Chapter 32
32 / 82
17 min read
บทที่ 32 — ดเรคผู้ศรัทธา
Published Jun 1, 2026, 01:19 PM
ลานหน้าปราสาทกลางนครรุ่งอรุณยังมีกลิ่นเหล็กกับเลือดแห้งติดอยู่ในอากาศตั้งแต่เมื่อวาน แม้คนของเซเรน่าจะกวาดล้างจนพื้นหินขาวเงาวับไปแล้วก็ตาม. กลิ่นบางอย่างล้างไม่ออกด้วยน้ำ. มันซึมเข้าความทรงจำของเมืองที่เพิ่งเห็นกองทัพหกพันคนสลายในวันเดียว.
เวอร์ดานยืนอยู่บนระเบียงหินมองลงไปเบื้องล่าง.
และเบื้องล่างนั้น ชายที่ทั้งทวีปเรียกว่าหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุค กำลังคุกเข่า.
ดเรคคุกเข่าบนพื้นหินขาว ร่างสูงผอมของเขาห่อลงครึ่งหนึ่งจากที่เคยเป็น. แขนซ้ายห้อยนิ่งข้างลำตัวราวกับไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป — เส้นเอ็นเวทในแขนนั้นขาดสะบั้นตอนเขาทุ่มพลังครั้งสุดท้ายในการดวล. ขาขวาสั่นเป็นระยะโดยที่เขาบังคับไม่ได้. แต่หลังของเขาตรง. ตรงอย่างที่คนกำลังจะสาบานบางสิ่งที่สำคัญกว่าชีวิตเท่านั้นจะทำได้.
"ข้าขอรับใช้ท่าน" ดเรคพูด เสียงแหบแต่หนักแน่น. "นครรุ่งอรุณ. และผู้ที่ยืนเหนือมัน."
เวอร์ดานไม่ตอบทันที.
*ในใจเขาคำนวณ — ชายคนนี้ไร้ค่าทางทหารไปแล้ว. เส้นเวทขาด เดินยังลำบาก ยกดาบไม่ได้ด้วยซ้ำ. ในสมการของสงคราม เขาเป็นศูนย์. แต่ในสมการของข้อมูล...* เวอร์ดานปล่อยให้ความคิดวิ่งต่อ เย็นและเป็นระเบียบ. *...ในสมการของข้อมูล เขาคือเส้นด้ายเส้นเดียวที่ข้ามีอยู่ ที่อาจพันกลับไปถึงมือซึ่งวางเขาไว้บนกระดานนี้.*
เวอร์ดานเดินลงจากระเบียง.
ชาวเมืองที่มุงดูอยู่รอบลานถอยกรูเปิดทางให้เขาราวกับน้ำแยกออกจากกัน. มีคนคุกเข่าตามไปเป็นระลอก บางคนกระซิบมนตร์ขอพรเอง บางคนแค่จ้องด้วยตาเป็นประกาย. เฒ่ามารินยืนอยู่แถวหน้า มือเหี่ยวๆ ของเขากุมหน้าอกตัวเอง น้ำตาไหลพรากโดยที่แกไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ — เพราะแกกำลังเห็นกับตาในสิ่งที่แกเล่าเป็นตำนานมาหลายสิบครั้ง: ผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุคยอมสยบต่อ "ท่านผู้ที่เทพส่งมา".
เวอร์ดานเดินผ่านพวกเขาทั้งหมดไปโดยไม่มองแม้แต่คนเดียว แล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าดเรค.
"เงยหน้าขึ้น" เขาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพถ่อมตนตามเคย — น้ำเสียงเดียวกับที่เขาใช้กับนายกเทศมนตรี กับขอทาน กับศัตรู ไม่เคยเปลี่ยน. "ข้าอยากเห็นหน้าคนที่จะสาบานตน."
ดเรคเงยหน้า.
และเวอร์ดานเห็นมัน — เห็นสิ่งที่เขาไม่ได้คาดไว้. ไม่ใช่ความแค้น. ไม่ใช่ความสิ้นหวังของคนที่แพ้แล้วหมดทางสู้. ในดวงตาของดเรคมีบางอย่างที่เวอร์ดานเคยเห็นในตาของเฒ่ามารินมาแล้ว และทุกครั้งที่เห็นมันเขารู้สึกหนาวสันหลังเสมอ.
ศรัทธา.
*ไม่ใช่ความกลัว.* เวอร์ดานคิด. *เขาไม่กลัวข้า. เขา — เลื่อมใส.*
—
ดเรคถูกพาเข้าไปในห้องเล็กชั้นล่างของปราสาท ห้องที่เซเรน่าจัดไว้สำหรับ "การสนทนาที่ไม่ควรมีหูคนอื่น". ลิเลียตามเข้าไปด้วยในฐานะจอมเวทรักษา — อย่างน้อยนั่นคือข้ออ้าง. จริงๆ แล้วเธอตามเข้าไปเพราะเธอเห็นสีหน้านายตอนได้ยินคำว่า "ขอรับใช้" และเธอรู้ว่าสีหน้านั้นแปลว่าอะไร.
มันแปลว่านายกำลังจะถามคำถามที่ผิด.
ลิเลียวางมือบนแขนซ้ายของดเรค ปล่อยเวทรักษา Tier ที่เธอจงใจกดให้ดูเหมือนเวทธรรมดาของยุคนี้ — แสงนวลอ่อนๆ ที่ชาวเมืองคงคิดว่าเป็นปาฏิหาริย์ แต่ในสายตาเผ่าอัสนีเทพมันคือเศษเสี้ยวของเศษเสี้ยว.
เส้นเอ็นเวทที่ขาดของดเรคไม่ต่อกลับ. มันขาดถาวร. แต่ความปวดที่ทรมานเขาอยู่ทุเลาลง.
ดเรคหายใจออกยาว ราวกับวางของหนักที่แบกมานานลง. "ขอบคุณ" เขาพูดกับลิเลีย. "ข้า... ไม่ได้คาดว่าจะมีใครรักษาคนที่เพิ่งยกทัพมาฆ่าตัวเอง."
"เราไม่ได้รักษาเพราะเมตตาหรอกนะ" ลิเลียยิ้มกวนๆ ตามนิสัย. "นายมีค่ากว่าตอนยังเดินได้นิดหน่อย แค่นั้นแหละ."
เธอพูดเล่น. แต่เวอร์ดานที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะคิดสิ่งเดียวกันนั้นอย่างจริงจัง — และนั่นคือความต่างระหว่างลิเลียกับนายของเธอ ที่เธอเองก็รู้ดี.
"เล่ามา" เวอร์ดานเอ่ย. "ตั้งแต่ต้น. เจ้าเป็นใคร เจ้ามาจากไหน และเจ้ามาอยู่กับเบรนเดลได้อย่างไร."
ดเรคพยักหน้า. เขาเล่า.
และยิ่งเล่า เวอร์ดานยิ่งเงียบ.
ดเรคเล่าว่าเขาเกิดในหมู่บ้านเล็กไร้ชื่อทางเหนือ ลูกของช่างตีเหล็กที่ตายตั้งแต่เขายังจำหน้าไม่ได้. เขาโตมาโดยไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ไม่มีแม้แต่ชื่อสกุลให้เอ่ย. แล้ววันหนึ่งตอนอายุสิบสอง เขาจุดไฟด้วยเวท Tier หนึ่งได้สำเร็จเป็นครั้งแรก — และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนในหมู่บ้านมองเขาด้วยสายตาที่ไม่ใช่ความสงสาร.
"ข้าจำได้" ดเรคพูด สายตาเขาลอยไปไกล. "ข้าจำความรู้สึกนั้นได้ทุกรายละเอียด. เป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกว่า — ข้ามีอยู่จริง. ก่อนหน้านั้นข้าเป็นแค่เด็กกำพร้าอีกคนที่โลกไม่จำเป็นต้องจดจำ. แต่พอข้าจุดไฟได้... ข้ากลายเป็นใครสักคน."
จากวันนั้นเขาไล่ตามมันไม่หยุด. ตามล่าครูทุกคนที่อ้างว่ารู้เรื่องเวทมากกว่าตน. ฝึกจนนิ้วพอง จนเลือดออกจากตา จนเป็นลมกลางทุ่งแล้วลุกขึ้นฝึกต่อ. ในยุคที่คนทั้งทวีปทำได้แค่จุดไฟกับห้ามเลือด เขาดันเพดานตัวเองขึ้นไปทีละนิ้ว ทีละนิ้ว ด้วยราคาที่ร่างกายเขาจ่ายทุกวัน.
จนวันที่เขาแตะขอบของเวทขั้นกลางได้.
"ท่านรู้ไหมว่ามันรู้สึกอย่างไร" ดเรคถามโดยไม่ได้หวังคำตอบ. "การเป็นหนึ่งในไม่ถึงสิบคนของทั้งทวีป. ทุกคนมองข้าเหมือนข้าเป็นเทพครึ่งองค์. กษัตริย์ส่งทูตมาเชิญ. ขุนนางเสนอที่ดิน. หญิงสาวที่ไม่เคยมองข้าตอนข้าเป็นเด็กกำพร้า ยอมทุกอย่างเพื่อให้ข้าเหลียวมอง." เขาหยุด. "แต่ข้ารู้ความลับที่พวกเขาไม่รู้."
"ความลับอะไร" ลิเลียถาม.
"ว่าข้าซื้อมันด้วยร่างของตัวเอง" ดเรคยกแขนซ้ายที่ห้อยนิ่งขึ้นเล็กน้อย. "ทุกครั้งที่ข้าใช้เวทขั้นกลาง มันกัดกินข้าจากข้างใน. เส้นเวทในร่างคนเราไม่ได้สร้างมาให้ทนพลังขนาดนั้น. ข้ารู้มาตลอดว่าวันหนึ่งข้าจะใช้มันครั้งสุดท้าย แล้วร่างนี้จะพัง. ข้าแค่ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาเร็วแค่ไหน." เขายิ้มบางๆ ขมขื่น. "ข้าจึงเลือกขายฝีมือให้คนที่จ่ายแพงที่สุดเสมอ. เพราะถ้าข้าจะพังในที่สุด อย่างน้อยข้าก็อยากพังในขณะที่มีคนเห็นว่าข้ามีค่า."
ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง.
ลิเลียมองเวอร์ดานจากหางตา. เธอเห็นว่านายของเธอกำลังฟัง — แต่ฟังคนละเรื่องกับที่ดเรคกำลังเล่า. ดเรคกำลังเปลือยปมที่ลึกที่สุดของชีวิตตัวเองออกมา: ความหิวกระหายที่จะมีค่าพอจะถูกจดจำ ของเด็กกำพร้าที่โลกไม่เคยจำเป็นต้องจำ. แต่เวอร์ดานกำลังฟังหาอย่างอื่น. เวอร์ดานกำลังฟังหา *มือ*.
"แล้วเบรนเดล" เวอร์ดานถาม. "เขาหาเจ้าเจอได้อย่างไร."
"เขาจ่ายแพงที่สุด" ดเรคตอบเรียบ. "แค่นั้น. เขาเพิ่งปล้นได้ทองมากที่สุดในภูมิภาค. ข้าได้ยินมา ข้าไปหาเขา เขาเสนอราคา ข้ารับ. ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่านั้น."
*โกหก.* เวอร์ดานคิดทันที. *หรือไม่ก็เจ้าไม่รู้ตัวว่าถูกหลอก.*
"ก่อนเบรนเดล เจ้ารับใช้ใคร" เขาถามต่อ น้ำเสียงยังคงสุภาพแต่คมขึ้นอย่างแนบเนียน. "ใครฝึกเจ้าตอนเจ้าแตะขั้นกลาง. ครูคนสุดท้ายของเจ้าชื่ออะไร อยู่ที่ไหน."
ดเรคหยุดคิด. "ข้าไม่มีครูคนสุดท้าย ท่าน. ขั้นกลาง... ไม่มีใครสอนได้. ข้าคลำหาทางเองในความมืด เสียเวลาไปสิบปี เกือบตายสามครั้ง. ครูคนสุดท้ายที่สอนอะไรข้าได้จริงๆ ตายไปแล้วเมื่อแปดปีก่อน เป็นเฒ่าขี้เมาที่รู้เรื่องเวทมากกว่าที่ควรจะรู้ แต่แกก็แค่นักเก็บของเก่าคนหนึ่ง ไม่มีอะไรพิเศษ."
"นักเก็บของเก่า" เวอร์ดานทวนคำช้าๆ. "ที่รู้เรื่องเวทมากกว่าที่ควรจะรู้."
"ขอรับ. แต่แกตายแล้ว ท่าน. ตายในกองขยะหลังโรงเหล้า. ไม่มีอะไรเหลือ."
เวอร์ดานเงียบ.
*นั่นไง.* ความระแวงในหัวเขาเรียงตัวกันอีกครั้ง อย่างเป็นระเบียบ อย่างเย็นชา. *"เฒ่าขี้เมาที่รู้เรื่องเวทมากกว่าที่ควรจะรู้" แล้วตายโดยไม่เหลือร่องรอย ทันทีหลังจากสอนสิ่งที่จะผลักเด็กกำพร้าคนหนึ่งให้ไต่ถึงขั้นกลาง. บังเอิญเหรอ. ทุกอย่างมีคนเช็ดให้สะอาด. ทุกเส้นด้ายถูกตัดก่อนข้าจะตามถึงปลาย. เจ้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าถูกหล่อหลอมมา ดเรค — เจ้าคิดว่าเจ้าไต่ขึ้นมาเอง แต่มีคนวางบันไดให้เจ้าทุกขั้น แล้วเผาบันไดทิ้งหลังเจ้าก้าวผ่าน.*
เขาไม่รู้ว่าความจริงนั้นเรียบง่ายราวฟ้าโล่ง — ว่าเฒ่าขี้เมาคนนั้นก็แค่เฒ่าขี้เมาคนหนึ่ง คนยุคนี้ที่บังเอิญสะสมเศษความรู้จากซากเทพมามากกว่าคนอื่น แล้วตายเพราะตับพังตามวัย ในกองขยะหลังโรงเหล้าที่เขาดื่มจนหมดตัว. ไม่มีใครเช็ด. ไม่มีใครวางบันได. มีแต่เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่หิวความหมายมากพอจะปีนนรกขึ้นมาด้วยมือเปล่า.
แต่ในโลกของเวอร์ดาน ไม่มีอะไรเรียบง่าย. ทุกความบังเอิญคือหลักฐานของแผนที่ใหญ่กว่า. ยิ่งเส้นด้ายขาด ยิ่งพิสูจน์ว่ามีกรรไกรที่คมและมองไม่เห็น.
"นาย" ลิเลียเอ่ยเบาๆ เป็นภาษาเผ่าอัสนีเทพ เสียงที่ดเรคฟังไม่ออก. "นายกำลังทำหน้าแบบนั้นอีกแล้ว."
"ข้ารู้" เวอร์ดานตอบในภาษาเดียวกัน โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า.
"เขาเป็นแค่เด็กกำพร้าที่อยากมีค่า นาย. ไม่มีมือไหนอยู่หลังเขา. มีแค่ความเหงา."
"บางทีเจ้าอาจจะถูก" เวอร์ดานตอบ. แต่ลิเลียได้ยินในน้ำเสียงนั้นแล้ว — ได้ยินว่าเขาไม่เชื่อแม้แต่พยางค์เดียว.
—
เวอร์ดานยอมรับดเรคไว้.
เขาประกาศต่อหน้าทุกคนในลานว่า "นครรุ่งอรุณยินดีต้อนรับผู้ที่วางอาวุธลงและเลือกสันติ" — ประโยคสวยงามที่เฒ่ามารินจดจำไปเล่าต่ออีกร้อยครั้ง. แต่ในใจเวอร์ดานเหตุผลมีเพียงข้อเดียว และมันเย็นเฉียบ: *ถ้าข้าเก็บเขาไว้ใกล้ตัว มือที่วางเขาไว้อาจขยับอีกครั้งผ่านเขา. และคราวนี้ข้าจะเห็น.*
เขาสั่งให้คาสเทลจัดที่พักให้ดเรคในเขตที่ "มองเห็นได้ง่าย" — เจตนาจริง: ที่ที่เฝ้าได้สะดวก. คาสเทลตีความว่านายต้องการ "ให้เกียรติแขกผู้ทรงคุณวุฒิ" จึงสร้างห้องพักที่สวยงามจนดเรคยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเป็นนาที ไม่กล้าเข้า เพราะตลอดชีวิตเขาไม่เคยนอนในที่ที่ดีกว่าค่ายทหารและกองฟาง.
ดเรคไม่รู้ว่าทุกผนังในห้องนั้นมีกลไกเฝ้าฟังของวิหารฝังอยู่. เขาเพียงคุกเข่าลงในห้องที่งดงามเกินกว่าเด็กกำพร้าคนหนึ่งจะเคยฝัน แล้วร้องไห้เงียบๆ คนเดียว — เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่ามาถึงที่ที่ควรอยู่.
และเหนือทุกผนังนั้น ในห้องหินไร้หน้าต่างของวงใน เวอร์ดานฟังเสียงนั้นผ่านกลไกของคาสเทล แล้วตีความผิดว่าเป็นการแสดง.
*เขาเล่นบทคนซาบซึ้งได้ดี.* เวอร์ดานคิด. *ดีเกินไป. คนที่มือที่สามวางมาทุกคนเล่นบทได้ดีทั้งนั้น.*
ลิเลียยืนข้างเขา ฟังเสียงร้องไห้นั้นเหมือนกัน. แต่เธอได้ยินสิ่งที่มันเป็นจริงๆ — เสียงของคนที่ตามหาบ้านมาทั้งชีวิตแล้วเพิ่งหลงคิดว่าเจอ.
เธอไม่พูดอะไร. การเถียงกับบาดแผลของนายไม่เคยได้ผล. เธอเรียนรู้สิ่งนั้นแล้วเมื่อหลายคืนก่อน.
—
ข่าวเดินทางเร็วกว่าม้า.
ภายในสามวัน เรื่องราวที่ว่า "ดเรค ผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุค ผู้ฉีกประตูเหล็กด้วยลมเวท ผู้ทำฝนตกในทะเลทราย — คุกเข่าสวามิภักดิ์ต่อเจ้าผู้ครองนครรุ่งอรุณ" ได้เดินทางออกไปไกลกว่าที่ราฮับเคยเดินในคืนเดียว. ไกลกว่าที่เสียงสะท้อนของแกนวิหารเคยแผ่ไปถึง.
เพราะเรื่องราวก่อนหน้านี้ของนครรุ่งอรุณ — โจรพันคนหายในคืนเดียว, เมืองที่เทพสร้างให้คนยาก — ยังเป็นเรื่องที่คนภาคกลางฟังแล้วยิ้มมุมปาก เรียกว่านิทานชายแดน. แต่ดเรคเป็นคนจริงที่กษัตริย์รู้จัก ที่ขุนนางเคยเสนอที่ดินให้ ที่ทูตของสามนครรัฐเคยไปเชิญ. ดเรคไม่ใช่ตำนาน. ดเรคคือข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้.
และเมื่อข้อเท็จจริงที่ชื่อดเรคคุกเข่าลง — ตำนานที่ชื่อเวอร์ดานก็กลายเป็นข้อเท็จจริงไปด้วย.
เซเรน่านำรายงานมาเสนอเวอร์ดานในเช้าวันที่สาม สมุดบัญชีในมือเปิดไปหน้าที่เธอขีดเส้นไว้เป็นระเบียบ.
"ผลของศึกครั้งนี้เกินกว่าตัวเลขทหาร เจ้าค่ะ" เธอรายงานด้วยน้ำเสียงเรียบราวกับอ่านราคาข้าว. "ในสิบวันที่ผ่านมา มีคำขอสวามิภักดิ์จากหมู่บ้านอิสระเพิ่มอีกสิบเอ็ดแห่ง. มีพ่อค้าจากเวลด์ฮอลม์สามรายขอตั้งสำนักการค้าถาวรในเมือง. มีอดีตทหารรับจ้างเก้าคนเดินทางมาขอเข้าร่วม — โดยเอ่ยชื่อดเรคเป็นเหตุผล. และ..." เธอหยุดเล็กน้อย "...มีคนนำเครื่องบูชามาวางหน้าประตูเหนือทุกเช้า. เราเก็บออกทุกวัน. มันกลับมาทุกวัน."
"เครื่องบูชา" เวอร์ดานทวน.
"ชาวเมืองเริ่มไม่แน่ใจว่าท่านเป็นเจ้าผู้ครองนคร หรือเป็นอย่างอื่น เจ้าค่ะ" เซเรน่าพูดเรียบ. "ในแง่การปกครอง มันมีประโยชน์. ความศรัทธาเป็นทรัพยากรที่เก็บภาษีไม่ได้แต่ใช้ได้ดีกว่าภาษี. ในแง่..." เธอเงยหน้าขึ้นมองนาย "...ในแง่ของท่าน ดิฉันไม่ทราบว่ามันเป็นประโยชน์หรือไม่."
เวอร์ดานไม่ตอบ.
*เครื่องบูชาที่กลับมาทุกวัน.* เขาคิด. *ธงที่ปักบนหลังข้า สูงขึ้นทุกวัน. ดเรคยอมสยบ แปลว่าทั้งทวีปได้ยินแล้วว่าที่นี่มีบางอย่างที่เหนือกว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุค. ถ้ามีภัยที่เก่งกว่าฟังอยู่ — ตอนนี้มันรู้แล้วว่าข้าอยู่ตรงไหน และข้าใหญ่แค่ไหน. ข้าพยายามจะตัวเล็กลงทุกวิถีทาง แล้วทุกวิถีทางกลับทำให้ข้าตัวใหญ่ขึ้น.*
เขามองออกไปนอกช่องระบายอากาศแคบๆ ของห้องวงใน เห็นแสงแดดยามเช้าตกกระทบถนนหินขาวที่คาสเทลสร้าง "เผื่อไว้" จนมันสวยเกินกว่าเมืองลี้ภัยควรจะสวย.
มันเป็นกับดักเดิม. กับดักที่ไม่มีทางออก. ยิ่งเขาเก่ง คนยิ่งบูชา. ยิ่งเขาถ่อมตัว คนยิ่งเล่าขานความถ่อมตัวนั้นจนกลายเป็นคุณธรรมระดับเทพ. ยิ่งเขาซ่อน เขายิ่งเด่น.
แต่ครั้งนี้มีอะไรที่ต่างออกไป. ครั้งนี้เขายอมรับดเรคไว้ *โดยตั้งใจ* — ยอมให้ตำนานพุ่งสูง ยอมให้ธงปักสูงขึ้น — เพราะเขาคิดว่าเขากำลังวางเหยื่อล่อ. *ถ้าข้าดังพอ มือที่สามต้องขยับ. มันลงทุนวางดเรคไว้กับเบรนเดล มันต้องอยากรู้ว่าดเรคที่อยู่กับข้าตอนนี้กลายเป็นอะไร. มันจะส่งคนมา. มันจะพยายามติดต่อ. แล้วตอนนั้น — ตอนนั้นข้าจะเห็นหน้ามันเสียที.*
เขาไม่เคยคิดเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวว่า มือที่เขากำลังล่อ อาจไม่มีอยู่ตั้งแต่ต้น. ว่าเขากำลังขุดหลุมดักจับเงาของตัวเอง.
—
ดเรคใช้เวลาสามวันแรกในนครรุ่งอรุณเดินสำรวจเมืองอย่างคนที่ไม่เชื่อสายตาตัวเอง.
เขาเคยเห็นนครหลวงของจักรวรรดิเวสปร้า. เคยเห็นกำแพงหินของคาลริกที่เล่าขานว่าแข็งแกร่งที่สุดในทวีป. แต่ไม่มีที่ไหนเหมือนที่นี่. ที่นี่ถนนเรืองแสงอุ่นเท้าในยามค่ำ. ที่นี่น้ำสะอาดไหลจากท่อเข้าทุกบ้านโดยไม่ต้องตักจากบ่อ. ที่นี่เด็กกำพร้า — เด็กกำพร้าแบบที่เขาเคยเป็น — มีข้าวกินทุกมื้อและมีคนสอนหนังสือ.
ดเรคยืนดูเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นรอบน้ำพุเวทกลางตลาด แล้วน้ำตาเขาก็ไหลอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว.
"เจ้าคิดว่ามันเป็นเวทอะไร" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างเขา.
ดเรคหันไป. ลิเลียยืนอยู่ มือไพล่หลัง มองน้ำพุเหมือนกัน.
"ข้าไม่ทราบ" ดเรคตอบตามตรง. "ข้าใช้เวทมาทั้งชีวิต ไต่ถึงขั้นกลางด้วยร่างพังๆ นี่. แต่ข้ามองน้ำพุนั้นแล้วไม่เข้าใจมันเลยสักนิด. มันไม่ใช่ Tier หนึ่ง ไม่ใช่ขั้นกลาง. มันเป็น... อย่างอื่น. ข้าไม่มีคำเรียกมัน."
ลิเลียยิ้มบางๆ. "บางทีคำที่นายตามหามาทั้งชีวิต — ความแข็งแกร่ง — มันอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทางที่นายปีนขึ้นไป" เธอพูด. "บางทีมันอาจเป็นคนละภูเขากันเลยก็ได้."
ดเรคมองเธอ ไม่เข้าใจทั้งหมด. แต่เขาจำคำนั้นไว้.
"ท่านผู้ครองนคร" เขาเอ่ยขึ้นหลังเงียบไปครู่ "เขาคือคนแบบไหนกันแน่. ข้าได้ยินตำนานก่อนมาที่นี่ — ว่าเขาคือผู้ที่เทพส่งมา ผู้ปลดปล่อยคนยาก. แต่ตอนข้าคุกเข่าต่อหน้าเขา ข้าเห็นบางอย่างในตาเขาที่ไม่เหมือนวีรบุรุษในตำนานเลย."
ลิเลียนิ่งไป. "เห็นอะไร" เธอถามเบาๆ.
"ความระวัง" ดเรคพูดช้าๆ. "ราวกับเขามองข้าแล้วไม่ได้เห็นคนที่ยอมแพ้ — แต่เห็นกับดักที่อาจมีคนวางไว้. เขามองทุกอย่างแบบนั้นใช่ไหม. เหมือนคนที่เคยเสียทุกอย่างมาก่อน แล้วไม่ยอมเสียอีก."
ลิเลียมองดเรคนานขึ้น — มองด้วยสายตาใหม่. *เด็กกำพร้าคนนี้อ่านนายออกในสามวัน.* เธอคิด. *ในสิ่งที่คนทั้งเมืองมองไม่เห็นแม้อยู่มาหลายเดือน.*
"นายเป็นคนช่างสังเกตนะ ดเรค" เธอพูด.
"คนที่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ต้องเก่งเรื่องอ่านคนอื่น ครับ" ดเรคยิ้มขมๆ. "ไม่งั้นไม่รอด."
ลิเลียพยักหน้า. แล้วเดินจากไปเงียบๆ — โดยที่ในใจเธอ มีบางอย่างขยับ. เพราะดเรคเพิ่งพูดสิ่งที่ใกล้เคียงกับความจริงของนายมากกว่าที่ใครในเมืองนี้เคยพูด. และเขาพูดมันด้วยความเลื่อมใส ไม่ใช่ความสงสัย — ซึ่งทำให้มันยิ่งหนักหนา.
—
คืนนั้น เวอร์ดานนั่งอยู่คนเดียวในห้องหินวงใน ทบทวนทุกถ้อยคำของดเรคซ้ำแล้วซ้ำเล่า มองหารอยรั่ว มองหาเส้นด้ายที่จะพันกลับไปถึงมือในเงา.
ประตูเปิดโดยไม่เคาะ.
คาสเทลพุ่งเข้ามา — และเวอร์ดานรู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะคาสเทลที่ตื่นเต้นเกินเหตุเป็นเรื่องปกติ แต่คาสเทลที่ *หน้าซีด* ไม่ใช่.
"ท่าน" คาสเทลพูด เสียงสั่นเล็กน้อย ในมือถือแผ่นคริสตัลบางๆ ที่มีเส้นแสงวิ่งเป็นคลื่นอยู่บนนั้น. "แกนวิหาร. ข้าตรวจวัดเสียงสะท้อนยุคทองตามปกติหลังศึก เผื่อการใช้พลังของราฮับกับดเรคจะกระตุ้นอะไร — แล้วข้าพบสิ่งนี้."
เขาวางแผ่นคริสตัลลงบนโต๊ะหิน. เส้นแสงบนนั้นวิ่งเป็นคลื่น — ขึ้นลง ขึ้นลง — แล้วพุ่งขึ้นเป็นยอดแหลมสูงกว่าที่เคยมีมาทุกครั้ง.
"เสียงสะท้อนหลังศึกใหญ่ดังกว่าปกติ — อันนั้นข้าคาดไว้แล้ว เราใช้พลังเยอะ" คาสเทลพูดเร็วขึ้น. "แต่มันไม่ได้ดังแค่นั้น ท่าน. มันดังขึ้น *หลังจาก* ที่เราหยุดใช้พลังไปสองวันแล้ว. ตอนเราเงียบที่สุด — เสียงสะท้อนกลับดังที่สุด."
เวอร์ดานนิ่ง. "อธิบายให้ชัด."
คาสเทลกลืนน้ำลาย. "เสียงสะท้อนยุคทองมันควรเป็นเหมือน... เสียงสะท้อนของเรา. เราตะโกน มันก้อง เราเงียบ มันเงียบตาม. นั่นคือฟิสิกส์ของมัน." เขาชี้ที่ยอดแหลมบนคริสตัล. "แต่อันนี้ไม่ใช่เสียงก้องของเรา ท่าน. รูปคลื่นมันต่างกัน. มันไม่ใช่เสียงสะท้อนกลับจากผนัง."
"งั้นมันคืออะไร"
คาสเทลเงยหน้าขึ้น และในดวงตาที่ปกติเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแบบเด็กๆ คราวนี้มีเพียงความหนาวเย็น.
"มันเหมือน..." เขาพูดช้าๆ ราวกับไม่อยากให้คำนั้นหลุดออกมา. "...เหมือนมีใครอีกคนกำลังตะโกนกลับมา ท่าน. เบาๆ. ห่างไกล. จากที่ไหนสักแห่ง. เหมือนมีใครฟังเราอยู่จริงๆ — แล้วเพิ่งจะตอบ."
ในห้องหินไร้หน้าต่าง อากาศนิ่งสนิท.
เวอร์ดานมองยอดแหลมบนแผ่นคริสตัลที่ยังเต้นเป็นจังหวะช้าๆ — ขึ้น ลง ขึ้น ลง — เหมือนลมหายใจของบางสิ่งที่อยู่ไกลโพ้น และเพิ่งจะลืมตา.
*เห็นไหม.* เสียงเย็นในหัวเขาดังขึ้น — ครั้งนี้ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่ด้วยบางอย่างที่ใกล้เคียงกับ *ความโล่งใจ* อย่างน่าขนลุก. *ข้าพูดมาตลอด. มีบางอย่างฟังอยู่. ลิเลียบอกว่ามันคือผีในหัวข้า — แต่ผีไม่ตอบกลับด้วยคลื่นที่วัดได้บนคริสตัล.*
เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เพิ่งตอบกลับนั้น เคยล้างพี่น้องของเขาทั้งเผ่าในคืนเดียวเมื่อพันปีก่อน. ไม่รู้ว่ามันได้ยินชื่อเขามาแล้ว. ไม่รู้ว่ามันรอ — อดทนรอ เพราะมันรอมาพันปีแล้ว.
เขารู้เพียงว่าในที่สุด — เป็นครั้งแรก — เงาในความมืดที่เขาตามล่ามาตลอด ได้ส่งเสียงตอบกลับมา.
และเวอร์ดานยิ้มบางๆ ด้วยรอยยิ้มที่ไม่มีความสุขแม้แต่น้อย.
"ในที่สุด" เขาเอ่ยเบาๆ. "เจ้าก็ขยับเสียที."
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.