Chapter 36
36 / 82
17 min read
บทที่ 36 — คลื่นที่ไม่รู้ว่าใครฟัง
Published Jun 1, 2026, 01:19 PM
แกนพลังวิหารเต้นช้าลงอีกหนึ่งจังหวะ และเวอร์ดานนับมันได้ทุกจังหวะ
เขายืนอยู่ในห้องโถงแกนพลัง ลึกลงไปใต้นครรุ่งอรุณหลายชั้น มองเสาคริสตัลสูงสามคนที่เคยเปล่งแสงสม่ำเสมอราวลมหายใจของคนหลับสนิท. ตอนนี้แสงนั้นวูบ. วาบหนึ่งสว่าง วาบหนึ่งหรี่ ราวกับคนที่เพิ่งวิ่งมาไกลแล้วยังหอบไม่หยุด. เมื่อคืนก่อน — เมื่อเขาปลดผนึกพลังเวทเทพเจ้าจริงเป็นครั้งแรกนับแต่ข้ามเวลามา เพื่อปิดตายซากวิหารที่กำลังจะระเบิด — แกนนี้จ่ายราคาแทนเขา. และมันยังจ่ายอยู่.
คาสเทลคุกเข่าอยู่ที่ฐานเสา มือทั้งสองวางบนผิวคริสตัลราวหมอที่จับชีพจรคนไข้. รอบตัวเขาเกลื่อนไปด้วยแท่งเรืองแสง สายโลหะ และแผ่นจารึกที่เขาขีดตัวเลขทับจนแทบไม่เหลือที่ว่าง.
"เท่าไร" เวอร์ดานถาม. เสียงเรียบ.
คาสเทลไม่หันมา. "ถ้าวัดจากที่เคยเป็น — แกนเหลือพลังราวสี่ในสิบส่วนครับ." เขาเงยหน้า ดวงตาแดงก่ำเพราะไม่ได้นอน แต่ยังตื่นเต้นในแบบที่เวอร์ดานกลัวเสมอ. "แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมอยากรายงาน. เรื่องที่ผมอยากรายงานคือ — มันเสียงดัง."
"ดังแค่ไหน"
คาสเทลลุกขึ้น เดินไปหยิบแผ่นจารึกแผ่นหนึ่งมาชูให้ดู. บนนั้นเป็นเส้นที่เขาขีดด้วยมือสั่น — เส้นราบเรียบยาวเหยียด แล้วจู่ๆ ก็พุ่งทะยานขึ้นเป็นยอดเขาแหลมที่ทะลุขอบแผ่นออกไป.
"เสียงสะท้อนยุคทองที่แกนปล่อยออกไปตอนท่านปิดผนึก" คาสเทลพูดช้าลง "ดังกว่าตอนเปิดประตูวิหารวันแรกที่เรามาถึง. ดังกว่าตอนศึกเบรนเดลทั้งศึกรวมกัน. ดังกว่า..." เขาหยุด ลังเลคำ "...ดังกว่าทุกอย่างที่เราเคยทำในยุคนี้ รวมกันทั้งหมด ตั้งแต่วันแรกจนเมื่อวานครับ."
ห้องเงียบ. เสียงเดียวที่เหลือคือจังหวะหอบของแกน. วูบ. หรี่. วูบ.
เวอร์ดานไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง. ในใจเขาไม่ได้คำนวณเรื่องพลังที่เสียไป — สี่ในสิบส่วนเป็นตัวเลขที่เขาแก้ได้ ฟื้นได้ รอได้. สิ่งที่เขาคำนวณคือคลื่น. คลื่นที่แผ่ออกจากเมืองนี้เมื่อคืน ผ่านหิน ผ่านดิน ผ่านป่า ออกไปสู่ทวีปทั้งทวีป — ไปไกลแค่ไหน ไม่มีใครรู้. และที่สำคัญกว่านั้น ไปถึงหูใคร ก็ไม่มีใครรู้.
*ถ้ามันมีจริง,* เขาคิด *ถ้าสิ่งที่ฆ่าเผ่าเราในคืนเดียวยังอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกนี้ — เมื่อคืนคือคืนที่ข้าตะโกนชื่อตัวเองใส่ความมืดดังที่สุดเท่าที่จะดังได้.*
เขาเคยกลัวการถูกได้ยินมาตลอด. แต่ความกลัวนั้นเคยเป็นนามธรรม — เงาในหัว ผีที่เขาเลี้ยงไว้เพราะมันสบายใจกว่าการยอมรับว่าทั้งเผ่าติดอยู่ที่นี่เพราะเขาเปิดประตูเอง. เมื่อคืนความกลัวนั้นกลายเป็นรูปธรรมขึ้นมาทีเดียว. เขาจำเป็นต้องใช้พลัง — ถ้าไม่ใช้ ซากวิหารระเบิด เมืองสองพันสามร้อยคนบนหลังคามันตายหมด พวกพ้องยี่สิบแปดคนของเขาที่อยู่ใกล้ที่สุดอาจตายไปด้วย. เขาเลือกใช้. และตอนนี้เขายืนนับราคา.
"คาสเทล" เขาพูดในที่สุด "เรียกทุกคน. ห้องประชุมวงใน. เดี๋ยวนี้."
คาสเทลคำนับ แล้วชะงัก. "ท่านครับ — ก่อนผมไป. มีอีกเรื่อง."
"ว่า"
"เสียงที่เราปล่อยออกไปเมื่อคืน. มันแรงพอที่..." นักประดิษฐ์เลียริมฝีปาก "ผมว่าถ้าที่ไหนในโลกนี้มีเครื่องมือยุคทองที่ยังทำงานได้ แม้แต่เศษเล็กเศษน้อย — มันคงสั่นตามไปด้วย. เหมือนเคาะระฆังใบใหญ่ แล้วแก้วทุกใบในห้องร้องตาม."
เวอร์ดานหยุดนิ่ง.
"นายกำลังบอกข้าว่า" เขาพูดช้าๆ "ถ้ามีของเผ่าเราหลงเหลืออยู่ที่ไหน เมื่อคืนเราเพิ่งทำให้มันร้องขึ้นพร้อมกันทั้งทวีป."
"...ผมแค่คิดว่าท่านควรรู้ครับ."
---
ห้องประชุมวงในไม่มีหน้าต่าง. นี่เป็นความตั้งใจของเซเรน่าตั้งแต่วันแรก — ห้องที่ไม่มีอะไรรั่วออก ไม่มีอะไรลอดเข้า ผนังหินหนาสามศอกที่คาสเทลเสริมด้วยชั้นกลบเสียงเวท. กลางห้องคือโต๊ะหินยาวที่เคยเป็นแท่นบูชาในยุคทอง ตอนนี้กลายเป็นที่กางแผนที่.
เมื่อเวอร์ดานเดินเข้าไป ทุกคนอยู่ครบแล้ว.
ไกร์ฟอนยืนหัวโต๊ะ มือกอดอก ดวงตาที่ไม่เคยหลับจับจ้องแผนที่ราวกับมันมีคำตอบซ่อนอยู่ในเส้นชายแดน. เซเรน่านั่งตรง สมุดบัญชีเปิดอยู่ตรงหน้า ปากกาขนนกนิ่งสนิทในมือ. ราฮับยืนพิงผนังด้านมืดที่สุดของห้อง ดาบใบดำพาดบ่า — เขาไม่นั่งเวลามีเรื่อง. ลิเลียนั่งห้อยขาบนขอบโต๊ะ แกว่งส้นเท้าเบาๆ แต่รอยยิ้มกวนๆ ที่เธอมีติดตัวตลอดหายไป. และคาสเทลก็เพิ่งตามเข้ามา ยังถือแผ่นจารึกยอดเขาแหลมไว้ในมือ.
เวอร์ดานไม่นั่ง. เขายืนที่ปลายโต๊ะอีกด้าน มองหน้าพวกเขาทีละคน — ยี่สิบแปดคนในจักรวาลนี้ที่เป็นพวกเดียวกับเขา และในห้องนี้มีหกคน. ที่เหลือยี่สิบสองคนอยู่ตามตำแหน่งของผู้พิทักษ์ชั้นใน เฝ้าเมือง เฝ้าวิหาร เฝ้าความลับ. เขานับหัวในใจเสมอ. มันเป็นนิสัยที่เขาไม่เคยบอกใคร.
"เมื่อคืน" เขาเริ่ม "ข้าทำสิ่งที่เราตกลงกันว่าจะไม่ทำ. ข้าใช้พลังเต็มกำลัง."
"ท่านช่วยชีวิตคนสองพันสามร้อยคน" เซเรน่าพูดเรียบๆ ไม่เงยจากบัญชี. "ในแง่ทรัพยากร นั่นคือการลงทุนที่คุ้มค่า. ประชากรคือสินทรัพย์ที่ฟื้นยากกว่าพลังแกน."
"ข้าไม่ได้ทำเพื่อชาวเมือง" เวอร์ดานพูด เสียงไม่มีอารมณ์. "ข้าทำเพราะถ้าซากนั้นระเบิด มันจะเปิดทางลงมาถึงแกน ถึงห้องจดหมายเหตุ ถึงพวกเรา. ชาวเมืองสองพันสามร้อยคนเป็นเพียงฝาปิดที่บังเอิญอยู่ข้างบน."
เซเรน่าหยุดปากกา. เงยขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเล็กน้อย ราวกับเพิ่งแก้ตัวเลขในบัญชีให้ถูก. "เข้าใจแล้วค่ะ. ดิฉันจะปรับการประเมินใหม่."
ไกร์ฟอนขยับเป็นคนแรกที่พูดเรื่องที่สำคัญ. "ท่านไม่ได้เรียกเรามาเพื่อเล่าว่าท่านทำอะไรเม���่อคืน. เราเห็นกันหมดแล้ว." เขาวางนิ้วลงบนแผนที่ ตรงจุดที่เป็นนครรุ่งอรุณ. "ท่านเรียกเรามาเพราะราคาที่ตามมา. คาสเทลรายงานผมก่อนเข้าห้องแล้ว — เสียงสะท้อน."
"ดังที่สุดเท่าที่เราเคยทำ" เวอร์ดานยืนยัน. "คาสเทล อธิบายให้ทุกคนฟัง."
คาสเทลวางแผ่นจารึกยอดเขาแหลมลงกลางโต๊ะ. เขาอธิบายอย่างที่อธิบายเวอร์ดานเมื่อครู่ — เส้นราบเรียบที่พุ่งทะยานทะลุขอบแผ่น เสียงเดียวที่ดังกว่าทุกเสียงรวมกัน คลื่นที่แผ่ออกไปไม่รู้ไกลแค่ไหน. แล้วเขาก็พูดถึงระฆัง — เรื่องที่ของเผ่าทุกชิ้นในโลกนี้อาจร้องตามพร้อมกัน.
เมื่อเขาพูดจบ ห้องเงียบไปนาน.
"เราคิดว่าราคาของเวทเทพเจ้าคือพลังที่เสียไป" ไกร์ฟอนพูดเบาๆ ในที่สุด — และเวอร์ดานสังเกตว่านี่เป็นครั้งหายากที่นักกลยุทธ์ของเขาพูดอย่างคิดดังๆ แทนที่จะพูดอย่างคนที่มีคำตอบแล้ว. "เราคิดผิด. พลังฟื้นได้. แต่เสียงที่ออกไปแล้ว เอากลับไม่ได้. เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเดินทางไปถึงไหน — และที่แย่กว่านั้น เราไม่รู้ว่ามีหูแบบไหนรออยู่ปลายทาง."
"ก็คงเป็นหูที่ไม่มีจริงไง" ลิเลียพูดขึ้น
ทุกสายตาหันไปทางเธอ.
เธอยังนั่งห้อยขาบนขอบโต๊ะ แต่หยุดแกว่งส้นเท้าแล้ว. เธอมองเวอร์ดานตรงๆ ด้วยสายตาที่ทั้งห้องรู้ว่าหมายถึงอะไร — สายตาของคนเดียวในทีมที่กล้าพูดสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า.
"เราตื่นมาในโลกนี้แล้วเจออะไร" เธอพูด น้ำเสียงไม่ได้ก้าวร้าว แค่เหนื่อยๆ. "เจอเฒ่าที่ภูมิใจเพราะจุดไฟติด. เจอเจ้าโจรที่โลกกลัวกันทั้งภูมิภาค — แล้วราฮับเก็บมันด้วยดาบเดียว. เจอนักรบเวทขั้นกลางที่เขาว่าหายากที่สุดในยุค — แล้วมันล้มเองเพราะร่างมันรับพลังของตัวเองไม่ไหว. โลกนี้อ่อนแอจริงๆ นะนาย. ไม่ใช่อ่อนแอแบบแกล้ง. อ่อนแอแบบที่..." เธอยกมือขึ้นทำท่ากำอากาศ "...แบบที่ไม่มีอะไรในนี้เก่งพอจะได้ยินเสียงระฆังของเราแล้วเดินมาหาเราได้หรอก. ต่อให้ได้ยิน มันก็แค่จะคิดว่าฟ้าร้อง."
"เผ่าเราถูกล้างในคืนเดียว ลิเลีย" เวอร์ดานพูด. เสียงเขายังเรียบ แต่มีบางอย่างใต้ความเรียบนั้นแข็งขึ้น. "บางอย่างทำได้. บางอย่างที่เวทเทพเจ้ามองไม่เห็น. มันไม่ได้อยู่ในมาตรวัดที่นายกำลังพูดถึง."
"แล้วบางอย่างนั้นอยู่ที่ไหนล่ะ" ลิเลียถาม เบาลง. "พันปีผ่านไปนาย. ถ้ามันยังหิว มันคงไม่รอให้เราตื่นมาก่อนค่อยมากินหรอก."
นี่คือจุดที่บทสนทนาควรจะจบลงด้วยลิเลียพูดประโยคที่เธอพูดเสมอ — *สิ่งที่นายกลัว บางทีมันก็อยู่ในหัวนายเอง.* เวอร์ดานรอให้มันมา. ส่วนหนึ่งของเขาอยากให้มันมา เพราะมันคุ้นเคย เพราะมันคือเสาที่เธอค้ำเขาไว้โดยไม่เคยพังมันลง.
แต่คราวนี้เธอไม่พูด. เธอแค่มองเขา แล้วถอนหายใจ แล้วเงียบ.
และความเงียบนั้นทำให้เวอร์ดานหนาวยิ่งกว่าถ้าเธอพูด.
---
"ไม่ว่ามันมีจริงหรือไม่" เวอร์ดานพูดในที่สุด หันไปทางทั้งห้อง "เราจะปฏิบัติราวกับว่ามันมี. นี่ไม่ใช่เรื่องความเชื่อ. นี่คือเรื่องระเบียบ."
เขาวางมือลงบนโต๊ะหิน รู้สึกถึงอายุของมันแล่นเข้าฝ่ามือทันทีที่แตะ — *หนึ่งพันสองร้อยสี่สิบเอ็ดปี บวกลบสิบสอง* เหมือนทุกครั้ง เหมือนทุกอย่างในวิหารนี้. เขากดความรู้สึกนั้นลงอย่างที่ทำมาทั้งชีวิต.
"กฎใหม่. ข้อแรก" เขาพูด. "ห้ามใช้พลังวิหารเกินระดับที่จำเป็นเด็ดขาด. คาสเทล เจ้ากำหนดเพดาน — ระดับที่ใช้แล้วเสียงสะท้อนไม่เกินที่เคยมีก่อนศึกเบรนเดล. ทุกการใช้เกินเพดานต้องผ่านข้า. ไม่มีข้อยกเว้น."
"แม้แต่ตัวท่านเองหรือครับ" คาสเทลถาม
"แม้แต่ข้า" เวอร์ดานตอบ. "ถ้าข้าต้องใช้เกินเพดานอีกครั้ง แปลว่าเราพลาดมาแล้วก่อนหน้านั้น. ข้าไม่อยากพลาด."
คาสเทลก้มหน้าจดอย่างรวดเร็ว ปากขมุบขมิบนับเลขกับตัวเอง. เวอร์ดานเห็นในแววตาเขาว่ากำลังคิดเรื่อง "เผื่อไว้" — เผื่อสร้างเครื่องวัดเพดาน เผื่อสร้างกลไกตัดพลังอัตโนมัติ เผื่อสร้างอีกร้อยอย่างที่จะกลายเป็นพันอย่าง — และเวอร์ดานปล่อยให้เขาคิด. ในเรื่องนี้ การทำเกินเจตนาของคาสเทลคือสิ่งที่เขาต้องการพอดี.
"ข้อสอง" เวอร์ดานพูดต่อ. "เราหูหนวกมานานเกินไป. เราปล่อยเสียงออกไปโดยไม่เคยฟังกลับ. นั่นจบวันนี้." เขามองคาสเทล. "ข้าอยากได้ระบบเฝ้าฟัง. ไม่ใช่แค่ฟังเสียงในเมือง — ฟังออกไปข้างนอก. ไกลที่สุดเท่าที่แกนจะรองรับได้โดยไม่ทำให้เราดังขึ้นเอง. ถ้ามีใครในโลกนี้ใช้เศษเวทเทพเจ้า ข้าอยากรู้. ถ้ามีอะไรตอบกลับเสียงที่เราปล่อยไปเมื่อคืน — ข้าอยากเป็นคนแรกที่รู้."
คาสเทลเงยหน้าขึ้น ดวงตาสว่างวาบ. "หูที่ฟังอย่างเดียวโดยไม่ส่งเสียงเอง... ทำได้ครับ. ผมต้องดัดแปลงระบบเฝ้าฟังในเมืองที่มีอยู่แล้ว ให้มันฟังไกลขึ้นแทนที่จะฟังกว้างขึ้น. เหมือน..." เขาหาคำ "เหมือนเอามือป้องหูแล้วเงี่ยฟังในความเงียบครับ. แต่ผมต้องใช้พลังแกนช่วงตั้งระบบ — น้อยมาก ผมสัญญา แต่มี."
"อนุญาต" เวอร์ดานพูดทันที. "นี่คือการใช้พลังที่คุ้มที่สุดที่เราจะทำได้ในตอนนี้."
ไกร์ฟอนพยักหน้าช้าๆ. เวอร์ดานเห็นเขากำลังถอดรหัสคำสั่งในแบบของเขา — และคราวนี้ ผิดปกติ การถอดรหัสของไกร์ฟอนตรงกับเจตนาจริงของเวอร์ดานเสียด้วยซ้ำ. "ระบบเฝ้าฟังไม่ใช่แค่เครื่องมือป้องกัน" นักกลยุทธ์พูด. "มันคือแผนที่. ทุกแหล่งที่ใช้เวทเทพเจ้าในทวีปนี้คือจุดบนกระดานที่เรายังไม่เคยเห็น. ผู้รอดของเผ่าเรา ถ้ามี. ศัตรู ถ้ามี. หรือ..." เขาหยุด "...คนยุคนี้ที่ขุดเจอของเผ่าเราแล้วใช้มันเป็น. ซึ่งน่ากลัวในแบบของมันเอง."
"คนยุคนี้ใช้เวทเทพเจ้าไม่เป็นหรอก" เซเรน่าค้าน. "ดเรคยังรับเวทขั้นกลางของตัวเองไม่ไหวเลย."
"ใช้ *ไม่เป็น*" ไกร์ฟอนแก้ "ไม่ได้แปลว่า *ใช้ไม่ได้*. แตะระฆังให้มันร้องไม่ต้องเก่งหรอกท่านเซเรน่า. แค่ต้องมีระฆัง."
เซเรน่าเงียบ. ในที่สุดเธอก็เขียนบางอย่างลงในบัญชี — เวอร์ดานเดาว่าเป็นรายการความเสี่ยงใหม่ที่เธอเพิ่งเปิดบรรทัดให้.
"ราฮับ" เวอร์ดานเรียก
นายพลขยับจากผนังเป็นครั้งแรก. "ครับ."
"ถ้าระบบของคาสเทลจับแหล่งใดได้ ข้าอาจต้องส่งคนไปดู. เงียบๆ. ดูอย่างเดียว." เขาเน้นคำสุดท้าย เพราะเขารู้ว่าราฮับตีความตามตัวอักษร และเขาจงใจใช้มัน. "ดูอย่างเดียว ราฮับ. ไม่แตะ ไม่ฆ่า ไม่เหลือหรือไม่เหลือพยาน — ไม่มีพยานให้เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ เพราะเจ้าจะไม่เข้าใกล้พอให้ใครเห็น. เข้าใจไหม"
ราฮับนิ่งครู่หนึ่ง ประมวลคำสั่งทีละคำราวกับแกะสลักมันลงหิน. "เข้าใจ" เขาตอบ. "ดู. ไม่แตะ. ไม่ให้เห็น."
"ดี."
เวอร์ดานมองรอบโต๊ะอีกครั้ง. หกใบหน้า. หกคนจากยี่สิบแปด. ทุกคนรับคำสั่งของเขาราวกับมันคือบทกวีที่ซ่อนชั้นความหมายเจ็ดชั้น — ทั้งที่เขาแค่กลัว. กลัวเสียงที่ตัวเองปล่อยออกไป. กลัวความเงียบที่ลิเลียทิ้งไว้แทนประโยคที่เคยปลอบเขา. กลัวว่าถ้าไม่มีศัตรูจริง ความผิดทั้งหมดที่พาคนยี่สิบแปดคนมาติดอยู่ที่นี่ก็เป็นของเขาคนเดียว.
"ไปทำงานกัน" เขาพูด
---
ค่ำนั้นเวอร์ดานขึ้นไปบนกำแพง.
เขาทำแบบนี้เป็นบางคืน — เมื่อใต้ดินรู้สึกเหมือนกำลังหายใจรดต้นคอ. กำแพงหินขาวของคาสเทล (ที่เขาสั่งให้สร้าง "ธรรมดาๆ" แล้วได้กำแพงงดงามราวกระดูกของยักษ์มา) ทอดยาวรอบเมือง เรืองแสงอุ่นจางๆ จากเส้นเวทที่ฝังในเนื้อหิน. ข้างล่าง ถนนเรืองแสงเป็นโครงข่ายทองอุ่นๆ ผ่านหลังคาบ้านสองพันกว่าหลัง. มีเสียงเด็กหัวเราะจากที่ไหนสักแห่ง. มีกลิ่นขนมปังจากเตาอบกลางคืน. มีคนคนหนึ่งร้องเพลง — เพลงเกี่ยวกับ "เงาเดียวที่เทพส่งมา" เวอร์ดานจำทำนองได้ เพราะเขาไม่อยากจำ.
เมืองนี้เชื่อว่าตัวเองปลอดภัย. เมืองนี้เชื่อว่ามีเทพนอนเฝ้าอยู่ใต้ปราสาทกลาง.
เมืองนี้ไม่รู้ว่าใต้ปราสาทกลางมีประตูดำสนิทที่แม้แต่เทพยังลงกลอนสองชั้น และเมื่อคืนเทพองค์นั้นเพิ่งตะโกนชื่อตัวเองดังที่สุดเท่าที่เคยตะโกน.
"นายจะยืนกลัวอยู่บนนี้ทุกคืนเลยหรือ"
เวอร์ดานไม่ต้องหันก็รู้ว่าเป็นลิเลีย. เธอเดินมายืนข้างเขา พิงราวกำแพง มองออกไปทางเดียวกัน — ทางทิศตะวันตก ที่ป่าทึบจมหายเข้าไปในความมืด ที่ไหนสักแห่งไกลออกไปคือดินแดนรกร้างที่จารึกบอกว่า "สิ่งนั้น" หลับอยู่.
"ข้าไม่ได้กลัว" เวอร์ดานพูด
"นายกลัว" ลิเลียพูดเรียบๆ "นายกลัวมาตั้งแต่วันแรกที่เราตื่น. แต่ก่อนหน้านี้นายกลัวอย่างคนที่ยังไม่เชื่อจริงว่ามีอะไรให้กลัว. คืนนี้นายกลัวอย่างคนที่เพิ่งเห็นว่ามีอะไรให้กลัวจริงๆ. มันต่างกันนะ."
เวอร์ดานเงียบ. เขาไม่ปฏิเสธ. กับลิเลีย การปฏิเสธมักจะเปลืองเปล่า.
"เมื่อกี้ในห้องประชุม" เขาพูดในที่สุด "เจ้าไม่ได้พูดประโยคของเจ้า."
"ประโยคไหน"
"เจ้ารู้ว่าประโยคไหน."
ลิเลียยิ้มมุมปาก — รอยยิ้มที่เศร้ากว่าที่เขาเคยเห็นจากเธอ. "ที่ว่าสิ่งที่นายกลัวมันอยู่ในหัวนายเองน่ะหรือ." เธอมองออกไปในความมืด. "ฉันเคยเชื่ออย่างนั้นจริงๆ นะ. ฉันเชื่อมาตั้งแต่ตอนที่เราเจอเฒ่าจุดไฟ ว่าโลกนี้มันอ่อนแอเกินกว่าจะมีอะไรเป็นภัยกับเรา และความระแวงของนายก็เป็นแค่... เป็นแค่บาดแผลที่นายพกมาจากบ้านเก่า."
"แล้วตอนนี้เจ้าไม่เชื่อแล้วหรือ"
ลิเลียไม่ตอบทันที. ลมพัดผ่านกำแพง พัดปลายผมเธอ. ข้างล่าง เพลงเรื่อง "เงาที่เทพส่งมา" จบลง แล้วมีคนเริ่มร้องอีกรอบจากต้น.
"ฉันยังเชื่อว่าโลกนี้อ่อนแอ" เธอพูดช้าๆ. "ฉันยังเชื่อว่าไม่มีคนยุคนี้คนไหนเก่งพอจะแตะเราได้. แต่จารึกในห้องจดหมายเหตุ ลายมือที่เขียนด้วยเลือดน่ะนาย — มันไม่ใช่เรื่องในหัวนาย. มันคือสิ่งที่พี่น้องของเราเขียนทิ้งไว้ก่อนตาย. และฉันอ่านมันมาเป็นร้อยรอบแล้ว ฉันก็ยังนอนไม่หลับ." เธอหันมามองเขา. "ฉันเลยพูดประโยคนั้นไม่ออกอีกแล้ว. เพราะฉันไม่แน่ใจว่ามันยังจริงอยู่ไหม. และฉันไม่อยากโกหกนาย."
เวอร์ดานมองเธอ. นี่คือลิเลีย — คนเดียวในทีมที่เคยถือเสาค้ำเขาไว้ด้วยการบอกว่าผีในหัวเขาเป็นแค่ผี. และเสานั้นเพิ่งสั่น.
ส่วนหนึ่งของเขา — ส่วนที่เย็นชาและคำนวณ — สังเกตว่าตอนนี้เขามีสิ่งที่เขาต้องการมาตลอด. หลักฐาน. ความเป็นไปได้ว่าศัตรูมีจริง. ซึ่งแปลว่าความผิดที่พาทุกคนมาติดที่นี่อาจไม่ใช่ของเขาคนเดียว.
แต่ส่วนนั้นกลับไม่รู้สึกโล่งใจอย่างที่เคยคิดว่ามันควรจะรู้สึก. มันแค่หนาว.
"ขอบใจ" เวอร์ดานพูดเบาๆ "ที่ไม่โกหกข้า."
ลิเลียยักไหล่ กลับมายิ้มกวนๆ แบบเดิมได้ครึ่งหนึ่ง. "อย่าเพิ่งซึ้งสิ. ฉันแค่บอกว่าฉันไม่รู้. ไม่ได้บอกว่านายถูก. นายอาจจะยังคิดมากเกินไปอยู่ดีก็ได้ — แค่คราวนี้ฉันไม่มีหลักฐานมายันนายเหมือนเมื่อก่อน." เธอตบแขนเขาเบาๆ แล้วผละจากราวกำแพง. "ไปนอนเถอะนาย. กลัวบนกำแพงทั้งคืนมันไม่ทำให้ระฆังเงียบลงหรอก."
เธอเดินจากไป ทิ้งเขาไว้กับลมและเมืองที่เรืองแสงและความมืดทางทิศตะวันตก.
เวอร์ดานยืนอยู่อีกนาน. แล้วลงจากกำแพง.
---
ระบบเฝ้าฟังของคาสเทลเสร็จในสามวัน.
มันไม่ใช่เครื่องจักรอลังการอย่างที่เวอร์ดานคาดว่าคาสเทลจะสร้าง "เผื่อไว้". มันเล็ก เกือบจะธรรมดา — แผ่นคริสตัลบางๆ วงกลม ตั้งอยู่ในห้องเล็กข้างโถงแกนพลัง เชื่อมกับแกนด้วยสายโลหะเส้นเดียว. คาสเทลอธิบายว่ามันไม่ส่งอะไรออกไปเลย มันแค่ "รับ" — รับคลื่นเสียงสะท้อนยุคทองจากทั่วทวีป แล้วแปลงเป็นแสงบนผิวคริสตัล. ที่ไหนใช้เวทเทพเจ้า ที่นั่นจะมีจุดสว่างปรากฏบนแผ่น.
สามวันแรก แผ่นมืดสนิท. ไม่มีอะไรเลย. โลกนี้เงียบงันในคลื่นที่มีเพียงเผ่าอัสนีเทพเท่านั้นที่ได้ยิน.
เวอร์ดานเริ่มคิด — ด้วยความรู้สึกที่เขาไม่ยอมเรียกว่าความโล่งใจ — ว่าบางทีลิเลียอาจเคยพูดถูก. บางทีคลื่นที่เขาปล่อยออกไปเมื่อคืนนั้นก็แค่หายไปในความว่างเปล่า ไม่มีหูใดรอฟัง. บางทีเมืองนี้ก็ปลอดภัยจริง. บางทีเขาควรจะนอนหลับเสียที.
คืนที่สี่ เขาลงไปดูแผ่นคริสตัลก่อนนอนตามนิสัยใหม่ที่เพิ่งสร้าง.
คาสเทลเฝ้าอยู่ที่นั่นแล้ว ไม่ได้ขยับ ไม่ได้กระพริบตา. เขาไม่หันมาเมื่อเวอร์ดานเข้ามา. เขาแค่ยกมือชี้ — มืออันนั้นสั่น — ไปที่ผิวคริสตัล.
ตรงนั้น ที่ขอบด้านล่างของแผ่น ที่ตำแหน่งซึ่งคาสเทลปรับเทียบไว้ตรงกับทิศใต้ของทวีป
มีจุดแสงดวงหนึ่ง.
จางมาก. จางจนถ้าไม่ตั้งใจมองก็จะนึกว่าเป็นรอยขีดข่วนบนคริสตัล. มันไม่กระพือ ไม่วูบวาบอย่างเสียงสะท้อนของแกนตัวเอง. มันนิ่ง. สม่ำเสมอ. อดทน. ราวกับมีคนที่ปลายทางนั้นถือเศษเวทเทพเจ้าไว้ในมือ และใช้มันอย่างระมัดระวังที่สุด — อย่างคนที่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และไม่อยากให้ดังเกินไป.
"ผมเฝ้ามันมาสองชั่วยามแล้วครับ" คาสเทลพูด เสียงแทบไม่ออก. "มันไม่ใช่ของเรา. ไม่ใช่เศษที่หลงเหลือเฉยๆ ด้วย — เศษที่หลงเหลือมันจะร้องตามตอนเราเคาะระฆัง แล้วก็เงียบไป. อันนี้..." เขากลืนน้ำลาย "...อันนี้มันยังร้องอยู่ตอนนี้. มีคนกำลังใช้มันอยู่. ตอนนี้. ทางใต้."
เวอร์ดานก้าวเข้าไปใกล้แผ่นคริสตัล. เขาไม่แตะมัน — เขาไม่อยากรู้อายุของอะไรในห้องนี้ในนาทีนี้. เขาแค่มองจุดแสงจางๆ ดวงนั้น ที่นิ่งและสม่ำเสมอและอดทน อยู่ทางทิศใต้ ทิศที่พ่อค้าเคยกระซิบเรื่อง "เทพที่จากไป" ทิศที่นักบวชเทวรัฐเคยเปล่งคำในภาษาของเขาเองแล้วหายตัวไป ทิศที่จุดหนึ่งบนจารึกวิหารพี่น้องสว่างผิดปกติ.
ในใจเขา ความระแวงที่เขาเลี้ยงมาทั้งชีวิต ที่ลิเลียเคยบอกว่าเป็นแค่ผีในหัว — มันยกหัวขึ้น และเป็นครั้งแรกที่มันไม่ได้พูดด้วยเสียงของผี.
มันพูดด้วยเสียงของบางสิ่งที่อยู่ที่นั่นจริงๆ.
*มีคนอื่น,* เวอร์ดานคิด *มีคนอื่นในโลกนี้ถือเวทเทพเจ้าไว้ในมือ และใช้มันเป็น. และไม่ว่าจะเป็นพี่น้องของข้าที่รอด หรือเป็นสิ่งที่ฆ่าพวกเรา หรือเป็นอะไรที่ข้ายังนึกไม่ออก — เมื่อสี่คืนก่อน ข้าเพิ่งบอกมันว่าข้าอยู่ที่นี่.*
เขายืนนิ่งอยู่หน้าจุดแสงจางๆ ดวงนั้น นานมาก.
แล้วเขาก็พูด เสียงเรียบที่สุดเท่าที่เคยเรียบ — เสียงที่ลิเลียคงจะอ่านออกว่าแปลว่าอะไร ถ้าเธออยู่ที่นี่.
"ปลุกไกร์ฟอน."
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.