Chapter 4158
4156 / 5804
12 min read
Chapter 4158 – Using Up His Wealth
Published Apr 11, 2026, 12:17 PM
## บทที่ 4158 – ทุ่มสุดตัว
**ผู้แปล**: ศลาวิน & จอน
**ตรวจทานการแปล**: PewPewLazerGun
**บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร**: Leo of Zion Mountain & Dhael Ligerkeys
---
ในการหลอมสร้างกระบี่ประหารสวรรค์นั้น หยางไค่ต้องทุ่มวัตถุดิบล้ำค่านับไม่ถ้วน ซึ่งรวมไปถึงของระดับขั้นที่หกอยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้ กระบี่เล่มนี้จึงคาดได้ว่าอย่างน้อยที่สุดต้องอยู่ในระดับขั้นที่ห้า และมีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ในระดับขั้นที่หก
แน่นอนว่าหยางไค่พึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ แม้จะต้องทุ่มเทไปอย่างมหาศาล แต่ผลตอบแทนที่ได้รับกลับคืนมานั้นยิ่งใหญ่นัก
หลังจากเก็บกระบี่เรียบร้อย เขาก็กลับไปยังดวงดาวและพบว่าปรมาจารย์หม่าฟ่านได้เริ่มลงมือสร้างร่มตาข่ายสวรรค์แล้ว
กระบี่ประหารสวรรค์คือสิ่งประดิษฐ์เพื่อการสังหาร ในขณะที่ร่มตาข่ายสวรรค์คือสิ่งประดิษฐ์เพื่อการป้องกัน ทั้งสองจะทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบภายในค่ายกลเก้าชั้นฟ้า ด้วยสิ่งประดิษฐ์ทั้งสองชิ้นนี้ อาจกล่าวได้ว่ามหาค่ายกลรอบแดนสุญญตาจะได้รับการหล่อหลอมด้วยจิตวิญญาณ
ข้อกำหนดขั้นต่ำได้บรรลุแล้ว ในตอนแรก หยางไค่ตั้งใจจะขอให้ปรมาจารย์หม่าฟ่านช่วยหลอมผ้าคลุมไร้เงาของเขาด้วย แต่เขาก็เชื่อว่าไม่ควรเอ่ยถึงมันจะดีกว่า การที่ปรมาจารย์หม่าฟ่านยอมหลอมกระบี่และร่มให้นั้น ต้องแลกมาด้วยโอกาสครั้งสุดท้ายของนายหญิงและคำมั่นสัญญาจากหยางไค่ หากเขายังจะขอให้ชายชราผู้นี้หลอมผ้าคลุมไร้เงาให้อีก ก็จะเป็นการล้ำเส้นเกินไป แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการทำลายความสัมพันธ์กับปรมาจารย์ผู้หลอมสิ่งประดิษฐ์ท่านนี้
กระบวนการสร้างร่มตาข่ายสวรรค์นั้นไม่ได้แตกต่างจากการหลอมกระบี่มากนัก แต่มันใช้เวลายาวนานกว่ามาก ชายชราใช้เวลาถึงครึ่งปีกว่าจะสำเร็จ นับตั้งแต่โบราณกาล สิ่งประดิษฐ์ป้องกันนั้นมีมูลค่าสูงกว่าสิ่งประดิษฐ์สังหารเสมอมา เหตุผลก็เพราะต้นทุนและความยากในการสร้างนั้นสูงกว่ากันมาก
แม้ว่าชายชราผู้นี้จะได้รับสืบทอดมรดกจากแดนสุขาวดีของตน แต่ก็ยังต้องใช้เวลาถึงครึ่งปีกว่าจะสามารถหลอมร่มคันนี้จนเสร็จสมบูรณ์ได้
ในขั้นตอนสุดท้าย หยางไค่ต้องสละโลหิตของตนอีกครั้งเป็นจำนวนมาก
เช่นเดียวกับกระบี่ ร่มตาข่ายสวรรค์นั้นอยู่ในระดับขั้นที่หก และความสามารถในการป้องกันของมันก็น่าทึ่งอย่างยิ่ง
หลังจากสิ่งประดิษฐ์ทั้งสองชิ้นเสร็จสมบูรณ์ ปรมาจารย์หม่าฟ่านก็รีบขับไล่พวกเขาทันที ดูเหมือนเขาจะไม่มีเจตนาจะรั้งพวกเขาไว้แม้แต่น้อย การสร้างสิ่งประดิษฐ์ระดับขั้นที่หกสองชิ้นติดต่อกันนั้นเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับเขา สำหรับคนที่ไม่ชอบความยุ่งยากเช่นเขาแล้ว นี่ไม่ต่างอะไรจากการทรมาน ดังนั้น เขาจึงอยากจะพักผ่อนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
นายหญิงและหยางไค่จึงกล่าวคำอำลาแล้วจากไป
ขามาพวกเขาใช้เวลายาวนาน แต่ขากลับนั้นง่ายดายกว่ามาก หลังจากผ่านวิหารจักรวาลหลายแห่ง พวกเขาก็มาถึงแดนสุญญตาในเวลาเพียงหนึ่งเดือน
เป็นเวลาหนึ่งปีเต็มแล้วที่หยางไค่และนายหญิงจากไป แต่ในช่วงเวลานี้ ดูเหมือนแดนสุญญตาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างค่ายกลเก้าชั้นฟ้านั้นยากอย่างยิ่งยวด จนถึงตอนนี้ พวกเขายังสร้างมหาค่ายกลไปไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำ
เมื่อได้พบกับปรมาจารย์อู๋เหลียงอีกครั้ง พวกเขาก็พบว่าอีกฝ่ายดูซูบซีดอิดโรย แต่ดวงตาของเขากลับเป็นประกายเจิดจ้าอย่างผิดปกติและเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น เมื่อได้ทราบว่าหยางไค่ได้รับสิ่งประดิษฐ์ค่ายกลระดับขั้นที่หกมาถึงสองชิ้น เขาก็หัวเราะลั่นก่อนจะเหินกายจากไปพร้อมทิ้งคำพูดไว้ว่า "ท่านประมุข ไม่ต้องกังวล แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ผู้เฒ่าผู้นี้จะสร้างค่ายกลเก้าชั้นฟ้าให้ท่านให้จงได้!"
หยางไค่กังวลว่าชายชราผู้นี้จะทำงานหนักจนสิ้นใจไปเสียกลางคัน หากเป็นเช่นนั้น ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาของพวกเขาก็จะสูญเปล่าไปในทันที เพราะท้ายที่สุดแล้ว ค่ายกลเก้าชั้นฟ้านี้ถูกคิดค้นขึ้นโดยปรมาจารย์อู๋เหลียง แม้พวกเขาจะจ้างปรมาจารย์ค่ายกลวิญญาณคนอื่นมา ก็อาจไม่สามารถเข้าใจความลึกซึ้งของมันได้
บัดนี้ในแดนสุญญตามีผู้คนเพิ่มขึ้นหลายพันคน พวกเขาถูกนำมาโดยเยว่เหอจากวังหลานน้อย คนส่วนใหญ่ยังอ่อนแอ มีพลังต่ำกว่าขอบเขตจักรพรรดิ แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในการจัดวางมหาค่ายกลได้
แดนสุญญตายังคงคึกคักจอแจ
ณ โถงใหญ่แห่งดินแดนวิญญาณปฐพี เยว่เหอกำลังรายงานความคืบหน้าให้หยางไค่ฟัง ทว่าสีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล "นายน้อย ค่าใช้จ่ายในการจัดวางมหาค่ายกลนี้สูงเกินไปแล้วเจ้าค่ะ เราควรจะไปพูดคุยกับปรมาจารย์อู๋เหลียงเพื่อปรับเปลี่ยนมันดีหรือไม่?"
นางเป็นผู้รับผิดชอบด้านการคลังของแดนสุญญตา การที่ต้องเห็นวัตถุดิบจำนวนมหาศาลถูกใช้ไปในแต่ละวันนั้นทำให้นางเจ็บปวดในใจ แม้ว่าหยางไค่จะสั่งสมความมั่งคั่งมหาศาลมาจากขอบเขตซากโบราณสถานยิ่งใหญ่และยังได้คลังสมบัติลับที่สวีหวงทิ้งไว้ แต่ถึงกระนั้น การใช้จ่ายในระดับนี้ก็ยังยากจะรับไหว
ตอนนี้ ค่ายกลเก้าชั้นฟ้าเพิ่งสร้างเสร็จไปเพียงครึ่งทาง แต่ความมั่งคั่งที่เขาได้รับมาจากขอบเขตซากโบราณฯ กลับลดลงไปแล้วถึงสามสิบส่วน หากพวกเขาจะสร้างมหาค่ายกลนี้จนเสร็จสมบูรณ์จริงๆ นางกังวลว่าทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของหยางไค่จะมลายหายไป
นอกจากนั้น เขายังต้องใช้ทรัพยากรไปเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างกระบี่ประหารสวรรค์และร่มตาข่ายสวรรค์ ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ค่ายกลทั้งสองชิ้นนี้ก็จะถูกนำไปใช้กับมหาค่ายกลด้วยเช่นกัน
เพียงแค่มหาค่ายกลอย่างเดียวก็เกือบจะทำให้เขาสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว
"ไม่จำเป็น" หยางไค่ส่ายหน้า "ทำตามแผนเดิมต่อไป"
ก่อนที่จะตกลงรับข้อเสนอของปรมาจารย์อู๋เหลียง หยางไค่ก็ได้เตรียมใจไว้แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจกับการใช้วัตถุดิบจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ยิ่งทุ่มเทมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็จะยิ่งใหญ่มากเท่านั้น แดนสุญญตาคือรากฐานที่เขาจะใช้หยัดยืนในสามพันโลก ดังนั้นเขาจะไม่มีทางเก็บงำสิ่งใดไว้เมื่อเป็นเรื่องของการจัดวางมหาค่ายกล
เมื่อวัตถุดิบถูกใช้ไป เขายังมีโอกาสหามาใหม่ได้ในอนาคต แต่ทว่า หากวันหนึ่งมีศัตรูที่ทรงพลังบุกเข้ามา และแดนสุญญตาไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ นั่นจะเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากสิ่งที่เขาได้ยินมาจากนายหญิง หยางไค่ก็ยิ่งมุ่งมั่นที่จะสร้างค่ายกลเก้าชั้นฟ้าให้เสร็จสมบูรณ์
หากเขาต้องการที่จะเลื่อนระดับสู่ขอบเขตเบิกฟ้าชั้นสูงโดยตรง เส้นทางข้างหน้าย่อมเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม และผู้คนจากถ้ำสวรรค์และแดนสุขาวดีอาจลงมือเพื่อกดขี่เขาโดยตรง เมื่อถึงตอนนั้น แดนสุญญตาแห่งนี้ก็คือต้นทุนของเขาในการรับมือกับพวกมัน
"ปรมาจารย์อู๋เหลียงต้องการอะไรก็ให้เขาไป หากเราขาดทรัพยากรใด ก็ส่งคนไปจัดซื้อโดยเร็วที่สุด เรายังมีเม็ดยาเบิกฟ้าอยู่สามพันล้านเม็ดใช่หรือไม่?"
เม็ดยาเบิกฟ้าสามพันล้านเม็ดคือตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัว ครึ่งหนึ่งของจำนวนนั้นหยางไค่ได้มาจากแหวนมิติของประมุขศาลาพักกระบี่ ชายผู้นั้นเป็นเจ้าเหนือหัวผู้อื่นมานานหลายศตวรรษ แต่ในท้ายที่สุด ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาก็ตกอยู่ในมือของหยางไค่ ยิ่งไปกว่านั้น แหวนมิติอีกหลายหมื่นวงจากผู้คนในเมืองดาราของศาลาพักกระบี่ก็ยังมีเม็ดยาเบิกฟ้าอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
ในอีกด้านหนึ่ง ดาวชาดก็เป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในขอบเขตซากโบราณสถานยิ่งใหญ่มานานหลายปี ในทุกชั่วลมหายใจมีการทำธุรกรรมเกิดขึ้นมากมายในเมืองดาราของพวกเขา และดาวชาดก็จะได้รับส่วนแบ่งเล็กน้อยจากทุกธุรกรรมเป็นค่าภาษี เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ร่ำรวยอย่างมหาศาล แม้ว่ารายได้เจ็ดสิบส่วนจะถูกมอบให้กับหยางไค่ แต่สามสิบส่วนที่เหลือก็ยังคงเป็นจำนวนมหาศาล
ด้วยเหตุนี้เอง หยางไค่จึงสามารถรวบรวมเม็ดยาเบิกฟ้าได้ถึงสามพันล้านเม็ด
เยว่เหอกล่าวขึ้น "จนถึงตอนนี้ใช้ไปแล้วหนึ่งพันล้านเม็ดเจ้าค่ะ มีทรัพยากรมากมายที่เราขาดแคลน ดังนั้นเราจึงต้องไปซื้อมาจากเมืองดาราต่างๆ"
หยางไค่พยักหน้า "ดีแล้ว เรื่องเงินไม่ต้องกังวล"
จากนั้น เขาก็มองออกไปนอกประตู และเห็นเพียงนายหญิงกับไป๋ฉีกำลังเดินเข้ามาในโถง
หยางไค่รีบเดินเข้าไปถาม "มีเรื่องอะไรรึ?"
นายหญิงยิ้มพลางตอบ "ข้ากำลังจะไปแล้ว เลยแวะมาบอกลาเจ้า"
"ท่านจะไปแล้ว?" สีหน้าของหยางไค่เปลี่ยนไป "ท่านจะไปไหน?"
นายหญิงยิ้มตอบ "นอกจากโรงเตี๊ยมแรกแล้วข้าจะไปที่ไหนได้อีก? ข้าคือนายหญิงแห่งโรงเตี๊ยมแรก แต่ข้าหายหน้าไปเกือบปีแล้ว หากไม่กลับไปเสียที เบื้องบนคงจะตำหนิข้าเป็นแน่"
หยางไค่เม้มริมฝีปาก "อยู่ที่โรงเตี๊ยมแรกต่อไปก็ไม่คุ้มค่า ทำไมท่านไม่ลาออกมาเข้าร่วมแดนสุญญตาเสียเลยเล่า? ที่นี่ท่านจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ"
เขาไม่ต้องการให้นายหญิงจากไปจริงๆ นอกจากความจริงที่ว่านางปฏิบัติต่อเขาอย่างดีและคอยปกป้องเขาเสมอมาแล้ว แดนสุญญตาเองก็กำลังอยู่ในช่วงของการถือกำเนิดใหม่และต้องการผู้คนอีกมาก ในขณะที่นางเป็นยอดฝีมือขอบเขตเบิกฟ้าขั้นที่หก ไป๋ฉีก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตเบิกฟ้าขั้นที่ห้า หากพวกเขาสามารถอยู่ต่อได้ พลังโดยรวมของแดนสุญญตาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
นายหญิงยกมือขึ้นจิ้มหน้าผากของเขา "เจ้าคิดว่าโรงเตี๊ยมแรกเป็นสถานที่ที่เราจะเข้าออกได้ตามใจชอบหรือ?"
หยางไค่เซถอยหลังไปตามแรงกระแทก ก่อนจะตระหนักถึงปัญหาบางอย่างและขมวดคิ้ว "อันที่จริง ข้าเองก็เป็นคนของโรงเตี๊ยมแรก..."
นายหญิงพ่นลมอย่างเหยียดหยัน "เจ้าไม่ใช่คนของโรงเตี๊ยมแรกอย่างแท้จริง เจ้าทำงานให้ข้าแค่ช่วงสั้นๆ เพราะติดหนี้เรา ตอนนี้เจ้าใช้หนี้หมดแล้ว โรงเตี๊ยมแรกก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าอีกต่อไป ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหน ก็อย่าบอกใครว่าเจ้ามาจากโรงเตี๊ยมแรก"
เหตุผลที่หยางไค่เข้าร่วมกับโรงเตี๊ยมแรกก็คือตอนที่เหล่าสุดยอดฝีมือพยายามแย่งชิงซากอีกาทองคำ พวกเขาต่อสู้กันจนทำลายโรงเตี๊ยมพังพินาศ
จากนั้น นายหญิงก็ข่มขู่ให้หยางไค่ชดใช้ค่าเสียหายสิบล้านเม็ดยาเบิกฟ้าสำหรับความโกลาหลที่เขาก่อขึ้น ในตอนนั้น เขาถังแตกโดยสิ้นเชิง และสิบล้านก็เป็นตัวเลขที่มหาศาลสำหรับเขา
หลังจากพวกเขามาถึงเมืองดารา นางก็บอกให้เขาไปเก็บหนี้จากร้านค้าต่างๆ ความคืบหน้าเป็นไปด้วยดีเพราะเขาสามารถใช้หนี้บางส่วนผ่านงานนี้ได้ แต่เขาก็แน่ใจว่าหนี้ยังไม่ได้รับการชำระจนครบถ้วน
เหตุผลที่นายหญิงพูดเช่นนี้ก็เพื่อต้องการแยกหยางไค่อยอกจากโรงเตี๊ยมแรก เพื่อที่เขาจะได้ไม่ถูกผูกมัด ท้ายที่สุดแล้ว หากเขายังคงตำแหน่งคนงานของโรงเตี๊ยมแรกและก่อตั้งแดนสุญญตาขึ้นมา ผู้คนจะสงสัยว่าที่แห่งนี้เป็นของเขาหรือของโรงเตี๊ยมแรกกันแน่
หยางไค่ตระหนักถึงเจตนาของนางอย่างเต็มเปี่ยม และรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่เขาสามารถแยกตัวออกจากโรงเตี๊ยมแรกได้อย่างง่ายดายก็เพราะเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับโรงเตี๊ยมมากนักตั้งแต่แรก ทว่านั่นไม่ใช่กรณีของนายหญิง นางคือมาดามหลันผู้โด่งดังจากโรงเตี๊ยมแรก เป็นที่รู้จักไปทั่วสามพันโลก
เมื่อรู้ว่าไม่อาจรั้งนางไว้ได้ หยางไค่ก็ถอนหายใจและหยิบแหวนมิติออกมา "นี่คือของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้พ่อครัวกับสมุหบัญชี ช่วยนำไปให้พวกเขาแทนข้าด้วย"
หลังจากรับแหวนไป นายหญิงก็กวาดตามองและพบว่ามันบรรจุทรัพยากรระดับขั้นที่ห้าบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อครัวและสมุหบัญชีต้องการ
นางมีผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มากนัก แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไป๋ฉี สมุหบัญชี และพ่อครัวคือผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ของนาง เพราะพวกเขาทำงานให้นางมาเป็นเวลานาน ทุกคนล้วนแต่ควบแน่นธาตุระดับขั้นที่ห้าโดยไม่มีข้อยกเว้น ความก้าวหน้าของไป๋ฉีนั้นรวดเร็วที่สุดในฐานะที่เป็นคนแรกที่ไปถึงขอบเขตเบิกฟ้าขั้นที่ห้า แต่ในขณะที่พ่อครัวและสมุหบัญชีจะช้ากว่าเล็กน้อย พวกเขาก็ขาดพลังธาตุเพียงหนึ่งหรือสองอย่างเท่านั้นในตอนนี้
หยางไค่ทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้วในอดีต ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาที่จะเตรียมวัตถุดิบเหล่านี้ เขายังคงมีวัตถุดิบระดับขั้นที่ห้าอยู่ในครอบครองอีกมากมาย ดังนั้นเขาจึงไม่รังเกียจที่จะมอบให้บางส่วน
"ในเมื่อเจ้าร่ำรวยแล้ว ข้าก็จะไม่ปฏิเสธ หลังจากพวกเขาเลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตเบิกฟ้าแล้ว ข้าจะบอกให้พวกเขามาขอบคุณเจ้าด้วยตนเอง" ขณะที่นายหญิงพูด นางก็เก็บแหวนมิติไป
นายหญิงเป็นสตรีที่เด็ดขาด ดังนั้นนางจึงจากไปทันทีที่ประกาศว่าจะไป หยางไค่และเยว่เหอออกไปส่งพวกเขา จนกระทั่งเห็นพวกเขาออกจากแดนสุญญตาและใช้กฎการเคลื่อนย้ายจักรวาล พวกเขาจึงหันหลังกลับ
หลังจากสบตากัน พวกเขาก็รู้สึกว่างเปล่าอยู่ข้างใน
แดนสุญญตายังคงคึกคักจอแจ ในทุกๆ วัน ทรัพยากรนับไม่ถ้วนถูกทุ่มเทให้กับการก่อสร้างมหาค่ายกล เฉินเทียนเฟยและหลูเสวี่ยแทบไม่มีเวลาพักผ่อนเพราะต้องออกไปจัดซื้อวัตถุดิบที่จำเป็นมากมาย โดยปกติแล้ว ไม่กี่วันหลังจากกลับมายังแดนสุญญตา พวกเขาก็ต้องจากไปอีกครั้ง
ปัจจุบัน ในแดนสุญญตามีผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งไม่มากนัก ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือเยว่เหอ, หลูเสวี่ย และเฉินเทียนเฟย พวกเขาไม่สามารถพึ่งพาจูจิ่วอินได้ เพราะนางยังคงรักษาต้นกำเนิดของตนอยู่
เนื่องจากเยว่เหอรับผิดชอบหยกค่ายกลและการเงิน นางจึงต้องอยู่ในแดนสุญญตา เฉินเทียนเฟยและหลูเสวี่ยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ทรงพลังในระดับขอบเขตเบิกฟ้าขั้นที่สี่ แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องวิ่งเต้นทำธุระต่างๆ
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.