Chapter 34
34 / 89
10 min read
Chapter 34 Leaving Miasta Park
Published Apr 9, 2026, 03:18 PM
“จิ๊บ จิ๊บ!” แอชลินสื่อสารผ่านทางจิตสำนึกเป็นนัยบอกให้ฉันลงมือจู่โจมทันที เธอคงรู้ดีว่ายิ่งเราสังหารสัตว์อสูรได้มากเท่าไหร่ เธอก็จะมีโอกาสได้ลิ้มรสของกินเลิศรสมากขึ้นเท่านั้น
“ตกลง!” ฉันเอ่ยปากรับคำพร้อมกับค่อยๆ ยัดตัวลุกขึ้นจากพุ่มไม้โดยมีเธอสมานร่างออกมาจากตัวฉัน “เธอคอยดึงความสนใจตัวโน้นไว้ ส่วนเจ้าตัวนี้ฉันจะจัดการเอง” ฉันบอกแผนการให้แอชลินฟัง
ฉันกระชับดาบในมือแน่นแล้วก้าวออกมาจากพุ่มไม้ ทิ้งช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ฝูงลิงปีศาจจากไป และดูเหมือนว่าแรดเหล็กทั้งสองตัวนั้นจะยังคงอยู่ในอารมณ์ที่คุกรุ่นด้วยโทสะอยู่
เจ้าแรดเหล็กวัยเยาว์พวกนี้อยู่ระดับผู้เชี่ยวชาญ (Specialist Grade) ขั้นที่ 1 ขนาดตัวของมันกว้างถึงสองเมตร และมีสีผิวที่ดูคล้ายกับเหล็กขึ้นสนิมอย่างน่าเกรงขาม
อาวุธร้ายของมันคือนออันแหลมคมบนศีรษะ และมีชั้นผิวหนังที่หนาเตอะเสียจนเจาะทะลุได้ยากยิ่ง นั่นคือเหตุผลที่มีเพียงนักยุทธ์ระดับผู้เชี่ยวชาญขั้นที่ 1 ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะหาญกล้ามาออกล่าพวกมัน
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันกล้าเสี่ยงลองสู้ดูสักตั้ง ก็เพราะรู้ดีถึงจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของพวกมัน นั่นคือเรื่องของ ‘ความเร็ว’ ที่ค่อนข้างเชื่องช้าจนน่าหัวร่อ และนั่นแหละคือสาเหตุที่พวกฝูงลิงปีศาจสามารถเข้านอกออกในกลั่นแกล้งพวกมันได้อย่างง่ายดาย
ทว่าถึงมันจะเชื่องช้าแต่นั่นไม่ใช่ว่ามันจะไร้ทางสู้ พละกำลังขของพวกมันมหาศาลจนน่าสยดสยอง หากฉันโดนเขาทีเดียวจังๆ ร่างกายคงแหลกเหลวได้ภายในพริบตาเดียว
“บุกเลย!” ฉันส่งสัญญาณให้แอชลิน แล้วเราทั้งคู่ก็พุ่งเข้าหาเป้าหมายของตนเอง “แปร๊นนน!” เสียงร้องคำรามกึกก้องออกมาจากปากของมันเมื่อเห็นคู่ต่อสู้รายใหม่พุ่งเข้ามา
'วูบ! ฉับ!' ฉันตวัดดาบฟันเข้าที่แผ่นหลังของมัน ทว่ากลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นยกเว้นเพียงรอยขีดข่วนบางๆ ที่มีเลือดซึมออกมาเพียงเล็กน้อย บาดแผลระดับนั้นสำหรับแรดเหล็กแล้วก็นับว่ายังห่างไกลจากคำว่าอาการบาดเจ็บอยู่มากนัก
“บรู้ววว!” มันร้องคำรามอย่างโกรธแค้นแล้วพุ่งนอเข้าใส่ฉันทันควัน ทว่าด้วยความอืดอาดของมันฉันจึงหลบหลีกได้สบายๆ เมื่อพลาดเป้ามันก็ยิ่งเดือดดาลและพยายามโถมกายเข้าใส่อีกครั้ง ในจังหวะนั้นฉันจึงสบโอกาสฟาดดาบลงไปที่ร่างมันอีกดาบ
'ตูม!' พลังมหาศาลของมันฉีกทำลายต้นไม้ขาดเป็นสองท่อนเมื่อนออันแข็งแกร่งนั่นปะทะเข้าให้ “ไอ้คนโง่ ฉันอยู่นี่!” ฉันตะโกนล่อเป้าเพื่อเรียกความโกรธของมันออกมาให้ถึงขีดสุด
มันคำรามลั่นอีกครั้งแล้วกรู่เข้าหาด้วยฝีเท้าที่หนักหน่วงจนพื้นสะเทือน ฉันต้องยอมรับเลยว่าแรดเหล็กตัวนี้น่ากลัวใช่ย่อย แค่การจู่โจมด้วยนอเพียงครั้งเดียวมันทำลายต้นไม่ที่ใหญ่กว่าตัวฉันถึงสองเท่าให้แหลกคามือได้ หากฉันเป็นต้นไม้ต้นนั้นป่านนี้คงได้ไปจองที่พักในสรวงสวรรค์เรียบร้อยแล้ว
'ฉับ ฉับ ฉับ!' ฉันเดินหน้าจู่โจมส่วนหลังของมันต่อเนื่อง สิ่งที่ฉันต้องการคือการบีบให้มันพุ่งชนต้นไม้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้มันสูญเสียพละกำลังไปจากการโจมตีที่ไร้เป้าหมาย
เจ้านอที่ประดับอยู่บนหัวมันนั่นแหละคือของดี มันมีความคมขริบและแข็งแกร่งจนเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการสร้างอาวุธวิเศษเกรด 1 ว่ากันว่าแม้แต่การโจมตีจากผู้ใช้พลังปะดับสิบตรีขั้นที่ 3 ก็ยังทำได้เพียงแค่ทำให้มันบุบจางๆ เท่านั้นเอง
นอกจากแกนกลางอสูรแล้ว แรดเหล็กยังมีส่วนอื่นที่เป็นที่ต้องการของตลาดมาก หนังและนอของมันถูกนำไปใช้สร้างชุดเกราะและรองเท้าวิเศษเกรด 1 ซึ่งทำราคาได้สูงลิบลิ่ว
ในขณะเดียวกัน แอชลินเองก็ทำหน้าที่คอยดึงความสนใจของแรดอีกตัวได้อย่างยอดเยี่ยม เธอใช้เปลวเพลิงในตัวปล่อยใส่เครื่องตัวมันเป็นระยะๆ บางครั้งเธอก็บินไปเกาะบนหัวมันแล้วพ่นไฟใส่หน้าตรงๆ จนเจ้าแรดต้องวิ่งเอาหัวโหม่งต้นไม้เพื่อสลัดเธอให้ออกไปจากตัว
'เคร้ง! ตู้ม... อึก!' ทันใดนั้นเจ้าแรดก็หันกลับมาด้วยความเร็วที่เหนือคาดหมายแล้วซัดนอเข้าใส่ดาบขของฉันอย่างจังจนฉันไม่มีโอกาสได้หลบหนี ฉันต้องฝืนใช้ดาบต้านทานแรงปะทะนั่นพริบตาถัดมาร่างของฉันก็ถูกกระแทกจนลอยไปชนเข้ากับต้นใหญ่อย่างแรงจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอก
'โครม!' ฉันพยายามม้วนตัวหลบการโจมตีซ้ำได้หวุดหวิดในขณะที่มันพุ่งเข้าชนต้นไม้เดิมซ้ำอีกรอบ บาดแผลจากการถูกกระแทกต้นไม้มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย แรงกระแทกที่แขนทำเอาซ่านปลาบไปทั่วร่าง และแผ่นหลังที่ชนต้นไม้ก็ปวดร้าวอย่างแสนสาหัส คาดว่าคงต้องใช้เวลาพักรักษาตัวร่วมชั่วโมงกว่าความเจ็บนี่จะเริ่มจางลง
"ฉันจะไม่เล่นเกมกับแกแล้วนะ!" ฉันพูดด้วยนัยน์ตาที่เป็นประกายกร้าวก่อนจะขบฟันแน่นจนเลือกในปากซึมออกมา ฉันเริ่มจุดเปลวเพลิงสีเงินเข้าหุ้มดาบช่วยให้การโจมตีรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
'ฉับ!' "แปร๊นนน!" แรดเหล็กคำรามลั่นเมื่อดาบเพลิงของฉันเฉือนเข้าที่ลำคอของมัน คราวนี้ดาบเจาะลึกลงไปมากกว่าเดิมและทำให้เลือดไหลอาบออกมามากขึ้น
ความจริงฉันอยากจะจู่โจมที่ดวงตาของมันซึ่งเป็นจุดบอดสำคัญที่สุด ทว่าขนตาของแรดเหล็กนั้นแข็งแกร่งราวกับเส้นเหล็ก กลายเป็เกราะคุ้มกันชั้นเลิศที่การจู่โจมปรกติแทบจะทำอะไรไม่ได้
ลำคอที่ดูหนาเตอะนี่ก็นับว่าจัดการยากทว่าพอดาบของฉันถูกเสริมด้วยพลังเพลิง การจามดาบที่จุดเดิมซ้ำๆ ก็เริ่มสร้างผลรับให้เห็นบ้างแม้บาดแผลจะยังดูเป็นเพียงรอยกรีดบางๆ ก็ตาม
ฉันพยายามมุ่งเป้าการโจมตีไปที่จุดเดียวซ้ำๆ เพื่อให้มันเสียเลือดจนอ่อนแรงลงไปเอง 'ฉับ ฉับ ฉับ!' เมื่อมันขยับคอเพียงนิดเดียวฉันก็รีบเบี่ยงตัวหลบหนีได้อย่างทันท่วงที
ดูเหมือนมันจะเริ่มเรียนรู้วิธีการจู่โจมแบบทีเผลอแล้วล่ะ แต่ทว่าฉันเองก็ไม่ได้โง่เขลา หลังจากโดนมันแกล้งแรงๆ ไปครั้งหนึ่ง ฉันจึงต้องคอยระแวดระวังและเว้นระยะห่างทุกครั้งที่มันขยับช่วงคอเพียงเล็กน้อย
"จิ๊บ จิ๊บ..." แอชลินยังคงร่ายรำอยู่รอบกายแรดอีกตัว เธอคอยแหย่ล้อเล่นและพ่นไฟใส่หน้ามันอย่างจงใจจนเจ้าแรดตัวนั้นเดือดดาลจนสติหลุดและทุ่มเททุกสิ่งอย่างหวังจะขยี้เจ้านกจอมจุ้นตัวนี้ให้แหลกคามือ
'ฉับ!' "แปร๊นนน!" มันร้องลั่นอีกรอบคราวนี้ดาบของฉันเจาะลึกลงไปในหนังคอมันเกือบสองเมตร ทว่ามันกลับยังไม่โดนเส้นเลือดใหญ่ซึ่งเป็นจุดตัดสินชีวิต หากการต่อสู้ยังเป็นไปในรูปแบบนี้ละก็ ฉันเกรงว่าจะไม่สามารถจัดการมันให้เสร็จก่อนตะวันตกดินแน่ ฉันรีบก้มมองนาฬิกาขของตนเองเพื่อเช็กเวลา
"บ้าจริง!" ฉันสบถลั่น เหลือเวลาเพียงห้าสิบนาทีเท่านั้นก่อนที่ฉันจะต้องรีบปลีกตัวออกจากป่า และเหลือเวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ ฉันไม่ต้องการจะติดอยู่ในป่าลึกช่วงเวลาที่สัตว์ดุร้ายเริ่มออกหากินแน่นอน
ฉันไม่อยากจะทิ้งเหยื่อราคางามสองตัวนี้ไป มันสามารถแก้ปัญหาเรื่องการเงินให้ฉันได้เกือบทั้งหมด แต่ดูท่าทางด้วยความเร็วในการสังหารตอนนี้ ฉันคงต้องใช้เวลาร่วมสองชั่วโมงกว่าจะปลิดชีวิตพวกมันได้ครบ ซึ่งฉันไม่มีเวลามากพอขนาดนั้น
ทางเลือกสุดท้ายที่มีเหลือเพียงอย่างเดียว คือการใช้พลังจากวิชาการต่อสู้เสรีระดับสูงสุด
ความจริงฉันกะว่าจะพักร่างกายสักเดือนหนึ่งแล้วค่อยเริ่มฝึกหัดวิชาที่แสนทรมานนั่นต่อ ทว่าสภาวะบีบคั้นในที่นี่กลับไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้เลือกเดิน ฉันจำต้องแลกความเจ็บปวดกับเงินสี่หมื่นเครดิตนั่น
ฉันขบกรามแน่นแล้วเริ่มหมุนเวียนพลังวงจรแรกของวิชา หลังจากที่บรรลุเซ็ตแรกไปตราประทับดวงที่หนึ่งก็ถือกำเนิดขึ้นที่หน้าผาก และบัดนี้การเริ่มหมุนเวียนวงรอบแรกของฉันจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิชาชุดที่สองทันที
"อึก!" พริบตาที่พลังเริ่มเดินหน้า ความกังวลเรื่องเงินที่จะได้รับจากการขายแรดเหล็กคือสิ่งเดียวที่ฉุดยื้อสติฉันไว้ไม่ให้หลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน
'ฉับ!' ดาบของฉันเจาะลงที่ลำคอจุดเดิมซ้ำ บาดแผลเจาะลึกลงไปเล็กน้อย ฉันฝืนทนต่อสู้กับแรงกดดันภายในแล้วเริ่มหมุนเวียนวงรอบที่สอง พลางหลบหลีกการจู่โจมของนอแรดไปพร้อมกัน ยิ่งฉันหมุนเวียนพลังได้สูงขึ้นแผลมันก็จะยิ่งลึกขึ้นตามลำดับ คาดว่าอึกครึ่งชั่วโมงมันคงจะล้มลงได้ และท่ามกลางความปวดร้าวนั่น ฉันตัดสินใจเร่งเครื่องไปรที่วงรอบที่สาม
ในจังหวะนั้นสติของฉันเกือบพร่าเลือนจนเกือบจะพ่ายแพ้ให้กับนอแรดที่พุ่งเข้ามา หากไม่ได้เสียงเรียกเตือนสติทางจิตจากแอชลิน ฉันคงไม่ได้มีชีวิตมานั่งทนปวดแบบนี้ต่อแน่ๆ
"ย้ากกกกกก!" ฉันตะโกนสุดเสียงแล้วโถมพละกำลังทั้งหมดที่มีกระหน่ำฟันใส่บริเวณลำคอของมัน
'พรวด!' ในที่สุดเลือดอสูรก็พุ่งซ่านออกมาอย่างรุนแรงเมื่อมันโดนเส้นเลือดใหญ่เข้าจังๆ ฉันยังคงรุกต่อเนื่องจนกระทั่งมันเริ่มเสียเลือดมากและเริ่มเคลื่อนไหวช้าลงตามลำดับ
'วูบ! ฉับ!' "บ้าเอ๊ย!" ในวินาทีสุดท้ายมันกลับรวบรวมเรี่ยวแรงพุ่งเข้าจู่โจมฉันอย่างรวดเร็วเกินคาดเดาจนฉันหลบเลี่ยงไม่พ้นเสียทีเดียว สปอร์ตวิชาของฉันขาดวิ่นและเกิดรอยแผลบางๆ ที่หน้าท้อง ทว่านั่นยิ่งจุดชนวนให้ฉันกระโจนเข้าใส่และรัวดาบใส่ร่างมันอย่างบ้าคลั่ง
'ตุบ!' ร่างของแรดเหล็กตัวแรกทรุดลงถล่มดิน ฉันไม่เสียเวลาชำเลืองมองผลงานของตัวเองแม้แต่อึดใจเดียวแล้วรีบพุ่งเป้าไปรหาเจ้าแรดตัวที่สองทันที เพราะรู้ดีว่าตัวแรกที่เสียเลือดมากขนาดนั้นไม่มีทางรอดชีวิตไปได้แน่นอน
เมื่อเห็นคู่หูพ่ายแพ้ แรดตัวที่สองก็หมายใจจะปลีกตัวหนี ทว่าความล่าช้าแต่อันเป็นจุดอ่อนของมันประกอบกับการที่ฉันกำลังประแคองวิชาชุดที่สามไว้ในร่าง ทำให้มันไม่สามารถหนีไปได้ไกลและถูกฉันปลิดชีวิตลงได้ภายในเวลาเพียงสิบนาทีถัดมา
"แอชลิน คอยระวังรอบๆ ไว้ให้ด้วยนะ!" ฉันสั่งเธอพร้อมกับเริ่มลงมือแร่เนื้อและรักษาสภาพวัตถุดิบอย่างเร่งด่วน โดยพยายามรักษาวงจรวิชาการต่อสู้เอาไว้เพราะต้องเตรียมรับมือกับน้ำหนักของทรัพยากรมหาศาลที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
น้ำหนักเป้สะพายหลังพุ่งขึ้นถึงเกือบหนึ่งพันกิโลกรัมพริบตาเดียวที่ฉันบรรจุของทุกสิ่งอย่างลงไปจนเป้ขของฉันบวมตุ่ยและมีความสูงเกือบเท่าตัวฉัน
ฉันรีบคว้าน้ำยามานามากระดกเพื่อเติมพลังในส่วนที่ร่อยหรอไปกว่า 90% แล้วยกเป้ที่หนักมหาศาลขึ้นพาดบ่าโดยอาศัยแรงช่วยจากวิชาชุดที่สามช่วยแบ่งเบาภาระ
เวลาล่วงเลยขีดจำกัดที่ฉันตั้งไว้มาเกือบสิบนาทีแล้ว ฉันจึงเริ่มออกวิ่งอย่างสุดกำลังเท่าที่ร่างกายจะทำได้
มีสัตว์อสูรระดับต่ำหลายตัวพยายามจะพุ่งเข้ามาขวางทางทว่าฉันก็สับเปลี่ยนสถานการณ์ด้วยการฟันดาบเปิดทางไปพร้อมกับการวิ่ง ไม่แม้แต่จะเสียเวลาชำเลืองมองเนื้อแบดเจอร์ที่ฝังดินไว้ก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ ถ้าโชคดีแวะมาใหม่ในสัปดาห์หน้าก็คงจะมาขุดเอากลับไปได้
ทันทีที่นาฬิกาได้รับสัญญาณการสื่อสารกลับมา ฉันก็ไม่รอช้าที่จะเรียกใช้บริการรถลอยตัวและยังคงวิ่งมุ่งหน้าต่อไปเพื่อให้ตัวรถสามารถจับพิกัดและตามหาตัวฉันเจอได้ง่ายขึ้น
ฉันวิ่งต่อไปอีกเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงจนในที่สุดหันไปเห็นรถลอยตัวโฉบลงมาหยุดรอนอกเขตป่า
'ฟิ้ววว' เมื่อฉันไปถึงประตูรถก็เปิดออกรอรับอยู่แล้ว ฉันรีบหย่อนเป้หลังลงและก้าวขึ้นรถทันที โดยมีแขนกลยนต์ค่อยๆ ยกเป้ขของฉันเข้าไปเก็บไว้ในที่ของมัน
วินาทีที่ประตูรถปิดสนิทลง ฉันก็สั่งใจปล่อยวางวงจรรวิชาที่ยื้อรั้งมานานแล้วหลับตาลงเพื่อซึมซับความสงบสุขที่เพิ่งจะมาถึงในที่สุด
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.