ตอนที่ 3211
3211 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 3211 - I Can’t
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 10:11
บทที่ 3211 – มิอาจรับไว้ได้
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จี้อิงทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการศึกษาวิจัยเคล็ดวิชาปรุงยาแขนงใหม่ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ ‘เคล็ดวิชาควบแน่นโอสถ’ อันพิศดาร ตามคำกล่าวอ้างของเขานั้น เคล็ดวิชานี้เรียบง่ายกว่าวิชาในลักษณะเดียวกันมาก จนแม้นักปรุงยาระดับสามัญก็ยังสามารถบรรลุได้หากหมั่นฝึกฝน ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก เพราะมันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการควบแน่นโอสถให้สูงขึ้นได้ถึงหนึ่งในสิบ หรืออาจมากถึงสองในสิบส่วนเลยทีเดียว
แม้มูลค่าเพิ่มเพียงหนึ่งหรือสองในสิบส่วนจะดูเหมือนน้อยนิดหากมองเพียงผิวเผิน ทว่าสำหรับนักปรุงยาที่ต้องกลั่นกรองโอสถวิญญาณจำนวนมหาศาลตลอดชั่วชีวิต ปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้ย่อมหมายถึงขุมทรัพย์มหาศาลอันน่าพรั่นพรึงที่ถูกสั่งสมขึ้นมา
เนื่องจากเคล็ดวิชาควบแน่นโอสถเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ จี้อิงจึงมิได้เลือกใช้สมุนไพรระดับสูงมาปรุงโอสถวิญญาณเพื่อการทดลอง แต่กลับเลือกโอสถวิญญาณระดับต้นกำเนิดเต๋ามาเป็นเครื่องทดสอบแทน
ในช่วงเริ่มต้นของการปรุงยานั้น ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างราบรื่นตามครรลอง แม้ท่วงท่าจะดูวิจิตรบรรจงเพียงใด แต่มันก็ยังนับเป็นกระบวนการปกติที่เห็นได้ทั่วไป
ภายในห้องปรุงยาตกอยู่ในความเงียบสงัดชั่วครู่ จี้อิงจมดิ่งสมาธิไปกับการปรุงยาตรงหน้า ขณะที่หยางไค่และเซี่ยหนิงฉางต่างเฝ้ามองดูทุกย่างก้าวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเซี่ยหนิงฉางที่จดจ้องท่วงท่าของจี้อิงตาไม่กะพริบ ใบหน้าอันงดงามของนางปรากฏร่องรอยของการครุ่นคิดอยู่เป็นระยะ
จี้อิงเริ่มทำการสกัดของเหลวจากตัวยา วาดอักขระวิญญาณลงไป จนกระทั่งก่อกำเนิดเป็นรูปลักษณ์เบื้องต้นของโอสถวิญญาณ และแล้วในที่สุดก็ถึงเวลาสำคัญของกระบวนการควบแน่นโอสถ สีหน้าของเขาพลันเคร่งขรึมขึ้นทันตา “น้องหยาง โปรดเบิกตาดูให้ดี!”
สิ้นคำ จี้อิงก็เริ่มร่ายรำมุทราอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วตวาดวาดดรรชนีแผ่ซ่านปราณจักรพรรดิเข้าสู่เตาปรุงยาอย่างประณีตและลึกล้ำ กลิ่นหอมขจรขจายกำจายออกมาในพริบตา ขั้นตอนการควบแน่นโอสถเริ่มต้นขึ้นแล้ว ครู่ต่อมา จี้อิงก็คำรามเสียงต่ำ “ควบแน่น!”
เขาตวัดมือเปิดฝาเตาขึ้นทันใด โอสถวิญญาณทรงกลมเกลี้ยงเกลาหลายเม็ดพุ่งทะยานออกมา ก่อนจะถูกนำทางลงสู่ขวดหยกที่เตรียมไว้ล่วงหน้า พวกมันกลิ้งตัวส่งเสียงกริ๊กกรั๊กอยู่ภายในขวดอย่างร่าเริง เมื่อนับดูแล้วก็มีจำนวนเก้าเม็ดถ้วน... ไม่ขาดและไม่เกิน เก้าเม็ดคือขีดจำกัดสูงสุดตามกฎสวรรค์ที่ไม่ว่านักปรุงยาจะมีฝีมือกล้าแกร่งเพียงใด หรือระดับการปรุงยาจะสูงล้ำแค่ไหน ก็มิอาจปรุงโอสถออกมาได้เกินกว่านี้ แม้แต่มหาจักรพรรดิโอสถพิศดารเองก็มิอาจก้าวล่วงกฎเกณฑ์นี้ไปได้
ในฐานะนักปรุงยาระดับจักรพรรดิ ต่อให้จี้อิงมิต้องใช้เคล็ดวิชาใหม่ เขาก็สามารถปรุงโอสถระดับต้นกำเนิดเต๋าให้ได้เก้าเม็ดเต็มอยู่แล้ว ดังนั้นจำนวนโอสถที่เห็นจึงมิใช่เครื่องพิสูจน์เพียงอย่างเดียว
ทว่าหยางไค่กลับสังเกตเห็นความลึกล้ำที่ซ่อนอยู่ในเคล็ดวิชาใหม่นี้ เขาจึงรวบรวมสมาธิเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกับจี้อิงอย่างละเอียด
การหารือระหว่างนักปรุงยานั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้น แต่การลงมือปฏิบัติจริงคือหัวใจสำคัญ หยางไค่จึงนำเตาปรุงยาและสมุนไพรอออกมาเริ่มปรุงโอสถด้วยตนเอง เมื่อถึงขั้นตอนสุดท้าย เขาก็ทดลองใช้เคล็ดวิชาที่จี้อิงเพิ่งสาธิตเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียอย่างลึกซึ้ง
จากนั้น ทั้งสองก็ร่วมกันปรุงโอสถซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อทดลองผลลัพธ์ เวลาล่วงผ่านไปทีละน้อย ทว่าจี้อิงกลับไม่มีท่าทีอ่อนแรงแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน ดวงตาของเขากลับยิ่งทอประกายเจิดจ้าและเปี่ยมด้วยพละกำลังยิ่งขึ้น เขาพบว่าการปรึกษาหารือกับหยางไค่ในครั้งนี้คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพราะในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เขาได้ค้นพบข้อบกพร่องบางประการในเคล็ดวิชาใหม่ และค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขมันผ่านการวิพากษ์และยืนยันร่วมกับหยางไค่ จนทำให้เขารู้สึกปรีดาเป็นอย่างยิ่ง
ห้าวันเต็มผ่านไป ทั้งสองจึงเก็บเตาปรุงยาและเดินออกมาจากห้องปรุงยาพร้อมกัน ด้วยความที่ได้รับความรู้แจ้งใหม่ๆ มาไม่น้อย จี้อิงจึงอยู่ในอารมณ์เบิกบานสำราญใจยิ่ง เขาจึงสั่งให้เหล่าศิษย์จัดเตรียมงานเลี้ยงเพื่อรับรองหยางไค่
เรื่องนี้ช่างประจวบเหมาะกับความต้องการของหยางไค่พอดิบพอดี เขาจึงส่งสัญญาณทางสายตาให้เซี่ยหนิงฉาง นางรับรู้ความหมายนั้นทันทีจึงหยิบไหสุราขึ้นมาคอยรินให้แก่ทั้งสองคน
สุราผ่านไปหลายจอก จี้อิงก็ตบศีรษะตนเองเบาๆ พร้อมกล่าวว่า “ข้าช่างเสียมารยาทนัก! นี่ยังมิได้เอ่ยถามนามของแม่นางท่านนี้เลย!”
ขณะที่กล่าว เขาก็หันไปมองเซี่ยหนิงฉางด้วยสายตาขออภัย แม้เขาจะสังเกตเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างหยางไค่และนางดูไม่ธรรมดา แต่ความหมกมุ่นในวิถีแห่งโอสถทำให้เขามองข้ามสิ่งอื่นไปสิ้น ในหัวของเขานอกจากเรื่องโอสถแล้ว ก็มีเพียงหยางไค่ที่เป็นสหายร่วมวิชาเท่านั้น เขาจึงมองข้ามการมีอยู่ของเซี่ยหนิงฉางที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายไปเสียสนิทใจจนถึงตอนนี้
“นี่คือภรรยาสุดที่รักของข้า เซี่ยหนิงฉาง” หยางไค่กล่าวด้วยรอยยิ้มบางเบาพร้อมแนะนำตัวนาง
เซี่ยหนิงฉางโน้มกายลงอย่างสง่างาม “คารวะท่านปรมาจารย์จี้อิง!” ใบหน้าของนางซับสีเลือดจางๆ ด้วยความเอียงอาย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่หยางไค่แนะนำตัวนางต่อหน้าผู้อื่นในฐานะภรรยาอย่างเต็มภาคภูมิ
“ฮูหยินหยางหรือ!?” จี้อิงถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ [คนที่คอยรินสุราให้ข้ามาตลอดคือภรรยาของหยางไค่หรือนี่!?]
จี้อิงถึงกับทำตัวไม่ถูกรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว “ข-ข้าทำอะไรลงไปกันเนี่ย? เชิญท่านนั่งลงเถิด!” [หากข้ารู้แต่แรกว่าแม่นางท่านนี้คือฮูหยินของสหายหยาง ข้าคงไม่มีวันยอมให้นางมาทำงานรับใช้เช่นนี้เด็ดขาด! นี่มิเท่ากับเป็นการตบหน้าสหายหยางหรอกหรือ!? โชคดีที่ดูเหมือนเขาจะไม่ถือสา...]
“ข้าช่างเสียมารยาทเหลือเกิน ขอให้ข้าได้ดื่มสุราจอกนี้เพื่อเป็นการขอขมาต่อฮูหยินหยางด้วยเถิด! โปรดอภัยให้ข้าด้วยที่ต้อนรับขับสู้ได้ไม่ดีพอ!” จี้อิงยกจอกสุราขึ้นก่อนจะดื่มรวดเดียวจนหมดสิ้น
“พี่จี้ ท่านจริงจังเกินไปแล้ว เรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” หยางไค่โบกมือยิ้มๆ อย่างไม่ใส่ใจ
จี้อิงมองหยางไค่ด้วยรอยยิ้มขมขื่น “สหายหยาง ท่านปล่อยให้ข้าทำเรื่องขายหน้าเช่นนี้ได้อย่างไร พาฮูหยินมาแต่กลับไม่บอกกล่าวจนทำให้ข้าดูแย่ไปหมด เช่นนั้นท่านต้องดื่มสุราสามจอกเป็นการทำโทษในภายหลัง!”
“เป็นไปตามที่ท่านว่า พี่จี้” หยางไค่ยิ้มก่อนจะกล่าวสืบไป “แต่เรื่องสุรานั่นเอาไว้ก่อนเถิด อันที่จริงข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนท่าน และเรื่องนี้เกี่ยวกับภรรยาของข้าด้วย”
จี้อิงกล่าวทันที “มีเรื่องใดที่ข้าพอจะช่วยได้ก็จงเอ่ยมาเถิดสหายหยาง ข้าไม่มีวันปฏิเสธตราบเท่าที่ข้ามีความสามารถพอ”
“เรื่องนี้มีเพียงท่านเท่านั้นที่ทำได้ พี่จี้” หยางไค่ยิ้มอย่างมั่นใจพลางผายมือไปยังเซี่ยหนิงฉาง “เรื่องมันเป็นอย่างนี้... หนิงฉางฝึกฝนวิถีโอสถมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่หนทางการบำเพ็ญ นางรักในการปรุงยายิ่งกว่าการต่อสู้หรือการฝึกปรือพลังเสียอีก”
“โอ้? น้องสะใภ้ก็เป็นนักปรุงยาด้วยหรือ?” จี้อิงพิจารณาเซี่ยหนิงฉางอย่างจริงจัง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นในเวลาต่อมา ในฐานะนักปรุงยาระดับจักรพรรดิ เขาสามารถมองออกได้ในพริบตาว่าใครคือผู้ร่วมวิถีเดียวกัน เพราะนักปรุงยาจะมี ‘กลิ่นอาย’ เฉพาะตัวที่เด่นชัด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องคลุกคลีอยู่กับเปลวเพลิงและสมุนไพรมาตลอดทั้งปี ย่อมต้องมีร่องรอยที่ไม่สามารถลบเลือนได้ติดตัวอยู่ ทว่าเขากลับไม่พบร่องรอยเหล่านั้นบนกายของเซี่ยหนิงฉางเลย แม้เขาจะได้กลิ่นหอมเจือจางของโอสถหลากหลายชนิดแผ่ออกมาจากร่างของนางจนน่าประหลาดใจก็ตาม
“ถูกต้องแล้ว!” หยางไค่พยักหน้า “เพียงแต่ว่านางเพิ่งจะเดินทางมาจากดวงดาวเบื้องล่าง ซึ่งที่นั่นมีข้อจำกัดมากมาย อีกทั้งนางยังไม่มีผู้ใดคอยชี้แนะในศาสตร์แห่งโอสถ เมื่อข้าพานางมาที่นี่ได้แล้ว ข้าจึงหวังใจอยากให้นางได้ศึกษา ‘วิถีแห่งโอสถ’ จากท่าน พี่จี้”
จี้อิงตอบกลับว่า “สหายหยาง ความสำเร็จในวิถีโอสถของท่านมิได้ด้อยไปกว่าข้าเลย อีกทั้งพวกท่านยังเป็นสามีภรรยากัน มิเป็นการง่ายกว่าหรือที่ท่านจะสั่งสอนนางด้วยตนเอง? ไยต้องอ้อมค้อมมาหาข้าให้เสียเวลาเล่า?”
หยางไค่หัวเราะแห้งๆ “ท่านยกย่องข้าเกินไปแล้วพี่จี้ ท่านก็เห็นว่าข้านั้นแทบจะไม่มีเวลาว่างเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จี้อิงก็รู้ว่าหยางไค่กล่าวความจริง เขาอยู่ที่ตำหนักสวรรค์บรรพกาลมานานพอสมควร แต่กลับแทบไม่เคยเห็นเงาของหยางไค่เลย ร่องรอยของบุรุษผู้นี้ช่างลึกลับสุดหยั่งคาด แล้วเขาจะมีเวลาที่ไหนไปสั่งสอนผู้อื่น?
จี้อิงจึงพยักหน้าเบาๆ “หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ยินดีจะช่วยเหลือ แต่ว่า...” ก่อนที่จี้อิงจะกล่าวจบ หยางไค่ก็ชิงขัดจังหวะพร้อมส่งสายตาให้เซี่ยหนิงฉาง “หนิงฉาง เข้ามาคารวะท่านอาจารย์สิ!”
จี้อิงมิตเพียงแต่อยู่ในขอบเขตจักรพรรดิ แต่เขายังเป็นนักปรุงยาระดับจักรพรรดิอีกด้วย เขาจึงมีคุณสมบัติเพียบพร้อมเกินพอที่จะเป็นอาจารย์ของเซี่ยหนิงฉาง แม้เขาและหยางไค่จะนับถือกันเป็นพี่น้อง แต่มันก็หาได้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไม่ หากจี้อิงเพียงแค่สั่งสอนนางแบบธรรมดาทั่วไป
ทว่าจี้อิงคือศิษย์สายตรงของมหาจักรพรรดิโอสถพิศดาร และได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากมหาจักรพรรดิโดยตรง หากเซี่ยหนิงฉางสามารถเรียนรู้จากเขาได้ นางย่อมจะได้รับประโยชน์มหาศาลอย่างประเมินค่ามิได้
อย่างไรก็ตาม การรับเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการนั้นแตกต่างออกไป เพราะมันหมายถึงพันธะที่เขาจะต้องถ่ายทอดทุกสิ่งที่รู้ให้แก่นางโดยไม่มีการปิดบัง เมื่อเปรียบเทียบดูแล้ว ย่อมเป็นธรรมดาที่หยางไค่อยากให้เซี่ยหนิงฉางเป็นศิษย์ของจี้อิง การต้องลดฐานะลงมาเล็กน้อยในเรื่องลำดับอาวุโสนั้นนับเป็นเรื่องขี้ผงเมื่อเทียบกับวิชาความรู้ที่จะได้รับ
ก่อนจะมาที่นี่ หยางไค่ได้ตกลงกับเซี่ยหนิงฉางไว้แล้ว นางจึงรู้ว่าควรทำอย่างไรและรีบขยับกายจะเข้าไปทำความเคารพ ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยปาก จี้อิงก็โบกมือคราหนึ่ง พลังที่มองไม่เห็นก็พุ่งเข้ามารองรับร่างของนางไว้เพื่อขัดขวางมิให้พรรณนาคำคารวะออกมาได้
“สหายหยาง...” จี้อิงมองหยางไค่อย่างจนใจ เขาโบกมือไปมาพลางกล่าวซ้ำๆ ว่า “มิได้... ข้ามิอาจรับไว้ได้จริงๆ”
หากเขารับเซี่ยหนิงฉางเป็นศิษย์ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหยางไค่จะกลายเป็นเช่นไร? ยิ่งไปกว่านั้น เขาหาได้เป็นเพียงนักปรุงยาระดับจักรพรรดิทั่วไป แต่เขายังเป็นตัวแทนของหุบเขาโอสถยา การจะรับศิษย์สุ่มสี่สุ่มห้านั้นเป็นไปไม่ได้เลย เขาต้องได้รับความเห็นชอบจากหุบเขาโอสถยาก่อนเป็นลำดับแรก
นอกจากนี้ เขายังไม่มีความคิดที่จะรับศิษย์เพิ่มในตอนนี้ การจะให้เขาสอนสั่งเซี่ยหนิงฉางนั้นพอเป็นไปได้ แต่การรับเป็นศิษย์สืบทอดคือเรื่องใหญ่หลวง จะทำอย่างลวกๆ ได้อย่างไร? แม้เซี่ยหนิงฉางจะเป็นภรรยาของหยางไค่ แต่จี้อิงก็ไม่กล้ารับนางเป็นศิษย์โดยที่ยังไม่รู้ถึงพรสวรรค์ของนาง มิเช่นนั้นชื่อเสียงของหุบเขาโอสถยาอาจจะสั่นคลอนได้หากมีสิ่งใดผิดพลาด
จี้อิงมีศิษย์อยู่ภายใต้การดูแลเพียงไม่กี่คน แต่ละคนล้วนเป็นยอดคนในหมู่ยอดคน และมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นนักปรุงยาระดับจักรพรรดิในอนาคตทั้งสิ้น
“ไยจึงมิได้เล่า? หรือว่าท่านไม่เต็มใจ พี่จี้?” หยางไค่ครุ่นคิดในใจ [ข้ากล่าวมาถึงขนาดนี้แล้ว จะยอมปล่อยให้ท่านหนีไปง่ายๆ ได้อย่างไร? ท่านต้องรับนางเป็นศิษย์ให้ได้ ต่อให้ท่านไม่อยาก ข้าก็จะทำให้ท่านเต็มใจให้ได้!]
“มิใช่ว่าข้าไม่เต็มใจ เพียงแต่...” จี้อิงตกอยู่ในความสับสนอย่างหนัก “มันมีกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ข้ามิอาจรับศิษย์ตามใจชอบได้ ข้าจำต้องรายงานเรื่องนี้ต่อศิษย์พี่ใหญ่ก่อน”
แม้หุบเขาโอสถยาจะเป็นสถานที่ที่มหาจักรพรรดิโอสถพิศดารเก็บตัวบำเพ็ญเพียร แต่ท่านผู้เฒ่าหาได้ลงมาจัดการเรื่องหยุมหยิมประจำวันไม่ ในปัจจุบัน ผู้ที่ดูแลจัดการทุกอย่างในหุบเขาคือศิษย์คนโตของมหาจักรพรรดิโอสถพิศดาร หรือบุรุษที่จี้อิงขนานนามว่า ‘ศิษย์พี่ใหญ่’ นั่นเอง
“มีกฎเช่นนั้นด้วยหรือ?” หยางไค่ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ว่าจี้อิงไม่มีทางมุสาต่อเขา เขาเริ่มตระหนักแล้วว่าแผนการของเขากำลังพบกับอุปสรรคชิ้นโต
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ มิเช่นนั้นข้าคงไม่ปฏิเสธคำขอนี้ เอาเป็นอย่างนี้ดีหรือไม่สหายหยาง? ข้าจะสอนสั่งวิชาปรุงยาให้แก่น้องสะใภ้ แต่ระหว่างเราจะไม่มีสถานะอาจารย์และศิษย์ผูกมัดต่อกัน”
หยางไค่รู้สึกลังเลใจอย่างยิ่งที่จะรับข้อเสนอนั้น [หากเขามิได้จริงจังในการสอนเล่า? นางจะเรียนรู้ได้สักเท่าไหร่กัน?]
ด้วยความกังวล เขาจึงลองหยั่งเชิงถามไปว่า “แล้วทางหุบเขาโอสถยายังเปิดรับศิษย์อยู่หรือไม่?”
มีหรือที่จี้อิงจะไม่รู้ความนัยที่หยางไค่ต้องการสื่อ? เขาจึงเผยรอยยิ้มอย่างลำบากใจ “ทางหุบเขามิได้รับศิษย์ใหม่มานานกว่าห้าร้อยปีแล้ว ทว่าหากพบผู้ที่มีพรสวรรค์อันล้ำเลิศจนน่าอัศจรรย์ ศิษย์พี่ใหญ่ก็คงมิอาจปฏิเสธได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยางไค่ก็กลับมาลิงโลดอีกครั้งพลางกู่ร้องว่า “หนิงฉาง แสดงฝีมือให้พี่จี้ได้ประจักษ์ที!”
จี้อิงจ้องมองหยางไค่ด้วยความประหลาดใจใจ เขาแทบไม่เชื่อหูตนเอง เพราะเท่าที่เขาเห็น เซี่ยหนิงฉางดูไม่มีร่องรอยของการเป็นนักปรุงยาเลยแม้แต่น้อย ทว่าหยางไค่กลับดูมั่นใจในฝีมือของนางอย่างแรงกล้า ทว่าในเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว จี้อิงก็มิอาจขัดศรัทธาได้อีก ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวของเซี่ยหนิงฉางเองแล้ว
[หากพรสวรรค์ของนางอยู่ในระดับที่พอยอมรับได้ ข้าจะกลับไปวิงวอนขอให้ศิษย์พี่ใหญ่รับนางเข้าสู่หุบเขาโอสถยา อย่างน้อยข้าก็ควรทำเช่นนั้นเพื่อเห็นแก่หยางไค่]
“เช่นนั้น ข้าขอเสียมารยาทแล้ว” เซี่ยหนิงฉางกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล ก่อนจะหยิบสมุนไพรอออกมาจากแหวนมิติ พวกมันล้วนเป็นสมุนไพรระดับราชาดารา เนื่องจากในเขตดวงดาวเบื้องล่างนั้นหาจุดที่สูงกว่านี้มิได้อีกแล้ว ทว่าเพียงแค่ท่วงท่าการหยิบจับสมุนไพรนั้นเอง ดวงตาของจี้อิงก็พลันสว่างวับขึ้นมาทันใด!
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.