Chapter 36
36 / 89
6 min read
Chapter 36 Ellens Call
Published Apr 9, 2026, 03:21 PM
'กริ๊ง กริ๊ง...' ฉันสะดุ้งตื่นด้วยเสียงเรียกเข้าจากนาฬิกาโฮโลแกรม มีคนโทรหาฉันน่ะสิ ฉันงัวเงียตื่นขึ้นมาแล้วกดรับสายโดยที่ไม่ได้เช็กด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนโทรมา
"ไมเคิล! นี่นายหลับอยู่เหรอ?" เสียงแหลมสูงเอ่ยถาม เป็นเสียงที่ฉันไม่ได้ยินมานานนับสัปดาห์แล้ว
"ใช่ เพิ่งตื่นเพราะสายของเธอนี่แหละ" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงงัวเงีย อาการล้าจากการไปล่าสัตว์อสูรเมื่อวานนี้ยังไม่จางหายไปเลย
คนที่โทรมาคือ เอลเลน เพื่อนสนิทของฉันเอง เธอได้รับเลือกให้เข้าสังกัดหน่วยอัศวินผลึกแก้ว (Crystal Knights) และถูกส่งไปฝึกตัวที่เมืองแครอล
"แล้วเมืองแครอลเป็นยังไงบ้างล่ะ?" ฉันถามพลางจ้องมองภาพโฮโลแกรมของเธอที่ปรากฏขึ้นมา เธอสวมชุดฝึกซ้อมที่กระชับรับสัดส่วนและตัดผมทรงบ็อบสุดเก๋
ทุกครั้งที่เห็นผมทรงบ็อบ ฉันจะนึกถึงความทรงจำที่น่าอับอายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตขึ้นมาทันที มันน่าจะเกิดขึ้นเมื่อหกเดือนก่อนช่วงนั้นฉันต้องรีบทำการบ้านที่ยังค้างคาอยู่ให้เสร็จในช่วงพักเที่ยง ฉันเลยแอบเข้าไปในห้องร้างห้องหนึ่งในโรงเรียนเพื่อที่จะได้ใช้สามาธิอย่างเงียบๆ แต่พอเปิดประตูเข้าไป กลับพบภาพหญิงสาวสองคนกำลังจูบกันอย่างดูดดื่ม และใช่หนึ่งในนั้นคือเอลเลน ส่วนอีกคนคิอเด็กสาวน่ารักผมทรงบ็อบนั่นเอง ฉันรีบปิดประตูช้าๆ ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ถอนหายใจ แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งหนีออกมาให้เร็วที่สุด หลังจากนั้นเราก็มีความรู้สึกกระอักกระอ่วนต่อกันอยู่สองสามวันก่อนจะทำเป็นลืมๆ มันไป สิ่งที่แย่ที่สุดคือหลังจากนั้นฉันยังเห็นเอลเลนพาผู้หญิงคนอื่นเข้าห้องร้างนั่นอีก ในขณะที่ตัวฉันยังไม่เคยไปถึงเบสแรกกับอดีตแฟนสาวเลยด้วยซ้ำ
"นายเหม่อคิดอะไรอยู่เนี่ย?" เธอถามเมื่อเห็นฉันนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
"ทรงผมใหม่ของเธอน่ะ" ฉันตอบออกไปแบบไม่ทันคิด
"ทำไมล่ะ ทรงนี้ไม่สวยเหรอ?" เอลเลนถามกลับ โชคดีที่เธอไม่ได้ตีความไปถึงเรื่องในอดีตนั่น
"มันเข้ากับเธอมากเลยล่ะ" ฉันยิ้มตอบอย่างประจบประแจงก่อนจะถามต่อ "แล้วที่เมืองเมย์ฟิลด์เป็นยังไงบ้างล่ะ?"
เห็นเธอใส่ชุดฝึกอยู่แบบนี้ แสดงว่าคงกำลังจะไปซ้อมต่อแน่ๆ
"แต่มันก็สนุกดีนะ ถึงจะกดดันไปหน่อยก็เถอะ" เธอเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดูเหมือนเธอจะมีความสุขดีกับการอยู่่ที่เมืองเมย์ฟิลด์นั่น
"เมื่อสามวันก่อน สเตลล่าเพิ่งจะเลื่อนระดับเป็นพลทหารระดับ 2 ไปเองนะ ส่วนฉันเมื่อวานนี้ได้ลองประลองกับอสูรระดับผู้เชี่ยวชาญในโรงฝึกมาล่ะ... ผลคือน่วมสิคะ เกือบจะเดินกลับห้องไม่ไหวเลย" เธอเล่าพลางชี้ให้ดูรอยแดงจางๆ บนใบหน้า
"เลิกพูดเรื่องของฉันเถอะ! แล้วทางเมืองแครอลล่ะเป็นยังไงบ้าง?" เธอหันมาถามฉันบ้าง
ฉันเลือกที่จะโกหกเพื่อนฝูงและครอบครัวว่ามาฝึกตัวที่เมืองแครอล แทนที่จะบอกความจริงว่าอยู่เมืองเวสต์โบลัด เพราะเมืองแครอลมีชื่อเสียงในหมู่นักผจญภัยมือใหม่ว่ามีความเสี่ยงต่ำและปลอดภัยกว่าเมืองเวสต์โบลัดมหาศาล
"ก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าของเธอหรอก" ฉันตอบบ่ายเบี่ยง ซึ่งเธอก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
"จิ๊บ จิ๊บ..." แอชลินส่งเสียงร้องประท้วงอยู่บนไหล่เหมือนจะแฉว่าฉันกำลังโกหกคำโต ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากบอกความจริงหรอกนะ แต่ฉันเองก็เพิ่งจะเลื่อนระดับมา และฉันไม่อยากให้เธอต้องมาเสียกำลังใจหรือกังวลไปเปล่าๆ
"แอชลิน ดูเธอดิ ดูอ้วนขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย" เอลเลนทักพลางมองมาที่แอชลิน ก็แน่ล่ะสิว่าต้องอ้วนขึ้น ก็เธอเล่นกินอย่างกับพายุขนาดนั้นน่ะ
"จิ๊บ!" เธอร้องรับอย่างร่าเริงเหมือนจะถือว่านั่นเป็นคำชม
ทันใดนั้น ฉันก็นึกขึ้นได้เรื่องสไตล์การต่อสู้เลยลองถามออกไป "เอลเลน ตอนนี้เธอได้เริ่มเรียนพวกสไตล์การต่อสู้ระดับสูงหรือยัง?"
ฉันอยากรู้ว่าเธอเริ่มฝึกไปถึงไหนแล้ว และฉันเองก็กะว่าจะเก็บหอมรอมริบจากการล่าสัตว์อสูรไปลงเรียนสไตล์การต่อสู้ดีๆ สักเรื่องเหมือนกัน
"อื้อ เขาเริ่มสอนพวกเราตั้งแต่วันแรกที่ฝึกเลยล่ะ" เธอตอบ
ฉันพยักหน้าพลางคิดในใจว่า 'เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย' ฉันเคยได้ยินมาจากนักผจญภัยคนอื่นๆ ว่าสิ่งแรกๆ ที่องค์กรใหญ่จะสอนให้แก่สมาชิกคือสไตล์การต่อสู้ประจำสำนักของพวกเขา การฝึกจะกินเวลาหนึ่งปีเต็ม หลังจากนั้นสมาชิกจะถูกส่งไปประจำตามสาขาต่างๆ ทั่วสาธารณรัฐ หรือบางทีก็อาจจะส่งออกไปนอกประเทศด้วย
"แล้วเขาจัดให้เธออยู่เกรดไหนล่ะ?" ฉันถามอย่างระมัดระวัง
ฉันมีคำถามมากมายเกี่ยวกับระบบขององค์กรที่ไม่มีโอกาสได้ถามใคร เพราะความสัมพันธ์กับเพื่อนคนอื่นก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แต่กับเอลเลนฉันสามารถถามได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ทว่าพอกลับมาเจอกันใบหน้าของเธอก็พลันหม่นลงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาสว่างไสวและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"เด็กวัยรุ่นทุกคนที่ถูกคัดเลือกมาจากเมืองเล็กๆ จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 'D' โดยอัตโนมัติน่ะ แต่เราสามารถขอสอบเลื่อนระดับไปกลุ่ม 'C' ได้ถ้าผ่านการทดสอบสามวัน" เธออธิบาย
ฉันพอจะรู้มาบ้างว่าเหล่านักเรียนในองค์กรจะถูกแบ่งออกเป็นสี่ระดับคือ A, B, C และ D โดย A คือระดับสูงสุด และ D คือระดับเริ่มต้น ยิ่งอยู่ระดับสูงเท่าไหร่ วิธีการฝึกฝนและทรัพยากรที่จะได้รับก็จะยิ่งล้ำค่าและพรั่งพรูมากขึ้นเท่านั้น
อย่างแมดเดอลีนที่ฉันเพิ่งเจอเมื่อไม่กี่วันก่อน เธอก็ถูกรับเข้าหน่วยอัศวินผลึกแก้วเหมือนกันแต่เธอถูกจัดให้อยู่ระดับ B ตั้งแต่แรกเริ่มเลยล่ะ แต่แน่นอนว่าฉันไม่มีทางบอกเรื่องนี้ให้เอลเลนฟังหรอก
"ฉันเพิ่งจะสอบเลื่อนระดับผ่านน่ะ ตอนนี้เลยได้เป็นนักเรียนระดับ 'C' แล้ว แต่เป้าหมายของฉันคือการก้าวไปหาคลาส A ให้ได้เลย!" เธอพูดพร้อมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้
ฉันมั่นใจว่าเธอจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อรุกไปหาคลาส 'A' ให้ได้ และบางทีเธออาจจะทำสำเร็จก็ได้ใครจะไปรู้
"เอลเลน ไปกันเถอะ!" เสียงเรียกดังมาจากทางหลังสายของเธอ
เมื่อได้ยินเสียงเพื่อนเรียก เอลเลนจึงรีบเอ่ยลา "ฉันต้องไปแล้วนะไมเคิล ไว้คุยกันวันหลังนะ"
"เดี๋ยวฉันโทรหาใหม่นะ"
ฉันถอนหายใจยาวหลังจากเห็นความก้าวหน้าของเพื่อน ฉันเลื่อนระดับได้เพราะต้องผ่านสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าเธอสามารถก้าวตามฉันมาติดๆ ได้เพียงแค่ผ่านการฝึกฝนตามปรกติ นี่คือความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างสายพันธุ์ของสัตว์อสูร ถึงแม้สัตว์อสูรของเอลเลนจะมีพรสวรรค์เริ่มต้นต่ำ ทว่าต้นตระกูลของมันกลับเป็นสัตว์อสูรสายพันธุ์สูง และโชคชะตาก็จงใจให้สัตว์อสูรของเธอมารับมรดกความเก่งกาจจากบรรพบุรุษมาได้ ทำให้ความก้าวหน้าของเธอมันรวดเร็วปานกามนิต
เมื่อเทียบกับเธอแล้ว ความก้าวหน้าของฉันมันช่างดูเชื่องช้าปานหอยทาก ฉันอาจจะพอยื้อร่างก้าวตามเธอได้จนถึงระดับผู้เชี่ยวชาญ ทว่าหลังจากนั้นฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าควรจะทำยังไงต่อดี
แอชลินมีสายพันธุ์ระดับ 2 ซึ่งเอื้อให้เธอเลื่อนระดับไปได้ถึงระดับผู้เชี่ยวชาญ ทว่าหลังจากนั้นหากต้องการจะก้าวไปให้ไกลกว่าเดิม เธอจะต้องรีดเร้นเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาให้ได้มากที่สุด หากทำสำเร็จระดับพลังของเธอก็จะพุ่งทะยานไปจนกว่าจะถึงขีดจำกัดทางสายเลือดที่แท้จริง
พอนึกว่ากังวลไปก็เปล่าประโยชน์ ฉันจึงตัดสินใจลุกไปจัดการธุระส่วนตัวแล้วหาอะไรทานก่อนจะมุ่งหน้าไปรที่โรงฝึกซ่อมเคี่ยวกรำตนเองต่อไป
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.