Chapter 37
37 / 82
15 min read
บทที่ 37 — เบาะแสจากทิศใต้
Published Jun 1, 2026, 01:19 PM
ห้องเฝ้าฟังไม่มีหน้าต่าง.
คาสเทลออกแบบมันแบบนั้นโดยตั้งใจ — ห้องกลมเล็กที่ขุดลึกลงไปข้างแกนพลัง ผนังบุด้วยแผ่นคริสตัลบางที่เก็บเสียงไว้ข้างในไม่ให้รั่วออก และดักเสียงจากข้างนอกให้ไหลเข้ามา. เวอร์ดานเรียกมันในใจว่า "หู". มันเป็นหูที่ฟังคลื่นชนิดเดียวในจักรวาลที่เขาแคร์: เสียงสะท้อนยุคทอง. ร่องรอยที่เวทเทพเจ้าทิ้งไว้เมื่อมีคนใช้มัน — เสียงที่โลกยุคนี้ไม่มีวันได้ยิน เพราะมันแก่กว่าโลกที่พวกเขารู้จักไปทั้งพันปี.
ตอนนี้หูกำลังได้ยินอะไรบางอย่าง.
"นานเท่าไรแล้ว" เวอร์ดานถาม.
คาสเทลนั่งคุดคู้อยู่หน้าแผ่นคริสตัลกลางห้อง นิ้วทั้งสิบเต้นเหนือผิวมันราวนักดนตรีที่กลัวจะเล่นเพี้ยน. บนผิวคริสตัล เส้นแสงบางวิ่งเป็นคลื่น — คลื่นใหญ่หนึ่งเส้นที่เขารู้จักดี เพราะมันคือเสียงของศึกเบรนเดลที่ยังไม่จาง ดังก้องอยู่ในเนื้อหินใต้เมืองมาหลายวัน. แต่ใต้คลื่นใหญ่นั้น มีคลื่นเล็กอีกเส้น. จางมาก. บางจนเกือบเป็นแค่ความนึกคิด. และมันไม่ได้มาจากแกนของพวกเขา.
"สามคืนครับ" คาสเทลตอบ ไม่เงยหน้า "ผมไม่กล้ามารายงานเร็วกว่านี้ เพราะ... ผมไม่แน่ใจว่ามันจริงหรือเป็นเสียงสะท้อนของเราเองที่ตีกลับมา. ผมตัดเสียงเราออกหมดแล้วครับ. ตัดศึกเบรนเดลออก ตัดไฟถนน ตัดท่อน้ำ ตัดทุกอย่างที่เป็นเราออกจนหมด. และมันยัง... อยู่"
นิ้วเขาหยุดเหนือคลื่นเล็ก.
"มีคนอื่นใช้เศษเวทเทพเจ้าอยู่ครับท่าน. ไม่ใช่เรา. และมันมาจากทิศใต้"
เวอร์ดานไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง. ในห้องไร้หน้าต่างที่เก็บเสียงไว้จนเงียบราวอยู่ในท้องของสิ่งมีชีวิต เขาได้ยินแต่ลมหายใจของตัวเองกับเสียงคริสตัลที่ครางต่ำๆ. *ทิศใต้.* คำเดียวที่เลื่อนชิ้นส่วนในหัวเขาเข้าหากันอีกครั้ง — ชิ้นส่วนที่เขาเริ่มสะสมมาตั้งแต่เมืองตลาด. เครื่องต้มน้ำยุคทองที่มีรอยขีดวัดเกลียวกับรอยไหม้จากการพยายามป้อนพลัง. คำของพ่อค้าที่ว่า "เทวรัฐแห่งแสงสุดท้ายรับซื้อของแบบนี้ราคาสูง เพราะบูชาเทพที่จากไป". หญิงนักบวชผ้าคลุมแถบเงินที่เปล่งคำว่า "ผู้ถือกุญแจ" ตรงมาที่เขาแล้วหายตัวไป. และจุดสว่างผิดปกติบนแผนที่วิหารพี่น้องในห้องจดหมายเหตุ — จุดที่ตั้งอยู่กลางพื้นที่ซึ่งยุคนี้คือทะเลทราย.
ทุกชิ้นชี้ไปทางเดียว.
"คาสเทล" เวอร์ดานเอ่ย "เสียงนี้ดังขึ้นหรือเบาลง ในสามคืน"
คาสเทลลังเล. "...ไม่คงที่ครับ. มันวูบขึ้นแล้ววูบลง. เหมือน..." เขาหาคำ "เหมือนมีคนจุดเทียนแล้วเป่าดับ จุดแล้วเป่าดับ. เป็นจังหวะ. แต่ไม่ใช่จังหวะเครื่องจักร. เป็นจังหวะของคนที่ลองผิดลองถูก"
*เหมือนมีคนพยายามปลุกของบางอย่าง แต่ปลุกไม่เป็น*, เวอร์ดานคิด — คำเดียวกับที่เขาพูดต่อหน้าจารึกแผนที่เมื่อหลายวันก่อน. เขาไม่ชอบที่ตัวเองคิดถูกบ่อยเกินไป. การคิดถูกบ่อยเกินไปเป็นเรื่องของคนที่กำลังถูกป้อนข้อมูลให้คิดถูก.
"ไปตามไกร์ฟอนมา" เขาสั่ง
---
ไกร์ฟอนมาถึงห้องเฝ้าฟังโดยไม่ถามว่าทำไม.
เขาไม่เคยถามว่าทำไม. เวอร์ดานสังเกตมานานแล้วว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้ไกร์ฟอนทั้งมีประโยชน์ที่สุดและน่ากลัวที่สุดในเวลาเดียวกัน — เขามาถึงพร้อมคำตอบของคำถามที่ยังไม่มีใครถาม. ใบหน้าเขาซีดเพราะไม่ได้นอน เหมือนทุกครั้ง. ชาวเผ่าอัสนีเทพไม่จำเป็นต้องนอนบ่อยเท่าคนยุคนี้ แต่ไกร์ฟอนไม่นอนเลย เพราะเขาเชื่อว่าเวลาที่หลับคือเวลาที่ศัตรูตื่น.
"คาสเทลจับเสียงสะท้อนจากทิศใต้" เวอร์ดานพูด ไม่อ้อมค้อม "ไม่ใช่ของเรา. มีคนอื่นใช้เศษเวทเทพ. ข้าอยากรู้ว่าใคร"
ไกร์ฟอนมองคลื่นเล็กบนคริสตัลอยู่ครู่หนึ่ง. ดวงตาเขาวิ่งไปตามจังหวะวูบของมันราวกับกำลังอ่านตัวหนังสือ. แล้วเขาพยักหน้าช้าๆ — พยักหน้าแบบที่เวอร์ดานเรียนรู้แล้วว่าเป็นลางร้าย.
"สืบหน่อย" เวอร์ดานสรุป "เงียบๆ. แค่อยากรู้ว่าต้นทางคืออะไร. อย่าให้ใครรู้ว่าเราสนใจ"
นั่นคือทั้งหมดที่เขาตั้งใจจะสั่ง. *ส่งคนไปดูสักสองสามคนว่าใต้ลงไปมีอะไร แล้วกลับมาบอกข้า.* เรียบง่ายเท่านั้น.
ไกร์ฟอนคำนับลึก. "ตามบัญชาครับท่าน"
แล้วเวอร์ดานก็เห็นมันในดวงตาเขา — แววที่จุดขึ้นทุกครั้งที่ไกร์ฟอนได้รับคำสั่งสั้นๆ. *ยิ่งนายพูดสั้น ยิ่งลึก.* เวอร์ดานเปิดปากจะเสริมว่า "ข้าหมายถึงแค่—" แต่ไกร์ฟอนเดินออกจากห้องไปแล้ว เร็วและเงียบ ราวเงาที่ได้รับโองการสวรรค์.
เวอร์ดานกุมขมับ.
"เขาจะส่งคนกี่คน" เขาถามคาสเทลที่ยังนั่งอยู่กับคริสตัล
คาสเทลคิด. "ท่านสั่งให้เงียบ. และให้ไม่มีใครรู้ว่าเราสนใจ. ถ้าผมเป็นไกร์ฟอน..." เขาหุบปาก แล้วพูดอย่างระมัดระวัง "ผมคงคิดว่าการส่งคนสองสามคนมันเสี่ยงเกินไปครับ. คนสองสามคนถ้าถูกจับได้ จะรู้ว่าเรามาจากไหน. แต่ถ้าผมไม่ส่งคนของเราเลย ถ้าผมใช้ปากของคนยุคนี้ที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำงานให้ใคร..."
เวอร์ดานหลับตา.
เขารู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น. มันเกิดทุกครั้ง.
---
สิ่งที่ไกร์ฟอนทำในสามวันถัดมา ไม่มีใครในนครรุ่งอรุณเรียกว่า "การสืบเงียบๆ".
เขาไม่ได้ส่งสายลับ. เขาส่ง *การค้า*.
เริ่มจากการที่เซเรน่า — ผู้ซึ่งไกร์ฟอนไปคุยด้วยเป็นคนแรกเพราะเศรษฐกิจคือเส้นเลือดของข่าวกรอง — ประกาศว่านครรุ่งอรุณจะ "รับซื้อของเก่าจากซากเทพในราคายุติธรรม". แค่นั้น. คำสั้นๆ ที่ดูเหมือนนโยบายเศรษฐกิจธรรมดา. แต่ภายในสองวัน พ่อค้าเร่ทั่วภูมิภาคที่เคยขนเศษโบราณวัตถุไปขายให้พ่อค้าทางใต้ เริ่มเปลี่ยนทิศ — เพราะนครรุ่งอรุณให้ราคาดีกว่า จ่ายตรงกว่า และไม่ถามมากเท่าคนซื้อทางใต้.
และเมื่อพวกเขามาขายของ ไกร์ฟอนก็ให้เซเรน่าถามคำถามเดียวกับทุกคน อย่างเป็นมิตร ระหว่างนับเหรียญ: *ของชิ้นนี้ได้มาจากไหน. ใครเคยมาขอซื้อก่อนเรา. ทางใต้รับซื้อแบบไหน. คนซื้อทางใต้หน้าตาเป็นยังไง.*
พ่อค้าตอบเพราะคิดว่ากำลังคุยเล่นกับคนซื้อใจดี. ไม่มีใครรู้ว่าทุกคำถูกจดลงในผังที่ไกร์ฟอนกางอยู่ในห้องไร้หน้าต่าง — ผังที่ไม่ใช่แผนที่ภูมิศาสตร์ แต่เป็นแผนที่ของ *เส้นทางของวัตถุ*. ใครส่งอะไรให้ใคร. ของไหลจากมือไหนสู่มือไหน. และทุกเส้นบนผังนั้น เมื่อลากตามไปจนสุด ไปจบที่จุดเดียวกัน — เหมือนน้ำทุกสายที่ไหลลงสู่ปากแม่น้ำเดียว.
ไกร์ฟอนเรียกเวอร์ดานลงมาดูในเย็นวันที่สาม.
"ทุกเส้นทางค้าโบราณวัตถุยุคทองในภูมิภาคนี้" ไกร์ฟอนพูด นิ้วลากตามเส้นบนผัง "ปลายทางสุดท้ายคือที่เดียว. ขบวนคาราวานเก็บของจากพ่อค้าเร่หลายสิบราย รวมที่เมืองตลาดทางใต้ แล้วขนต่อข้ามทะเลทราย ไปยังที่ที่ไม่มีพ่อค้าคนไหนเคยตามไปถึง เพราะคนที่ตามไปไม่เคยกลับมา"
เขาหยุดนิ้วที่ปลายเส้นทุกเส้น.
"เทวรัฐแห่งแสงสุดท้ายครับท่าน. พวกเขากว้านซื้อของเผ่า—" ไกร์ฟอนเกือบพูดคำว่า "เผ่าเรา" แต่กลืนมันลงไป "—ของยุคทอง ทุกชิ้นที่หาได้ มาหลายชั่วอายุคน. ไม่ใช่เพื่อขายต่อ. พวกเขาเก็บ. สะสม. บูชา"
เวอร์ดานมองผัง. เขารู้จักรูปร่างของสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นในข้อมูลนี้ — รูปร่างของบางอย่างที่ใหญ่กว่าโจรหรือนครรัฐ. รูปร่างของ *ศรัทธา*.
"พวกเขาบูชาอะไร" เขาถาม ทั้งที่ครึ่งหนึ่งในใจรู้คำตอบแล้ว และเกลียดที่รู้.
"เทพที่จากไปครับ" ไกร์ฟอนตอบ "ศาสนาทั้งศาสนา. นักบวชเป็นพัน. วิหารกลางทะเลทรายที่ว่ากันว่าสร้างทับซากเทพที่ใหญ่ที่สุดในทวีป. คำสอนของพวกเขาบอกว่าครั้งหนึ่งโลกเคยมีเทพเดินดิน — ผู้ที่ใช้แสงสร้างเมือง สร้างปาฏิหาริย์ สร้างทุกสิ่ง — แล้ววันหนึ่งเทพก็จากไป ทิ้งโลกให้จมในยุคแห่งเถ้าถ่าน. และพวกเขารอ. รอวันที่เทพจะกลับมา"
ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง.
"พวกเขารอเรา" เวอร์ดานพูด เสียงเรียบ
"พวกเขาไม่รู้ว่ารออะไรครับ" ไกร์ฟอนแก้ "แต่ใช่. ตามตัวอักษร พวกเขารอเผ่าเรากลับมา. โดยไม่รู้ว่าเผ่าเราตายไปพันปีแล้ว. และไม่รู้ว่าสิ่งที่เหลือจากเผ่าเรา — ยี่สิบแปดคน — กำลังนั่งอยู่ห่างจากวิหารที่พวกเขาบูชาไปไม่กี่สิบวันเดิน"
---
คืนนั้นเวอร์ดานขึ้นไปยืนบนกำแพงเมือง.
เขาไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นมา. เท้าพาขึ้นมาเอง เหมือนคราวที่เท้าพาเขาเข้าไปในห้องทดลองเก่า. กำแพงหินขาวที่คาสเทลสร้าง — สูงเกินจำเป็น สวยเกินคำสั่ง — ทอดยาวล้อมเมืองที่ตอนนี้มีไฟส่องนับพันดวงตามถนนที่เรืองแสงอุ่นเท้า. ข้างล่าง ในความมืดอุ่นนั้น คนสองพันสามร้อยกำลังหลับ. บางคนคงฝันถึงเทพที่มาโปรด.
ลิเลียมายืนข้างเขาโดยไม่ส่งเสียง. เธอทำแบบนั้นได้ — มาถึงโดยไม่ให้รู้ตัวจนกว่าจะอยู่ข้างๆ แล้ว. เธอถือเหรียญทองแดงเหรียญเดิม พลิกมันไปมาบนข้อนิ้ว.
"ไกร์ฟอนเล่าให้ฟังแล้ว" เธอพูด "เรื่องเทวรัฐ. เรื่องที่พวกเขาบูชาเรา"
"พวกเขาไม่ได้บูชาเรา" เวอร์ดานตอบ มองออกไปทางใต้ ที่ขอบฟ้าซึ่งมืดสนิทไม่ต่างจากทิศอื่น "พวกเขาบูชาศพของเรา. บูชาเศษของขวานหักกับเครื่องต้มน้ำที่เด็กในยุคทองทิ้งขว้าง. พวกเขาเอาขยะของเรามาตั้งบนแท่นบูชา แล้วคุกเข่าให้มัน เพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไร"
ลิเลียเงียบ. เธอได้ยินสิ่งที่อยู่ใต้น้ำเสียงเรียบๆ นั้น — เธอได้ยินมันเสมอ.
"นายโกรธ" เธอพูดเบาๆ. ไม่ใช่คำถาม.
เวอร์ดานไม่ตอบทันที. ความโกรธเป็นคำที่ง่ายเกินไป. มันมีอย่างอื่นปนอยู่ในนั้นที่เขาไม่อยากตั้งชื่อ — ความรู้สึกของคนที่เดินกลับเข้าบ้านหลังจากหายไปนาน แล้วพบว่าคนแปลกหน้ารื้อบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ ขายตั๋วให้คนเข้าชมข้าวของของครอบครัวที่ตายไปแล้ว โดยอ้างว่ารักครอบครัวนั้นยิ่งกว่าใคร ทั้งที่ไม่เคยรู้จักหน้าตาพวกเขาด้วยซ้ำ.
"ทั้งโลกสร้างศาสนาขึ้นมาจากการตายของพวกเรา" เขาพูดในที่สุด "และไม่มีใครในศาสนานั้นรู้ด้วยซ้ำว่าพวกเราเคยมีหน้าตาแบบไหน. กิน นอน หัวเราะเรื่องอะไร. พวกเขารักภาพที่ตัวเองวาดขึ้น. ไม่ใช่เรา. เราตายไปจนแม้แต่คนที่บูชาเรายังไม่รู้ว่าเรามีจริง"
นั่นคือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่เวอร์ดานเคยพูดออกมาดังๆ ถึงความเหงาของการเป็นหนึ่งในยี่สิบแปดคนสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ทั้งเผ่าพันธุ์. ลิเลียรู้ว่ามันใกล้เคียงที่สุด. เธอจึงไม่ล้อ.
แต่เธอก็เป็นลิเลีย.
"หรือ" เธอพูด หลังเงียบไปพอควร "พวกเขาแค่เป็นคนที่กลัวความมืด เวอร์ดาน. คนที่อยู่ในยุคที่เวทตายแล้ว ที่จุดไฟยังต้องฝึกสามปี แล้ววันหนึ่งขุดเจอของที่เรืองแสงเองได้โดยไม่ต้องฝึกเลย. แล้วพวกเขาก็ทำสิ่งที่คนทำมาตลอด — สร้างเรื่องเพื่ออธิบายสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ. มันไม่ได้เกี่ยวกับนายเลย. มันเกี่ยวกับว่าพวกเขากลัว"
เวอร์ดานหันมามองเธอ.
"เธอกำลังจะบอกว่าเทวรัฐไม่ใช่ภัย"
"ฉันกำลังจะบอกว่านายยังไม่รู้ว่ามันเป็นภัยหรือเปล่า" ลิเลียยักไหล่ "แต่ฉันรู้จักนาย. นายได้ยินคำว่า 'มีคนเก็บของเผ่าเราอย่างเป็นระบบ' แล้วนายไม่ได้คิดว่า 'พวกเขาเป็นคนน่าสงสารที่กราบขยะ'. นายคิดว่า 'พวกเขารู้บางอย่าง'. นายคิดว่ามันคือมือที่สาม. มือเดียวกับที่นายเชื่อว่าวางดเรคไว้ มือเดียวกับที่นายเชื่อว่ากัดประตูอนาคตให้พัง"
เธอพลิกเหรียญทองแดงขึ้นกลางอากาศ จับมันไว้บนหลังมือ.
"นายเก็บมือที่สามไว้เยอะนะเวอร์ดาน. มือเดียวคงทำงานไม่ทันหรอก"
เวอร์ดานหันกลับไปมองทิศใต้.
"ก็เพราะมีแต่ข้าที่เก็บมันไว้ไง" เขาพูด เสียงเบาลงจนเกือบกลืนหายไปในลม "ถ้าไม่มีมือที่สาม ลิเลีย — ถ้าไม่มีศัตรู ถ้าไม่มีใครจัดฉาก ถ้าโลกนี้แค่อ่อนแอจริงๆ และประตูอนาคตแค่พังเอง — งั้นทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับยี่สิบแปดชีวิต ก็มาจากมือเดียว"
เขาแบมือออกมา มองฝ่ามือตัวเองในแสงไฟเมือง.
"มือข้า"
ลิเลียไม่พูดอะไร. นี่คือเรื่องเดียวที่เธอไม่เคยเถียงเขาจริงจัง. เพราะเธอรู้ว่ามันไม่ใช่ตรรกะที่ค้ำเขาไว้ มันคือบาดแผล. และคนเราไม่เถียงกับบาดแผลของคนอื่น. เราแค่ยืนข้างๆ ให้มันรู้ว่าไม่ได้เลือดออกอยู่คนเดียว.
"สิ่งที่นายกลัว" เธอพูดในที่สุด คำเดิม เสียงนุ่มกว่าทุกครั้ง "บางทีมันก็อยู่ในหัวนายเอง"
"ข้ารู้" เวอร์ดานตอบ — และนั่นคือครั้งแรกที่เขายอมรับมันออกมา "แต่ถ้ามันอยู่ในหัวข้า แล้วมันเดินทางไปอยู่ในทะเลทรายทางใต้ได้ยังไง"
ลิเลียไม่มีคำตอบ. ลมพัดผ่านกำแพงหินขาว. และไกลออกไปทางใต้ เกินขอบฟ้า เกินทะเลทราย ในวิหารที่คนเป็นพันคุกเข่ารอเทพที่จากไป — บางสิ่งกะพริบขึ้นแล้วดับลง เหมือนเทียนที่มีคนจุดแล้วเป่า จุดแล้วเป่า ลองผิดลองถูก.
---
ไกร์ฟอนกลับมาในอีกสองวัน — ไม่ใช่กลับจากที่ไหน เพราะเขาไม่ได้ไปไหน แต่กลับมาพร้อมสิ่งที่ข่ายข่าวกรองของเขาไหลกลับเข้าหา.
เขาเข้ามาในห้องประชุมวงในไร้หน้าต่างขณะที่เวอร์ดาน เซเรน่า คาสเทล และลิเลีย อยู่กันพร้อม. ราฮับยืนเฝ้าประตูตามเคย เงียบราวเป็นส่วนหนึ่งของผนัง. ไกร์ฟอนถือม้วนหนังม้วนหนึ่ง — ไม่ใช่รายงาน. ใหญ่และหนักกว่ารายงาน.
"พ่อค้าเร่คนหนึ่งขายของให้เราเมื่อวาน" ไกร์ฟอนพูด วางม้วนหนังลงบนโต๊ะหิน "เขาเคยเป็นลูกหาบให้คาราวานเทวรัฐอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหนีออกมาเพราะกลัว. เขาขโมยของติดมือมาชิ้นหนึ่งตอนหนี. ไม่ใช่โบราณวัตถุ. เป็นของที่เทวรัฐแจกให้ผู้ศรัทธาตามเส้นทาง — ภาพรูปเคารพ. ภาพของ 'เทพที่จากไป' ที่พวกเขาบูชา"
เขาวางมือบนม้วนหนัง แต่ยังไม่คลี่.
"ผมดูมันแล้วครับท่าน" ไกร์ฟอนพูด และเป็นครั้งแรกในรอบนานที่เวอร์ดานได้ยินเสียงเขาสั่นเล็กน้อย — ไกร์ฟอนผู้ไม่เคยสั่น "ผมว่าทุกคนควรดูพร้อมกัน"
เขาคลี่ม้วนหนังออก.
ภาพในนั้นวาดด้วยมือคนยุคนี้ — ฝีมือหยาบ สีซีด เส้นไม่มั่นคง วาดจากความศรัทธามากกว่าจากการเห็นจริง. มันวาดร่างหนึ่งยืนอยู่กลางแสง มือยกขึ้นราวประทานพร เบื้องหลังเป็นเมืองที่เรืองรอง. รัศมีรอบศีรษะ. ท่าทางของเทพในจินตนาการของคนที่ไม่เคยเห็นเทพ.
แต่ใบหน้า.
ใบหน้านั้นไม่ได้วาดจากจินตนาการ.
ห้องเงียบลงทันทีและสนิทจนเวอร์ดานได้ยินเสียงคริสตัลในห้องเฝ้าฟังที่อยู่อีกฟากกำแพงครางต่ำๆ. เซเรน่าซึ่งไม่เคยแสดงอะไรบนใบหน้า วางปากกาลง. คาสเทลกลั้นหายใจ. ลิเลียที่กำลังจะพูดอะไรกวนๆ หุบปากไปกลางคำ.
เพราะใบหน้าในภาพ — โครงหน้า ดวงตาที่เอียงลึก สันจมูก รูปแบบของคิ้ว — ไม่ใช่ใบหน้าของคนยุคนี้.
มันเป็นใบหน้าของชาวอัสนีเทพ.
ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งในห้อง. ไม่ใช่ใครที่พวกเขารู้จัก. แต่เป็นใบหน้าของ *เผ่าพวกเขา* อย่างไม่ผิดเพี้ยน — แบบที่คนนอกวาดเลียนไม่ได้ ถ้าไม่เคยเห็นของจริง หรือเห็นภาพของของจริงที่เก่าแก่กว่าตัวภาพนี้มากมายนัก.
"ใครก็ตามที่วาดภาพแรกที่ภาพนี้ลอกมา" เวอร์ดานพูด เสียงเรียบจนน่ากลัว นิ้วลอยเหนือใบหน้าในภาพโดยไม่แตะ — เพราะถ้าแตะ เขากลัวว่าจะได้รู้ว่ามันเก่าแค่ไหน "เคยเห็นเผ่าเรา. เห็นจริงๆ. ไม่ใช่เห็นซากเทพ ไม่ใช่เห็นเครื่องต้มน้ำ. เห็น *หน้า* เรา. ใกล้พอจะจำโครงหน้าได้"
"พันปีก่อน เผ่าเราหายไปในคืนเดียว" คาสเทลพูดเบาๆ พูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับใคร "ถ้าหายในคืนเดียวจริง... ไม่น่าจะมีใครเห็นเราทันวาดรูป"
"นอกจาก" ลิเลียพูดต่อ และเสียงเธอไม่มีความกวนเหลืออยู่เลย "จะมีคนหนึ่งที่อยู่ในคืนนั้น. แล้วรอด"
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ.
เวอร์ดานยืนมองภาพ. มองใบหน้าของเผ่าตัวเองที่คนยุคนี้คุกเข่ากราบมานานหลายชั่วอายุคน โดยไม่รู้ว่าใบหน้านั้นยังเดินอยู่บนโลก ห่างจากแท่นบูชาของพวกเขาไปไม่กี่สิบวันเดิน. เขารู้สึกได้ถึงคำถามที่ลอยอยู่ในห้องเงียบงัน — คำถามเดียวกับที่ลอยอยู่หน้าจารึกแผนที่วิหารพี่น้อง คำถามเดียวกับที่หญิงนักบวชผ้าคลุมแถบเงินทิ้งไว้เมื่อเธอเปล่งคำว่า "ผู้ถือกุญแจ" แล้วหายตัวไป.
*มีพี่น้องอัสนีเทพรอดจากคืนนั้น นอกจากยี่สิบแปดคนของเราหรือเปล่า.*
และอีกคำถามที่เย็นกว่า ที่เวอร์ดานเก็บไว้คนเดียวตามเคย:
*ถ้ามี — ทำไมเขาไม่ตามหาพวกเรา. หรือเขากำลังตามหาอยู่. และนั่นคือเสียงสะท้อนทางใต้ที่เป่าเทียนจุดเทียน ลองผิดลองถูก — ไม่ใช่คนยุคนี้ที่ปลุกของเล่นไม่เป็น แต่เป็นคนของเราที่พยายามส่งสัญญาณ. หรือพยายามปลุกบางอย่างที่ไม่ควรปลุก.*
เขาม้วนภาพกลับช้าๆ ด้วยมือที่นิ่งสนิท — นิ่งเกินไป แบบที่ลิเลียรู้ว่าแปลว่าเขากำลังคิดเร็วที่สุดในชีวิต.
"ไกร์ฟอน" เขาพูด "ลูกหาบที่ขโมยภาพนี้มา. เขายังอยู่ในเมืองไหม"
"อยู่ครับ. ผมกักตัวเขาไว้แล้ว — อย่างสุภาพ"
"ดี" เวอร์ดานวางม้วนภาพลง. "ข้าอยากคุยกับเขา. และข้าอยากรู้ทุกอย่างที่เขาเห็นในวิหารกลางทะเลทรายนั้น — ทุกห้อง ทุกแท่นบูชา ทุกใบหน้าที่เขาจำได้ว่าใครเป็นคนสั่งให้แจกภาพนี้"
เขาเงยหน้าขึ้นมองทุกคนในห้อง — พวกพ้องที่เหลือ ยี่สิบแปดคนสุดท้ายในจักรวาล. คนที่ติดอยู่ที่นี่เพราะมือของเขา.
"เพราะถ้ามีคนของเราอยู่ทางใต้" เวอร์ดานพูด "ข้าจะหาเขาให้เจอก่อนสิ่งอื่นจะเจอ"
ไม่มีใครถามว่า "สิ่งอื่น" คืออะไร. แต่ลึกใต้เมืองนั้นเอง หลายชั้นลงไป ใต้หัวใจคริสตัลที่ยังเต้นช้าลงทีละจังหวะ หลังประตูดำสนิทที่ไม่มีอายุให้นับ — บางสิ่งที่รอมาพันปี และได้ยินชื่อ "เวอร์ดาน" มาแล้วครั้งหนึ่ง ก็ขยับฟังคำว่า "ทางใต้" อย่างเงียบเชียบ.
แล้วในทะเลทรายไกลโพ้น เทียนก็ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง.
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.