Chapter 3561
3572 / 4197
8 min read
Chapter 3561: Game On (Part 2)
Published Apr 10, 2026, 04:10 AM
ไอเทมพรางตัวของไบตราซ่อนเร้นกลิ่นอายของเทซก้าเอาไว้ ทว่าพวกเกอร์นอฟรู้ดีว่าเขาคือใคร และหางทั้งเจ็ดในร่างฟิลเจียนั้นหมายความว่าอย่างไร
และนั่นคือเหตุผลที่เมื่อได้เห็นหางทั้งสิบ พวกเกอร์นอฟถึงกับต้องคำนวณโอกาสแห่งชัยชนะเสียใหม่ ก่อนจะพบว่ามันริบหรี่จนแทบสิ้นหวัง
"เทซก้า ผู้กลืนกินตะวันงั้นหรือ? แกเป็นสหายของตระกูลเออร์นาสหรือยังไง?" น้ำเสียงของโอแคมเยือกเย็นและหนักแน่น ในขณะที่เขาขยับมือไพล่หลัง เพื่อส่งสัญญาณออกคำสั่งใหม่แก่ทีมของเขา
"แกกล้าตั้งคำถามกับข้าเรอะ ไอ้หนู?" เทซก้าคำรามลั่น ทว่าสีหน้าของเขากลับผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว "ข้ารู้จักตระกูลเออร์นาสก็เหมือนกับที่คนอื่นๆ ในราชอาณาจักรนี้นั่นแหละ พวกมันจะตายโหงตายห่ากันหมดข้าก็ไม่สนหรอก แต่ทว่า แขกบางคนของพวกมัน... นั่นมันคนละเรื่องกัน"
"จงไสหัวไปซะ ในขณะที่ข้ายังเอ่ยปากไล่อย่างสุภาพ แล้วข้าอาจจะไม่แทงทะลุขั้วหัวใจพวกแกในวินาทีที่พวกแกหันหลังให้... แต่ก็ไม่รับปากหรอกนะ"
"พวกเราไม่ได้มีธุระกับใครอื่นนอกจากจิร์นี เออร์นาส" โอแคมเอ่ยตอบ พลางขยับมือส่งคำสั่งอย่างต่อเนื่อง "ปล่อยให้พวกเราผ่านไป แล้วเราขอให้คำสัตย์ว่าจะไม่แตะต้องแขกของนาง ไม่ว่าพวกนั้นจะเป็นใครก็ตาม"
"แล้วพวกเขาก็ลือกันว่าพวกเกอร์นอฟเป็นไอ้พวกสวะที่ไร้อารมณ์ขัน" เทซก้าระเบิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันอันหนาวเหน็บออกมา "แกคิดว่าข้าเป็นใครฮะ ไอ้หนู? ข้าเคยเจอโอกรอมสุดประเสริฐของพวกแกมาแล้ว ไอ้คนที่พวกโง่อย่างพวกแกยังคงเชิดชูบูชามาจนถึงทุกวันนี้ไงล่ะ"
"ข้ายังจำได้ดีถึงวันที่มันบอกกับข้าว่า คำสัตย์ของมันก็แค่เยี่ยว และเกียรติยศของมันก็เป็นเพียงเรื่องตลก โอกรอม เกอร์นอฟ ไม่เคยใส่ใจกับแนวคิดไร้สาระพรรณนั้น มันยอมทำและพูดทุกอย่างเพียงเพื่อบรรลุภารกิจ และข้าก็พนันได้เลยว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างพวกแกก็คงไม่ต่างกัน"
"พวกเรา-"
"เลิกทำให้ข้าขำได้แล้ว" เทซก้าตัดบทโอแคมอย่างดุดัน "ข้าจะยื่นข้อเสนอที่แกปฏิเสธไม่ได้ เพราะถ้าแกปฏิเสธ แกจะต้องตาย พวกแกมีเวลาห้าวินาทีที่จะไสหัวไปก่อนที่ข้าจะสังหารพวกแกทิ้งตรงนี้... ห้า"
ขณะที่เขาเอ่ยปาก ความมืดมิดก็ร่วงหล่นลงมาดั่งผ้าคลุมสีดำสนิท ขนาดเท่าจันทร์เสี้ยวบดบังแสงตะวัน เทซก้าไม่เคยประมาทศัตรู แม้เขาจะกังขาว่าทายาทของโอกรอมจะอยู่ในระดับเดียวกับตนหรือไม่ แต่เขาก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเสี่ยง
"ภารกิจแรกของเราล้มเหลว แต่เรายังทำภารกิจต่อไปให้สำเร็จได้" โอแคมส่งสัญญาณมือ "ต่อให้มันจะมีพลังอำนาจมากมายแค่ไหน เทซก้า ผู้กลืนกินตะวัน ก็เป็นเพียงแค่เอลเดรตช์ที่ไร้ซึ่งเวทมนตร์วิญญาณ มันใช้เวทมิติไม่ได้เพราะวงเวทอาคมของคฤหาสน์ และทันทีที่เราผนึกธาตุความมืดของมัน มันก็ไม่ใช่คู่มือของพวกเราอีกต่อไป"
"พวกเราต้องสังหารมันก่อนที่มหาเวทกลืนตะวันจะแสดงผล เตรียม 'มหาเวททำลายล้างของซิลเวอร์วิง' ให้พร้อม แล้วลบรอยด่างพร้อยเพียงหนึ่งเดียวที่โอกรอมต้องเผชิญเมื่อครั้งรับใช้ปฐมกษัตริย์ทิ้งซะ"
"พวกเรานี่แหละที่จะเป็นคนขีดฆ่าชื่อของผู้กลืนกินตะวันออกจากบัญชีดำของโอกรอม!"
โอแคมร่ายเวทของเขาเสร็จสิ้นตั้งแต่ตอนที่เทซก้ายังพูดไม่จบ ในขณะที่พรรคพวกของเขาต้องการเวลาอีกเพียงแค่วินาทีเดียวเพื่อร่ายส่วนของตนในมหาเวททำลายล้าง
วงเวทผนึกความมืดครอบคลุมร่างฟิลเจียเอาไว้ และโอแคมก็ใช้วิชาพริบตาวิญญาณ ไปปรากฏกายที่ด้านหลังของเทซก้า เพื่อถ่วงเวลาให้สหายร่วมรบได้สานต่อมหาเวททำลายล้างจนเสร็จสมบูรณ์
"ใช้เวทมิติกับข้าเนี่ยนะ? ช่างน่ารักเสียจริง... สอง" สิ่งที่ดูคล้ายกับหมวกเกราะซึ่งมีผลึกคริสตัลสีขาวประดับอยู่ด้านข้าง ปรากฏขึ้นบนศีรษะของเทซก้า
ในขณะที่เขาเอ่ยปาก หางเส้นหนึ่งของเขาก็ตวัดฟาดลงมาที่โอแคมด้วยท่วงท่าสบายๆ ราวกับใช้มือปัดแมลงวัน หางเส้นนั้นบดขยี้บาเรียวิญญาณของโอแคมจนแตกกระจาย กระแทกชุดเกราะของเขาจนแหลกเหลว และฟันร่างที่เสริมพลังของผู้อะเวคเคนขาดสะบั้นราวกับมีดร้อนๆ ที่หั่นผ่านก้อนเนย
โอแคมคงจะระเบิดกระจุยไปตั้งแต่ตอนปะทะแล้ว หากไม่ใช่เพราะความร้อนระอุจากหางเพลิงที่แผดเผาเขาให้กลายเป็นเถ้าถ่านรวดเร็วยิ่งกว่าที่เศษซากของเขาจะทันได้สาดกระเซ็นไปรอบๆ
ในสายตาของสมาชิกเกอร์นอฟทั้งหกที่เหลืออยู่ โอแคมถูกลบหายไปจากความเป็นจริง ราวกับชอล์กที่ถูกลบออกจากกระดานดำ
"สาม" เทซก้าเอ่ยคำ หน้ากากที่ประดับไปด้วยคริสตัลมานาซึ่งก่อตัวขึ้นเป็นปากขนาดยักษ์อันโหดเหี้ยมได้เข้ามาเติมเต็มพื้นที่ว่างบนกะโหลกของไบตรา
ตอนนี้ดวงอาทิตย์ถูกบดบังไปเกือบครึ่งดวงแล้ว
"กระจายกำลัง!" นาริสา เกอร์นอฟ รองหัวหน้าหน่วย จดจำรูปแบบของหูและปากของเมนาเดียนจากบันทึกของโอกรอมได้ทันที และรู้ซึ้งแก่ใจว่าหน่วยของเธอไม่มีโอกาสชนะอีกต่อไป
สมาชิกทีมแทรกซึมเลิกพยายามซ่อนเร้นกลิ่นอายของตนเอง และเปิดใช้งานเวทพริบตาวิญญาณ พวกเขาต่างพุ่งทะยานไปคนละทิศคนละทาง และกระโดดพริบตาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลุดพ้นจากกำแพงคริสตัล
สัญญาณเตือนภัยเริ่มดังกึกก้อง แต่เทซก้าหาได้ใส่ใจไม่
"สี่" ดาบรัตติกาลอนันต์ปรากฏขึ้นในมือของเขา ในขณะที่หางทั้งหกเส้นหลุดแยกออกจากร่างหลัก และพุ่งทะยานออกไล่ล่าพวกเกอร์นอฟ
"และ... ห้า!" เกราะผู้กลืนกินตะวันเข้าปกคลุมร่างของหนึ่งในร่างโคลน ขณะที่อุปกรณ์ที่เหลือของเขาถูกแบ่งให้กับร่างอื่นๆ ทิ้งให้สองร่างในนั้นไม่มีอาวุธใดๆ "เริ่มเกมได้"
***
ในขณะเดียวกัน ภายในคฤหาสน์ ดริฟายังคงถูกอุ้มส่งต่อกันไปมาระหว่างเหล่าญาติมิตรที่กำลังแนะนำตัวกับเธอ
"ว่าไงจ๊ะ คนสวย" ฟริยาใช้นิ้วลูบแก้มของเด็กทารกอย่างแผ่วเบา "เธอเป็นผู้อะเวคเคนหรือเปล่านะ?"
"ฝันไปเถอะ" ลิธแค่นเสียงสะอึก เขามาถึงช้าแต่ก็ยังเร็วกว่าวาสเตอร์ "มีคู่รักผู้อะเวคเคนตั้งมากมายที่มีลูก แต่ไม่มีใครเลยที่ให้กำเนิดผู้อะเวคเคน เอลิเซียนั้นพิเศษเพราะเงื่อนไขในการปฏิสนธิของเธอ และการที่คามิใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในทะเลทรายหรือไม่ก็อยู่เหนือเส้นชีพจรมานาอันทรงพลัง"
"ฟังแบบนั้นแล้วฉันค่อยเบาใจหน่อย" จิร์นีถอนหายใจ "สิ่งสุดท้ายที่ฉันอยากจะกังวลก็คือ ดริฟาอาจจะสำลักเอาอะไรบางอย่างที่เธอหยิบขึ้นมาจากพื้นด้วยเวทมนตร์วิญญ-"
เมื่อดวงตะวันแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิด เธอรู้ทันทีว่าความกลัวที่เลวร้ายที่สุดของเธอได้กลายเป็นความจริงแล้ว
'พวกเกอร์นอฟมาเอาชีวิตฉัน และเทซก้าก็ขวางพวกมันเอาไว้ ฉันรับมือพวกมันได้ แต่ฉันรับมือกับความโกรธเกรี้ยวของวาสเตอร์ไม่ได้หรอกนะ'
"การที่เด็กเกิดมาในช่วงสุริยุปราคามันเป็นลางดีหรือลางร้ายกันแน่?" โอไรออนไม่ใช่คนงมงาย แต่การที่กลางวันกลับกลายเป็นกลางคืนแบบนี้มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นลางร้าย
"ลางดีสิ" วาสเตอร์พุ่งพรวดเข้ามาด้วยความรีบร้อน เขาหอบหายใจเล็กน้อยหลังจากที่ต้องสับขาสั้นๆ วิ่งมาเป็นระยะทางไกลพอสมควร "ขอโทษที่มาช้าไปหน่อยนะ จิร์นี แต่ฉันต้องมั่นใจว่าฉันฝากฝังเธอไว้ในมือของคนที่ไว้ใจได้แล้ว"
***
พวกเกอร์นอฟคิดว่าพวกเขามีโอกาสหลบหนี แต่ความฝันของพวกเขาก็แหลกสลายลงในวินาทีที่พวกเขาก้าวพ้นจากเขตอันตรายของค่ายกลตระกูลเออร์นาส และหางของเทซก้าก็ได้รับพลังอำนาจกลับคืนมาจนเต็มเปี่ยม
การใช้พริบตาและการเปิดวาร์ปสเต็ปของพวกเกอร์นอฟปฏิเสธที่จะปิดลงจนกว่าเทซก้าจะก้าวข้ามตามพวกมันมาด้วย และเวทมิติพังทลายของพวกเขาก็ถูกลบล้างด้วยเวทฟื้นฟูของเทซก้า ซึ่งช่วยคลายความบิดเบี้ยวของห้วงมิติได้เทียบเท่ากับที่พวกเกอร์นอฟทำให้มันปั่นป่วน
"แกบอกว่าจะปล่อยพวกเราไปไม่ใช่หรือไง!" นาริสาตะโกนลั่น ขณะที่ใช้เวทมนตร์วิญญาณเพื่อเร่งความเร็วเวทบินของเธอให้เหนือกว่าที่เทซก้าจะไล่ตามทัน
"ไม่ ข้าบอกว่าพวกแกมีเวลาห้าวินาที ก่อนที่ข้าจะสังหารพวกแกทิ้งตรงนี้ต่างหาก มันต่างกันเยอะนะ!" หางแห่งแสงสว่างหัวเราะเยาะเย้ยเธอ และตวัดฟาดฟันอากาศด้วยดาบรัตติกาลอนันต์
มนตราแห่งวงกตรัตติกาลของตัวดาบได้สร้างรอยแยกมิตินับไม่ถ้วนให้ปรากฏขึ้น ครอบคลุมห้วงอวกาศรอบตัวผู้อะเวคเคนไปหลายสิบเมตร
นาริสาสบถลั่น และเปิดใช้งานวาร์ปสเต็ปที่เธอเตรียมพร้อมเอาไว้เพื่อหลบหนีจากการถูกวงล้อมก่อนที่จะสายเกินไป
'โอแคมมันไอ้หน้าโง่!' เธอก่นด่าอยู่ในใจ 'หางแต่ละเส้นควรจะมีพลังแค่เพียงเศษเสี้ยวของร่างต้นเท่านั้น แต่ตอนนี้เมื่อไอเทมพรางตัวไม่ได้สกัดกั้นเนตรชีวะของฉัน กลิ่นอายของไอ้สิ่งนั้นมันกลับเหนือล้ำกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเคยเห็นมาเสียอีก'
'นั่นไม่ใช่เอลเดรตช์แล้ว นั่นมันสัตว์ประหลาดที่ฉันไม่มีทางเอาชนะได้เลย ต่อให้พวกเราไม่ได้ทำลายค่ายกลจู่โจมทิ้งไปแล้วก็ตาม'
เธอกระโดดข้ามวาร์ปสเต็ปแล้วหันขวับกลับมา ทุ่มเทพลังใจทั้งหมดที่มีลงไปในเวทห้วงมิติพังทลาย เธอหวังเพียงว่าจะสามารถปิดเส้นทางมิตินี้ได้นานพอที่จะสลัดร่างฟิลเจียให้หลุดจากการไล่ล่าได้สำเร็จ
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.