Chapter 5692
5690 / 5804
13 min read
Chapter 5692, Joyous News
Published Apr 11, 2026, 03:41 PM
# บทที่ 5692 ข่าวอันน่ายินดี
**ผู้แปล**: ศิลวินทร์ และ เตีย
**ผู้ตรวจทานคำแปล**: ปิ้วปิ้วเลเซอร์กัน
**บรรณาธิการและผู้พิสูจน์อักษร**: ลีโอแห่งภูผาสิงขร และ เดล ไลเกอร์คีย์ส
หากจะกล่าวถึงผู้ที่สังหารเหล่าราชันย์ได้มากที่สุดในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา ย่อมต้องเป็นนามของฟู่กวงอย่างมิต้องสงสัย แม้จะเคยมีบรรพชนระดับเก้าที่สามารถสังหารราชันย์ได้สำเร็จในสนามรบหมึกทมิฬ แต่ก็ไม่เคยมีบรรพชนระดับเก้าคนใดที่สังหารราชันย์ได้มากมายเท่าเขามาก่อน เพียงแต่ผลงานการต่อสู้อันน่าประทับใจของฟู่กวงนั้นล้วนมาจากสถานการณ์พิเศษ ความสำเร็จของเขาจึงเป็นสิ่งที่มิอาจลอกเลียนแบบได้
ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ของอู๋ควง ช่องว่างที่เปิดออกในมหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาลนั้นอนุญาตให้เพียงเจ้าผู้ครองดินแดนผ่านไปได้อย่างปลอดภัยเท่านั้น ทว่าสำหรับเหล่าราชันย์แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
ผลลัพธ์เดียวของการฝืนดันทุรังทะลวงผ่านช่องว่างนั้น คือการบาดเจ็บจากมหาพันธนาการและยังต้องเผชิญกับการระดมยิงอย่างหนักหน่วงจากกองทัพปราบหมึกทมิฬ ดังนั้นจึงไม่มีราชันย์ตนใดที่บุกทะลวงออกจากมหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาลได้ในสภาพสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เหลือพลังอยู่เพียงร้อยละเจ็ดสิบ แล้วพวกเขาจะเอาชีวิตรอดจากจอมยุทธ์ระดับฟู่กวงได้อย่างไร?
ทว่าอู๋ควงก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนแสนแพงสำหรับความสำเร็จนี้ แม้ว่าบัดนี้เขาจะเป็นจอมยุทธ์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับเก้าแล้ว แต่เขาก็จำเป็นต้องทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อควบคุมมหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาล ด้วยเหตุนี้ แม้แต่การบำเพ็ญเพียรของเขาเองก็ยังต้องถูกพักไว้ เมื่อหยางไค่มาสอบถามสถานการณ์ เขาก็กล่าวเพียงไม่กี่คำก่อนจะตัดการติดต่อทันที เห็นได้ชัดว่าเขากังวลว่าอาจจะทำพลาดจนนำไปสู่ความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้
สถานการณ์ที่มหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาลยังคงมีเสถียรภาพในตอนนี้ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้หยางไค่ต้องกังวล ในความเป็นจริง เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน
เขายังใช้เวลาเดินทางไปยังแดนมรณะโกลาหลและมอบวัตถุดิบห้าธาตุจำนวนมหาศาลให้แก่จางรั่วซี แม้ว่าครั้งก่อนเขาจะทิ้งไว้ให้บ้างแล้ว แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับหนึ่งพันปีเท่านั้น บัดนี้เวลาผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว นางคงใช้ไปเกือบหมดแล้วเป็นแน่
เมื่อไม่ได้พบรั่วซีมานานหลายปี พลังของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับตอนที่นางเพิ่งทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปด กลิ่นอายของนางนั้นแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าตัวอย่างไม่ต้องสงสัย เหตุผลเบื้องหลังทั้งหมดคือการขัดเกลาสายเลือดบัญชาสวรรค์อย่างต่อเนื่องและการเพิ่มพูนมรดกในจักรวาลน้อยของนาง โดยเฉพาะเหตุผลหลัง
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปต้องหลอมรวมวัตถุดิบเจ็ดธาตุครบชุดเพื่อรักษาสมดุลในจักรวาลน้อยของตน แต่จางรั่วซีได้รับความช่วยเหลือจากพี่ใหญ่หวงและพี่หญิงหลาน นางจึงจำเป็นต้องหลอมรวมพลังห้าธาตุเท่านั้น ในขณะที่พลังหยินและหยางบริสุทธิ์จะถูกส่งมอบให้นางโดยตรง ด้วยเหตุนี้ ระยะเวลาการบำเพ็ญเพียรของนางจึงลดลงประมาณร้อยละสามสิบเมื่อเทียบกับผู้บำเพ็nyเพียรทั่วไป
ทั้งพี่ใหญ่หวงและพี่หญิงหลานต่างให้ความสำคัญกับการบำเพ็ญเพียรของรั่วซีเป็นอย่างมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาสนับสนุนให้นางหลอมรวมวัตถุดิบห้าธาตุอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักแม้แต่น้อย
โชคดีที่จางรั่วซีเองก็มีอุปนิสัยที่สามารถอดทนต่อความเหงาและความยากลำบากได้อย่างยิ่งยวด เมื่อรู้ว่าตนจะสามารถเปล่งประกายเจิดจรัสในสงครามที่กำลังจะมาถึงได้ก็ต่อเมื่อแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น นางจึงเพิ่มความขยันหมั่นเพียรเป็นสองเท่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พลังของนางจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ในพริบตาเดียว หนึ่งพันปีก็ผ่านไปนับตั้งแต่ที่หยางไค่บรรลุข้อตกลงกับโม่น่าเย่ที่จะได้รับทรัพยากรบำเพ็ญเพียรร้อยละสามสิบจากเผ่าหมึกทมิฬ
ในช่วงหนึ่งพันปีที่ผ่านมา หยางไค่ไม่เพียงแต่เดินทางไปยังแดนมรณะโกลาหลและมหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาลเท่านั้น แต่ยังไปยังด่านไร้หวนอีกด้วย เขาได้ขนส่งทรัพยากรที่เหล่าจอมยุทธ์เผ่ามนุษย์ได้รับมาจากสถานที่ต่างๆ ไปยังกองบัญชาการสูงสุด ทำหน้าที่เป็นผู้จัดส่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ มอบหลักประกันที่ดีที่สุดสำหรับการบำเพ็ญเพียรของเหล่าจอมยุทธ์เผ่ามนุษย์
ในยามที่หยางไค่ยังอ่อนแอ เวลาเพียงไม่กี่เดือนกี่ปีอาจดูยาวนานเหลือแสน ทว่าบัดนี้เมื่อเขาทรงพลังขึ้นแล้ว เวลาหนึ่งพันปีกลับไม่ต่างอะไรกับชั่วพริบตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าสงครามระหว่างสองเผ่าพันธุ์ได้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายแสนปีแล้ว
หยางไค่ไม่ได้บำเพ็ญเพียรอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่เขาก็ยังคงใช้เวลาครุ่นคิดถึงมหาวิถีแห่งห้วงมิติและกาลเวลาในช่วงที่ว่างเว้น ถึงกระนั้น เขาก็ได้มาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปดแล้ว
จักรวาลน้อยของเขาขยายไปจนถึงขีดจำกัด และเขาสามารถรับรู้ถึงพันธนาการที่มองไม่เห็นซึ่งห้อมล้อมมันอยู่ได้อย่างชัดเจน พันธนาการที่จำกัดมิให้เขาพัฒนาพลังของตนเองต่อไปได้ สิ่งเหล่านี้คือพันธนาการโดยกำเนิดที่เกิดจากเคล็ดวิชาขอบเขตเปิดสวรรค์ นอกเหนือจากสายเลือดบัญชาสวรรค์ที่จางรั่วซีมีอยู่ ซึ่งทำให้นางสามารถเพิกเฉยต่อพันธนาการเหล่านี้ได้ ก็ไม่เคยมีผู้ใดทำลายพันธนาการเหล่านี้ได้สำเร็จมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ภายในโถงหลักของด่านไร้หวน โม่น่าเย่กำลังอ่านรายงานต่างๆ เกี่ยวกับแนวหน้า สมรภูมิแห่งหนึ่งเพิ่งถูกเผ่ามนุษย์โจมตีอย่างรุนแรงและประสบความสูญเสียอย่างหนักเมื่อเร็วๆ นี้ จำนวนกองกำลังที่นั่นจึงจำเป็นต้องได้รับการเติมเต็ม เจ้าผู้ครองดินแดนของอีกสมรภูมิหนึ่งถูกสังหารสิ้น ดังนั้นจึงต้องย้ายจอมยุทธ์เพิ่มเติมไป…
เมื่อเร็วๆ นี้ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าการต่อสู้ระหว่างเผ่าหมึกทมิฬและเผ่ามนุษย์ทวีความดุเดือดรุนแรงขึ้น นั่นไม่ได้เกิดจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของสถานการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงจำนวนจอมยุทธ์ที่เพิ่มขึ้นในหมู่สองเผ่าพันธุ์ด้วย
หลังจากผ่านไปหลายปี จอมยุทธ์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปดและเจ้าผู้ครองดินแดนก็ไม่อาจเทียบได้กับเมื่อครั้งที่การรุกรานสามพันโลกเริ่มต้นขึ้น ยิ่งมีจอมยุทธ์มากเท่าไหร่ การต่อสู้ก็ยิ่งดุเดือดมากขึ้นเท่านั้น
โม่น่าเย่มีลางสังหรณ์อันเลือนรางผุดขึ้นในใจว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่ระหว่างเผ่าหมึกทมิฬและเผ่ามนุษย์จะดำเนินต่อไปได้อีกไม่นาน เมื่อจอมยุทธ์ของทั้งสองเผ่าพันธุ์มีจำนวนถึงจุดวิกฤต หรือมีปัจจัยภายนอกบางอย่างเข้ามาเป็นตัวกระตุ้น เปลวเพลิงแห่งสงครามจะปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบและแผดเผากลืนกินทั่วทั้งจักรวาล
โม่น่าเย่ได้ช่วยราชันย์โม่หยูจัดการกิจการของเผ่าหมึกทมิฬมานานหลายปีแล้ว ดังนั้นเขาจึงรู้วิธีรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างดี สิ่งเดียวที่รบกวนจิตใจเขาคือกึ่งราชันย์อีกตนหนึ่ง เหมิงเชว่
นับตั้งแต่เหมิงเชว่ทะลวงขึ้นเป็นกึ่งราชันย์ เขาก็กระสับกระส่ายและร้อนรน ปรารถนาจะสังหารเหล่าจอมยุทธ์เผ่ามนุษย์เพื่อพิสูจน์พลังของตนเองเสียเหลือเกิน โชคดีที่ราชันย์ไม่อนุญาตให้เขาลงมือ นอกเหนือจากข้อตกลงกับหยางไค่แล้ว การปรากฏตัวของกึ่งราชันย์ในสนามรบก็เป็นปัญหาอยู่แล้ว แม้จะไม่มีข้อตกลง เหมิงเชว่ก็เป็นหนึ่งในไพ่ตายที่ซ่อนไว้ของเผ่าหมึกทมิฬ แล้วพวกเขาจะเปิดเผยไพ่ในมืออย่างง่ายดายได้อย่างไร?
การสังหารจอมยุทธ์เผ่ามนุษย์จำนวนน้อยนิดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวม ดังนั้นเหมิงเชว่ควรจะเปิดเผยตัวตนในสถานการณ์ที่สำคัญยิ่งเท่านั้น จะเป็นการดีที่สุดหากเขาสามารถพลิกดุลอำนาจระหว่างเผ่าหมึกทมิฬและเผ่ามนุษย์ได้ในคราวเดียว ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานสำหรับความสำเร็จของเผ่าหมึกทมิฬ
นอกจากนี้ โม่น่าเย่ยังสงสัยว่ามีจอมยุทธ์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับเก้าคนใหม่ในหมู่เผ่ามนุษย์ ยกตัวอย่างเช่นเซี่ยงซาน เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขาหายตัวไป แม้ว่าเหมิงเชว่จะปรากฏตัว มนุษย์ก็อาจไม่ได้ไร้หนทางที่จะต่อกรกับเขา
โม่น่าเย่ได้พิจารณาถึงผลประโยชน์สูงสุดของเผ่าหมึกทมิฬและเหมิงเชว่แล้ว แต่เหมิงเชว่กลับปฏิเสธที่จะเข้าใจความปรารถนาดีของเขา และยิ่งทวีความโอหังมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อราชันย์ห้ามมิให้เขาออกจากด่านไร้หวน เหมิงเชว่กลับมีแนวคิดอันยอดเยี่ยมในการแบ่งแยกอำนาจแทน
ดังนั้น โม่น่าเย่จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดหัว เจ้าผู้ครองดินแดนโดยกำเนิดกว่าสิบตนได้ใช้วิชาหลอมรวมต้นกำเนิด เหตุใดจึงต้องเป็นเหมิงเชว่ที่ทำสำเร็จด้วย?
โม่น่าเย่ภาคภูมิใจในความสามารถในการมองเห็นภาพรวมโดยไม่ถูกอำนาจและอิทธิพลบดบัง ทุกสิ่งที่เขาทำก็เพื่อประโยชน์ของเผ่าหมึกทมิฬในการครอบครองจักรวาลในสักวันหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะแบ่งอำนาจของตนกับเหมิงเชว่โดยธรรมชาติ หลังจากจัดการกิจการของเผ่าหมึกทมิฬมาเป็นเวลานาน โม่น่าเย่รู้ดีกว่าใครถึงความแตกต่างระหว่างการมีผู้สั่งการคนเดียวกับสองคน โชคดีที่ราชันย์โปรดปรานโม่น่าเย่ เมื่อเผชิญกับคำร้องขอมากมายของเหมิงเชว่ โม่หยูเพียงแค่ปลอบประโลมเหมิงเชว่และไม่ได้ให้คำสัญญาใดๆ กับอีกฝ่ายเลย
เพียงแต่ว่าเหมิงเชว่ยังคงวนเวียนอยู่ไม่ห่าง คำพูดไร้สาระของมันช่างน่ารำคาญเสียดแทงโสตประสาท โม่น่าเย่พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ใส่ใจคำพูดพล่ามของเหมิงเชว่ขณะที่เขาส่งคำสั่งแล้วคำสั่งเล่า จนกระทั่งวันหนึ่ง พลันปรากฏเสียงหัวเราะกึกก้องกังวานที่เปี่ยมด้วยความสุขเกษมดังมาจากที่แห่งหนึ่ง
ภายในโถงหลัก โม่น่าเย่ผู้ซึ่งกำลังประมวลผลรายงานต่างๆ และเหมิงเชว่ผู้ซึ่งกำลังพูดพล่ามไม่หยุด ต่างก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองหน้ากัน พวกเขาทั้งสองเห็นความสงสัยในดวงตาของกันและกัน
หากการคาดเดาของพวกเขาถูกต้อง... เสียงหัวเราะนั้นเป็นของราชันย์ ยิ่งไปกว่านั้น ต้นกำเนิดของเสียงหัวเราะคือรังหมึกที่ราชันย์ประทับอยู่ในปัจจุบัน
โม่น่าเย่รีบลุกขึ้นยืนและวิ่งออกไปข้างนอก เหมิงเชว่ก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบตามไปติดๆ
เสียงหัวเราะนั้นดังอย่างชื่นบานเป็นเวลานานพอสมควร เมื่อกึ่งราชันย์ทั้งสองมาถึงหน้ารังหมึกระดับสูง เสียงหัวเราะของราชันย์โม่หยูก็ค่อยๆ เบาลงและมีเสียงดังมาจากข้างใน "เข้ามา!"
โม่น่าเย่กำลังจะก้าวไปข้างหน้า แต่เหมิงเชว่จงใจก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและเดินนำหน้าเขาไป ด้วยความคุ้นเคยกับพฤติกรรมเช่นนี้ โม่น่าเย่จึงเพียงแค่เดินตามหลังไปอย่างเงียบๆ
ในไม่ช้า กึ่งราชันย์ทั้งสองก็ยืนอยู่ต่อหน้าราชันย์ที่แท้จริงของเผ่าหมึกทมิฬในส่วนลึกของรังหมึก
เหมิงเชว่เป็นคนแรกที่เอ่ยปาก "ใต้เท้า มีเรื่องน่ายินดีอันใดเกิดขึ้นหรือขอรับ?"
โม่หยูพยักหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข "ถูกต้อง มีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้น"
เขาไม่ได้อธิบายให้ชัดเจน โดยทั่วไปแล้วผู้คนมักจะร่าเริงในโอกาสที่น่ายินดี และเผ่าหมึกทมิฬก็ไม่มีข้อยกเว้น เขากลับหยั่งเชิงความคิดของผู้ช่วยที่ใกล้ชิดที่สุดทั้งสองของเขาแทน "บอกข้ามาสิ ว่าความสุขนี้มาจากที่ใด?"
เหมิงเชว่ตะลึงงันและไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เป็นความจริงที่เขาเป็นกึ่งราชันย์ แต่เขาก็เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องอารมณ์ร้ายและนิสัยตรงไปตรงมา ปฏิภาณไหวพริบและความฉลาดไม่ใช่จุดแข็งของเขา เขาขมวดคิ้วและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะอย่างอับอาย "ใต้เท้า บ่าวผู้นี้คิดคำตอบไม่ออกจริงๆ ขอรับ!"
"คิดต่อไปและพูดทุกอย่างที่นึกออก!" โม่หยูกล่าวเบาๆ
เหมิงเชว่คาดเดาอย่างลังเล "เผ่าหมึกทมิฬได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในแนวหน้าและสังหารจอมยุทธ์เผ่ามนุษย์ไปนับไม่ถ้วนหรือขอรับ?"
หากเป็นเช่นนั้น ก็สมเหตุสมผลสำหรับท่าทีที่ร่าเริงของราชันย์
โม่หยูเหลือบมองเหมิงเชว่อย่างเงียบๆ โดยไม่ยืนยันหรือปฏิเสธคำพูดนั้น จากนั้น เขาก็เหลือบไปทางโม่น่าเย่ที่เงียบขรึม "เจ้าคิดว่าอย่างไร โม่น่าเย่?"
โม่น่าเย่พิจารณาคำถามและตอบกลับ "มีความคืบหน้าที่มหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาลหรือขอรับ?"
โม่หยูหัวเราะ "ถูกต้อง! เจ้ายังคงฉลาดเหมือนเช่นเคย โม่น่าเย่ พวกเรามีความคืบหน้าที่มหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาลจริงๆ!"
โม่น่าเย่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจแต่ก็ไม่ได้ดูหยิ่งยโสหรือถ่อมตนจนเกินไป
เหมิงเชว่รู้สึกขุ่นเคืองในทันทีและบ่นพึมพำ "เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
โม่น่าเย่ไม่สนใจเหมิงเชว่และคิดในใจอย่างเหยียดหยาม 'มันชัดเจนขนาดนี้ มีแต่คนโง่อย่างเจ้าเท่านั้นที่ไม่รู้ความจริง'
จากนั้น เขาก็ได้ยินราชันย์ตรัสว่า "อธิบายให้เขาฟัง"
เมื่อราชันย์ตรัสแล้ว โม่น่าเย่ทำได้เพียงเชื่อฟัง "ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ราชันย์ยังคงประทับอยู่ในรังหมึกอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้ก้าวออกมาข้างนอกแม้แต่ก้าวเดียว ข้าเป็นผู้จัดการกิจการทั้งหมดของสงครามเผ่าหมึกทมิฬ ภายใต้สถานการณ์ปกติ ข้าจะละเว้นจากการรบกวนใต้เท้าราชันย์ด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับแนวหน้า แม้ว่าเราจะได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในสนามรบและสังหารจอมยุทธ์เผ่ามนุษย์ไปนับไม่ถ้วน ข่าวก็จะมาถึงข้าก่อน ในเมื่อข้าไม่ได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าว เช่นนั้นมันก็ต้องไม่เกี่ยวข้องกับแนวหน้า"
"ยิ่งไปกว่านั้น ใต้เท้าราชันย์ยังคงติดต่อกับเหล่าผู้คนที่อยู่ในมหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาลอยู่เสมอ เมื่อหนึ่งพันปีก่อน ใต้เท้าเคยกล่าวไว้ว่าพรรคพวกของเรากำลังพยายามหาช่องว่างอื่นในมหาพันธนาการ ดังนั้น เหตุผลที่ใต้เท้าทรงปรีดาจึงต้องมาจากข่าวดีจากมหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาล"
เหมิงเชว่ขมวดคิ้วกับคำอธิบาย แม้ว่าโม่น่าเย่จะอธิบายสถานการณ์อย่างชัดเจนแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อ
โม่หยูเสริมว่า "เหมิงเชว่ เจ้าควรเรียนรู้จากโม่น่าเย่ให้มากขึ้น พลังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับเผ่ามนุษย์ เจ้าต้องใช้สติปัญญาของเจ้าด้วย เจ้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตี้อู๋ในตอนนั้น ไม่มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นจากการประเมินมนุษย์ต่ำเกินไป"
เหมิงเชว่สงบลงและโค้งคำนับ "เหมิงเชว่จะไม่มีวันลืมคำสั่งของใต้เท้าขอรับ"
โม่น่าเย่ถาม "ใต้เท้า ข่าวที่ท่านได้รับจากมหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาลคืออะไรหรือขอรับ?"
โม่หยูยิ้มกว้าง "มีกลุ่มหนึ่งลอบหนีออกจากมหาพันธนาการต้นกำเนิดสวรรค์บรรพกาลได้สำเร็จ!"
นั่นเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและเป็นความลับอย่างยิ่ง หากเป็นเผ่าหมึกทมิฬทั่วไป พวกเขาก็ย่อมไม่มีสิทธิ์รู้ข้อมูลดังกล่าวโดยธรรมชาติ ทว่าผู้ที่ยืนอยู่ที่นี่คือกึ่งราชันย์สองตน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมโม่หยูจึงไม่คิดที่จะปิดบังอะไรจากพวกเขา
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.