Chapter 5714
5712 / 5804
13 min read
Chapter 5714, Whose Victory
Published Apr 11, 2026, 03:44 PM
## **บทที่ 5714: ชัยชนะนี้เป็นของผู้ใด**
---
**ผู้แปล:** ศิลาวิน & เตีย
**ตรวจทานการแปล:** ปิวปิวเลเซอร์กัน
**บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร:** ลีโอแห่งภูผาสิงขร & เดล ไลเกอร์คีย์ส
---
ข้อมูลจากเหล่าสาวกหมึกดำบ่งชี้ว่า เตาหลอมจักรวาลคือสมบัติที่ลี้ลับที่สุดในใต้หล้า โดยปกติแล้วมันยากจะหยั่งถึงและไม่อาจค้นหาตำแหน่งได้ ฉะนั้นจึงไม่มีทางล่วงรู้ถึงที่อยู่ของมันได้เลย เว้นเสียแต่ว่ามันจะปรากฏขึ้นมาเอง ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ภายในเตาหลอมจักรวาลมีสิ่งที่เรียกว่า **โอสถสวรรค์กำเนิดนภา** อยู่ด้วย! โอสถทิพย์เหล่านี้มีอานุภาพมหัศจรรย์ในการช่วยเหลือผู้ฝึกตนให้ทะลวงผ่านขีดจำกัดโดยกำเนิดของตนเองได้!
ข้อมูลดังกล่าวทำเอาโม่น่าเย่ตกตะลึง
หากโอสถสวรรค์กำเนิดนภาสามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนทะลวงขีดจำกัดโดยกำเนิดได้จริง เช่นนั้นแล้วยอดฝีมือเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อยู่ ณ จุดสูงสุดของขอบเขตเปิดนภาขั้นที่แปด ก็จะสามารถก้าวขึ้นสู่ขั้นที่เก้าได้น่ะสิ! หากเป็นเพียงยอดฝีมือขั้นแปดทั่วไปที่ได้เลื่อนระดับ พลังของยอดฝีมือขั้นเก้าที่เพิ่มขึ้นมาหนึ่งหรือสองคนอาจยังไม่ถึงขั้นทำให้เผ่าหมึกดำต้องสิ้นไร้หนทางต่อกร
ทว่า... จะเกิดอะไรขึ้นหากผู้ที่ได้โอสถสวรรค์กำเนิดนภาไปครอบครองคือหยางไค่?
ตลอดช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา อุปสรรคและความกดดันส่วนใหญ่ที่เผ่าหมึกดำต้องเผชิญ ล้วนมาจากบุรุษนามหยางไค่ผู้นี้แต่เพียงผู้เดียว ไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างสองเผ่าพันธุ์ หรือข้อตกลงที่ต้องยอมสละทรัพยากรบ่มเพาะให้ถึงสามส่วน เผ่าหมึกดำล้วนถูกบีบให้ยอมรับเงื่อนไขเหล่านั้น ก็เพราะการดำรงอยู่ของดาวมรณะแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้นี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจรจาสันติภาพครั้งนั้น เผ่าหมึกดำยอมรับข้อตกลงโดยคาดการณ์ว่าในอนาคต พวกเขาน่าจะสามารถสร้างราชันย์ขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งจะช่วยลดทอนอำนาจคุกคามของหยางไค่ที่เป็นเพียงยอดฝีมือขั้นแปดลงได้อย่างมหาศาล แต่น่าเสียดายที่เตาหลอมจักรวาลกลับปรากฏตัวขึ้นก่อนที่เหล่าเจ้าอาณาเขตจะได้กลายเป็นราชันย์เสียอีก
หากหยางไค่สามารถคว้าโอสถสวรรค์กำเนิดนภามาไว้ในมือและทะลวงสู่ขั้นที่เก้าได้สำเร็จ... ความพยายามและการประนีประนอมทั้งหมดของเผ่าหมึกดำตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่องตลกร้ายโดยสิ้นเชิง! ด้วยพละกำลังอันกร้าวแกร่งและวิธีการอันอำมหิตของเขา หากหยางไค่ก้าวสู่ขอบเขตเปิดนภาขั้นที่เก้าได้เมื่อใด เผ่าหมึกดำทั้งเผ่าก็คงมิอาจเป็นคู่มือของเขาได้อีกต่อไป!
เมื่อตระหนักถึงปัจจัยทั้งหมดนี้ เสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังสนั่นหวั่นไหวในใจของโม่น่าเย่
*‘ต้องไม่ยอมให้หยางไค่ได้โอสถสวรรค์กำเนิดนภาไปครอง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม! ห้ามมันทะลวงสู่ขอบเขตเปิดนภาขั้นที่เก้าเป็นอันขาด! มิฉะนั้น เผ่าหมึกดำจะต้องเผชิญกับมหันตภัยร้ายแรง! เหตุใดเตาหลอมจักรวาลจึงมาปรากฏตัวในเวลาเช่นนี้!? หรือว่าสวรรค์กำลังเข้าข้างเผ่าพันธุ์มนุษย์จริงๆ!?’*
แม้ความกังวลหลักของโม่น่าเย่คือการหยุดยั้งหยางไค่ แต่เขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ในเมื่อตอนนี้พวกเขาต่างติดอยู่ในภาพมายาของเตาหลอมจักรวาลโดยไม่มีหนทางหลบหนี แม้สายตาจะมองดูเหมือนไม่ไกล ทว่าในความเป็นจริง มิติอวกาศ ณ ที่แห่งนี้กลับบิดเบี้ยวและปั่นป่วนอย่างที่สุด
ข้อมูลจากเหมิงเชว่ระบุว่า ภาพมายาของเตาหลอมจักรวาลมิได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มันปรากฏขึ้นในสนามรบต่างๆ ทั่วทั้งมหาดินแดน รวมถึงดินแดนรกร้างด้วย...
หลังจากรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เหล่าสาวกหมึกดำชาวมนุษย์จึงสันนิษฐานว่า ภาพมายาเหล่านี้ไม่ใช่ร่างที่แท้จริงของเตาหลอมจักรวาล แต่เป็นเพียงเงาฉายอันลึกลับ ส่วนตัวตนที่แท้จริงของมันยังคงซ่อนเร้นอยู่ที่ใดสักแห่ง อย่างไรก็ตาม การปรากฏของเงาฉายย่อมหมายความว่าเตาหลอมจักรวาลกำลังจะอุบัติขึ้นแล้ว เป็นไปได้ว่าเมื่อเงาฉายเหล่านี้แข็งตัวจนสมบูรณ์ เตาหลอมจักรวาลที่แท้จริงก็จะเผยโฉมออกมา
ข้อสันนิษฐานเหล่านี้มีเหตุผลน่าเชื่อถือ โม่น่าเย่ครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ชั่วครู่ ก่อนจะส่งสารไปยังเหมิงเชว่ เขาสั่งให้เผ่าหมึกดำเร่งสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมกันนั้นก็มีคำสั่งด่วนเรียกเจ้าอาณาเขตโดยกำเนิดทั้งหมดที่กระจัดกระจายอยู่ภายนอกให้กลับมารวมตัว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
แม้ว่าโดยปกติแล้วเหมิงเชว่จะเป็นคนที่รับมือได้ยากและคอยหาทางชิงอำนาจจากโม่น่าเย่อยู่เสมอ แต่เขาก็ยังมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเขารู้จักประเมินตนเอง ในสถานการณ์สำคัญเช่นนี้ เขาจึงมิได้คัดค้านคำขอของโม่น่าเย่ เพราะตระหนักดีว่าหากเป็นเรื่องแผนการและกลยุทธ์แล้ว ตนมิอาจเทียบโม่น่าเย่ได้เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งโม่น่าเย่ยังได้รับการแต่งตั้งจากองค์ราชันย์โดยตรงให้เป็นผู้บัญชาการ ด้วยเหตุนี้เขาจึงปฏิบัติตามคำสั่งของโม่น่าเย่อย่างเงียบงัน
โม่น่าเย่เก็บรังหมึกขนาดจิ๋วลง พลางขมวดคิ้วครุ่นคิดเป็นเวลานาน เขาคำนวณความเป็นไปได้ทุกรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตและวางแผนรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้น หลังผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน เขาตัดสินใจว่าภารกิจสำคัญอันดับแรกคือการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเตาหลอมจักรวาลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
*‘หยางไค่อยาจจะรู้อะไรบางอย่าง...’* เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว โม่น่าเย่ก็เหลือบมองไปยังหยางไค่ทันที พร้อมกับเอ่ยปากเสนอสงบศึก "สหายหยาง ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านว่าเราพักรบกันก่อนดีหรือไม่?"
ก่อนหน้านี้เขายังเรียกชื่อหยางไค่โต้งๆ ระหว่างการเผชิญหน้า แต่บัดนี้กลับเปลี่ยนมาเรียกอย่างให้เกียรติว่า ‘สหายหยาง’ อีกครั้ง
หยางไค่หาได้สนใจไม่ *‘เมื่อครู่ยังไล่ล่าข้าอย่างบ้าคลั่งจนแทบไม่มีที่ให้หนี ไม่ต้องพูดถึงคำสาปแช่งและคำขู่ฆ่าที่พ่นใส่ข้าไม่หยุด แล้วตอนนี้กลับกล้ามาเสนอพักรบอย่างนั้นรึ? มันเห็นข้าเป็นคนเช่นไร? คิดว่าข้าจะยอมโอนอ่อนผ่อนตามง่ายๆ งั้นหรือ?’*
โม่น่าเย่กล่าวต่อ "ในเมื่อตอนนี้ทั้งท่านและข้าต่างก็ติดอยู่ที่นี่ เหตุใดจึงต้องเก็บความแค้นจากเรื่องที่แล้วมาใส่ใจอีก? ท้ายที่สุดแล้ว เผ่าหมึกดำต่างหากที่สูญเสียหนักที่สุด เจ้าอาณาเขตโดยกำเนิดต้องตายในสนามรบไปมากมาย ถึงแม้ท่านจะบาดเจ็บ สหายหยาง แต่ท้ายที่สุดท่านก็รอดชีวิตมาได้"
ครานี้หยางไค่สุดจะทานทน เขาแค่นเสียงเย็นชา "สมน้ำหน้า! ที่เจ้าอาณาเขตโดยกำเนิดต้องตายกันเป็นเบือก็เพราะความโง่เขลาของพวกเจ้าเอง หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าพยายามวางกับดักข้า พวกมันก็คงไม่ต้องมาตายเปล่าเช่นนี้ แล้วอีกอย่าง... พวกเจ้าอาจจะติดอยู่ที่นี่ แต่คิดจริงๆ หรือว่าสถานที่แค่นี้จะขังข้าไว้ได้?"
สีหน้าของโม่น่าเย่แปรเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาพลันตระหนักได้ว่าตนเองมองข้ามปัญหาสำคัญไปข้อหนึ่ง เป็นความจริงที่ทั้งเขาและเหล่าเจ้าอาณาเขตต่างติดอยู่ในมิติพิศวงนี้โดยไร้หนทางหนี แต่หยางไค่เล่า? สถานที่แห่งนี้ย่อมไม่อาจกักขังเขาไว้ได้ หากเขาตั้งใจจะจากไปจริงๆ มันคงไม่ใช่เรื่องยากเลย
*‘แย่แล้ว...’* โม่น่าเย่รีบสะกดความคิดที่ว้าวุ่นลง อย่างไรเสีย การที่หยางไค่ยอมพูดคุยด้วยก็นับเป็นเรื่องดี
เขาจึงลองหยั่งเชิงอย่างสบายๆ "สหายหยาง ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าภาพมายาที่ปกคลุมพื้นที่นี้อยู่คือสิ่งใดกัน?" พอถามจบ เขาก็หัวเราะกับตัวเองเบาๆ "แน่นอนว่าท่านย่อมต้องรู้ สหายหยาง เพราะนี่คือเตาหลอมจักรวาลในตำนาน ข้ามั่นใจว่ายอดฝีมือเผ่าพันธุ์มนุษย์ย่อมต้องเคยได้ยินเรื่องราวของเตาหลอมจักรวาลมาบ้างไม่มากก็น้อย"
"โอ้?" หยางไค่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ "ดูเหมือนว่าการเชื่อมต่อของรังหมึกจะยังไม่ถูกตัดขาดสินะ หมายความว่าพวกเจ้ายังสามารถรวบรวมข่าวสารจากภายนอกได้งั้นรึ?"
โม่น่าเย่เผยสีหน้าภาคภูมิใจ "รังหมึกย่อมมีหนทางอันลึกลับของมัน ดูเหมือนท่านเองก็รู้จักเตาหลอมจักรวาลดีนี่ สหายหยาง เช่นนั้นแล้ว ท่านมีข้อมูลเกี่ยวกับเตาหลอมจักรวาลมากกว่านี้หรือไม่?"
หยางไค่ยังคงวางเฉย "ถ้าข้ารู้แล้วจะทำไม? แล้วถ้าไม่รู้ มันจะทำไม?"
การแบ่งจิตสำนึกส่วนหนึ่งมาสนทนากับโม่น่าเย่ไม่ได้ขัดขวางกระบวนการฟื้นฟูร่างกายของเขา ในเมื่อโม่น่าเย่อยากจะหารือเรื่องเตาหลอมจักรวาล หยางไค่ก็ยินดีที่จะลองหยั่งเชิงหาข้อมูลดูบ้าง อีกอย่าง เขาก็กำลังกลัดกลุ้มใจไม่น้อยที่ขาดความรู้เกี่ยวกับเตาหลอมจักรวาล หากสามารถล้วงข้อมูลบางอย่างจากเผ่าหมึกดำได้ก็คงจะดีไม่น้อย
โม่น่าเย่ตอบอย่างจริงจัง "เตาหลอมจักรวาลไม่ได้ปรากฏให้เห็นมานานนับแสนปีแล้ว ต่อให้ท่านพอจะมีความรู้เกี่ยวกับมันอยู่บ้าง ข้าก็มั่นใจว่าข้อมูลของท่านคงไม่ครอบคลุม สหายหยาง ท่านคิดว่าอย่างไรหากเราจะแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ต่างฝ่ายต่างรู้กัน?"
หยางไค่แค่นเสียงเย็นชาทันที "เตาหลอมจักรวาลคือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ อย่าบอกนะว่าเผ่าหมึกดำของพวกเจ้าก็หมายตาไว้ด้วยเช่นกัน?"
โม่น่าเย่ตอบกลับเบาๆ "ก็เพราะเตาหลอมจักรวาลเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์นั่นแหละ เผ่าหมึกดำจึงไม่อาจปล่อยให้เผ่าพันธุ์มนุษย์สมหวังได้โดยง่าย สหายหยาง ท่านน่าจะรู้ดีว่าเมื่อเตาหลอมจักรวาลปรากฏขึ้น เผ่าหมึกดำและเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ใกล้จะต้องทำศึกแตกหักชี้เป็นชี้ตายกันแล้ว"
หยางไค่เงียบไป...
ไม่ว่าเขาจะอยากยอมรับหรือไม่ แต่คำพูดของโม่น่าเย่ก็เป็นความจริง ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา สงครามระหว่างสองเผ่าพันธุ์ไม่เคยหยุดนิ่ง ทว่านับตั้งแต่การเจรจาสงบศึก ทั้งสองฝ่ายต่างก็มุ่งมั่นสั่งสมกำลังของตนเอง ส่งผลให้จำนวนยอดฝีมือของทั้งเผ่าหมึกดำและเผ่าพันธุ์มนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ยังคงอยู่ได้ก็ด้วยความร่วมมืออย่างเงียบๆ ของเหล่าผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองฝ่าย
ทว่าสมดุลอันเปราะบางนี้กำลังจะถูกทำลายลงด้วยการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเตาหลอมจักรวาล เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องการฉกฉวยโอกาสภายในเตาหลอมจักรวาลอย่างสุดกำลัง ในทำนองเดียวกัน เผ่าหมึกดำก็ต้องขัดขวางเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างสุดชีวิตเช่นกัน เมื่อสงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง การนองเลือดก็ย่อมต้องแผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศดุจคลื่นสึนามิ
การต่อสู้ครั้งนี้อาจเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของสงครามทั้งหมด และมันจะยุติลงก็ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกทำลายล้างจนสิ้นซาก เผ่าพันธุ์มนุษย์... ยังไม่พร้อม แต่เผ่าหมึกดำเองก็ยังไม่พร้อมเช่นกัน!
แม้ว่าตอนนี้ที่ด่านไร้หวนจะมีเจ้าอาณาเขตโดยกำเนิดและรังหมึกระดับสูงเพิ่มขึ้น แต่เหล่าเจ้าอาณาเขตที่เพิ่งถือกำเนิดใหม่เหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองร้อยปีในการรักษาอาการบาดเจ็บของตนเอง โชคยังดีที่เผ่าพันธุ์มนุษย์มีผู้ที่เพิ่งทะลวงสู่ขอบเขตเปิดนภาขั้นที่เก้าเพิ่มขึ้นมาบ้าง ในขณะที่ดูเหมือนว่าเผ่าหมึกดำจะยังไม่มีราชันย์องค์ใหม่ปรากฏตัวขึ้นมาเลย
ขณะที่หยางไค่กำลังนิ่งเงียบ เขาก็ได้ยินเสียงของโม่น่าเย่ดังขึ้นอีกครั้ง "สหายหยาง ท่านรู้หรือไม่ว่านี่ไม่ใช่เตาหลอมจักรวาลที่แท้จริง แต่เป็นเพียงเงาฉายที่ทอดลงมายังห้วงมิตินี้เท่านั้น และยังมีเงาฉายเช่นนี้ปรากฏอยู่ที่อื่นอีกมากมาย?"
หยางไค่เออออไปตามน้ำอย่างใจเย็น "แน่นอนว่ามันเป็นเพียงภาพมายา การที่มันจะปรากฏขึ้นมากกว่าหนึ่งแห่งก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่รึ?"
ทว่าภายในใจของเขากลับสับสนอย่างยิ่ง *‘มันหมายความว่าอย่างไร? อาจจะมีเงาฉายปรากฏขึ้นในที่อื่นอีกมากมายอย่างนั้นรึ? โม่น่าเย่ ไอ้สารเลวตัวนี้! มันกำลังพยายามหลอกลวงข้าอยู่ หรือว่ามันมีแผนการอื่นกันแน่?’*
ในขณะเดียวกัน หยางไค่ก็อดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ หากเขารู้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นก่อน เขาก็คงจะใช้เวลาศึกษาบันทึกโบราณจากสวรรค์สมบัติและแผ่นดินสุขาวดีให้มากกว่านี้ ที่นั่นย่อมต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับเตาหลอมจักรวาลอยู่บ้างเป็นแน่ บัดนี้เมื่อเตาหลอมจักรวาลปรากฏขึ้น หยางไค่กลับต้องจนปัญญาต่อสถานการณ์ เขาแทบไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ... น้อยกว่าโม่น่าเย่ที่ยังสามารถสั่งให้เผ่าหมึกดำไปรวบรวมข่าวกรองได้เสียอีก
โม่น่าเย่จ้องมองสีหน้าของหยางไค่อย่างพินิจพิเคราะห์ แต่ก็ไม่สามารถจับพิรุธใดๆ ได้ เขาจึงพูดอย่างตรงไปตรงมา "สหายหยาง เรามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันดีกว่า แม้ว่าเตาหลอมจักรวาลกำลังจะปรากฏ แต่มันก็ยังไม่ได้เผยโฉมออกมาอย่างแท้จริง การรวบรวมข้อมูลให้มากขึ้นย่อมไม่เสียหาย"
หยางไค่พยักหน้าอย่างอดไม่ได้ "คำพูดของเจ้าก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เช่นนั้นเจ้าก็บอกสิ่งที่เจ้ารู้มาก่อน แล้วข้าจะบอกสิ่งที่ข้ารู้ให้ฟัง เจ้าก็น่าจะรู้ในชื่อเสียงของข้าดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าไม่เคยผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเผ่าหมึกดำแม้แต่ครั้งเดียว"
โม่น่าเย่พยักหน้า "แน่นอน"
พูดถึงเรื่องนี้ มันก็เป็นความจริง แม้ว่าพวกเขาจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่มีหนี้เลือดซึ่งไม่อาจชดใช้ร่วมกันได้ แต่หยางไค่ก็ไม่เคยละเมิดข้อตกลงที่เขาทำไว้กับเผ่าหมึกดำเลย
ดังนั้น โม่น่าเย่จึงแย้มยิ้มออกมาทันที "แต่ดูเหมือนว่าท่านคงจะไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเตาหลอมจักรวาลมากนัก สหายหยาง เรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลก็ลืมมันไปเถอะ"
หยางไค่ถึงกับผงะ "ใครบอกว่าข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเตาหลอมจักรวาล?"
โม่น่าเย่ยิ้มบางๆ "หากท่านรู้อะไรเกี่ยวกับเตาหลอมจักรวาลจริง สหายหยาง ไฉนจึงยอมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเผ่าหมึกดำง่ายดายเช่นนี้? การที่ท่านยอมตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูล แสดงให้เห็นว่าท่านเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก มิฉะนั้นแล้ว ท่านคงไม่จำเป็นต้องยกเอา 'ชื่อเสียงอันดีงาม' ของตนขึ้นมาอ้าง"
หยางไค่ชะงักงันก่อนจะคำรามลั่น "เจ้าหลอกข้า!"
โม่น่าเย่ถอนหายใจ "เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้จริงๆ..."
สีหน้าของหยางไค่พลันมืดทะมึนลงทันที บัดนี้เองที่เขาตระหนักถึงความจริง ก่อนหน้านี้โม่น่าเย่ยังไม่แน่ใจว่าเขารู้เรื่องเตาหลอมจักรวาลมากน้อยเพียงใด แต่บัดนี้ความจริงก็ได้ถูกยืนยันแล้ว...
*‘ไอ้สารเลวเอ๊ย...’* หยางไค่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บใจในความประมาทของตนเอง แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก นี่เป็นเพียงการพ่ายแพ้เล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้ส่งผลต่อภาพรวมอยู่แล้ว
หลังจากยืนยันได้ว่าหยางไค่ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเตาหลอมจักรวาลมากนัก โม่น่าเย่ก็หมดความสนใจที่จะสนทนากับเขาอีกต่อไป เขาหยิบรังหมึกขนาดเล็กออกมาอีกครั้งเพื่อติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกอย่างต่อเนื่อง
หยางไค่แอบสังเกตการณ์กระทำของโม่น่าเย่ พลางแค่นเสียงเย็นชาในใจ *‘รอให้ข้ารักษาตัวสักพักก่อนเถอะ แล้วข้าจะหาวิธีทำให้เจ้าคายทุกอย่างที่รู้ ออกมาให้หมด ต่อให้ข้าจะพ่ายแพ้ในการประลองปัญญานี้แล้วอย่างไรเล่า? มิติพิศวงที่ถูกปกคลุมด้วยภาพมายาของเตาหลอมจักรวาลแห่งนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับสนามเหย้าของข้า! ท้ายที่สุดแล้ว ชัยชนะย่อมต้องเป็นของข้า!’*
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.