Chapter 38
38 / 82
15 min read
บทที่ 38 — ใบหน้าของเทพที่จากไป
Published Jun 1, 2026, 01:19 PM
ภาพวาดถูกคลี่ออกบนโต๊ะหินในห้องประชุมวงในที่ไร้หน้าต่าง และเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ไม่มีใครในห้องนั้นหายใจ
ม้วนหนังเก่ากว้างเท่าช่วงแขนคนสองคน ขอบกร่อนจนเป็นขุยสีน้ำตาล สีที่ลงไว้ซีดจางตามกาลเวลา แต่ลายเส้นยังคมพอ ยังบอกเล่าได้ครบ ไกร์ฟอนกดมุมทั้งสี่ลงด้วยก้อนหินกลมเล็กๆ อย่างประณีตราวกับวางหมากบนกระดาน แล้วถอยหลังหนึ่งก้าว มือไพล่หลัง
"ข้าให้คนคัดลอกมาสามชั้น" เขาว่าเรียบเฉย "ต้นฉบับยังอยู่ในวิหารเทวรัฐใต้ทะเลทราย นี่คือฉบับที่ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่สายของข้าจะลอกได้โดยไม่ถูกจับได้ — ผมแต่ละเส้นวัดอัตราส่วนจากของจริง"
เวอร์ดานไม่ได้มองหน้าไกร์ฟอน เขามองภาพ
ในภาพคือชายผู้หนึ่ง ยืนตรงกลางวงแสง รอบกายมีผู้คนคุกเข่าแหงนหน้า มือยกประคองสิ่งที่จิตรกรยุคนี้คงคิดว่าเป็นคบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ แต่เวอร์ดานรู้ทันทีว่ามันคืออะไร — มันคือ *ตัวปรับคลื่นเวท* รุ่นเก่า ของเล่นเด็กในยุคทอง อุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้จูนเสียงเครื่องดนตรีเวทให้ตรงกัน ลูกหลานเผ่าอัสนีเทพถือมันเล่นกันตามถนน
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ห้องเงียบ
สิ่งที่ทำให้ห้องเงียบคือใบหน้าของชายในภาพ
โหนกแก้มสูง ดวงตาเรียวยาวเอียงขึ้นเล็กน้อยที่หางตา สันจมูกตรงคม ผมยาวรวบไว้ด้วยห่วงโลหะที่ขมับ — เป็นทรงที่ไม่มีใครในยุคเสื่อมนี้ไว้ เพราะไม่มีใครในยุคเสื่อมนี้รู้ว่าเคยมีทรงผมแบบนี้อยู่ในโลก แต่ทุกคนรอบโต๊ะนี้รู้ ทุกคนรอบโต๊ะนี้ไว้ผมทรงนี้กันมาทั้งชีวิต — ชีวิตที่จบลงเมื่อหนึ่งพันสองร้อยสี่สิบเอ็ดปีก่อน แล้วเริ่มใหม่อีกครั้งเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้
"นั่นมันใบหน้าเผ่าเรา" ลิเลียเป็นคนพูดออกมา เสียงเบาผิดปกติ ไม่มีน้ำเสียงกวนๆ ที่เธอใช้แทบทุกประโยค "ไม่ใช่คล้าย เวอร์ดาน — มันใช่ นั่นมันแก้มแบบที่เอลแมร์เป็น ตาแบบที่ราฮับเป็น"
ราฮับยืนนิ่งอยู่ที่มุมห้อง ดาบใบดำพิงไหล่ เขาไม่ได้พูด แต่สายตาที่เขาทอดลงบนภาพนั้นแข็งกระด้างขึ้นกว่าปกติ — และสำหรับคนที่รู้จักราฮับ นั่นคือการแสดงอารมณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เขาทำได้
เซเรน่าก้มลงพิจารณามุมล่างของภาพ ที่มีอักษรเขียนเรียงเป็นแถบ "อ่านได้ไหม" เธอถาม
"ได้" เวอร์ดานตอบ เสียงเขาราบเรียบจนน่ากลัว "มันคืออักษรยุคนี้ ลอกเลียนรูปอักษรยุคทองมาผิดๆ เหมือนเด็กลอกตัวหนังสือที่ตัวเองอ่านไม่ออก" เขาเลื่อนนิ้วไปเหนือแถบอักษรโดยไม่แตะ "เขียนว่า — *เทพผู้ถือแสง ผู้จากไปในราตรีอันยาว จงคืนมาทวงสิ่งที่เป็นของท่าน*"
ความเงียบหนาขึ้นอีกชั้น
*ทวงสิ่งที่เป็นของท่าน* เวอร์ดานทวนในใจ และเป็นครั้งแรกในตอนนี้ที่เขารู้สึกบางอย่างขยับในอกที่ไม่ใช่การคำนวณ มันคล้ายความเย็น คล้ายมือที่ลูบไปตามสันหลังจากด้านใน
เขาเคยเดินผ่านวิหารแบบนี้มานับร้อยหลังในยุคทอง วิหารที่ผู้คนเผ่าเขาสร้างขึ้นเพื่อบูชาบรรพชน เพื่อบูชาดวงดาว เพื่อบูชาความรู้ เผ่าอัสนีเทพไม่เคยบูชา *คน* เพราะในยุคนั้นทุกคนต่างก็เป็นเทพในสายตาของยุคที่จะตามมา — ไม่มีใครคิดเลยว่าวันหนึ่งจะมีคนคุกเข่ากราบรูปสลักของพ่อค้าขายเกลือหรือช่างทำรองเท้าธรรมดาๆ ในยุคทอง แล้วเรียกเขาว่าเทพ
แต่นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
โลกทั้งใบ — อย่างน้อยก็ทั้งดินแดนทางใต้เลยทะเลทราย — กำลังคุกเข่ากราบเผ่าที่ตายไปแล้ว บูชาคนที่หายไปในคืนเดียวโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร ตายอย่างไร หรือว่าเหลือใครรอดบ้าง พวกเขาตั้งชื่อให้ว่า *เทพที่จากไป* ราวกับการสูญสิ้นของทั้งเผ่าพันธุ์เป็นเพียงการเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์อย่างสง่างาม ไม่ใช่การถูกบางสิ่งกลืนกินจนไม่เหลือซาก
"พวกมันบูชาศพของเรา" คาสเทลพูดขึ้น เสียงสั่นเล็กน้อย เขาเป็นคนที่ตื่นเต้นง่ายที่สุดในทีมเสมอ แต่ครั้งนี้ความตื่นเต้นในเสียงเขาเจือความขมที่ไม่เคยมี "พันปีนะเวอร์ดาน พวกมันสร้างวิหาร แต่งบทสวด ตั้งนักบวช เก็บของเล่นเด็กของเราไว้ในหีบทองคำ — เพื่อบูชาคนที่... ที่นั่งอยู่ในห้องนี้"
"ไม่ใช่คนในห้องนี้" เซเรน่าแก้อย่างเย็นชา "พวกเขาบูชา *ภาพ* ของคนในห้องนี้ ที่พวกเขาเข้าใจผิด สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน และความต่างนี้แหละคือสิ่งที่เราจะใช้ได้ — หรือสิ่งที่จะฆ่าเราได้"
เวอร์ดานเงยหน้าขึ้นจากภาพ มองเซเรน่า "อธิบาย"
เซเรน่าวางนิ้วเรียวลงบนรูปคนคุกเข่ารอบชายในภาพ "ศาสนจักรที่บูชาเทพซึ่งหายไป มีจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดอยู่อย่างเดียว — มันบูชาสิ่งที่ *ไม่อยู่* ถ้าวันหนึ่งสิ่งที่มันบูชาเดินกลับมา มันมีทางเลือกแค่สอง หนึ่ง คุกเข่ายอมรับว่าจริง แล้วศาสนจักรทั้งหมดต้องสยบต่อเทพตัวเป็นๆ ทันที สอง ปฏิเสธว่าเป็นของปลอม แล้วลงมือทำลายให้สิ้นซากก่อนที่ศรัทธาของคนทั้งดินแดนจะแตกสลายไปกับมัน" เธอเงยหน้า "ไม่มีทางเลือกที่สาม ท่านเป็นได้แค่พระเจ้าของพวกเขา หรือเป็นภัยร้ายแรงที่สุดต่อพวกเขา"
"แล้วถ้าพวกเขาเลือกข้อสอง" ไกร์ฟอนต่อทันที ราวกับสองคนซ้อมบทกันมา ทั้งที่ไม่ได้ซ้อม "เทวรัฐแห่งแสงสุดท้ายมีอะไรบ้างที่เราต้องคิด — กองกำลังนักบวชนักรบที่ฝึกมาเฉพาะ วิหารกลางทะเลทรายที่เก็บโบราณวัตถุยุคทองนับพันชิ้น และ" เขาหยุด มองเวอร์ดาน "และอย่างน้อยหนึ่งคนที่พูดภาษายุคทองได้"
ห้องเงียบลงอีกครั้ง
เพราะนั่นคือสิ่งที่ไม่มีใครอยากพูดถึงตั้งแต่เวอร์ดานกลับจากเฟิร์นเกต — หญิงนักบวชผ้าคลุมแถบเงิน ที่เปล่งคำว่า *ผู้ถือกุญแจ* ออกมาเป็นภาษาเผ่าอัสนีเทพอย่างชัดถ้อยชัดคำ ตรงมาที่เวอร์ดาน แล้วหายตัวไปกลางแสงแดดราวกับไม่เคยมีอยู่
"นางไม่ใช่คนที่ลอกอักษรผิดๆ บนภาพนี้" เวอร์ดานพูดช้าๆ "คนที่เขียนแถบอักษรนี้ไม่เข้าใจภาษาเรา ลอกรูปมาเฉยๆ แต่หญิงคนนั้นพูดได้ ออกเสียงถูก เน้นพยางค์ถูก รู้ว่า *ผู้ถือกุญแจ* หมายถึงอะไร" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ในเทวรัฐที่บูชาเราเหมือนตำนาน มีอย่างน้อยหนึ่งคนที่ไม่ได้บูชา แต่ *รู้*"
เขาไม่ได้พูดต่อ แต่ทุกคนในห้องได้ยินสิ่งที่เขาไม่ได้พูด
มันหมายถึงสิ่งเดียวที่เวอร์ดานกลัวมาตลอด และต้องการมาตลอด พร้อมกัน — ว่าในอนาคตนี้ อาจมีบางสิ่งหรือบางคนที่รู้ความจริงมากกว่าเขา ที่เก่งกว่าเขา ที่รอเขาอยู่
*ถ้ามีคนรอด* ความคิดวิ่งในหัวเขาเย็นเฉียบ *ถ้ามีพี่น้องอัสนีเทพรอดนอกยี่สิบแปดคนของเรา แล้วเข้าไปอยู่ในเทวรัฐ — ทำไมถึงไม่มาหาเรา ทำไมถึงปล่อยให้เผ่าตัวเองกลายเป็นรูปบูชา ทำไมถึงพูดคำว่าผู้ถือกุญแจแล้วหนีไป — เว้นเสียแต่ว่านางไม่ได้อยู่ฝ่ายเรา เว้นเสียแต่ว่านางถูก* บางอย่าง *ใช้งานอยู่*
แล้วความคิดอีกชั้นก็ตามมาเงียบกว่าเดิม ชั้นที่เขาไม่ยอมให้ตัวเองคิดดังๆ — *หรือนางคือร่องรอยของสิ่งที่ฆ่าเผ่าเรา สิ่งที่ยังอยู่ ยังเดินอยู่ และตอนนี้กำลังสวมหน้ากากเป็นศาสนา*
"เวอร์ดาน" ลิเลียเรียก
เขาหันไป
ลิเลียไม่ได้ยิ้ม เธอมองภาพวาด แล้วมองเขา "นายกำลังต่อจุดอีกแล้ว ข้าเห็นออก นายกำลังลากเส้นจากหญิงนักบวชคนเดียว ไปถึงแผนการของศัตรูที่เก่งกว่านายทั้งกองทัพ" เธอพูดเบาๆ ไม่ใช่เพื่อขัด แต่เพื่อเตือน "บางทีนางก็แค่... เป็นคนที่หลงเหลือความรู้เก่ามาบ้าง บางทีในเทวรัฐที่เก็บของเราไว้พันชิ้น อาจมีสักคนที่อ่านมันออกตามธรรมชาติ มันไม่จำเป็นต้องเป็นกับดักเสมอไปนะ"
*สิ่งที่นายกลัว มันอาจอยู่ในหัวนายเอง* — เวอร์ดานได้ยินประโยคที่เธอไม่ได้พูดครั้งนี้ เพราะเธอพูดมันมาหลายครั้งแล้ว จนมันกลายเป็นเสียงในหัวเขาที่เขาเกลียดและต้องการให้ผิดพร้อมกัน
เขามองเธอนิ่งไปครู่หนึ่ง
ถ้าลิเลียพูดถูก — ถ้าเทวรัฐเป็นเพียงคนโง่ที่บูชาศพ และหญิงนักบวชเป็นเพียงคนบังเอิญรู้มาก — แสดงว่าโลกนี้อ่อนแอจริง ไม่มีศัตรูจริง ไม่มีมือที่จัดฉาก และถ้าไม่มีมือที่จัดฉาก... การที่ประตูอนาคตพังลง การที่ยี่สิบแปดชีวิตติดอยู่ในซากของยุคตัวเอง ก็ไม่ใช่แผนของใคร
มันคือความผิดของเขาคนเดียว
เวอร์ดานหายใจเข้าช้าๆ "ข้าได้ยินที่เจ้าพูด ลิเลีย" เขาตอบ และนั่นคือสิ่งเดียวที่เขายอมให้ตัวเองตอบ เพราะถ้าเขาพูดมากกว่านี้ เขากลัวว่าน้ำเสียงจะเผยสิ่งที่เขาซ่อนไว้ใต้การคำนวณทุกครั้ง
---
เขาเดินวนรอบโต๊ะหินครั้งหนึ่ง สายตาไม่ละจากภาพ
ในยุคทอง เวอร์ดานเคยถูกเรียกหลายอย่าง — หัวหน้าโครงการ ผู้ถือกุญแจวิหาร นักวิจัยเวทข้ามกาล จอมเวทเทพเจ้า เขาเคยถูกอวยจากศิษย์ ถูกเกรงจากคู่แข่ง ถูกขอพรจากผู้น้อย แต่ไม่เคย ไม่เคยสักครั้งเดียว ที่ใครคุกเข่ากราบเขาเหมือนกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีวันเข้าใจ
เพราะในยุคทอง ทุกคนเข้าใจว่าเขาเป็นแค่คน
มันต้องอาศัยการตายของทั้งเผ่า การลืมเลือนของพันปี และความสิ้นหวังของยุคเสื่อม — กว่าที่คนธรรมดาจากยุคที่เต็มไปด้วยเทพ จะกลายเป็นเทพในสายตาของยุคที่ไม่เหลืออะไรเลย
มันคืออารมณ์ขันที่ใหญ่ที่สุดที่จักรวาลเคยเล่นกับใคร และเวอร์ดานเป็นคนเดียวในห้องที่หัวเราะไม่ออก
"เซเรน่า" เขาเอ่ย "เก็บภาพนี้ไว้ในห้องจดหมายเหตุล่าง อย่าให้ใครนอกวงในเห็น แม้แต่เฒ่ามาริน — โดยเฉพาะเฒ่ามาริน" เพราะถ้าชายชราผู้ศรัทธาเห็นว่าใบหน้าเทพที่เทวรัฐบูชาเป็นใบหน้าเดียวกับ "ท่านผู้ที่เทพส่งมา" ของเขา เรื่องเล่าของเขาจะบานปลายจนหยุดไม่อยู่ และจะไปถึงหูเทวรัฐในที่สุด
"แล้วเทวรัฐล่ะ" ไกร์ฟอนถาม "ข้าควรเริ่มวางหมากไหม ข้ามีเส้นทางสามสายที่จะแทรกคนเข้าไปในชั้นนักบวชระดับกลางได้ภายในสองเดือน ถ้าท่านสั่ง ข้าจะ—"
"ไม่"
คำนั้นออกมาเด็ดขาดพอจะหยุดไกร์ฟอนกลางประโยค
เวอร์ดานหันมามองทุกคนในห้อง "ฟังให้ดี เพราะข้าจะพูดครั้งเดียว" เขาวางมือลงบนขอบโต๊ะหิน "เราจะ *ไม่* แตะเทวรัฐแห่งแสงสุดท้าย — ยังไม่ใช่ตอนนี้"
คาสเทลขมวดคิ้ว "แต่พวกมันบูชา—"
"ข้ารู้ว่าพวกมันบูชาอะไร" เวอร์ดานตัด "และนั่นแหละคือเหตุผลที่เรายังแตะไม่ได้ ลองคิดดู — เทวรัฐคือศาสนจักรเดียวในทวีปที่อาจรู้เรื่องเผ่าเรามากกว่าใคร พวกเขาเก็บของเราไว้พันชิ้น มีคนพูดภาษาเราได้ มีบันทึกที่เราไม่เคยเห็น ถ้าเราบุกเข้าไปด้วยกำลัง เราอาจทำลายแหล่งความรู้เดียวที่จะตอบได้ว่า *อะไรฆ่าเผ่าเรา* และ *มีพี่น้องเรารอดอีกไหม*" เขาเงียบไปครู่หนึ่ง "ความรู้นั้นมีค่ามากกว่าวิหารทะเลทรายร้อยหลัง"
ไกร์ฟอนพยักหน้าช้าๆ ดวงตาเปล่งประกายแบบที่เวอร์ดานเริ่มเรียนรู้ที่จะกลัว — ประกายของคนที่เพิ่งถอดรหัสคำสั่งนายได้สำเร็จ "เข้าใจแล้ว ท่านไม่ได้ต้องการพิชิตเทวรัฐ ท่านต้องการ *ดูดความรู้ออกมาก่อน* แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะกลืนหรือทำลาย — เราจะเฝ้า ไม่ใช่บุก เราจะส่งสายเข้าไปฟัง ไม่ใช่ฆ่า เราจะ..."
*ข้าแค่อยากให้พวกเจ้าหยุดพูดเรื่องบุกวิหาร* เวอร์ดานคิด *ข้าแค่ยังไม่พร้อมจะเปิดประตูที่ไม่รู้ว่าข้างหลังมีอะไร*
แต่เขาไม่ได้พูดออกมา เขาแค่พยักหน้า เพราะการพยักหน้าทำให้ไกร์ฟอนเชื่อว่าตัวเองเข้าใจแผนสามชั้นของนาย และเวอร์ดานเรียนรู้มานานแล้วว่าการปล่อยให้ไกร์ฟอนเชื่อแบบนั้น มักได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการอธิบายความจริง
"จับตา" เวอร์ดานสรุป "เก็บข้อมูล หาตัวหญิงนักบวชคนนั้นให้เจอว่าเป็นใคร นางหายตัวไปได้อย่างไร และนางรู้เรื่องเรามากแค่ไหน แต่ห้ามใครขยับก่อนข้าสั่ง เทวรัฐคือเป้าหมายของเรา — แต่เป็นเป้าหมายที่ต้องรอ"
เขามองภาพวาดอีกครั้ง มองใบหน้าที่เป็นใบหน้าของเผ่าตัวเอง ใบหน้าที่กำลังถูกคนทั้งดินแดนกราบไหว้ในความมืดใต้ทะเลทราย โดยไม่มีใครรู้ว่าเทพองค์นั้นกำลังยืนอยู่ในห้องไร้หน้าต่างเล็กๆ ใต้เมืองที่เพิ่งสร้างเสร็จ มองรูปบูชาตัวเอง และรู้สึกเพียงความหนาวเย็น
"ม้วนเก็บได้" เขาว่า
เซเรน่าก้มลงปลดหินที่กดมุมออกทีละก้อน
---
แต่ก่อนที่เธอจะม้วนภาพได้ครบรอบ ประตูห้องประชุมวงในก็เปิดออก
ทุกคนหันขวับ — เพราะห้องนี้ ห้องที่ไร้หน้าต่าง อยู่ลึกที่สุดในปราสาทกลางที่เป็นฝาปิดวิหาร ไม่มีใครเข้ามาได้นอกจากวงในยี่สิบแปดคน และเสียงเคาะที่ถูกต้อง
ผู้ที่ยืนอยู่ที่ประตูคือโทบิน เด็กฝึกงานหน้าใสอายุไม่ถึงยี่สิบ หายใจหอบราวกับวิ่งมาทั้งเมือง
"ขอ—ขออภัยที่ขัดจังหวะ" โทบินพูดติดขัด สายตาเขากวาดไปที่ภาพวาดบนโต๊ะแวบหนึ่งแล้วรีบเบือนหน้าหนีอย่างคนที่รู้ว่าไม่ควรเห็น "แม่นางเซเรน่าสั่งให้รีบมาบอก — มีเรื่องที่ท่านต้องรู้เดี๋ยวนี้"
เซเรน่าหยุดมือ "ข้าสั่งให้เจ้ามาเมื่อไหร่"
"เมื่อยามเฝ้าประตูเหนือส่งสัญญาณมาขอรับ" โทบินกลืนน้ำลาย "ที่ประตูเมือง — ประตูหลัก ไม่ใช่ประตูบริวาร — มีขบวนมาถึง ขบวนใหญ่ ธงสีน้ำเงินทองสามผืน รถม้าหุ้มเกราะ ทหารคุ้มกันสามสิบ และคนที่ขี่นำหน้าประกาศว่า..." โทบินเงยหน้าขึ้น "...ว่าเขาคือทูตของนครรัฐเวลด์ฮอลม์ มาในนามสภาพ่อค้าสูงสุด ขอเข้าเฝ้า *ท่านเวอร์ดานแห่งนครรุ่งอรุณ อย่างเป็นทางการ*"
ความเงียบในห้องเปลี่ยนเนื้อทันที
เพราะนี่ไม่ใช่สายลับแฝงเป็นพ่อค้าที่แอบเข้ามาวัดกำลังเหมือนคราวก่อน นี่ไม่ใช่ฮัลเดนที่แทรกตัวเข้ามาเงียบๆ แล้วกลับไปพร้อมรายงาน นี่คือทูต *อย่างเป็นทางการ* มีธง มีตรา มีถ้อยคำพิธีการ — นครรัฐภาคกลางที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งกำลังส่งสารถึงนครรุ่งอรุณในฐานะรัฐต่อรัฐ
เซเรน่าเป็นคนแรกที่ขยับ เธอม้วนภาพวาดเก็บด้วยมือเดียวอย่างเรียบร้อย พลางเอ่ยขณะมือยังเคลื่อน "เร็วกว่าที่ข้าคำนวณไว้สิบวัน" เธอพูดกับตัวเองมากกว่ากับใคร "สายลับของพวกเขากลับไปได้ไม่ถึงเดือน รายงานยังไม่น่าจะถูกประมวลเสร็จด้วยซ้ำ แต่พวกเขากลับส่งทูตทางการมาแล้ว" เธอเงยหน้ามองเวอร์ดาน "นั่นแปลว่าพวกเขาไม่ได้กลัวเรา เวอร์ดาน — พวกเขา *ต้องการ* อะไรจากเรา และต้องการมากพอจะรีบ"
ไกร์ฟอนเดินมายืนข้างเธอทันที สีหน้าเขาเปลี่ยนจากเรื่องเทวรัฐสู่เรื่องเฉพาะหน้าอย่างไร้รอยต่อ "หรือพวกเขากลัวคนอื่นมากกว่ากลัวเรา" เขาเสริมต่ำๆ "นครรัฐการค้าจะส่งทูตทางการต่อเมื่อพวกเขาต้องการพันธมิตร และพวกเขาต้องการพันธมิตรต่อเมื่อมีศัตรูที่จัดการเองไม่ไหว — คำถามคือศัตรูของเวลด์ฮอลม์คือใคร และทำไมพวกเขาถึงคิดว่าเมืองเล็กๆ ในซากเทพอย่างเราจะช่วยได้"
เวอร์ดานยืนนิ่ง
ในหัวเขา จิ๊กซอว์หลายชิ้นกำลังเลื่อนเข้าหากันด้วยความเร็วที่ลิเลียคงจะส่ายหน้า — เทวรัฐที่บูชาเผ่าเขาทางใต้ หญิงนักบวชที่รู้ความลับเขา ภาพวาดใบหน้าตัวเองบนโต๊ะ และตอนนี้ ทูตทางการจากนครรัฐที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางที่ส่งคนมา *เร็วเกินกว่ารายงานจะเสร็จ*
ทุกอย่างกำลังขยับมาหาเขาพร้อมกัน จากทุกทิศทาง เร็วเกินไป
*มันง่ายเกินไปไม่ได้* เขาคิด *เมืองที่เพิ่งสร้างได้ไม่กี่สัปดาห์ ไม่ควรมีทูตจากมหาอำนาจมาเคาะประตู เว้นแต่จะมีคนผลักให้พวกเขามา เว้นแต่จะมีมือที่กำลังจัดเรียงหมากให้ทุกฝ่ายเดินมาบรรจบที่ข้าพร้อมกัน*
แล้วเสียงของลิเลียก็แทรกเข้ามาในหัวเขาอีกครั้ง ทั้งที่เธอไม่ได้พูด — *หรือบางทีโลกนี้ก็แค่อ่อนแอจริงๆ และเมืองเดียวที่ปราบโจรพันคนได้ในคืนเดียวก็เป็นพันธมิตรที่ทุกคนอยากได้จริงๆ ไม่มีมือลับ ไม่มีแผน มีแค่ชื่อเสียงที่นายสร้างขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจ*
เขาไม่รู้ว่าเสียงไหนถูก และนั่นคือสิ่งที่ทรมานที่สุด
"เวอร์ดาน" เซเรน่าเรียก "ทูตยืนรออยู่ที่ประตู เราต้องตอบอะไรสักอย่างก่อนพลบค่ำ การปล่อยให้ทูตทางการยืนรอนานเกินไป — ในมารยาทนครรัฐ มันคือคำประกาศสงคราม"
เวอร์ดานหันหลังให้โต๊ะหิน เดินไปยังประตู ผ้าคลุมไหล่เก่าๆ ของ "นักผจญภัยพเนจร" ยังพาดอยู่บนเก้าอี้ตัวที่เขานั่งประจำ เขาหยิบมันขึ้นสะบัดให้คลายรอยพับ แล้วสวมลงบนบ่า สวมหน้ากากของชายผู้ใจดีกลับเข้าที่อย่างชำนาญ
"ให้พวกเขาเข้ามา" เขาว่า น้ำเสียงเปลี่ยนกลับเป็นน้ำเสียงนุ่มนวลถ่อมตนที่ทั้งเมืองรู้จัก ราวกับชายอีกคนที่ยืนมองภาพบูชาตัวเองด้วยความหนาวเย็นเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่ "จัดที่รับรองให้สมเกียรติ เซเรน่า — แต่อย่าให้ดูเกินตัวนัก เราเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่นักผจญภัยตั้งขึ้น จำได้ไหม" เขาเหลือบมองภาพที่เซเรน่าม้วนเก็บไว้ในมือ "และเก็บภาพนั้นไว้ให้ลึกที่สุด"
เขาก้าวออกจากห้อง ลิเลียตามไปติดๆ ราฮับเคลื่อนเป็นเงาตามหลัง
แต่ที่ประตู เวอร์ดานหยุดชะงัก
เขาหันกลับมามองภาพวาดที่เซเรน่ากำลังจะเก็บเป็นครั้งสุดท้าย มองใบหน้าของเทพที่จากไป — ใบหน้าของเผ่าตัวเอง ที่โลกทั้งใบบูชา ที่ตายในคืนเดียวเมื่อพันปีก่อนด้วยน้ำมือของบางสิ่งที่เขายังไม่รู้จัก
"ไกร์ฟอน" เขาเอ่ยเบาๆ โดยไม่หันไป "เรื่องหญิงนักบวชคนนั้น — เร่งหา ข้าอยากรู้ว่านางยังอยู่ไหม ก่อนที่ใครจะรู้ว่าข้าอยากรู้"
แล้วเขาก็ก้าวออกไปพบทูต ทิ้งให้ภาพบูชาของตัวเองม้วนหายเข้าไปในความมืดของห้องจดหมายเหตุล่าง — และทิ้งคำถามที่ไม่มีใครในห้องตอบได้ ลอยค้างอยู่ในอากาศที่ไร้หน้าต่าง
ว่าระหว่างทูตจากเวลด์ฮอลม์ที่มาเร็วเกินไป กับหญิงนักบวชที่รู้มากเกินไป กับศาสนจักรที่บูชาศพของพวกเขา — มันคือเงาของมือลับที่กำลังต้อนเขาเข้ามุม
หรือเป็นเพียงโลกที่อ่อนแอ ที่กำลังเดินเข้าหาเทพที่มันไม่รู้ว่าตัวเองสร้างขึ้นมาเอง
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.