Chapter 2371
2377 / 2551
7 min read
บทที่ 2371 สนามล่า (ตอนที่ 2)
Published Mar 7, 2026, 07:40 PM
บทที่ 2371 สนามล่า (ตอนที่ 2)
เมื่อก้าวผ่านพอร์ทัลเข้ามา สิ่งที่ควินน์ต้องเผชิญนั้นแตกต่างจากที่เขาคาดไว้โดยสิ้นเชิง ทั้งการได้พบกับสิ่งมีชีวิตประหลาดเหล่านี้ คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของพวกมัน และความจริงที่ว่าพวกมันไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูในทันทีที่พบหน้า
สิ่งที่เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้คือเกือบทุกสรรพสิ่งในโลกต่างจ้องจะเข่นฆ่ากันเอง ทว่าทันทีที่เขาได้พบกับกลุ่มคนที่ดูมีความเป็นมนุษย์มากกว่า พวกเขากลับไม่ได้โจมตีเขาในทันที พวกเขาไม่ได้ป่าเถื่อนอย่างที่เขาเรียนรู้มา หรือว่ามีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่กันแน่?
"สนามล่าที่พวกคุณพูดถึงคืออะไร?" ควินน์เอ่ยถาม
เขาสัมผัสได้ถึงความสั่นเครือเล็กน้อยในน้ำเสียงของพวกนั้น อันที่จริง ควินน์สังเกตเห็นว่าหัวใจของพวกเขามันเต้นรัวแรงตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาหาเขา และทุกครั้งที่พวกเขาเอ่ยคำว่าปีศาจ แม้แต่ตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเลย ดวงตาที่อยู่ภายใต้กะโหลกหนาเตอะนั่นพยายามจะเหลือบมองไปข้างหลังอยู่เป็นระยะ
"เจ้านี่ไม่รู้จักสนามล่าอย่างนั้นรึ!" หนึ่งในมนุษย์หัวกะโหลกถามขึ้น "เขาแกล้งทำหรือเปล่า หรือเขากำลังพยายามจะใจร้ายกับพวกเราด้วยการแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แล้ววินาทีต่อมาเราก็พบว่าเขาคือปีศาจที่จ้องจะควักหัวใจพวกเราจากด้านหลัง"
"แสร้งทำเป็นไม่รู้จักสนามล่ามันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย" อีกคนพูดพร้อมกับเอานิ้ววางที่คาง "ใครๆ ก็รู้จักสนามล่าทั้งนั้น และจะเป็นไปได้ยังไงที่จะไม่รู้ในเมื่อตอนนี้ก็ยืนอยู่ในนั้นพอดี คนคนนี้คงต้องอาศัยอยู่หลังเขาถึงจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย นั่นเป็นคำอธิบายเดียวที่นึกออก"
มนุษย์หัวกะโหลกคนที่เข้ามาหาควินน์เป็นคนแรกซึ่งยืนอยู่ตรงกลางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้
"เจ้าสู้เป็นไหม?" เขาถาม
"เจ้าทำอะไรน่ะ!" คนอื่นๆ ถามด้วยความตื่นตระหนก
"เจ้าไม่ได้คิดจะพาเขาไปกับพวกเราใช่ไหม!"
มนุษย์หัวกะโหลกผู้นั้นไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ถ้าสิ่งที่คนแปลกหน้าคนนี้พูดเป็นความจริง ทั้งเรื่องที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หรือเกิดอะไรขึ้นรอบตัวเขา แล้วทำไมเขาถึงไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด?
คนส่วนใหญ่ในสถานการณ์นี้ย่อมต้องหวาดกลัว และเขาอดไม่ได้ที่จะคิดว่าคนคนหนึ่งจะรอดชีวิตจากการตกกระแทกอย่างที่เขาเจอมาได้อย่างไร หากไม่มีพละกำลังในระดับหนึ่ง
"ผมแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเอง เพราะฉะนั้นพวกคุณไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องของผมหรอก" ควินน์ตอบ
"ดี ข้าชื่ออานอน" มนุษย์หัวกะโหลกกล่าวพลางชี้ไปทางขวาที่มนุษย์หัวกะโหลกตัวเล็กกว่า "นี่คือเอเคเก้ ส่วนตัวใหญ่คือตูนิ เพื่อให้พวกเรารอดไปได้ เราต้องพยายามรวมกลุ่มกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"
"นั่นคือโอกาสรอดที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ข้าชวนเจ้า ถ้าเจ้าดูแลตัวเองได้ หรือแม้แต่ถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ นั่นก็ดีพอแล้ว เราต้องเคลื่อนที่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่อย่างนั้นเราจะถูกพบเข้า ข้าแน่ใจว่าการมาถึงของเจ้าคงจะสร้างความสนใจให้กับพื้นที่แถบนี้ไม่น้อย"
"ตามข้ามา แล้วข้าจะอธิบายให้ฟังว่าสนามล่าคืออะไร"
---
ในดินแดนอันกว้างใหญ่ภายในป่าเดียวกันนั้น ยังมีผู้ที่มีกะโหลกอยู่บนใบหน้าอีกสองคนกำลังวิ่งวุ่นอยู่ พวกเขาสวมชุดเกราะประเภทเดียวกับคนอื่นๆ ซึ่งแทบจะไม่ได้ปกปิดผิวหนังเลย
พวกเขาเดินทางผ่านต้นไม้โดยการสไลด์ตัวลงจากกิ่งไม้ใหญ่ กระโดดจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งโดยไม่ลดความเร็วลงเลย
"พวกมันยังตามหลังเราอยู่ไหม?" หนึ่งในนั้นถาม
วินาทีต่อมา เศษเสี้ยวสีแดงอันคมกริบพุ่งเข้าใส่และปักเข้าที่ลำต้นไม้ตรงหน้ามนุษย์หัวกะโหลกผู้นั้น มันอยู่ห่างจากเท้าของเขาเพียงเซนติเมตรเดียวเท่านั้น เมื่อหันกลับไปมอง ก็มีเศษเสี้ยวสีแดงพุ่งออกมาอีกหลายอัน
เขายกมือขึ้น รอบแขนท่อนล่างของเขาดูเหมือนจะมีกระดูกเริ่มงอกออกมาจากผิวหนัง มันดูหนาและใหญ่แต่ยังคงติดอยู่กับร่างกาย เขาเหวี่ยงมันผ่านอากาศเข้าปะทะจนเศษเสี้ยวสีแดงกระเด็นออกไป
พวกมนุษย์หัวกะโหลกนั้นรวดเร็วและมีสัญชาตญาณในการต่อสู้ที่ดีมาก
"พี่ชาย เราต้องไปต่อ แค่เราสองคนสู้กับพวกปีศาจไม่ได้หรอก!" อีกคนตะโกนบอก
จากอีกทิศทางหนึ่ง เศษเสี้ยวสีแดงก็ถูกยิงมาทางเขาเช่นกัน แทนที่จะบล็อกมันไว้ เขาเลือกที่จะทิ้งตัวลงจากกิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งหนึ่งเพื่อหลบเศษเสี้ยวเหล่านั้น
"พวกมันตามทันเราแล้ว ไม่มีอะไรที่เราทำได้ นอกจากสู้!" มนุษย์หัวกะโหลกยังคงบล็อกการโจมตีต่อไปและเริ่มวิ่งไปข้างหน้า
เพื่อนร่วมทีมของเขาที่มองดูจากข้างหลังเห็นเขาวิ่งเข้าไปในความมืด และในไม่ช้าเขาก็เห็นดวงตาสีแดงวาวโรจน์ มีเสียงการปะทะดังขึ้นไม่กี่ครั้ง ตามด้วยเสียงครางด้วยความเจ็บปวด จนกระทั่งไม่มีเสียงใดๆ อีกเลย
"ไม่น้าาา!" มนุษย์หัวกะโหลกตะโกนก้อง เขารู้ดีว่าพรรคพวกของเขาถูกฆ่าตายแล้ว
ทว่าเพื่อความแน่ใจ เขาพยายามวิ่งไปข้างหน้าเพื่อไปหาเพื่อนด้วยความสิ้นหวัง แต่เมื่อก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เศษเสี้ยวสีแดงจำนวนมากก็ถูกยิงออกมาจากข้างหลัง จากข้างหน้า และจากด้านข้าง พวกมันมาจากเกือบทุกทิศทางจนไร้หนทางหนี
พวกมันทิ่มแทงร่างกายของมนุษย์หัวกะโหลกจนเลือดเต็มปากและเขาก็ล้มลงคุกเข่า ก่อนสิ้นใจ เขาได้ยินเสียงหัวเราะดังก้อง เป็นเสียงแหลมสูงที่น่าสยดสยองซึ่งพวกปีศาจจะทำหลังจากสังหารเหยื่อได้
"สักวันหนึ่ง พวกเจ้าจะได้เจอสิ่งเดียวกับที่พวกเราเจอ" มนุษย์หัวกะโหลกกล่าวด้วยลมหายใจสุดท้าย
---
พวกมนุษย์หัวกะโหลกเคลื่อนที่ได้เร็วอย่างเหลือเชื่อ และเมื่อควินน์สังเกตการเคลื่อนไหวของพวกนั้น เขาก็ตระหนักได้ว่ามันไม่ใช่ว่าพวกเขาจะเร็วกว่าแวมไพร์ อันที่จริงความเร็วของพวกเขานั้นใกล้เคียงกันมาก แต่เป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวมากกว่า
มันช่างราบรื่นราวกับไม่ต้องหยุดคิด การเดินทางในสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและซับซ้อนภายในป่าเช่นนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา พวกเขาเพียงแค่ตอบสนองต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเท่านั้น
ควินน์สามารถตามทันได้ แต่เป็นเพราะความเร็วที่เหนือกว่าของเขามากกว่าสิ่งอื่นใด ในบางครั้งเขาพยายามจะเลียนแบบท่าทางของพวกนั้น แตมันกลับทำให้เขาช้าลงเล็กน้อย เขาจึงต้องเร่งความเร็วขึ้นอีกนิดเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป
"สนามล่า!" อานอนอธิบาย "คือที่ที่เราอยู่กันในตอนนี้ มันคือป่าทั้งผืนนี้แหละ พวกเราที่เป็นผู้อยู่อาศัยพื้นเมืองไม่ถูกจับมา ก็อาสาสมัคร หรือไม่ก็ถูกบังคับให้เข้าร่วมในกิจกรรมการล่านี้ เจ้าอาจจะกำลังคิดว่า พวกเรากำลังล่าอะไรอยู่?"
"แต่เจ้าเข้าใจผิดไปไกลเลย พวกเราต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกล่า พวกเราหลายร้อยคนถูกวางไว้ตามจุดต่างๆ ทั่วป่าเพื่อทำให้การล่ามันน่าสนใจขึ้นไปอีก และผู้ที่ล่าพวกเราก็คือพวกปีศาจ"
ควินน์ได้ยินคำว่า ผู้อยู่อาศัยพื้นเมือง ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่าการคาดเดาก่อนหน้านี้ของเขาถูกต้อง ปีศาจเหล่านี้ต้องเป็นเผ่าพันธุ์ที่อิมมอร์ทุยสร้างขึ้น และพวกมันกำลังทำเรื่องแบบนี้อยู่
"ทุกครั้งที่พวกมันฆ่าสิ่งมีชีวิตได้ตัวหนึ่ง พวกมันจะได้หนึ่งคะแนนในป่านี้ และถ้าพวกมันฆ่าพวกสคัลลี่อย่างเราได้คนหนึ่ง พวกมันจะได้ห้าคะแนน อย่างที่เจ้าเห็น พวกเราถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเกมที่โหดเหี้ยมนี้ และตอนนี้ในเมื่อเจ้าเข้ามาอยู่ในสนามล่าแล้ว เจ้าก็จะถูกนับเป็นหนึ่งคะแนนสำหรับพวกมันหากพวกมันฆ่าเจ้าได้"
"วิธีเดียวที่เราจะรอดได้คือการรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ ในป่านี้และพยายามสู้กลับพวกมันทีละตัว"
ตอนนี้ควินน์เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงได้รับคำเชิญ นี่เป็นแผนการเดียวของอานอน แต่มันจะเพียงพอหรือ? และพวกปีศาจที่ล่าพวกเขาอยู่นั้นแข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่
ในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ดีๆ เศษเสี้ยวสีแดงก็พุ่งตรงมายังอานอน เขาเบี่ยงศีรษะหลบอย่างรวดเร็ว ส่วนคนอื่นๆ กระโดดลงมาข้างกายเขาขณะที่ทุกคนยืนนิ่ง ควินน์ตามขึ้นมาจากด้านหลัง
"ข้าคิดว่าเราน่าจะมีเวลามากกว่านี้ก่อนที่พวกมันจะหาเราเจอ... ข้าขอโทษที่ดึงเจ้าเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ ก่อนที่เราจะตายไปพร้อมกัน ได้โปรดบอกชื่อของเจ้าให้ข้าได้รู้เถิด" อานอนถาม
ควินน์มองไปรอบๆ พยายามสัมผัสถึงศัตรู และเขาสัมผัสได้ถึงพวกมัน
"ผมชื่อ... ควินน์ ทาเลน แต่ผมไม่คิดจะมาตายที่นี่หรอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ก่อนที่ผมจะฆ่าอิมมอร์ทุย"
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.