ตอนที่ 3380
3380 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 3380 - Why Me?
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 10:27
**บทที่ 3380 - ไยต้องเป็นข้า?**
เคล็ดวิชาลับประทับใจของอวี่หรูเมิ่งนั้นเปี่ยมด้วยอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวอย่างไม่ต้องสงสัย ผู้ที่มิเคยต้องมนตรานี้ย่อมไม่มีวันเข้าใจถึงความรู้สึกจนปัญญาที่ต้องถูกอารมณ์ความรู้สึกชักนำไปตามใจปรารถนา
ในเสี้ยววินาทีนัน หยางไค่กลับรู้สึกราวกับว่าฝ่ามือที่เขาฟาดออกไปมิได้กระทบถูกสตรีแปลกหน้าอย่างอวี่หรูเมิ่ง... แต่กลับเป็นซูเหยียน หรือเซี่ยหนิงฉางที่เขารักสุดหัวใจ!
เขากลั้นใจอย่างที่สุดมิให้หันกลับไปมองดูอาการของนาง ชายหนุ่มหมุนกายกลับมายังทิศทางเดิม จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์พุ่งพล่านประหนึ่งคลื่นคลั่ง กฎเกณฑ์มิติผันผวนอย่างรุนแรงขณะที่เขาพยายามหยั่งเชิงตรวจสอบสถานการณ์ภายในกรวยมิติยักษ์นั่น
ทันใดนั้น เสียงสวบสาบแว่วดังมาจากเบื้องหลัง โดยไม่ต้องหันไปมอง หยางไค่ก็รู้ได้ทันทีว่าอวี่หรูเมิ่งพยุงกายลุกขึ้นมาแล้ว แม้การโจมตีเมื่อครู่จะดุดันเพียงใด แต่นั่นก็มิใช่การลงมือเพื่อสังหาร เป็นเพียงการสร้างบาดแผลให้นางบาดเจ็บจนมิอาจขัดขวางเขาได้เท่านั้น
“ข้าก็แค่... ไม่อยากเห็นเจ้าต้องบาดเจ็บ!” น้ำเสียงอันอ่อนแรงของอวี่หรูเมิ่งกระซิบแว่วข้างหู
ก่อนที่หยางไค่จะทันได้ตระหนักถึงความหมายในคำพูดนั้น สีหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ดวงตาเบิกกว้างจ้องเขม็งไปยังกรวยมิติ พร้อมกับเร่งรีบถอนจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์กลับมาอย่างรนราน
ทว่าเขายังช้าไปก้าวหนึ่ง... จิตสัมผัสที่เขาส่งออกไปถูกตัดขาดในฉับพลัน หยางไค่แค่นเสียงครางด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าพลันซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว
อาการบาดเจ็บที่เกิดกับจิตสัมผัสนั้นถือเป็นเรื่องร้ายแรงขั้นวิกฤต เพราะมันคือบาดแผลที่ฟาดฟันลงบนดวงวิญญาณโดยตรง หากมิได้โอสถทิพย์ระดับตำนาน การจะรักษาให้หายขาดด้วยวิธีธรรมชาตินั้นต้องใช้เวลายาวนานจนยากจะคาดเดา หรืออาจมิมีวันกลับมาเป็นดังเดิมได้อีกเลย
โชคดีที่หยางไค่มี ‘บัวอุ่นวิญญาณ’ สถิตอยู่ เขาจึงมิต้องกังวลใจนัก ภายใต้การชโลมเลี้ยงจากบัวอุ่นวิญญาณ บาดแผลเช่นนี้ย่อมได้รับการเยียวยาในเวลาอันสั้น
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตื่นตระหนกจนขนหัวลุกก็คือ... มีใครบางคนกำลังเฝ้ากรงมิตินั่นอยู่ และตัวตนผู้นั้นมีพลังเหนือล้ำกว่าเขาอย่างมหาศาล เป็นตัวตนลึกลับผู้นั้นที่สังเกตเห็นจิตสัมผัสของหยางไค่และสะบั้นมันทิ้งอย่างง่ายดาย
มิเพียงเท่านั้น จิตสังหารอันคมกล้ายังแผ่ซ่านตามรอยจิตสัมผัสที่เขากำลังถอนกลับมาอีกด้วย!
หยางไค่จะกล้าอยู่รั้งรอได้อย่างไร? ร่างของเขาถอยปราดกลับมา มือหนึ่งคว้าหมับเข้าที่เอวบางของอวี่หรูเมิ่งที่อยู่ใกล้เคียง ในพริบตาต่อมา กฎเกณฑ์มิติรอบกายพุ่งทะยานถึงขีดสุดก่อนที่ทั้งคู่จะเลือนหายไปในอากาศธาตุราวกับล่องหน
ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายของอวี่หรูเมิ่งเสียที
เห็นชัดว่านางล่วงรู้ถึงภยันตรายเช่นนี้อยู่ก่อนแล้ว
หยางไค่ถอยร่นออกมาจากเขตอาคมปราณปีศาจ จนกระทั่งถึงจุดที่เหล่าผู้กล้าจากวังดาราผลาญวิญญาณเฝ้ารออยู่
เขาหลุบตาลงมอง เห็นใบหน้าของอวี่หรูเมิ่งขาวซีดราวกับกระดาษ ผ้าคลุมหน้าของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน แม้จะมิถึงแก่ชีวิตแต่นางก็ดูอ่อนแรงและหม่นหมองอย่างยิ่ง มารู้ว่าความบอบช้ำนี้เกิดจากฝ่ามือของเขา หรือเกิดจากความตรอมตรมที่ถูกชายที่นางปักใจรักทำร้ายกันแน่ แต่ความเป็นไปได้น่าจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า ในยามนี้นางปล่อยศีรษะให้เอียงพาดไปด้านข้างอย่างหมดเรี่ยวแรง ราวกับหุ่นไม้ที่ไร้ชีวิตจิตใจ
ริมฝีปากของหยางไค่ขยับหมายจะเอ่ยบางสิ่ง ทว่ากลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา สุดท้ายเขาทำได้เพียงหยิบเอาโอสถหลายเม็ดส่งให้นาง “กินเสีย”
อวี่หรูเมิ่งยังคงนิ่งเฉยราวกับมิได้ยินคำพูดของเขา
หยางไค่ไม่มีทางเลือกนอกจากกระชากผ้าคลุมหน้าของนางออก บีบแก้มเนียนนุ่มแล้วยัดโอสถเข้าไปในปากนางตรงๆ
“ถุย!” อวี่หรูเมิ่งสะบัดหน้าหน้านางพลันถ่มโอสถทิ้งอย่างไม่ใยดี
คิ้วของหยางไค่กระตุกวูบ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขมขื่น “ไม่อยากกินก็ช่างเจ้า!”
“เหอะ!” อวี่หรูเมิ่งปรายตามองเขาแวบหนึ่ง มุมปากปรากฏรอยยิ้มประหลาดก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น
เมื่อทั้งคู่มาถึงเบื้องหน้าของเซวียเจิ้งเม้าและคนอื่นๆ ทุกคนต่างรีบกุลีกุจอเข้ามาชักถามถึงสถานการณ์ทันที
หยางไค่ส่งตัวอวี่หรูเมิ่งให้หลันซวินคอยดูแล ก่อนจะส่ายหน้าพลางตอบว่า “มีคนเฝ้าทางผ่านนั่นอยู่... ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนจะเป็น... จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เงาราตรี!”
เขาจดจำกลิ่นอายของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เงาราตรีได้ชัดแจ้งเมื่อครู่
“อะไรนะ!?” ดวงตาของเซวียเจิ้งเม้าและคนอื่นๆ เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด
หลังจากเงียบงันไปครู่ใหญ่ เซียวอวี่หยางก็รำพึงออกมาอย่างสงสัย “จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เงาราตรีสมคบคิดกับดินแดนปีศาจกระนั้นหรือ?”
“ข้าเองก็มิอาจยืนยันได้” หยางไค่ผายมืออย่างจนปัญญา
“มีความเป็นไปได้” สีหน้าของเซวียเจิ้งเม้าเคร่งเครียดลงขณะครุ่นคิด
“ไยท่านถึงกล่าวเช่นนั้น?” หยางไค่จ้องมองเขาด้วยความอยากรู้
เซวียเจิ้งเม้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเผยข้อสันนิษฐาน “หยางไค่ เจ้ายังจำเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นในอารามออร์โธดอกซ์เมื่อหลายปีก่อนได้หรือไม่?”
“ย่อมจำได้ฝังใจ” เรื่องนั้นเกี่ยวพันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะทั้งสองเหตุการณ์ล้วนมี ‘เผ่าปีศาจ’ อยู่เบื้องหลัง แต่ทว่ามันเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เงาราตรีอย่างไร?
“ในตอนนั้น เมื่อมหันตภัยปีศาจปะทุขึ้น มีคนล่อเจ้าให้ออกมาจากอารามออร์โธดอกซ์เพื่อรอจังหวะลอบสังหารเจ้าใช่หรือไม่? ในยามนั้น ผู้ลอบโจมตีมิได้ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เลย และเจ้าก็เกือบต้องจบชีวิตลงแล้วจริงไหม?”
“ถูกต้องแล้ว” หยางไค่พยักหน้ารับ เขาเคยบอกเล่าเรื่องนี้แก่หลายคนเพื่อพยายามค้นหาว่าใครกันที่เป็นผู้ลงมือลอบสังหาร แต่กลับไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้ ทุกครั้งที่เขานึกถึงเหตุการณ์นั้นก็ยังรู้สึกเสียวสันหลังวูบ ผู้ลอบสังหารลงมืออย่างเงียบเชียบภายใต้เงามืด หากมิใช่เพราะร่างกายที่แข็งแกร่งเหนือมนุษย์ของเขา ป่านนี้เขาคงกลายเป็นวิญญาณเฝ้าอารามไปแล้ว และเมื่อลงมือพลาดเพียงครั้งเดียว ผู้นั้นก็เร้นกายหายไปในทันทีจนมิอาจระบุตัวตนได้
ขนลุกชันไปทั่วร่างหยางไค่ขณะถามออกไป “ผู้นั้นมาจาก... วังนักฆ่าเงากระนั้นหรือ?”
เซวียเจิ้งเม้าพยักหน้ายืนยัน “หากบุคคลนั้นลงมือได้อย่างที่เจ้าว่ามา มีเพียงวังนักฆ่าเงาเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนยอดฝีมือระดับนี้ได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของเราในตอนนั้น เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ เราจึงมิอาจด่วนสรุปได้ตามใจชอบ ทว่ายามนี้ เมื่อมองจากสิ่งที่เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เงาราตรีและวังนักฆ่าเงาจะสมคบคิดกับดินแดนปีศาจเข้าจริงๆ เสียแล้ว”
มหันตภัยปีศาจในดินแดนใต้มีเงาของวังนักฆ่าเงาพาดผ่าน และในดินแดนตะวันตก จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เงาราตรีถึงกับลงมือด้วยตนเองเพื่อปกป้องดินแดนปีศาจ สองจุดเชื่อมโยงนี้เพียงพอแล้วที่จะสรุปหลายสิ่งหลายอย่างได้
“แต่... ไยต้องเป็นข้า?” หยางไค่ยังคงขัดข้องใจ ไยเขาถึงถูกเจาะจงล่อออกไปลอบสังหารเป็นพิเศษ
เซวียเจิ้งเม้าวิเคราะห์ว่า “หากดินแดนปีศาจต้องการรุกรานแดนดาราจริงๆ สงครามครั้งใหญ่ย่อมบังเกิดในอนาคตอันใกล้ และในยามนั้น ตัวเจ้าผู้เชี่ยวชาญในมรรคาแห่งมิติและสามารถจัดสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามดินแดนได้ ย่อมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวด การกำจัดเจ้าทิ้งเสียตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลที่สุด”
[บทบาทสำคัญ...]
[คำนี้ช่างคุ้นหูนก!]
หยางไค่เหลือบมองอวี่หรูเมิ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ไกลด้วยสายตาครุ่นคิด
“ยกตัวอย่างเช่นยามนี้ เจ้าสามารถจัดสร้างค่ายกลมิติเพื่อนำพายอดฝีมือจากอีกสามดินแดนมาที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว”
หยางไค่พยักหน้าช้าๆ ความเคลือบแคลงสงสัยทั้งมวลพลันมลายสิ้นไป
เซวียเจิ้งเม้าถอนหายใจยาวก่อนจะกล่าวต่อ “แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดา ความจริงจะเป็นเช่นไรคงไม่มีใครล่วงรู้”
หยางไค่พยักหน้า พลางสลัดความกังวลทิ้งไปแล้วเอ่ยว่า “เราช้ามิได้แล้ว ข้าจะไปส่งข่าวและรวบรวมกำลังพลมาที่นี่”
ในเมื่อช่องว่างมิตินั้นถูกจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เงาราตรีเฝ้าอยู่ ลำพังเพียงหยางไค่คงมิอาจแก้ไขได้เพียงผู้เดียว จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่หมื่นจันทราและจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เหล็กโลหิตก็ยังคงสูญหายไร้ร่องรอย หากต้องการกำราบเงาราตรีลงได้ ก็จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ท่านอื่น
นับว่าโชคดีที่หยางไค่เคยแลกเปลี่ยนตราประทับมิติกับหลี่อู่อี้ไว้ เขาจึงสามารถเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากเกาะสัตว์อสูรได้ในทันที มิเช่นนั้นเขาคงจนปัญญาทำสิ่งใดได้ในเวลาอันสั้น
หยางไค่มิต้องจัดสร้างค่ายกลมิติใหม่ เนื่องจากมีค่ายกลเดิมอยู่ที่โอเอซิสร้างซึ่งอยู่ห่างไปเพียงสามวัน และที่สำคัญ เขายังมีวิถีแห่งการเคลื่อนย้ายข้ามดินแดนในแบบของตนเอง
หลังจากใช้เวลาเพียงครู่เดียว เขาก็รังสรรค์ตราประทับมิติขึ้นมาในรูปแบบของกำไลข้อมือ ก่อนจะเรียกหลินอวิ๋นเอ๋อร์เข้ามาหา เขาซื่งกำไลนั้นให้นางพร้อมกำชับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สวมสิ่งนี้ไว้ที่ข้อมือเจ้าตลอดเวลา และห้ามเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติเด็ดขาด”
“อื้อ!” หลินอวิ๋นเอ๋อร์พยักหน้ารับคำก่อนจะสวมกำไลนั้นทันที
หยางไค่เหลียวมองอวี่หรูเมิ่งที่กำลังพักฟื้นอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะกระตุ้นกฎเกณฑ์มิติและใช้งานตราประทับมิติของหลี่อู่อี้
เมื่อระลอกคลื่นแห่งมิติจางหายไป ร่างของหยางไค่ก็อันตรธานหายไปจากสายตาของทุกคน
ชั่วครู่หนึ่งถัดมา ภายใต้การนำทางของหลี่อู่อี้ หยางไค่ก็ได้พบกับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่สัตว์อสูร ‘โม่หวง’ ณ เกาะสัตว์อสูร
โม่หวงมองมาที่เขาด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่นพลางเอ่ยถาม “ไอ้หนู เจ้ามาที่นี่อีกแล้วรึ?”
[เพิ่งผ่านไปไม่กี่ปี เจ้าเด็กเหลือขอคนนี้ก็โผล่หัวมาที่เกาะสัตว์อสูรอีกแล้ว!] โม่หวงเริ่มวิตกกังวลจริงๆ ว่าเขาจะปกป้องลูกสาวสุดที่รักให้พ้นจากเงื้อมมือมารของเจ้าสัตว์ป่าใจทรามตัวนี้ได้นานแค่ไหนกัน?
“ท่านอาจารย์ มีข่าวร้ายขอรับ” หลี่อู่อี้รายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” โม่หวงขมวดคิ้วมุ่น ครั้งสุดท้ายที่หลี่อู่อี้เอ่ยเช่นนี้คือตอนที่เหยาหลินถูกลักพาตัวไป และดูท่าว่าครั้งนี้สถานการณ์จะรุนแรงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
หลี่อู่อี้สบตาหยางไค่ เป็นสัญญาณให้เขาเป็นผู้ตอบคำถาม
หยางไค่มิเสียเวลาแม้แต่น้อย เขาสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างกระชับ
โม่หวงถึงกับชะงักด้วยความตกตะลึงพลางถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เงาราตรีสมคบคิดกับดินแดนปีศาจจริงๆ รึ?”
หยางไค่อธิบายว่า “ยามนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ข้ามิอาจพิสูจน์ได้ ทว่าผู้น้อยมั่นใจอย่างยิ่งว่ามีระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เฝ้าช่องว่างมิตินั่นอยู่ และกลิ่นอายของผู้นั้นก็คล้ายคลึงกับเงาราตรีอย่างยิ่ง ในยามนี้ท่านผู้อาวุโสหมื่นจันทราและท่านผู้อาวุโสเหล็กโลหิตต่างสาบสูญไป อีกทั้งปราณปีศาจยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ดินแดนตะวันตกอย่างต่อเนื่อง หลังจากตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน ผู้น้อยเห็นว่ามีเพียงการมาที่นี่เพื่อขอให้ท่านผู้อาวุโสออกโรงช่วยเหลือเท่านั้น สถานการณ์เร่งด่วนยิ่งนัก หากล่าช้าไปแม้เพียงนิด ดินแดนตะวันตกอาจพินาศจนยากเกินเยียวยา”
โม่หวงลุกขึ้นยืนทันที “หากเรื่องราวเป็นดังที่เจ้าว่ามา นี่มิใช่เรื่องของดินแดนตะวันตกเพียงอย่างเดียวแล้ว แน่นอนว่าข้าจะนิ่งดูดายมิได้” หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาหันไปสั่งการหลี่อู่อี้ “ไปที่วังสงบวิญญาณ นำตัวสงบวิญญาณมาที่นี่ บุตรสาวของเขาก็อยู่ที่นั่น เขาจะอยู่เฉยมิได้เด็ดขาด เขาต้องมาแน่นอน”
“ขอรับ!” หลี่อู่อี้รับคำสั่งและเร้นกายจากไปทันที
ที่วังสงบวิญญาณย่อมมีตราประทับมิติที่หลี่อู่อี้เคยทิ้งไว้ การเดินทางไปกลับระหว่างเกาะสัตว์อสูรและวังสงบวิญญาณจึงเป็นไปได้เพียงชั่วพริบตา คาดว่าหลี่อู่อี้คงใช้เวลาไม่นานนักในการพามหาจักรพรรดิสงบวิญญาณมาที่นี่
นี่นับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายสำหรับหยางไค่ เดิมทีเขาตั้งใจจะมาเชิญเพียงโม่หวงเท่านั้น แต่มิคาดคิดว่ามหาจักรพรรดิสงบวิญญาณก็จะเข้าร่วมด้วย
ความตึงเครียดของสถานการณ์เบาบางลงไปบ้าง เมื่อมีระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ถึงสองท่านร่วมมือกัน หากพวกเขายังแก้ปัญหาไม่ได้ การนำคนอื่นมาเพิ่มก็คงไร้ประโยชน์
ระหว่างที่รอคอย โม่หวงชักถามถึงรายละเอียดในดินแดนตะวันตกอย่างถี่ถ้วน หยางไค่ตอบทุกอย่างตามความเป็นจริงโดยมิปิดบังแม้แต่น้อย
เมื่อการสนทนาจบลง สีหน้าของโม่หวงก็เคร่งขรึมขึ้นพลางรำพึงว่า “ดูเหมือนดินแดนปีศาจจงใจจะรุกรานแดนดาราจริงๆ ทว่าไยเงาราตรีถึงต้องสมคบคิดกับพวกมัน? ดินแดนปีศาจจะมอบผลประโยชน์ใดให้แก่เขาได้กัน?”
หยางไค่มองเขาพลางถามว่า “ท่านผู้อาวุโสเองก็มิอาจคาดเดาได้หรือ?”
โม่หวงส่ายหน้า “ในบรรดาพวกเราทั้งสิบคน เงาราตรีคือผู้ที่ลึกลับที่สุด เขาแทบไม่เคยติดต่อกับคนอื่น ข้าเคยพบเขาเพียงไม่กี่ครั้ง และเคยพูดคุยกันไม่ถึงสิบคำด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องอุปนิสัยใจคอนั้น ข้าเองก็มืดแปดด้าน จึงมิอาจคาดเดาสิ่งใดได้”
หยางไค่ถามด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น “มีข่าวลือว่า แม้แต่พวกท่านผู้อาวุโสเองก็ยังไม่รู้ว่ามหาจักรพรรดิเงาราตรีเป็นบุรุษหรือสตรี ข้าใคร่รู้นักว่าเรื่องนี้จริงเท็จประการใด?”
โม่หวงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพลางโบกมือ “เงาราตรีย่อมต้องเป็นบุรุษอยู่แล้ว ข่าวลือไร้สาระเช่นนั้นจะเป็นจริงได้อย่างไร?”
ขณะที่เขากำลังหัวเราะ ทันใดนั้นโม่หวงก็พลันขมวดคิ้ว “บัดซบ... เจ้าอาจจะพูดถูกก็ได้ จริงๆ แล้วข้าก็ยังไม่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมันเลยสักครั้ง...”
หยางไค่ถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่หลังจากได้ยินเช่นนั้น [ข่าวลือนั่นเป็นเรื่องจริงรึนี่!]
[โม่หวงและคนอื่นๆ ไม่รู้จริงๆ ว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เงาราตรีเป็นชายหรือหญิง! แต่ไม่ว่าเพศสภาพของเขา... หรือเธอ... หรือพวกเขาจะเป็นอย่างไร เงาราตรีก็ยังคงเป็นถึงมหาจักรพรรดิผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกใบนี้ ดังที่โม่หวงกล่าวไว้ ดินแดนปีศาจจะมีสิ่งใดมาล่อใจจนทำให้คนระดับนี้ยอมสมคบคิดด้วยได้กันแน่?]
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.