Chapter 1528
1534 / 2551
7 min read
Chapter 1528 - Absorb The Crystal
Published Mar 7, 2026, 11:32 AM
บทที่ 1528 - ดูดซับผลึก
ในขณะนี้ กลุ่มแวมไพร์กำลังประจำการอยู่บนดาวเคราะห์ที่มีลักษณะเหมือนปลักโคลน พวกเขาตั้งฐานทัพอยู่บนพื้นที่ไม่กี่แห่งที่รวมตัวกันเป็นเกาะขนาดเล็ก เหล่าแวมไพร์ยืนล้อมรอบเพื่อปกป้องยานอวกาศจากพวกสัตว์ร้าย
สัตว์ร้ายได้ทำลายเครื่องยนต์ของยานไปแล้ว และในตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีแม้แต่เวลาจะซ่อมแซมมัน เพราะเกือบทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการต่อสู้กับฝูงสัตว์ร้ายที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
เอิร์ลรอนสเต็น ผู้รับผิดชอบการสำรวจครั้งนี้ ยืนอยู่บนส่วนยอดของยานและจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
'พับผ่าสิ เกิดอะไรขึ้นบนดาวดวงนี้กันแน่ ฉันเห็นสัตว์ร้ายมาจากทุกทิศทุกทาง เป็นเพราะผลึกรังที่เราเก็บรวบรวมมางั้นเหรอ? แต่ดูเหมือนว่าองค์ราชาจะใช้มันเพื่อทำอะไรบางอย่าง สิ่งเดียวที่เราต้องทำคือป้องกันไว้ให้ได้ แต่มันรู้สึกเหมือนเป็นสงครามระหว่างกลุ่มเล็กๆ ของเรากับสัตว์ร้ายนับไม่ถ้วนบนดาวดวงนี้มากกว่า'
ทุกคนต่างรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ด้านล่าง สัตว์ร้ายพวกนี้ไม่ได้ทรงพลังมหาศาลเหมือนกับพวกตัวก๊อปปี้ที่พวกเขาเคยสู้ด้วย แต่มันก็ยังมีความแข็งแกร่งและมีจำนวนที่เหนือกว่ามาก
ทั้งสองฝั่งที่ปกป้องทิศเหนือและทิศใต้ มีวิสเคานต์สองคนนำกลุ่มแวมไพร์เข้าต่อสู้ ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็สู้ติดต่อกันมาหลายชั่วโมงและเริ่มมีอาการเหนื่อยล้าให้เห็น
"อย่าใช้พลังเลือด!" วิสเคานต์นอร์วิคตะโกนลั่นขณะฟาดสัตว์ประหลาดที่มีรยางค์ยักษ์เข้าที่หัว จนเลือดสีดำกระเด็นใส่ตัวและเข้าปากเขาไปบางส่วน หลังจากผลักมันกลับไปด้วยการโจมตีอีกไม่กี่ครั้ง เขาก็พูดต่อ
"การใช้พลังเลือดจะทำให้เราเหนื่อยเร็วขึ้น ใช้แค่พละกำลังของพวกเจ้าก็พอ!"
ข่าวดีก็คือแวมไพร์คนอื่นๆ คุ้นเคยกับเรื่องนี้อยู่แล้ว ตอนที่สู้กับพวกตัวก๊อปปี้ พวกเขาไม่ได้ใช้พลังเลือดหรือความสามารถพิเศษเพราะเกรงว่าอาจจะมีศัตรูโผล่มาอีก
ในขณะเดียวกัน พวกเขาผ่านการฝึกฝนและต่อสู้มามากจนรู้ว่าจุดอ่อนของศัตรูคืออะไร แม้ว่าการสู้กับพวกตัวก๊อปปี้จะน่ากลัวและน่าหงุดหงิดอย่างยิ่ง แต่แวมไพร์แต่ละคนก็ได้พัฒนาทักษะการต่อสู้ของตนเองอย่างก้าวกระโดดเพราะเหตุนั้น
"ฉันหมดแรงแล้ว" จอยบ่นพลางมองหมัดที่เปื้อนไปด้วยเลือดสีดำ เธอเป็นนักสู้ที่เน้นการใช้หมัดทะลวงสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้มันใช้พลังงานมากกว่าการต่อสู้ครั้งไหนๆ เพราะเธอเลือกที่จะต่อยสัตว์ร้ายที่พุ่งเข้ามาแทนที่จะหลบหลีกการโจมตีที่เห็นได้ชัด
"ฉันไม่มีเลือดเหลือแล้ว" โมตอบ "ฉันใช้เลือดในขวดโหลไปหมดแล้ว เธอต้องทนไปก่อน"
สิ่งที่แตกต่างออกไปเมื่อแวมไพร์สู้กับพวกดัลกี้หรือมนุษย์ เมื่อเทียบกับการสู้กับสัตว์ร้ายก็คือ "เลือด"
พวกเขาสามารถฟื้นฟูพลังงานหรือเติมเต็มพลังเลือดและความสามารถได้ด้วยเลือดในระหว่างการต่อสู้ นั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่น่ากลัวของแวมไพร์ และเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงไม่กลัวพวกดัลกี้แม้จะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกมันมามากแล้วก็ตาม
ทว่าในการสู้กับสัตว์ร้าย พวกเขาไม่สามารถดื่มกินเลือดของพวกมันได้
"กำลังเสริมมาแล้ว!" ริคตะโกน
คนอื่นๆ ที่กำลังพัลวันอยู่หาโอกาสเงยหน้าขึ้นไปมองตามที่เขาบอก และนั่นคือตอนที่พวกเขาเห็นยานอวกาศบนท้องฟ้า ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับยานของแวมไพร์
ทันใดนั้น กลุ่มแวมไพร์ประมาณสามสิบคนก็กระโดดลงมาจากยานเพื่อเป็นกำลังเสริม
"พวกเขา... มาจากตระกูลที่ห้า" วิสเคานต์เนียนสังเกตเห็น
ตระกูลที่สี่และตระกูลที่ห้ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันเสมอมา ส่วนใหญ่เป็นเพราะจิมและซันนี่สนิทสนมกันในฐานะผู้นำ และตอนนี้เหล่าแวมไพร์ก็ดีใจที่ได้เห็นพวกเขามากกว่าครั้งไหนๆ
หญิงสาวผมเปียยาวสีดำร่อนลงจอดที่ด้านหน้าของกลุ่มหนึ่ง
"พวกเราจะรับช่วงต่อเอง พวกเจ้านไปพักผ่อนสักหน่อยเถอะ"
เมื่อกำลังเสริมมาถึง รอนสเต็นมองไปที่สนามรบ แต่ดูเหมือนจำนวนสัตว์ร้ายจะไม่ได้ลดน้อยลงเลย ถึงกระนั้น ข่าวดีก็คือมีช่างเครื่องมากับกลุ่มด้วย และตอนนี้พวกเขาก็มีแวมไพร์เพียงพอที่จะป้องกันพื้นที่ในขณะที่คนอื่นๆ จะได้พักผ่อนอย่างที่ควรได้รับ
ยานลำใหญ่อีกลำลงจอดห่างจากยานที่พวกควินน์เดินทางมาเพียงไม่กี่เมตร พวกเขานำเสบียงติดตัวมาด้วย รวมถึงเลือดที่รวบรวมมาซึ่งถูกแจกจ่ายให้แก่คนอื่นๆ
แน่นอนว่าเมื่อติดต่อไปยังนิคมแวมไพร์ รอนสเต็นได้แจ้งสิ่งที่พวกเขาต้องการและสถานการณ์ให้ทราบแล้ว นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาสามารถเตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้าได้
ในขณะนั้น รอนสเต็นตัดสินใจเข้าไปในยานของตระกูลที่ห้า ซึ่งเขาได้พบกับใครบางคน หญิงสาวที่มีผมหน้าม้าตัดตรงและผมยาวสลวยถึงหลัง เธอไม่ใช่แวมไพร์อัศวิน แต่รอนสเต็นรู้จักเธอดีเพราะเธอเป็นผู้สืบเชื้อสายจากตระกูลที่ห้า ไซเมอร์
"ข้าประหลาดใจที่เห็นท่านที่นี่" รอนสเต็นค้อมตัวทำความเคารพ
"มันเป็นงานสำคัญที่ต้องทำร่วมกับราชา แน่นอนว่าข้าต้องมาที่นี่ และในเรื่องนั้น ข้าได้แจ้งคนของข้าแล้วว่าห้ามโจมตีกอริลลายักษ์ ข้าขอโทษด้วยที่เราไม่รู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพวกท่าน"
รอนสเต็นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ บอกตามตรงเขาเกือบลืมไปแล้วว่ากอริลลาที่ชื่อเจสก์ ตามที่พวกเขาได้ยินควินน์เรียกบ่อยครั้ง ยังคงช่วยเหลือพวกเขาอยู่ อย่างไรก็ตาม กอริลลาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะอยู่ห่างจากยาน
พวกเขาสันนิษฐานว่าสัตว์ร้ายตัวนั้นมีเจตจำนงที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่กำลังล่อลวงสัตว์ร้ายตัวอื่น กอริลลาตัวนี้กำลังต่อสู้กับมันเพื่อช่วยเหลือเจ้านายของมัน
"มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับเราเช่นกัน และข้าก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ข้าเองก็ต้องขออภัยด้วย"
ทั้งสองคนนั่งลงและพูดคุยกันต่อ โดยรอนสเต็นได้แจ้งสถานการณ์ของควินน์และแผนการให้เธอทราบ พวกเขาควรจะออกจากดาวดวงนี้และมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักพิงทันทีหลังจากช่างเครื่องซ่อมยานเสร็จหรือไม่?
ดูเหมือนตอนนี้ควินน์จะไม่มีการตอบสนองใดๆ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถถามเขาได้ ไม่ว่าจะกรณีใด การอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ในขณะที่ถามอยู่นั้น รอนสเต็นสังเกตเห็นว่าไซเมอร์มักจะเหม่อมองไปในความว่างเปล่าบ่อยครั้ง
"มีปัญหาอะไรรึเปล่า?" รอนสเต็นอดไม่ได้ที่จะถามออกไป
เธอลังเลที่จะบอก แต่ในที่สุดก็ยอมเปิดเผยหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
"ก่อนจะมาที่นี่ เราได้รับรายงานฉบับหนึ่ง มันมาจากซันนี่เอง เธอกำลังจะเผชิญหน้ากับหนึ่งในผู้นำของพวกดัลกี้ ข้ารู้ว่าท่านแม... ข้าหมายถึง ผู้นำของเรานั้นแข็งแกร่ง แต่ข้าอดกังวลไม่ได้ ข้าหวังว่าจะได้คุยกับควินน์ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้คงจะเป็นไปไม่ได้"
ทันใดนั้นเอง พวกเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนจากข้างนอก ทั้งสองรีบวิ่งออกจากยานและสังเกตเห็นว่าท้องฟ้าด้านบนเริ่มมืดลงเล็กน้อย นั่นเป็นเพราะตอนนี้มีสัตว์ร้ายที่มีปีกหลายตัวกำลังบินวนอยู่เหนือหัวของพวกเขา
"นี่... ชักจะลำบากแล้วสิ" รอนสเต็นขมวดคิ้ว
ในขณะเดียวกัน ควินน์อยู่ภายในยานเพียงลำพัง ทุกคนต่างออกไปจากพื้นที่เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเขา
'ในที่สุด ฉันก็เริ่มชินกับความรู้สึกนี้แล้ว พลังงานไม่ทำให้ร่างกายของฉันเจ็บปวดอีกต่อไป แต่มัน... มันแค่หมุนวนอยู่รอบตัวฉัน ฉันไม่รู้สึกว่าตัวเองจะใช้มันได้จริงๆ... นี่มันน่ากังวลนิดหน่อย แต่ตอนนี้ฉันต้องดูดซับพลังงานต่อไปก่อน'
'ถ้าฉันทำแบบนี้ ความเจ็บปวดนั้นจะกลับมา แต่ฉันต้องดูดซับพลังงานให้เร็วขึ้น ฉันไม่รู้ว่าทำแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว และไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น ฉันบอกได้เลยว่าถ้าฉันเสียสมาธิและตัดการเชื่อมต่อกับผลึกรัง... พลังงานจากมันจะระเบิดและแตกกระจาย นี่เป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะทำได้'
จากการดูดซับพลังงานโดยตรงจากผลึกมากขึ้น ควินน์สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดมหาศาลที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกาย แต่ตอนนี้กระบวนการกลับเร็วขึ้น แทนที่จะปล่อยให้พลังงานไหลเข้ามาในตัว เขาเลือกที่จะกระชากมันเข้ามาอย่างรุนแรง
[ดูดซับผลึกรังไปแล้ว 52 เปอร์เซ็นต์]
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.