Chapter 29
29 / 82
19 min read
บทที่ 29 — ดวลที่ไม่ใช่ดวล
Published Jun 1, 2026, 01:19 PM
สนามที่ใช้ดวลไม่ใช่สนาม. มันคือทุ่งหญ้าโล่งหน้ากำแพงด้านตะวันออกของนครรุ่งอรุณ ที่ใครบางคน — น่าจะเป็นเซเรน่า — สั่งให้ตัดหญ้าเรียบเสมอกันเมื่อคืนนี้เอง ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะมีคนยุคนี้จำนวนมากมายืนดู และคนจำนวนมากที่ยืนดูควรเห็นภาพที่จัดวางมาอย่างดี.
เวอร์ดานยืนอยู่ตรงกลางของความว่างนั้น มือสองข้างห้อยลงข้างลำตัวอย่างผ่อนคลาย เสื้อคลุมนักผจญภัยสีน้ำตาลซีดของเขาขยับเบาๆ ตามลม. ในสายตาของชาวเมืองที่เบียดกันอยู่บนกำแพง เขาดูเหมือนชายธรรมดาที่หลงเข้ามายืนผิดที่ผิดเวลา — เล็ก เปราะ ไร้เกราะ ไร้ดาบ ไร้แม้แต่ท่าทางของคนที่รู้ว่ากำลังจะตาย.
นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการให้เห็นพอดี.
อีกฟากของทุ่ง ห่างออกไปยี่สิบก้าว ดเรคยืนนิ่ง.
ชายร่างสูงผอม เสื้อคลุมรุงรังที่เวอร์ดานเคยเห็นเป็นเพียงเงาในภาพเวทข่าวกรองของไกร์ฟอน บัดนี้กลายเป็นเนื้อหนังจริง ยืนอยู่ใต้แสงอรุณจริง. และรอบตัวเขา อากาศบิดเบี้ยว — ไม่ใช่ภาพลวง ไม่ใช่ความร้อนเหนือทราย แต่เป็นเวทมนตร์ที่ถูกบีบอัดจนหนาแน่นพอจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า.
*เขาเก่งจริงสำหรับยุคนี้.* เวอร์ดานคิด ปล่อยให้สำนึกของเขาแผ่ออกอย่างเงียบเชียบ อ่านโครงสร้างของพลังที่กำลังก่อตัวรอบตัวดเรค ราวกับช่างทองเก่ามองสร้อยที่เด็กฝึกหัดเพิ่งร้อยเสร็จ. *การควบคุมแย่ ฐานพลังรั่วทุกทิศ เปลืองพลังเจ็ดส่วนเพื่อให้ได้ผลสามส่วน. แต่สำหรับโลกที่ลืมวิธีแล้ว — เขาคิดค้นมันขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง เกือบถูกต้อง. นั่นน่านับถือ.* เขาหยุดความคิดนั้นไว้. *น่านับถือสำหรับเด็กที่จุดไม้ขีดได้เป็นคนแรกในห้องมืด. แต่ข้าไม่ใช่ความมืด ข้าคือกลางวัน.*
"ท่านนักผจญภัยเวอร์ดาน." ดเรคเอ่ย เสียงแหบลึก ดังก้องข้ามทุ่งโดยไม่ต้องตะโกน — มีลมเวทบางๆ พาเสียงของเขามาให้ทุกคนได้ยิน เป็นการโชว์ฝีมือเล็กๆ ที่ชาวเมืองบนกำแพงฮือกันด้วยความตื่นตะลึง. "ข้าได้ยินชื่อท่านมามาก. เมืองที่ฆ่าโจรพันคนได้ในคืนเดียว. วีรบุรุษที่เทพส่งมา. ข้าเดินทางไกลมาเพื่อจะดูด้วยตาตัวเองว่า — ตำนานนั้นมีเนื้อหนังเท่าไร และมีลมเท่าไร."
เวอร์ดานยกมือขึ้นเล็กน้อย ฝ่ามือหันออก ในท่าทีของคนที่อยากห้ามมากกว่าจะสู้.
"ข้าเกรงว่าท่านเดินทางมาไกลเพื่อจะผิดหวัง" เขาตอบ น้ำเสียงสุภาพถ่อมตนทุกพยางค์. "ข้าเป็นเพียงนักผจญภัยจรไปจรมา. ตำนานพวกนั้น... ชาวบ้านเขาเล่าเกินจริงกันเอง. ข้าไม่อยากให้ท่านบาดเจ็บเพราะความเข้าใจผิด. ถอยกลับไปเถิด — แล้วเราต่างไม่ต้องเสียอะไร."
*ในใจเขาคำนวณ — ระยะยี่สิบก้าว ลมพัดจากตะวันออกเฉียงเหนือ ดเรคกำลังอัดพลังเข้าฝ่ามือขวาเป็นหลัก ซ้ายเป็นตัวประคอง. ถ้าเขาปล่อยออกมา มันจะมาในรูปของอะไร — กระแสลมอัด น่าจะเป็นลมอัด เขาถนัดลม. ทิศทาง: ตรง. ความเร็ว: สำหรับยุคนี้คือเร็วราวสายฟ้า สำหรับข้าคือก้อนหินที่เด็กขว้างมาช้าๆ. ทางจัดการ: สี่สิบเอ็ดทาง. ทางที่ดูเหมือนบังเอิญที่สุด: สาม. ทางที่ดูเหมือนบังเอิญและไม่ทิ้งร่องรอย Resonance ให้ใครในเงาได้ยิน: หนึ่ง.*
ดเรคหัวเราะ. เสียงนั้นไม่ได้เยาะเย้ย — มันเหนื่อยล้า. เป็นเสียงหัวเราะของคนที่ได้ยินคำว่า "ถอยกลับไปเถิด" มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนจากปากของคนที่กำลังจะตายในมือเขา.
"ทุกคนพูดแบบนั้น" ดเรคเอ่ย "ตอนแรก. ก่อนจะเห็น."
แล้วเขาก็ปล่อยมันออกมา.
—
มันงดงามจริงๆ.
แม้แต่เวอร์ดานก็ยอมรับสิ่งนั้นในใจ — ในเสี้ยววินาทีที่สำหรับดเรคคือชั่วพริบตา แต่สำหรับเวอร์ดานยืดยาวพอจะดื่มด่ำได้ทุกรายละเอียด.
ลมเวทพุ่งออกจากฝ่ามือดเรคเป็นกรวยกว้าง ฉีกอากาศจนเกิดเสียงคำรามต่ำ. หญ้าที่เซเรน่าสั่งตัดเรียบราบลงเป็นทางตรงราวกับมีมือยักษ์มองไม่เห็นกดผ่าน. ฝุ่นและเศษดินถูกยกขึ้นเป็นกำแพงม้วน. ในแกนกลางของกระแสนั้น อากาศถูกอัดแน่นจนเป็นเกลียวคมเหมือนใบมีดนับร้อยหมุนควง — แรงพอจะฉีกประตูเหล็กของนครรัฐ แรงพอจะตัดม้าศึกขาดครึ่งตัว แรงพอจะลบชายร่างเล็กในเสื้อคลุมสีน้ำตาลซีดให้กลายเป็นเพียงรอยเปื้อนบนหญ้า.
บนกำแพง ชาวเมืองกรีดร้อง. บางคนหันหน้าหนี. เฒ่ามารินที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดคุกเข่าลง ปากขมุบขมิบสวดอ้อนวอนเทพที่เขาเชื่อว่าส่งเวอร์ดานมา — สวดให้เทพคุ้มครองเทพของตัวเอง โดยไม่รู้ว่าความขัดแย้งในคำสวดนั้นน่าขันเพียงใด.
ลิเลียที่ยืนอยู่บนกำแพงไม่กรีดร้อง. เธอกอดอกมองลงไป สีหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อย ราวกับกำลังดูเด็กขว้างก้อนหินใส่ภูเขาแล้วรอดูว่าภูเขาจะรู้สึกอะไรไหม.
ในใจของดเรค ในเสี้ยววินาทีที่พลังพุ่งออกไป มีความมั่นใจที่เย็นเฉียบ — ความมั่นใจที่เขาสั่งสมมาตลอดชีวิต ตั้งแต่วันที่เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ฉีกกล้ามเนื้อตัวเองจนเลือดออกจากตาเพื่อบังคับให้ร่างกายเรียนรู้สิ่งที่ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทำ. ความมั่นใจที่บอกว่า *ไม่มีใครรอดจากสิ่งนี้. ไม่เคยมี. จะไม่มี.*
แล้วเวอร์ดานก็ขยับมือ.
—
สำหรับชาวเมืองบนกำแพง สิ่งที่พวกเขาเห็นคือสิ่งนี้:
ชายในเสื้อคลุมสีน้ำตาลซีดยกมือขวาขึ้นช้าๆ ราวกับคนที่กำลังจะปัดแมลงวันออกจากหน้า. เขาทำมันอย่างไม่ใส่ใจ — แทบจะขี้เกียจ — สีหน้ายังคงสุภาพถ่อมตน ดวงตายังคงดูเหมือนอยากให้เรื่องนี้จบลงเสียที.
แล้วพายุเวทที่ดเรคปล่อยออกมา — กระแสลมที่ฉีกพื้นดิน เกลียวมีดที่ตัดม้าขาดได้ — ก็แยกออก.
มันไม่ได้ถูกตีกลับ. ไม่ได้ระเบิด. ไม่มีแสง ไม่มีเสียงปะทะ ไม่มีคลื่นกระแทก. มันเพียง *แยกออก* — เหมือนสายน้ำที่ไหลมาเจอก้อนหินกลางลำธาร แล้วอ้อมไปสองข้างราวกับก้อนหินนั้นมีอยู่มาตั้งแต่ก่อนกาลเวลา. กระแสลมพัดผ่านสองข้างของเวอร์ดานไปไกล ฉีกทุ่งหญ้าเป็นทางคู่ขนานยาวเหยียดไปจนสุดสายตา — แต่ตรงกลาง ในรัศมีหนึ่งช่วงแขนรอบตัวชายร่างเล็ก หญ้าแม้แต่ใบเดียวก็ไม่กระดิก. ชายผมของเขาไม่ปลิว. เสื้อคลุมของเขาไม่ขยับมากไปกว่าที่ลมธรรมดาจะทำได้.
แล้วเขาก็เอามือลง.
ความเงียบที่ตามมาหนักกว่าเสียงพายุ.
—
*เรียบร้อย.* เวอร์ดานคิด.
*ประณีตพอดี. ในสายตาคนนอก มันดูเหมือนข้าโบกมือไล่ลม แล้วลมบังเอิญแหวกออกเพราะภูมิประเทศ หรือเพราะดเรคควบคุมพลังไม่ดีเองจนมันแฉลบ. ไม่มีใครเห็นว่าข้าทำอะไร เพราะข้าไม่ได้ "ทำ" อะไรในความหมายที่ตาคนยุคนี้จับได้. ข้าแค่บอกอากาศรอบตัวข้าว่าอย่าให้พลังนั้นเข้ามา — และอากาศก็เชื่อฟัง เพราะอากาศจำข้าได้ แม้โลกทั้งใบจะลืมไปแล้ว.*
เขาปล่อยให้ตัวเองยืนนิ่งอีกครู่ ทำหน้าตื่นเล็กน้อยตามที่ลิเลียเคยซ้อมให้ — *ทำเหมือนนายเองก็ไม่อยากเชื่อว่ารอด* — แล้วเอ่ยเสียงเบา ราวกับพึมพำกับตัวเอง แต่ดังพอให้แถวหน้าได้ยิน:
"...อ้าว. รอดแฮะ."
บนกำแพง มีคนสำลักลมหายใจ. แล้วเสียงนั้นก็แพร่ลงไป — จากปากสู่ปาก เร็วกว่าลมเวทของดเรคเสียอีก. *เขาหยุดมันด้วยมือเปล่า. เขาหยุดพายุของผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุคด้วยมือเปล่า. แล้วเขาก็แปลกใจว่าตัวเองรอด — ราวกับมันเป็นเรื่องเล็กที่เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเกิด.*
*นั่นแหละที่เลวร้าย.* เวอร์ดานคิดต่อ ขณะหูของเขาจับเสียงกระซิบที่กำลังก่อตัวเป็นตำนานบทใหม่ก่อนที่ตำนานบทเก่าจะเย็นด้วยซ้ำ. *ข้าพยายามให้มันดูเหมือนฟลุก. แต่ในโลกที่ไม่มีใครหยุดเวทขั้นกลางได้เลยสักคน การ "ฟลุก" หยุดมันได้ ก็ยังดูเหมือนปาฏิหาริย์อยู่ดี. ไม่ว่าข้าจะถ่อมตัวแค่ไหน เพดานของความเชื่อในยุคนี้ต่ำเสียจนข้าก้มหัวยังไงก็ยังชนมันอยู่ดี.*
*ข้าซ่อนตัวอยู่ในห้องที่เพดานต่ำกว่าหัวข้า. ทุกครั้งที่ข้าก้ม ข้าก็ยังเป็นยักษ์ในสายตาคนแคระ.*
แต่เขาไม่มีเวลาขมขื่นกับ irony นั้นนาน. เพราะอีกฟากของทุ่ง ดเรคกำลังจ้องมองเขา.
—
ดเรคไม่ขยับ.
มือขวาของเขายังยกค้างอยู่ในอากาศ — ในตำแหน่งที่ปล่อยพลังออกไป. ฝ่ามือนั้นยังร้อนระอุ ผิวหนังตรงนิ้วแตกเป็นริ้วเล็กๆ จากแรงที่เพิ่งผ่านมัน. แต่เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บนั้นเลย. เพราะมีบางสิ่งในหัวของเขาที่ใหญ่กว่าความเจ็บ กำลังพังทลายลงอย่างเงียบเชียบ.
ตลอดชีวิตของดเรค เขาวัดโลกด้วยมาตรเดียว: พลัง. เขาเกิดมาในกองขยะของนครรัฐหนึ่ง ไม่มีชื่อสกุล ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีอะไรนอกจากความหิวและความโกรธ. และในโลกแบบนั้น เด็กเรียนรู้เร็วว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้คนหยุดเตะเขา — ความแข็งแกร่ง. เขาจึงไล่ล่ามัน. เมื่อเขาค้นพบว่าตัวเองสัมผัสเวทมนตร์ในอากาศได้มากกว่าคนทั่วไป เขาฝึกมันจนเลือดออก. เมื่อครูทุกคนบอกว่า "เวทขั้นกลางเป็นของเทพ ไม่ใช่ของมนุษย์ เลิกฝันเสีย" เขาฝึกต่อจนกระดูกในข้อมือร้าวสามครั้ง จนเส้นเลือดในตาแตกจนมองเห็นเป็นสีแดงอยู่หนึ่งเดือน. เขาไต่ขึ้นมาจากกองขยะสู่ยอดของยุค ด้วยร่างกายที่เขาทุบทำลายแล้วประกอบใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า. และเมื่อเขายืนอยู่บนยอดนั้น — เมื่อเขากลายเป็นหนึ่งในไม่ถึงสิบคนของทั้งทวีปที่แตะเวทขั้นกลางได้ — เขาเชื่อว่าเขาได้เห็นเพดานของโลกแล้ว.
ตอนนี้เพดานนั้นเพิ่งกลายเป็นพื้น.
เพราะชายในเสื้อคลุมสีน้ำตาลซีดคนนั้นไม่ได้สู้กับเขา. ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้รวบรวมพลัง ไม่ได้แม้แต่ขมวดคิ้ว. เขาปัดสิ่งที่ดเรคใช้ทั้งชีวิตสร้างขึ้นมา — *ทั้งชีวิต* — ด้วยท่าทางของคนปัดแมลงวัน. แล้วเขายังแปลกใจว่าตัวเองรอด ราวกับไม่ทันคิดด้วยซ้ำว่าจะไม่รอด.
ความว่างเปล่าที่เปิดออกในใจดเรคในวินาทีนั้นลึกกว่าหุบเหวใดที่เขาเคยเห็น. มันไม่ใช่ความกลัว. มันคือสิ่งที่มาก่อนความกลัว — ความเข้าใจ. ความเข้าใจว่าทุกอย่างที่เขาทำมา ทุกกระดูกที่เขาหัก ทุกหยดเลือดที่ออกจากตา ทุกคืนที่เขานอนไม่หลับเพราะกล้ามเนื้อฉีก — ทั้งหมดนั้นพาเขามายืนอยู่ตรงระยะห่างหนึ่งช่วงแขนจากบางสิ่งที่อยู่คนละมาตรากับเขาโดยสิ้นเชิง. ไม่ใช่แข็งแกร่งกว่า. *คนละมาตรา.* เหมือนนักว่ายน้ำที่ฝึกทั้งชีวิตจนว่ายข้ามแม่น้ำที่กว้างที่สุดในแผ่นดินได้ แล้ววันหนึ่งมายืนริมมหาสมุทร.
เวอร์ดานมองตาเขา.
*เขาเข้าใจแล้ว.* เวอร์ดานคิด เห็นบางสิ่งในแววตาที่ลึกลงไปของดเรคที่เขาคุ้นเคย — เพราะเขาเคยเห็นมันในตาของศัตรูที่คู่ควรในยุคทอง ในวินาทีที่พวกเขารู้ว่าตัวเองแพ้ก่อนที่ดาบจะลง. *นี่ไม่ใช่สายตาของเครื่องมือ. ไม่ใช่สายตาของหมากที่ถูกใครวางไว้. นี่คือสายตาของคนที่ไต่มาด้วยตัวเองทุกขั้น แล้วเพิ่งค้นพบว่าบันไดที่เขาปีนนั้นพิงอยู่กับกำแพงผิดบ้าน.*
และตรงนั้นเอง ความระแวงในใจเวอร์ดานสะดุดเป็นครั้งแรก. เพียงเสี้ยววินาที. *ถ้าดเรคถูก "วาง" ไว้โดยมือที่สาม — ทำไมมือที่สามถึงเลือกคนที่ไม่รู้อะไรเลย. คนที่เพิ่งเข้าใจในวินาทีนี้เองว่าตัวเองไม่มีค่าในเกมที่ใหญ่กว่า. ถ้าจะวางหมาก ทำไมไม่วางหมากที่รู้ว่าตัวเองเป็นหมาก.*
แต่เขาผลักความสงสัยนั้นทิ้งทันที. ดันมันกลับเข้าไปในเงา. *เพราะนั่นแหละคือความแยบยลของมัน. มันเลือกหมากที่ไม่รู้ตัว เพื่อให้ข้าอ่านไม่ออก. ความบริสุทธิ์ในตาดเรคก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดฉาก.*
เขาไม่ยอมให้ตัวเองคิดว่า — บางที — ตาคู่นั้นมันบริสุทธิ์เพราะมันบริสุทธิ์จริงๆ.
—
ดเรคเอามือลง.
เขายืนตรง สูดหายใจเข้าลึก. และเวอร์ดานเห็นการตัดสินใจก่อตัวขึ้นในแววตาเขา — การตัดสินใจที่เวอร์ดานอยากห้ามแต่รู้ว่าห้ามไม่ได้.
"อีกที" ดเรคพูด เสียงเบาลง. ไม่ใช่กับเวอร์ดาน. กับตัวเอง.
"อย่า" เวอร์ดานเอ่ย และเป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงสุภาพถ่อมตนของเขามีอะไรบางอย่างจริงเจือปน. "ท่านเห็นแล้วว่ามันไร้ประโยชน์. กลับไปเถอะ ดเรค. ข้าไม่อยากให้ท่านบาดเจ็บ." *และข้าไม่อยากให้ท่านปล่อยพลังใหญ่อีกครั้ง — เพราะคราวที่แล้วข้าปัดมันโดยไม่ทิ้ง Resonance ให้เงาได้ยิน แต่ถ้าท่านบังคับให้ข้าทำซ้ำ มันจะดังขึ้น และข้าไม่รู้ว่าใครฟังอยู่.*
นั่นคือความจริงที่เวอร์ดานไม่พูด. ความเมตตาในประโยคของเขาเป็นเพียงเปลือก — ภายใต้มันคือการคำนวณว่าการต่อสู้ที่ยืดยาวคือความเสี่ยงต่อความลับ. แต่แม้แต่เวอร์ดานเองก็ไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันเป็นเปลือกล้วนๆ. มีบางอย่างในตาของดเรคที่ทำให้ประโยค "ข้าไม่อยากให้ท่านบาดเจ็บ" ออกมาจริงกว่าที่เขาตั้งใจ.
ดเรคหัวเราะอีกครั้ง. คราวนี้มันแห้งผาก.
"ทั้งชีวิตของข้า" เขาพูด "ข้าหนีจากคำว่า 'ไร้ประโยชน์'. ข้าฉีกตัวเองเป็นชิ้นๆ แล้วประกอบกลับ เพื่อจะได้ไม่ต้องได้ยินคำนั้นอีก. ท่านรู้ไหมว่ามันเป็นยังไง — การเป็นคนที่ทุกคนบอกว่าทำไม่ได้ แล้วทำมันได้. การยืนอยู่บนยอดที่ไม่มีใครเคยยืน." เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ — ไม่ใช่จากน้ำตา แต่จากเส้นเลือดที่กำลังจะแตกอีกครั้ง. "แล้วตอนนี้ท่านยืนอยู่เหนือยอดนั้นโดยไม่ต้องปีนด้วยซ้ำ. ท่านเกิดมาอยู่ที่นั่น. ข้าต้องรู้ — ข้าต้องรู้ว่ายอดนั้นสูงแค่ไหนกันแน่. แม้จะต้องเห็นมันด้วยการตายก็ตาม."
*อย่า.* เวอร์ดานคิด. แต่ปากเขาไม่ทันได้พูดอะไรอีก.
เพราะดเรคทุ่มทุกอย่างที่มี.
—
มันไม่ใช่การโจมตี. เวอร์ดานรู้ทันทีที่พลังเริ่มก่อตัว — มันต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิง. ครั้งแรกดเรครั่วพลังเจ็ดส่วนเพื่อให้ได้สามส่วน. คราวนี้เขาไม่ปล่อยให้รั่วแม้แต่หยดเดียว.
เขากำลังดึงทุกสิ่งที่ร่างกายเขามี — และมากกว่านั้น. มากกว่าที่ร่างกายมนุษย์ถูกสร้างมาให้ทน. เวอร์ดานเห็นมันชัดเจนด้วยสำนึกที่อ่านโครงสร้างพลังได้: ดเรคกำลังเปิดประตูทุกบานในตัวเองพร้อมกัน เผาเชื้อเพลิงที่ควรเก็บไว้ทั้งชีวิตให้หมดในลมหายใจเดียว. เส้นพลังในร่างเขาที่บอบบางอยู่แล้วจากการฝืนใช้มาทั้งชีวิต กำลังถูกอัดด้วยแรงที่มันรับไม่ไหว.
นี่คือราคา. ราคาของความแข็งแกร่งในยุคที่เวทมนตร์เสื่อมถอย. ร่างกายของยุคนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อบรรจุพลังขนาดนี้ — และเมื่อมันถูกบังคับ มันก็แตก. ไม่ใช่เพราะศัตรูทำ. เพราะตัวมันเอง.
เวอร์ดานยกมือขึ้นอีกครั้ง — ช้า ไม่ใส่ใจในสายตาคนนอก แต่คราวนี้ในใจเขาเลือกทางที่ประณีตที่สุดในสี่สิบเอ็ดทาง: ไม่ใช่ปัด แต่กระจาย. ทำให้พลังมหาศาลที่ดเรคปล่อยออกมาสลายตัวก่อนเป็นรูปร่าง คลายมันออกอย่างนุ่มนวลเป็นเพียงลมอุ่นที่พัดผ่านทุ่ง — เงียบ ไร้คลื่นกระแทก ไร้ร่องรอย. ในสายตาชาวเมือง พลังครั้งใหญ่ที่สุดของดเรคจะดูเหมือน... ละลายหายไปเฉยๆ ราวกับมันไม่เคยมีอยู่. ราวกับเวอร์ดานเพียงปฏิเสธไม่ยอมรับว่ามันมีอยู่ — แล้วมันก็เชื่อฟัง.
แต่ในวินาทีที่เวอร์ดานทำเช่นนั้น — ในวินาทีที่พลังของดเรคถูกพรากไปจากเขากลางอากาศก่อนจะได้ทำงาน — ดเรครู้สึกถึงมัน.
ไม่ใช่ความพ่ายแพ้.
เป็นเสียง. เสียงเล็กๆ จากภายในร่างของเขาเอง. เสียงเหมือนกิ่งไม้แห้งหักใต้น้ำหนักของหิมะ — เบา แต่จบสิ้น. เสียงที่ดังขึ้นลึกในอกของเขา ที่ที่เส้นพลังทั้งหมดมารวมกัน. ดเรคเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อนตอนข้อมือเขาร้าวสามครั้ง. แต่คราวนี้มันไม่ใช่ข้อมือ.
คราวนี้มันคือบางอย่างที่อยู่ลึกกว่ากระดูก. บางอย่างที่ไม่มีวันประกอบกลับได้อีก.
ดเรคก้มมองมือตัวเอง. มันยังอยู่. ยังครบ. แต่เขารู้ — ด้วยสัญชาตญาณของคนที่ใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือมาทั้งชีวิต — ว่าบางสิ่งในตัวเขาเพิ่งแตกหักไปอย่างถาวร. บางสิ่งที่ทำให้เขาเป็นดเรค. บางสิ่งที่เขาไต่ขึ้นมาจากกองขยะเพื่อให้ได้มา.
มันหายไปแล้ว. ในเสี้ยววินาทีเดียว. และชายในเสื้อคลุมสีน้ำตาลซีดยังไม่ได้แตะตัวเขาด้วยซ้ำ.
ดเรคเงยหน้าขึ้น มองเวอร์ดานด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป — ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความสับสนอันบริสุทธิ์ของคนที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง.
"ท่าน..." เขาพูด เสียงสั่น "ท่านทำอะไรกับข้า."
เวอร์ดานนิ่ง.
เพราะคำตอบที่จริงคือ *ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย. เจ้าทำมันกับตัวเจ้าเอง. เจ้าจ่ายราคาของพลังที่ร่างเจ้ารับไม่ไหว และข้าแค่ยืนดู.*
แต่เวอร์ดานพูดสิ่งนั้นไม่ได้.
—
*ข้าไม่ได้ทำอะไร.*
ความคิดนั้นวิ่งวนในหัวเวอร์ดานขณะที่ดเรคทรุดลงคุกเข่ากลางทุ่ง มือกุมอกตัวเอง ใบหน้าซีดลงเป็นสีของขี้เถ้า. *ข้ากระจายพลังของเขาก่อนมันเป็นรูป — เท่านั้น. ข้าไม่ได้แตะร่างเขา ไม่ได้ส่งอะไรเข้าไปในตัวเขา. สิ่งที่หักในตัวเขาหักจากภายใน จากการที่เขาฝืนปล่อยพลังเกินขีด. มันคือราคาของเวทยุคนี้ ที่ข้ารู้มาตั้งแต่ต้นว่ามันมี.*
*แล้วทำไม.* ความระแวงเรียงแถวขึ้นมาทันที เหมือนทหารที่รอคำสั่งมานาน. *ทำไมเขาถึงพังเองพอดีในจังหวะนี้. ในจังหวะที่ทุกคนกำลังมองว่าข้าเป็นคนทำ. ในจังหวะที่มันทำให้ตำนานของข้าใหญ่ขึ้นอีกขั้นโดยที่ข้าไม่ได้ใช้พลังจริงเลยแม้แต่นิดเดียว.*
*ใครได้ประโยชน์จากการที่ดเรคพังเองตรงนี้.*
*ข้า. ข้าได้ประโยชน์. ชื่อข้าใหญ่ขึ้น ฐานข้ามั่นคงขึ้น ศัตรูข้าหมดไพ่เด็ด. มันสะดวกเกินไป. ดีเกินไป. ทุกอย่างที่ดีเกินไป คือกับดักที่ยังมองไม่เห็นก้นบ่อ.*
*มือที่สามอยากให้ดเรคพังตรงนี้. มันอยากให้ข้าดูเหมือนหยุดผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุคได้โดยไม่ต้องออกแรง. มันอยากบีบให้ข้าโตจนใหญ่เกินจะซ่อน. มันกำลังเลี้ยงตำนานของข้าให้อ้วนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อวันหนึ่งจะได้... อะไร. เพื่ออะไร.*
เวอร์ดานยืนนิ่งกลางทุ่ง มองชายที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า — ชายที่เพิ่งสูญเสียทุกอย่างที่ทำให้เขาเป็นตัวเอง โดยน้ำมือของตัวเอง ในนามของการอยากรู้ว่ายอดนั้นสูงแค่ไหน — และในหัวของเวอร์ดาน เขาไม่ได้เห็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์คนหนึ่ง.
เขาเห็นหมากที่เพิ่งถูกขยับ. และมือที่ขยับมันซึ่งเขายังมองไม่เห็น.
—
บนกำแพง เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงพึมพำ เสียงพึมพำกลายเป็นคำๆ และคำๆ นั้นเริ่มก่อตัวเป็นบทใหม่ของตำนานที่เฒ่ามารินจะเล่าซ้ำเป็นพันครั้งในคืนต่อๆ ไป:
*ผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุคทุ่มพลังทั้งหมดที่มี — และวีรบุรุษหยุดมันด้วยมือเปล่า แล้วผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุคก็คุกเข่าลงเอง ราวกับเทพได้พรากความหยิ่งทะนงออกจากร่างเขาด้วยเพียงสายตา.*
ลิเลียบนกำแพงปิดตาลงครู่หนึ่ง. *เริ่มอีกแล้ว.* เธอคิด. *นายพยายามให้มันดูเหมือนฟลุก. แต่ฟลุกในยุคนี้ก็ยังเป็นปาฏิหาริย์. ไม่มีทางหรอกนาย — ไม่มีทางที่นายจะตัวเล็กในห้องที่เพดานต่ำกว่าหัวนายขนาดนี้.* เธอลืมตาขึ้นมองนายที่ยืนนิ่งกลางทุ่ง และเห็นไหล่ของเขาตึงขึ้นเล็กน้อย — สัญญาณที่เธอรู้จักดี. *เขากำลังคิดอีกแล้วว่ามือที่สามอยู่เบื้องหลัง. เขามองคนกำลังจะตายตรงหน้าแล้วเห็นแผนผังของศัตรูที่ไม่มีตัวตน.*
ส่วนกลางทุ่ง ดเรคก้มหน้าลง ลมหายใจของเขาสั้นและขาดเป็นห้วงๆ.
เขาไม่ได้กลัวตาย. เขาเคยเฉียดตายมานับครั้งไม่ถ้วน. สิ่งที่ทำให้มือเขาสั่นไม่ใช่ความตาย — มันคือสิ่งที่เขาเพิ่งเข้าใจ: ว่าตลอดชีวิตที่เขาเชื่อว่าตัวเองกำลังปีนขึ้นสู่ยอด เขาเพียงแค่ปีนขึ้นมาจากก้นบ่อสู่ปากบ่อ — แล้วเหนือปากบ่อนั้นยังมีท้องฟ้าทั้งผืน ที่เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่.
และชายในเสื้อคลุมสีน้ำตาลซีดคือท้องฟ้าทั้งผืนนั้น.
ดเรคเงยหน้าขึ้นมองเวอร์ดานเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความมืดจะคืบเข้ามาที่ขอบสายตา — ผลของการที่ร่างกายเริ่มล้มเหลวจากภายใน. และคำถามเดียวที่ก่อตัวขึ้นในหัวที่กำลังเลือนรางของเขาไม่ใช่ *ข้าจะตายไหม* หรือ *เขาจะฆ่าข้าไหม.*
มันคือคำถามที่บริสุทธิ์อย่างน่าขนลุก — คำถามของเด็กกำพร้าที่ฉีกตัวเองเป็นชิ้นๆ เพื่อจะได้รู้ว่าโลกใหญ่แค่ไหน:
*"ท่านมาจากที่ไหนกันแน่."*
เวอร์ดานได้ยินคำถามนั้น. และเป็นครั้งแรกในการเผชิญหน้าทั้งหมดนี้ ที่ความระแวงในใจเขาเงียบลงชั่วขณะ — เพราะคำถามนั้นเป็นคำถามเดียวกับที่เขาถามตัวเองทุกคืน.
*ข้ามาจากที่ที่ไม่มีอยู่อีกแล้ว.* เขาคิด. *จากยุคที่โลกลืมไปว่าเคยมี. จากบ้านที่ถูกลบจนเหลือเพียงยี่สิบแปดคนในจักรวาล. เจ้าอยากรู้ว่ายอดนั้นสูงแค่ไหน ดเรค — ความจริงคือมันไม่ได้สูง. มันแค่อยู่คนละยุค. และยุคของข้าตายไปแล้ว.*
แต่เขาไม่พูดสิ่งนั้น.
เขาเพียงก้าวเข้าไปหาชายที่คุกเข่าอยู่ ช้าๆ มือยังว่างเปล่า สีหน้ายังสุภาพถ่อมตน — ในสายตาชาวเมืองคือวีรบุรุษที่เมตตาแม้แต่ศัตรูที่ปราชัย — และคุกเข่าลงตรงหน้าดเรค ในระยะที่ใกล้พอจะได้ยินเสียงหายใจที่ขาดเป็นห้วงของชายผู้นั้น.
แล้วเสียงระฆังจากกำแพงตะวันออกก็ดังขึ้น — ไม่ใช่ระฆังเตือนภัย ไม่ใช่ระฆังต้อนรับ แต่เป็นเสียงสามครั้งสั้นๆ ที่ไกร์ฟอนกำหนดให้หมายถึงสิ่งเดียว: *กองกำลังหลักของเบรนเดลปรากฏที่เส้นขอบฟ้าแล้ว.*
เวอร์ดานเงยหน้าขึ้นจากร่างของดเรค มองออกไปทางตะวันออก ที่ซึ่งฝุ่นกำลังลอยขึ้นเป็นกำแพงสีน้ำตาลยาวสุดสายตา — ฝุ่นของหกพันเท้าที่กำลังเดินมา.
เขามองดเรคที่กำลังจะหมดสติ แล้วมองฝุ่นนั้น แล้วในหัวเขาเสียงเย็นก็พูดขึ้นอีกครั้ง ราวกับชิ้นส่วนสุดท้ายเพิ่งคลิกเข้าที่:
*เบรนเดลส่งไพ่เด็ดมาตายก่อน — แล้วถึงเอาตัวเองมา. ใครจะทำแบบนั้น. ไม่มีโจรคนไหนเสียไพ่เด็ดก่อนเริ่มเกม นอกจากว่า... ดเรคไม่เคยเป็นไพ่เด็ดของเบรนเดลตั้งแต่แรก. ดเรคถูกส่งมาเพื่อสิ่งนี้พอดี — เพื่อให้ข้าเผยตัว. และตอนนี้มืออีกข้าง ที่ไหนสักแห่ง กำลังจดบันทึกว่าข้าเผยอะไรออกมาบ้าง.*
เวอร์ดานยืนขึ้นช้าๆ.
*งั้นข้าก็จะไม่เผยอะไรให้มันจดอีก.*
เขาหันหลังให้ดเรคที่กำลังทรุดลงกับพื้น เดินกลับเข้าหากำแพง ทิ้งศัตรูที่ปราชัยไว้เบื้องหลังราวกับเขาเป็นเพียงข้อมูลในสมการที่เพิ่งถูกแก้เสร็จ — ขณะที่ข้างหลังเขา ในเงาของฝุ่นที่กำลังใกล้เข้ามา ดเรคล้มลงนอนหงายบนหญ้า มองท้องฟ้าทั้งผืนที่เขาเพิ่งรู้ว่ามีอยู่ และคิดถึงคำถามเดียวที่ไม่มีใครจะตอบเขา จนกระทั่งความมืดกลืนกินทุกอย่าง.
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.