Chapter 3383
3383 / 5804
12 min read
Chapter 3383 - Black Demons
Published Apr 11, 2026, 10:27 AM
**บทที่ 3383 - มารทมิฬ**
ในที่สุด หยังไคก็ได้เห็นใบหน้าของชายผู้นั้นอย่างชัดเจน ใบหน้าของเขาซูบผอมเหลืองซีดดูประหนึ่งคนอมโรค ทว่าตบะบารมีในอาณาจักรจักรพรรดิระดับที่สองนั้นเป็นของจริงอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นอายมารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างอย่างบ้าคลั่งยังเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนอันแปลกแยกของเขาได้อย่างดีที่สุด
จิตวิญญาณมาร!
หลังจากถูกพันธนาการด้วยกฎเกณฑ์แห่งมิติของหยังไค ชายผู้นั้นกลับไม่มีท่าทีตระหนกแม้แต่น้อย เขาเพียงจ้องมองหยังไคด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนที่แววตาจะสั่นไหวด้วยความเด็ดเดี่ยว แผดเสียงตะโกนก้องด้วยความดุดันว่า “เผ่ามารไม่มีวันตาย!”
สิ้นคำกล่าว หยังไคก็ตระหนักได้ทันทีว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้น เขาพุ่งมือออกไปหมายจะผนึกพลังของอีกฝ่ายไว้โดยสมบูรณ์ ทว่ากลับช้าไปเพียงก้าวเดียว เสียงบางอย่างแตกสลายดังสะท้อนออกมาจากภายในร่างของชายผู้นั้น เพียงพริบตาเดียว กลิ่นอายแห่งชีวิตก็มอดดับและสลายไปอย่างรวดเร็ว
หยังไคยืนนิ่งขึงอยู่กับที่ หางตาของเขากระตุกวูบด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย
หลี่อู๋อีเดินเข้ามาใกล้พลางมองไปยังศพและหยังไค ก่อนจะเอ่ยถามว่า “เขาปลิดชีพตัวเองงั้นหรือ?”
หยังไคตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “เขาตัดเส้นชีพจรหัวใจตัวเอง!”
หลี่อู๋อีถึงกับชะงักงันด้วยความตกตะลึง “ช่างเด็ดเดี่ยวเกินไปแล้ว!”
ดังคำโบราณที่ว่า มีชีวิตอยู่ดีกว่าตายตกไปเสียเปล่า ทั้งหยังไคและหลี่อู๋อีจึงคาดไม่ถึงว่าชายผูนี้จะเลือกจบชีวิตตนเองทันทีที่ถูกจับกุม เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ต้องการตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรูเพื่อปกป้องความลับทุกอย่างเอาไว้ ถึงกระนั้น ชายผู้นี้ก็เป็นถึงยอดฝีมืออาณาจักรจักรพรรดิระดับที่สอง มิใช่เพียงสุนัขหรือแมวข้างถนนที่จะหาได้ทั่วไป
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่อู๋อีได้เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่สำหรับหยังไค นี่ไม่ใช่ครั้งแรก
ยามที่เขาไล่ล่าเหลยจูไปจนถึงปลักโคลนทางใต้ และล่อลวงมันเข้าสู่ม่านโอบล้อมของฟ่านอู่และเหล่าอสูรบรรพกาลตัวอื่นๆ ในตอนนั้นเหลยจูก็ได้กล่าวถ้อยคำทำนองเดียวกันนี้ก่อนที่จะระเบิดตัวเองสังหารชีพ
*เผ่ามารไม่มีวันตาย!*
[ช่างเป็นภาพที่คุ้นตาเสียจริง!] หยังไคได้ประจักษ์ถึงความโหดเหี้ยมป่าเถื่อนของเผ่ามารด้วยตาตนเองอีกครั้ง พวกมันแต่ละตนหาได้ไยดีต่อชีวิตของตนเอง พร้อมที่จะสังเวยกายราวกับว่าความตายนั้นไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นพิธีกรรมอันทรงเกียรติ
ในเมื่อเบาะแสขาดสะบั้นลง ทั้งสองจึงทำได้เพียงนำร่างไร้วิญญาณกลับไปโยนลงต่อหน้าผู้คน ผู้พิทักษ์ฉู่จ้องมองศพนั้นพลางพึมพำว่า “ข้าจำชายผูนี้ได้ เขาเป็นผู้อาวุโสของนิกายดาราแหลม เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่รุมโจมตีข้า ใครจะคิดว่าเขาจะไล่ตามข้ามาจนถึงที่นี่”
เซียวอวี่หยางมองออกไปในความมืดสลัวเบื้องหน้าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความนัยลึกซึ้ง “ข้าเกรงว่าเขาคงไม่ใช่คนเดียวที่ไล่ตามเจ้ามา”
แม้ตอนนี้จะสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายของใครคนอื่น แต่ในเมื่อผู้อาวุโสของนิกายดาราแหลมปรากฏกายที่นี่ สมาชิกคนอื่นๆ ของนิกายย่อมต้องซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล แม้แต่มารร้ายจากนิกายอื่นๆ ในดินแดนประจิมก็อาจจะกำลังมุ่งหน้ามาหลังจากรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
แม้ดินแดนประจิมจะดูอ้างว้างและแห้งแล้ง ทว่าวิถีวรยุทธ์ของที่นี่กลับไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าที่ใด ยอดฝีมืออาณาจักรจักรพรรดิมีจำนวนและคุณภาพทัดเทียมกับอีกสามดินแดนที่เหลือ หากดินแดนประจิมทั้งหมดตกเป็นของศัตรูอย่างเงียบเชียบ สถานการณ์ย่อมเข้าสู่ขั้นวิกฤตอย่างแท้จริง
นี่เท่ากับว่าพวกเขาต้องเป็นศัตรูกับยอดฝีมือทั้งหมดในดินแดนประจิม! ต่อให้มีคนอย่างหลี่อู๋อีคอยควบคุมสถานการณ์ แต่มันก็ไม่ได้สร้างความรู้สึกมั่นคงมากนัก ในเมื่อฝ่ายพวกเขามีกึ่งจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลี่อู๋อี แล้วใครจะกล้ารับประกันว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่มี? ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ลักพาตัวเหยาหลิน หลินยวิ๋นเอ๋อร์ และคนอื่นๆ ไปก่อนหน้านี้ ล้วนแต่เป็นกึ่งจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น และพวกมันยังไม่ยอมเผยโฉมออกมาจนถึงตอนนี้
สิ่งเดียวที่ทุกคนทำได้ในยามนี้คืออธิษฐานให้เหล่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กลับออกมาจากช่องว่างมิติให้เร็วที่สุด เพื่อที่ทุกคนจะได้มีเสาหลักให้พึ่งพิง
ในขณะที่ทุกคนกำลังระแวดระวังอยู่นั้น หยังไคก็อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ สายตาจดจ้องไปยังพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยรังสีมาร
“เจ้าก็สัมผัสได้เหมือนกันใช่ไหม?” หลี่อู๋อีเอ่ยถามพลางจ้องมองไปในทิศทางเดียวกัน
หยังไคตอบพลางขมวดคิ้ว “ในเมื่อท่านผู้อาวุโสก็สัมผัสได้ ข้าก็มั่นใจว่าข้าไม่ได้ตาฝาดไป”
หลี่อู๋อีพยักหน้ายืนยัน “อัตราการแผ่กระจายของรังสีมารกำลังช้าลง”
ดวงตาของหยังไคเป็นประกายขึ้นมาทันที “ถ้าเป็นเช่นนั้น รังสีมารที่พุ่งออกมาจากอุโมงค์ก็ไม่ได้ไร้ขีดจำกัด!” หากเป็นเช่นนั้นจริง สถานการณ์ก็คงไม่เลวร้ายเท่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก หยังไคกังวลจนแทบคลั่งว่าดินแดนประจิมทั้งหมดจะถูกกลืนกินด้วยรังสีมาร เพราะหากเป็นเช่นนั้น ดินแดนประจิมคงถึงกาลอวสาน แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน มันคงเป็นเรื่องยากที่รังสีมารจะปกคลุมไปทั่วทั้งดินแดน แม้พื้นที่รัศมีหนึ่งแสนลี้จะถูกย้อมจนดำมืด แต่เมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ของดินแดนประจิมแล้ว มันก็เป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทรเท่านั้น
เซียวอวี่หยาง เซวียเจิ้งเม่า และคนอื่นๆ ต่างก็ค้นพบการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน ใบหน้าของพวกเขาเริ่มมีรอยยิ้มแห่งความยินดีปรากฏขึ้น หลังจากรอคอยมาหลายวัน ข่าวดีที่พอจะนับว่าเป็นข่าวดีได้บ้างก็ปรากฏออกมาเสียที
สถานการณ์เป็นไปตามที่ทุกคนสังเกตเห็น อัตราการขยายตัวของรังสีมารช้าลงเรื่อยๆ จนเห็นได้ชัด หลังจากผ่านไปอีกสามวัน ในที่สุดรังสีมารก็หยุดชะงักลงที่ระยะสองแสนลี้
ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง กลับมีเสียงการเคลื่อนไหวอันผิดปกติแว่วมาจากภายในดินแดนมาร
ทุกคนพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีพลางเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
ครู่ต่อมา เซวียเจิ้งเม่าขมวดคิ้วพลางเอ่ยความในใจออกมา “ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังมุ่งหน้ามาจากทางนั้น?”
หลี่อู๋อีกล่าวเสริมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึก แต่มีคนกำลังใกล้เข้ามาจริงๆ แถมยังมีจำนวนมหาศาลเสียด้วย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็พากันเตรียมพร้อมรับมือ ในขณะเดียวกันก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ พวกเขาไม่รู้เลยว่าสิ่งใดกันที่สามารถสัญจรไปมาได้อย่างอิสระในสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายเช่นนี้
เสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับเสียงฟ้าร้องคำรามพุ่งพล่าน หรือเสียงของฝูงสัตว์ป่าจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังวิ่งตะบึงเข้ามา
หลังจากรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนก็ได้เห็นร่างเตี้ยแคระพุ่งออกมาจากม่านหมอกมารตนแล้วตนเล่า สิ่งมีชีวิตแต่ละตนสูงเพียงหนึ่งเมตร ร่างกายกลมป้อมราวกับแตงโมยักษ์ที่กำลังกลิ้งมาบนพื้น
สิ่งมีชีวิตประหลาดเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ทว่ารูปลักษณ์ของพวกมันกลับอัปลักษณ์จนถึงขีดสุด เหตุที่ร่างกายของพวกมันกลมป้อมนั้นเป็นเพราะพุงที่อ้วนฉลุ พรรณผิวที่เปลือยเปล่าเป็นสีดำสนิท ประหนึ่งก้อนเนื้อแห่งความชั่วร้ายที่กำลังเคลื่อนที่
“นั่นมันตัวอะไรกัน?” ดวงตาคู่สวยของหลันซวินเบิกกว้างด้วยความพิศวงขณะจ้องมองกลุ่มสิ่งมีชีวิตประหลาดเหล่านี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นภาพเช่นนี้ นางรู้สึกว่าพวกมันอัปลักษณ์เหลือทน แต่ในขณะเดียวกันก็น่าขบขัน โดยเฉพาะยามที่ร่างทรงกลมจำนวนมหาศาลเหล่านั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
“เผ่ามาร!” ม่านตาของหยังไคหดเกร็งลง
ภาพของร่างกลมเตี้ยที่ดาหน้าเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต ได้ปลุกความทรงจำอันไม่น่าอภิรมย์ในใจของหยังไคขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่ามารที่อยู่ในความทรงจำของเขานั้นไม่สีแดงก็สีเขียว ไม่ใช่สีดำสนิทเช่นที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
แต่ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวหรือสีแดง มารที่มีรูปร่างเช่นนี้ล้วนสังกัดอยู่ในสาขาหนึ่งของเผ่ามารที่รู้จักกันในนาม “อสูรระเบิด” แห่งดินแดนมาร เพราะรูปแบบการโจมตีของพวกมันคือการระเบิดร่างกายตนเอง มารเหล่านี้มีตบะที่อ่อนแอ ทว่ายามที่พวกมันระเบิดออก กลับสร้างพลังทำลายล้างที่ยากจะจินตนาการ อสูรระเบิดสีแดงจะระเบิดด้วยอานุภาพแห่งอัคคี ในขณะที่อสูรระเบิดสีเขียวจะปล่อยพิษร้ายแรงที่แม้แต่คนในเผ่ามารด้วยกันเองก็ยังไม่อยากจะข้องแวะ
อสูรระเบิดสีแดงและสีเขียวล้วนระเบิดได้ แล้วอสูรระเบิดสีดำที่ดูคล้ายกันเล่า?
หยังไคไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่น้อย เขาสามารถคาดเดารูปแบบการโจมตีของพวกมันได้อย่างง่ายดาย
“เจ้าพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของเผ่ามารด้วยงั้นหรือ?” เซียวอวี่หยางมีสีหน้าพิลึกพิลั่น หากเผ่ามารเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ดูแปลกประหลาดและงุ่มง่ามเช่นนี้ เขาเชื่อว่าเพียงลำพังตัวเขาก็สามารถกวาดล้างดินแดนมารให้สิ้นซากได้
หยังไคอธิบายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ดินแดนมารมีร้อยเผ่าพันธุ์ แต่ละเผ่าพันธุ์ล้วนมีวิชาสวรรค์ประจำตัว เจ้าพวกนี้ควรจะเป็นอสูรระเบิดชนิดหนึ่ง และพรสวรรค์ตามธรรมชาติของพวกมันก็คือ... การระเบิด!”
“เจ้าหมายความว่าพวกมันจะระเบิดตัวเองงั้นหรือ?” เซวียเจิ้งเม่าขมวดคิ้ว
ไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ในยามที่หยังไคเอ่ยปาก อวี้หรูเมิ่งได้ชำเลืองมองเขาด้วยความประหลาดใจแวบหนึ่ง ก่อนที่นางจะรีบละสายตาและนั่งลงอย่างเงียบเชียบเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของนางต่อไป
หยังไคค่อยๆ ส่ายหัว “ผู้อาวุโสเซวีย อย่าได้ดูแคลนอสูรระเบิดเหล่านี้เป็นอันขาด ในเมื่อพวกมันปรากฏตัวที่นี่ นั่นหมายความว่าดินแดนมารได้เชื่อมต่อกับพรมแดนดาราอย่างสมบูรณ์แล้ว กรวยทรายนั่นเป็นเพียงทางเข้าที่ตอนนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของช่องว่างระหว่างสองโลก มารเหล่านี้เป็นเพียงทัพหน้าเท่านั้น หากช่องทางนี้ไม่ถูกทำลาย มารจำนวนมหาศาลจะบุกรุกเข้าสู่พรมแดนดาราในอนาคต”
เซวียเจิ้งเม่ามีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ได้แต่หวังว่าเหล่าผู้อาวุโสจะทำสำเร็จและถอยออกมาได้อย่างปลอดภัย”
ในขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น เสียงระเบิดตูมตามก็ดังสนั่นมาจากเบื้องหน้า เสียงนั้นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุด
เมื่อทุกคนจ้องมองไป ก็พบว่าเป็นจริงอย่างที่หยังไคกล่าวไว้
อสูรระเบิดทมิฬทรงกลมเหล่านั้นเริ่มระเบิดตัวเองทีละตน ทว่าอานุภาพของการระเบิดกลับไม่ได้รุนแรงนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือรังสีมารจำนวนมหาศาลที่แผ่กระจายออกมาทุกครั้งที่พวกมันตนหนึ่งระเบิด ร่างที่แหลกสลายได้ย้อมผืนปฐพีรอบตัวจนดำมืดดุจหมึก ทำลายสถานการณ์ที่เพิ่งจะเริ่มคงที่ให้เลวร้ายลงไปอีกครั้ง
ใบหน้าของหลี่อู๋อีเคร่งขรึมขึ้นขณะเอ่ยสิ่งที่คิดออกมา “ดินแดนมารคิดจะใช้วิธีนี้เพื่อกลืนกินพรมแดนดาราทั้งหมดงั้นหรือ?” สถานที่ที่อสูรระเบิดทมิฬระเบิดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนมาร หากดินแดนมารมีอสูรระเบิดทมิฬมากพอ พวกมันก็ไม่จำเป็นต้องส่งยอดฝีมือมาเลย เพียงแค่ส่งอสูรระเบิดเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องก็เพียงพอแล้ว
อย่างไรก็ตาม เผ่าพันธุ์ชนิดนี้มีฐานะต่ำต้อยอย่างยิ่งในดินแดนมาร ไม่มีใครสนใจความเป็นความตายของพวกมัน และตัวพวกมันเองก็มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อการระเบิดครั้งสุดท้ายในชีวิตเท่านั้น
แต่นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ต่อให้จะมีอสูรระเบิดทมิฬมากมายเพียงใด การระเบิดของพวกมันก็ไม่สามารถครอบคลุมพรมแดนดาราทั้งหมดได้ หยังไคคาดเดาในใจว่าดินแดนมารเพียงพยายามจะขยายฐานที่มั่นในพรมแดนดารา เพื่อที่จะค่อยๆ กลืนกินส่วนที่เหลือด้วยวิธีการอื่น
เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างไม่ขาดสายจนมิอาจนับได้ว่ามีอสูรระเบิดทมิฬกี่ตนที่สังเวยชีพไป เมื่อทุกคนมองไปรอบตัว สิ่งที่เห็นมีเพียงอสูรระเบิดทมิฬที่พรั่งพรูออกมาไม่หยุดยั้ง ใช้การระเบิดตัวเองเพื่อขยายขอบเขตของดินแดนมารออกไปสู่บริเวณโดยรอบอย่างต่อเนื่อง
หยังไคสูดลมหายใจลึกพลางกล่าวช้าๆ “ทุกท่าน แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ผลมากนัก แต่ข้าเชื่อว่าเราควรกำจัดพวกมันเท่าที่จะทำได้ เราอาจจะหยุดพวกมันไม่ได้ แต่เราสามารถชะลอพวกมันให้ช้าลงได้”
ทุกคนพยักหน้าเห็นพ้อง
หยังไคเสริมว่า “ทุกท่าน โปรดระวังตัวให้ดี อย่าให้รังสีมารปนเปื้อนเข้าสู่ร่าง หากรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ให้ถอยออกมาทันที”
สิ้นคำกล่าว หยังไคก็พุ่งทะยานออกไปเป็นคนแรก
เพียงชั่วพริบตา หยังไคก็ไปยืนตระหง่านอยู่ที่ชายแดนของดินแดนมาร เขาคว้าจับไปในอากาศพลางเรียก “กระบี่หมื่นวิถี” ออกมา ทันใดนั้น พลังจักรพรรดิในร่างก็พุ่งพล่านก่อนจะฟาดฟันกระบี่ออกไปในทันที
คลื่นกระบี่อันยิ่งใหญ่พุ่งเข้าใส่ฝูงอสูรระเบิดทมิฬ สังหารพวกมันไปนับร้อยในชั่วพริบตา ทว่าอสูรระเบิดเหล่านี้กลับระเบิดเสียงดังสนั่นแม้หลังจากสิ้นชีพไปแล้ว ปลดปล่อยรังสีมารออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นจริงดังที่หยังไคกล่าว แม้จะสังหารพวกมันไปก็แทบไร้ผล เพราะการฆ่าพวกมันไม่ได้ช่วยหยุดการแผ่กระจายของรังสีมาร อย่างมากที่สุดก็เพียงแค่ช่วยชะลอการขยายตัวของดินแดนมารออกไปเท่านั้น
แต่ในยามนี้ หยังไคไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำเช่นนี้ต่อไป
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.