๋อีและมู่รงเสี่ยวเสี่ยวต่างมองหยางไค่ด้วยสายตาเชิงคำถามว่าเขาส่งนางไปที่ใด จนกระทั่งหยางไค่อธิบายสั้นๆ พวกเขาจึงได้คลายความกังวลลงได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม ในใจของมู่รงเสี่ยวเสี่ยวยังคงหนักอึ้งเมื่อพบว่ามีผู้ทรยศแฝงตัวอยู่ในกลุ่มของนาง เซียวไป๋อีที่นำอีกกลุ่มหนึ่งมาก็อาจมีสถานการณ์ไม่ต่างกัน
โชคยังดีที่หยางไค่และป๋อหยาสามารถระบุตัวตนของผู้ที่มีปราณมารแฝงเร้นได้ ดังนั้นพวกเขาเพียงแค่ต้องไปตรวจเช็กอีกกลุ่มหนึ่งให้แน่ชัดในภายหลัง
“เจ้าพบอะไรบ้าง?” หยางไค่หันไปถามป๋อหยา
ป๋อหยาตอบว่า “นี่น่าจะเป็นเคล็ดวิชาลับของพวกมารโลหิตบางอย่าง แต่ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน คาดว่าพวกมันคงเพิ่งจะคิดค้นขึ้นมาใหม่ไม่นานนี้”
คนของวิถีสวรรค์มารยังคงรักษาความนึกคิดเดิมไว้ได้แม้จะถูกปราณมารครอบงำ ทั้งยังสามารถปะปนกับผู้คนในแดนดวงดาวได้อย่างแนบเนียนโดยไม่มีใครล่วงรู้ นี่คือปัญหาที่รบกวนแดนดวงดาวมานานหลายปี หากพวกเขาสามารถทำความเข้าใจการทำงานของวิชาลับนี้ได้ การตรวจหาไส้ศึกในอนาคตย่อมเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก
นั่นคือเหตุผลที่ป๋อหยายังคงเฝ้าสังเกตยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิที่ถูกจับกุมไว้
เมื่อได้ยินว่าเป็นเคล็ดวิชาลับของมารโลหิต หยางไค่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในโลกผนึกใบเล็ก เขาสร้างร่างเสมือนขึ้นต่อหน้าไป๋จั๋วและไป๋หย่าทันที
แม้ไป๋จั๋วจะเป็นใต้บังคับบัญชาของอวี้หรูเมิ่ง แต่เขาก็เป็นเผ่ามารโลหิตแท้ๆ หากวิถีสวรรค์มารใช้เคล็ดวิชาของมารโลหิต ไป๋จั๋วย่อมต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน
เมื่อร่างเสมือนปรากฏขึ้น เขาก็เรียกตัวตู้เจวียนมาด้วย พลังระเบิดโลหิตเทวมารของนางถูกสยบลงแล้วทำให้นางล้มเหลวในการฆ่าตัวตาย ในตอนนี้ขบวนการทุกอย่างสงบลง นางนอนหมดสติอยู่บนพื้น ร่างกายที่ขดตัวอยู่นั้นดูช่างน่าเวทนายิ่งนัก
“น้องหยาง มีเรื่องอันใดหรือ?” ไป๋จั๋วมองดูตู้เจวียนพลางเอ่ยถาม
หยางไค่ถามกลับ “พี่ไป๋จั๋ว ข้าจำได้ว่าท่านเคยร่วมรบในสมรภูมิสองโลกหลายครั้งใช่หรือไม่?”
ไป๋จั๋วพยักหน้า “ถูกต้องแล้ว”
สงครามดำเนินมาหลายปี ไป๋จั๋วเดินทางข้ามผ่านสมรภูมิและดินแดนเผ่ามารมานับครั้งไม่ถ้วน
“ถ้าอย่างนั้น ท่านเคยได้ยินชื่อวิถีสวรรค์มารมาก่อนหรือไม่?” หยางไค่ผายมือไปทางตู้เจวียน
ไป๋จั๋วยิ้มตอบ “ย่อมต้องเคยได้ยิน มีอะไรหรือ? สตรีผู่นี้คือคนของวิถีสวรรค์มารอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่” หยางไค่พยักหน้า “ป๋อหยาบอกว่านางถูกครอบงำด้วยเคล็ดวิชาลับบางอย่างของมารโลหิต ข้าจึงอยากให้ท่านช่วยตรวจสอบดูว่ามีหนทางรักษาให้นางกลับเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋จั๋วจึงตอบว่า “พวกวิถีสวรรค์มารมักจะถูกฝังเคล็ดวิชาลับมารโลหิตไว้ในกายจริงๆ แต่ข้าก็ไม่แน่ใจนักว่าเป็นวิชาประเภทใด เพราะข้าไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ข้าจะลองตรวจสอบนางดูว่าพอจะมีทางรอดหรือไม่ ข้าไม่อาจรับปากได้เต็มร้อย แต่จะพยายามให้ถึงที่สุด”
“ถ้าเช่นนั้นคงต้องรบกวนพี่ไป๋จั๋วแล้ว”
“อย่าเกรงใจไปเลยน้องหยาง”
พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ หยางไค่จึงเอ่ยถามต่อ “อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง... สำหรับเผ่ามารแท้จริงอย่างพวกท่าน เมื่อเห็นคนของวิถีสวรรค์มาร พวกท่านสามารถแยกแยะออกได้หรือไม่?”
ไป๋จั๋วมองไปยังตู้เจวียนที่ไร้สติแล้วตอบว่า “ข้าแยกออกได้ แม้ปราณมารในกายของนางจะถูกซ่อนไว้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ให้สัมผัสได้”
ไป๋หย่าที่อยู่ด้านข้างพยักหน้าเห็นพ้อง “อืม เป็นเช่นนั้นจริงๆ”
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง หยางไค่ก็ยกมือขึ้น ทันใดนั้นชายผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายเขา เขาคือเผ่ามารคนแรกที่หยางไค่เคยนำมาไว้ในโลกผนึกใบเล็ก... ฮั่วหลุนนั่นเอง!
ดูเหมือนเขากำลังนั่งสมาธิอยู่ตอนที่ถูกหยางไค่เรียกตัวมาจากยอดเขา ขาทั้งสองข้างยังคงขัดสมาธิอยู่ ชั่วครู่ต่อมาเขาจึงได้สติว่ามีบางอย่างผิดปกติ เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นผู้คนมากมายรายล้อมอยู่ก็ตกใจรีบกุลีกุจอทำความเคารพหยางไค่ทันที
หยางไค่เข้าประเด็นโดยการชี้ไปที่ตู้เจวียน “จงดูสตรีผู้นี้ เจ้าเห็นสิ่งใดพิเศษในตัวนางหรือไม่?”
ฮั่วหลุนงุนงงไม่รู้ความหมาย เขาแอบลอบมองสีหน้าของหยางไค่อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปพิจารณาตู้เจวียนอย่างละเอียด เวลาผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงตอบอย่างระมัดระวัง “นางยังเยาว์วัยและตัวเล็ก... นอกจากนี้หน้าตาของนางค่อนข้างธรรมดา รูปร่างก็ไม่มีอะไรโดดเด่น...”
หยางไค่ยกมือปราม “เจ้าสังเกตเห็นอย่างอื่นอีกไหม?”
“อย่างอื่นหรือ?” ฮั่วหลุนรู้สึกกดดันจนต้องลอบกลืนน้ำลาย “นายท่าน ท่านหมายถึง...”
“นางถูกปราณมารเข้าแทรกซึม”
“จริงหรือขอรับ?” ฮั่วหลุนที่กำลังตกตะลึงรีบก้มลงพิสูจน์ตู้เจวียนอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ส่ายหัวรัวๆ “ข้าดูไม่ออกเลยสักนิดว่านางถูกปราณมารครอบงำ”
เรื่องนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ป๋อหญาสามารถสัมผัสถึงปราณมารในร่างของนางได้ แต่ฮั่วหลุนกลับล้มเหลว ทั้งที่ระดับพลังฝึกตนของทั้งคู่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ฮั่วหลุนเป็นถึงราชามารระดับล่าง หากเขายังมองไม่ออก นั่นหมายความว่าปราณมารในกายของพวกวิถีสวรรค์มารนั้นถูกซ่อนเร้นไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมเพียงใด
หลังจากตรองดูแล้ว หยางไค่ก็ตระหนักได้ว่า ป๋อหยาคงจะมีดวงตาที่เฉียบคมมาตั้งแต่เกิด เพราะนางเป็นเผ่ามารปักษ์ (Feather Demon) ทั้งยังฝึกฝนวิชาเนตรลับขั้นสูง จึงทำให้มองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจมองเห็นได้นั่นเอง
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.