Chapter 41
41 / 82
17 min read
บทที่ 41 — เสียงสะท้อนในกำแพงเมือง
Published Jun 1, 2026, 01:19 PM
ดาบของราฮับเลื่อนออกจากฝักหนึ่งนิ้ว แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น รอ
"เก็บมันลง" เวอร์ดานพูดโดยไม่หันหน้า
ดาบเลื่อนกลับเข้าฝักเงียบกริบ ราฮับไม่ถาม เขาไม่เคยถาม คำสั่งของเวอร์ดานสำหรับเขาคือพื้นดิน — มีไว้ให้ยืน ไม่ใช่ให้สงสัย แต่เวอร์ดานเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในตัวนายพลผู้เงียบขรึม น้ำหนักที่ขยับลงไปบนปลายเท้า ไหล่ที่ผ่อนลงครึ่งองศา — ท่าทางของคนที่พร้อมจะฆ่าอะไรก็ตามที่ส่งเสียงนั้นออกมา ทันทีที่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน
ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน
"คาสเทล" เวอร์ดานหันไปหาช่างประดิษฐ์ที่ยังหายใจหอบอยู่ที่ประตู "เสียงนั้นเกิดขึ้นนานแค่ไหน"
"วาบเดียวครับท่าน" คาสเทลยกแผงผลึกขึ้น เม็ดที่เคยร้อนเริ่มเย็นลงแล้ว "นับสามไม่ถึง แล้วก็เงียบ เหมือน... เหมือนมีคนจุดไฟแล้วรีบดับ หรือมีคนเผลอเปิดอะไรบางอย่างแล้วรีบปิด"
หรือมีคนกำลังเรียนรู้ที่จะใช้มัน เวอร์ดานคิด แล้วเก็บความคิดนั้นไว้
"มันบอกอะไรเราได้บ้าง นอกจากว่ามันอยู่ใกล้"
คาสเทลกลืนน้ำลาย ดวงตานักประดิษฐ์ของเขาเริ่มทำงานแม้ในความตื่นตระหนก "ความแรงครับ ถ้าเทียบกับเสียงสะท้อนที่เราเคยจับได้จากทิศใต้ — จากเทวรัฐ — เสียงนั้นมาจากไกลสิบกว่าวันเดิน แต่ดังเบามาก ส่วนเสียงนี้... ใกล้กว่ามหาศาล แต่ดังเบาพอๆ กัน" เขาเงยหน้าขึ้น "แปลว่าแหล่งกำเนิดมันเล็กครับท่าน เล็กมาก เศษเล็กๆ ไม่ใช่แกนพลัง ไม่ใช่กลไกใหญ่ ถ้าเป็นของชิ้นใหญ่ที่อยู่ใกล้ขนาดนี้ ผลึกผมคงแตกไปแล้ว"
เวอร์ดานนิ่งคิด เศษเล็กๆ ในเมือง ที่ส่งเสียงวาบเดียวแล้วเงียบ
มีความเป็นไปได้ที่ปลอบใจอยู่ในนั้น — เศษเล็กแปลว่าไม่ใช่ภัยใหญ่ ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ศัตรู ไม่ใช่กองทัพ แต่เวอร์ดานไม่เคยไว้ใจความเป็นไปได้ที่ปลอบใจ เพราะของชิ้นเล็กก็คือสิ่งที่คนใช้ซ่อนได้ง่ายที่สุด สายลับไม่แบกแกนพลังเข้าเมือง สายลับแบกเศษ
"ปลุกระบบเฝ้าฟังให้ไวขึ้น" เวอร์ดานสั่ง "ถ้ามันส่งเสียงอีกครั้ง ข้าอยากรู้ภายในลมหายใจเดียว ไม่ใช่หลังจากเจ้าวิ่งขึ้นบันได"
คาสเทลหน้าแดง "ขอรับท่าน ผมจะตั้งกระดิ่งเชื่อมเข้ากับ—"
"คาสเทล" เวอร์ดานตัดบท เพราะเขารู้ว่าถ้าปล่อยให้พูดต่อ ภายในเช้าจะมีหอระฆังเวทผุดขึ้นกลางเมืองที่ดังได้ยินถึงเทวรัฐ "กระดิ่งเล็กๆ พอ ในห้องนี้ ห้องเดียว เงียบๆ"
"...ขอรับ" คาสเทลพูดด้วยน้ำเสียงของเด็กที่เพิ่งถูกห้ามไม่ให้สร้างปราสาท
"และอย่าบอกใคร" เวอร์ดานเสริม "ไม่ใช่เซเรน่า ไม่ใช่ไกร์ฟอน ยังไม่ใช่ตอนนี้ ถ้าในเมืองนี้มีคนถือเศษเวทเทพเจ้าโดยที่เราไม่รู้ตัว แปลว่ามีรอยรั่วในการปกปิดของเรา และข้าไม่อยากให้รอยรั่วนั้นรู้ว่าเรารู้แล้ว"
ไกร์ฟอนกับเซเรน่าออกจากห้องไปนานแล้ว เหลือแต่เวอร์ดาน ราฮับ คาสเทล และความเงียบของเมืองสองพันสามร้อยที่หลับอยู่บนหลังคาวิหาร
เวอร์ดานมองออกหน้าต่างไปยังเมืองที่เขาสร้าง — ถนนเรืองแสงอุ่นเท้าทอดยาวลงเนิน น้ำพุกลางตลาดที่ยังไหลริน หลังคาบ้านหินขาวเรียงรายไต่ขึ้นไปจนถึงกำแพง ทุกอย่างสงบ ทุกอย่างปลอดภัย ทุกอย่างหลับ
และที่ไหนสักแห่งในความสงบนั้น มีบางสิ่งของเผ่าเขากำลังหายใจ
"พรุ่งนี้" เวอร์ดานพูด "ข้าจะลงไปเดินในเมือง"
—
นักผจญภัยเวอร์ดานออกเดินในนครรุ่งอรุณตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
เขาสวมเสื้อคลุมเทาธรรมดา ไม่ติดเข็มกลัดนกทองแดง — เขาจงใจไม่ติด เพราะถ้าเข็มกลัดกลบเสียงสะท้อนรัศมีสามก้าวรอบตัวเขา มันก็จะกลบเสียงที่เขากำลังตามหาด้วย คืนนี้เขาต้องเป็นเครื่องรับ ไม่ใช่เครื่องกลบ เขาต้องเปิดประสาทรับรู้ที่เขาคุมการ *ใช้* ได้แต่คุมการ *รับ* ไม่ได้ ให้กว้างที่สุด แล้วเดินผ่านทุกซอกของเมือง ฟังด้วยผิวหนัง ดมด้วยกระดูก
ราฮับเดินตามห่างสิบก้าว แต่งเป็นนักผจญภัยอีกคน คลุมหน้าด้วยผ้าพันคอ ดาบใบดำซ่อนใต้ผ้าคลุมยาว เขาทำหน้าที่เป็นเงา และไม่มีใครในเมืองนี้มองเงาสองครั้ง
แผนของเวอร์ดานเรียบง่าย — เดินทุกถนน เข้าทุกตลาด ผ่านทุกบ้าน ปล่อยให้ประสาทรับรู้กวาดไปทีละเมตร จนกว่าจะรู้สึกถึงรอยจางๆ ของยุคทองที่ไม่ใช่ของวิหาร
แผนนี้คงได้ผล หากนครรุ่งอรุณเป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้จักนักผจญภัยเวอร์ดาน
แต่นครรุ่งอรุณเป็นเมืองที่ *ทุกคน* รู้จักเขา
"ท่านเวอร์ดาน!"
เสียงแรกเรียกเขาตอนเขาเพิ่งเดินถึงตลาดเช้า เป็นแม่ค้าขายขนมปังที่เพิ่งเปิดร้าน นางทิ้งแป้งในมือ วิ่งออกมาคำนับจนหน้าเกือบจรดพื้น "ท่านลงมาเดินถึงตลาด! เป็นบุญของหม่อมฉันเหลือเกิน ท่านรับขนมปังสักก้อนเถิดเจ้าค่ะ ก้อนแรกของเตา ขอให้ท่านรับไว้เป็นสิริมงคล"
เวอร์ดานยกมือห้ามอย่างนอบน้อม "ข้าเป็นเพียงนักผจญภัยที่ออกมาเดินเล่นยามเช้า แม่นางให้เกียรติเกินไปแล้ว" — *ในใจเขากวาดประสาทรับรู้ไปทั่วร้าน เตาอบอายุสองเดือน แป้งจากข้าวสาลีฤดูที่แล้ว มือของแม่ค้าที่ทำขนมปังมาสิบสามปี ไม่มีอะไรเก่ากว่ายุคนี้ ไม่มีเสียงสะท้อน* "แต่... ข้ารับไว้ก็ได้ ขอบใจ"
เขารับขนมปัง แม่ค้าเกือบเป็นลม
นั่นคือบ้านแรก
บ้านที่สองเป็นช่างตีเหล็กที่หยุดทุบทั่งกลางคันเพื่อออกมาคำนับ บ้านที่สามเป็นครอบครัวที่ลากลูกทั้งห้าออกมายืนเรียงให้เวอร์ดาน "ประทานพร" บ้านที่สี่มีหญิงชราที่ร้องไห้แล้วจับมือเขาไว้ไม่ยอมปล่อย เล่าว่าหลานที่ป่วยหายดีหลังจากที่ "ท่านมาโปรดเมืองนี้" ทั้งที่เวอร์ดานไม่เคยรู้จักหลานของนางและไม่เคยทำอะไรเกี่ยวกับโรคของเด็กเลย
ทุกบ้าน เวอร์ดานต้องหยุด ยิ้ม ถ่อมตน รับพร ปฏิเสธของขวัญที่ปฏิเสธไม่ได้ พูดประโยคสุภาพที่ฟังดูเหมือนคนใจดี ขณะที่ในใจเขากวาดหาเสียงสะท้อนไปทุกวินาที
มันช้าอย่างทรมาน
ตอนเที่ยง เขาเดินสำรวจไปได้แค่สองถนน
"นี่มันเป็นไปไม่ได้" เวอร์ดานพึมพำตอนที่หลบเข้าไปในตรอกแคบระหว่างบ้าน ราฮับโผล่มาจากเงาเหมือนหยดน้ำที่รวมตัว "ทุกย่างก้าวมีคนมาขอพร ข้ากวาดประสาทไม่ได้สักวินาทีเดียวที่ไม่มีคนกอดเท้า"
ราฮับมองเขาเงียบๆ แล้วพูดประโยคที่ยาวที่สุดของวัน "ให้ข้าเคลียร์ถนนไหม"
เวอร์ดานหลับตา หายใจเข้าลึกๆ "เคลียร์" ในพจนานุกรมของราฮับมีความหมายเดียว และมันจะทำให้นครรุ่งอรุณมีถนนที่ว่างเปล่าและเงียบสงัดอย่างถาวร "ไม่ ราฮับ ไม่ต้องเคลียร์ถนน"
"ขอรับ"
เวอร์ดานพิงผนังตรอก มองแสงแดดที่ตัดผ่านช่องว่างระหว่างหลังคา เขาคำนวณ — ถ้าเขาเดินแบบนี้ต่อไป กว่าจะกวาดทั้งเมืองได้คือสามวัน สามวันที่เศษเวทเทพเจ้าในมือใครสักคนจะส่งเสียงอีกกี่ครั้ง สามวันที่รอยรั่วในการปกปิดของเขาจะกว้างขึ้นแค่ไหน
เขาต้องเปลี่ยนวิธี
เขาต้องให้ *เมือง* มาหาเขา
—
เย็นวันนั้น มีข่าวกระจายไปทั่วนครรุ่งอรุณว่านักผจญภัยเวอร์ดานผู้ใจดีจะนั่งรับชาวเมืองที่ลานน้ำพุกลางตลาด เพื่อ "รับฟังทุกข์สุขของผู้คน" — ข่าวที่เวอร์ดานปล่อยเองอย่างระมัดระวัง ผ่านปากแม่ค้าขนมปังที่เขารับขนมปังไว้ตอนเช้า
ผลคือก่อนตะวันตกดิน คนครึ่งเมืองมายืนรอที่ลานน้ำพุ
เวอร์ดานนั่งบนม้านั่งหินธรรมดา ไม่ยกพื้น ไม่ทำเวที — เขาตั้งใจให้มันดูเรียบง่าย ดูเหมือนนักผจญภัยที่อยากใกล้ชิดประชาชน แต่จริงๆ แล้วม้านั่งหินตัวนั้นคือกับดัก เพราะใครก็ตามที่อยากให้ "ท่านเวอร์ดานประทานพร" ต้องเดินผ่านหน้าเขาทีละคน เข้ามาในระยะสามก้าว — ระยะที่ประสาทรับรู้ของเขากวาดได้ละเอียดที่สุด
เขาไม่ต้องเดินหาเศษเวทเทพเจ้าอีกแล้ว เขาให้คนทั้งเมืองเดินผ่านเขามาเอง
ราฮับยืนเป็นเงาอยู่ข้างน้ำพุ
ชั่วโมงแรกผ่านไป คนเดินผ่านเป็นร้อย เวอร์ดานยิ้ม พยักหน้า แตะหัวเด็ก พูดคำให้พรที่ฟังดูศักดิ์สิทธิ์แต่ไม่มีพลังอะไร ขณะที่ในใจเขาอ่านทุกคน — อายุเสื้อผ้า อายุเครื่องราง อายุเหรียญในกระเป๋า อายุของกระดูกในมือที่ยื่นมาขอจับ ทุกคนเป็นของยุคนี้ ทุกคนนับได้ ทุกคนปลอดภัย
ชั่วโมงที่สองผ่านไปเหมือนกัน
เวอร์ดานเริ่มสงสัยว่าเขาคิดผิด บางทีเสียงนั้นอาจมาจากอะไรที่ไม่ใช่คน — อาจเป็นกลไกเก่าในบ้านร้างสักหลัง อาจเป็นเศษที่ฝังอยู่ในกำแพงตั้งแต่ตอนคาสเทลสร้างเมือง อาจเป็น —
แล้วเขาก็รู้สึกถึงมัน
มันมาก่อนคนที่ถือมันด้วยซ้ำ มันมาเหมือนกลิ่นที่ลอยมาก่อนคนเดินเข้าห้อง — รอยจางๆ ของยุคทองที่ไม่ใช่ของวิหาร ไม่ใช่ของผู้พิทักษ์ ไม่ใช่ของแกนพลัง รอยที่เก่ากว่าทุกอย่างในลานน้ำพุนี้นับพันปี เวอร์ดานรู้สึกได้ก่อนที่จะเห็นว่าใครเป็นคนแบกมันมา เขาเกร็งกล้ามเนื้อทุกมัด ราฮับที่อยู่ข้างน้ำพุขยับ — เขาก็รู้สึกได้เช่นกัน ในแบบของเขา ในกระดูก
เวอร์ดานเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังเดินเข้ามาในระยะสามก้าว
เป็นเฒ่ามาริน
ชายชราเดินงกๆ เงิ่นๆ มาตามแถว ใบหน้าเหี่ยวย่นเปื้อนรอยยิ้ม ดวงตาเปียกชื้นด้วยความปีติแบบที่เขามีทุกครั้งที่เห็นเวอร์ดาน เขาคือคนที่ตั้งชื่อเมืองนี้ คือคนที่คุกเข่าเรียกเวอร์ดานว่า "ท่านผู้ที่เทพส่งมา" ตั้งแต่วันแรก คือกระบอกเสียงที่เดินเล่าตำนานของเวอร์ดานให้ทุกหมู่บ้านฟังจนชื่อเขาเดินทางไปไกลกว่าที่ควร
และที่สะพายอยู่บนบ่าของเขา ในย่ามหนังเก่าๆ ที่ปะแล้วปะอีก มีบางสิ่งของเผ่าอัสนีเทพกำลังส่งเสียงสะท้อนเบาๆ ที่ผลึกของคาสเทลได้ยินเท่ากันทุกเม็ด
เวอร์ดานนั่งนิ่ง
ทุกความระแวงในตัวเขาที่สั่งสมมาพันปีกำลังตีกันยุ่งเหยิงในหัว — เฒ่ามารินคือสายลับหรือ คนแก่ที่ร้องไห้ปีติทุกครั้งที่เห็นเขาคือมือที่สามที่จัดวางหมากทั้งหมดหรือ เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้เกินไป มันโง่เง่าเกินไป
หรือมันแยบยลเกินไป — เพราะใครกันจะสงสัยชายชราที่ทุกคนรักและสมเพช ใครกันจะค้นย่ามของคนที่ภักดีที่สุดในเมือง ถ้าข้าเป็นมือที่สามที่ฉลาดล้ำ ข้าจะซ่อนเครื่องมือไว้กับใคร ถ้าไม่ใช่กับคนที่ไม่มีวันถูกสงสัย
เวอร์ดานหยุดความคิดตัวเองไว้กลางทาง เพราะเขารู้ว่าเขากำลังทำสิ่งที่ลิเลียพูดเมื่อคืน — เขากำลังสร้างศัตรูขึ้นจากชายชราที่ถือของขลัง เพราะเขาต้องการให้มีศัตรู
"ท่านมาริน" เวอร์ดานพูด เสียงนุ่มนวลที่สุดในชีวิตนักผจญภัยของเขา "มานั่งสิ มานั่งกับข้า"
เฒ่ามารินตกใจจนเกือบล้ม "หม่อม...หม่อมฉันหรือเจ้าคะท่าน หม่อมฉันแค่อยากมาเห็นหน้าท่าน ไม่กล้าจะ—"
"มานั่ง" เวอร์ดานยิ้ม แต่ในน้ำเสียงมีบางอย่างที่ทำให้คนรอบข้างถอยออกไปโดยไม่รู้ตัว ราฮับเลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นหนึ่งก้าว
—
พวกเขาย้ายไปนั่งที่ขอบลานน้ำพุ ห่างจากแถวคน เวอร์ดานสั่งปิดการรับชาวเมืองสำหรับคืนนี้ "ท่านเวอร์ดานเหนื่อยแล้ว" — คนแยกย้ายด้วยความเข้าใจและศรัทธาที่เพิ่มขึ้นอีกขั้น เพราะแม้แต่เทพก็ยังเหนื่อยเพื่อพวกเขา
เหลือแต่เวอร์ดาน เฒ่ามาริน และราฮับที่ยืนเป็นเงา
"ย่ามของท่าน" เวอร์ดานพูดเบาๆ "ข้าขอดูได้ไหม"
เฒ่ามารินงงเล็กน้อย แต่ก็คลายย่ามลงด้วยความเต็มใจ มือที่สั่นเทาเปิดปากย่าน "ไม่มีอะไรมีค่าหรอกเจ้าคะท่าน เศษอาหาร ผ้าเช็ดหน้า เหรียญสองสามอัน แล้วก็..." เขาควานหา แล้วหยิบบางอย่างออกมาห่อในผ้าขี้ริ้ว "แล้วก็ของขลังของหม่อมฉัน"
เขาแกะผ้าออกอย่างทะนุถนอม
ในมือที่เหี่ยวย่นของชายชรา คือชิ้นโลหะเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือเด็ก รูปทรงบิดเบี้ยวเหมือนใบไม้ที่ม้วนตัว ผิวมันด้านสีเทาเงินที่กาลเวลากัดกร่อนจนหมองคล้ำ บนผิวมีลายเส้นบางๆ ที่เฒ่ามารินคงคิดว่าเป็นลวดลายตกแต่ง — แต่เวอร์ดานรู้ทันทีว่ามันคืออักษรยุคทอง
เขาแตะมัน
และในวินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวโลหะ ความสามารถที่เขาคุมการรับไม่ได้ก็ทำงาน — แต่คราวนี้มันไม่ให้ตัวเลขแก่เขา มันให้ความว่างเปล่า เพราะของชิ้นนี้เก่าเกินกว่าที่ระบบนับอายุของยุคนี้จะวัดได้ มันเป็นของยุคทอง มันเก่ากว่าหนึ่งพันสองร้อยปี มันคือเศษของเครื่องมือบางอย่าง — เวอร์ดานพลิกมันในมือ ดูรอยหัก ดูลายเส้น — เศษของตัวปรับคลื่นเวท ของเล่นเด็กในยุคของเขา อุปกรณ์พื้นฐานที่เด็กอัสนีเทพทุกคนเคยถือเล่น
มันแตกไปครึ่งหนึ่งแล้ว เหลือแต่ส่วนหัวที่ยังมีผลึกขนาดเท่าเมล็ดถั่วฝังอยู่ และผลึกเม็ดนั้น — เล็กจิ๋ว เกือบหมดพลัง — ยังเก็บเศษเสี้ยวของเวทเทพเจ้าไว้ภายใน เศษที่เมื่อกระทบความสั่นสะเทือนบางอย่าง หรือความร้อน หรือเพียงการขยับ ก็ปล่อยเสียงสะท้อนวาบเดียวออกมา
นี่คือมัน นี่คือเสียงที่ทำให้ผลึกทุกเม็ดของคาสเทลร้อนขึ้น ที่ทำให้เวอร์ดานยืนขึ้นจากเก้าอี้ ที่ทำให้ราฮับเลื่อนดาบออกจากฝัก ที่ทำให้ความระแวงพันปีของเขาพลิกจาก "ภัยอยู่ไกลโพ้น" เป็น "ภัยอยู่ใต้เท้า"
ของเล่นเด็กในย่ามของชายชราขี้สงสาร
"ท่านได้มันมาจากไหน" เวอร์ดานถาม เสียงเขายังเรียบ แต่มือที่ถือเศษโลหะนั้นนิ่งสนิทแบบที่นิ่งได้เฉพาะคนที่กำลังบังคับมันให้นิ่ง
เฒ่ามารินยิ้มภูมิใจ "เก็บมาเจ้าค่ะท่าน นานมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนจะมีนครรุ่งอรุณด้วยซ้ำ ตอนที่หม่อมฉันยังเป็นชาวนาริมธารเงิน มีพ่อค้าเร่คนหนึ่งเดินผ่านหมู่บ้าน มาจากใต้ ขายของแปลกๆ ที่เขาบอกว่าขุดมาจากซากเทพ หม่อมฉันไม่มีเงิน แต่เขาเห็นว่าหม่อมฉันชอบ ก็เลยให้มาเฉยๆ บอกว่ามันเป็นเศษ ขายไม่ได้ราคา" เขาลูบเศษโลหะอย่างทะนุถนอม "หม่อมฉันเก็บมันมาตลอด พกติดตัวเป็นของขลัง เพราะ... เพราะมันรอดมาได้เหมือนหม่อมฉัน ตอนคางโกรเผาหมู่บ้าน หลานหม่อมฉันตายไปสองคน บ้านเรือนไม่เหลือ แต่ของชิ้นนี้รอด มันอยู่ในกระเป๋าเสื้อหม่อมฉัน หม่อมฉันเลยคิดว่ามันเป็นของนำโชค" เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปียก "แล้ววันที่หม่อมฉันพาคนหนีมาเจอท่าน ของชิ้นนี้ก็อยู่กับหม่อมฉัน หม่อมฉันเลยคิดว่า... บางที มันอาจจะเป็นของขลังที่นำหม่อมฉันมาเจอเทพจริงๆ ก็ได้เจ้าค่ะ"
เวอร์ดานมองชายชรานานมาก
พ่อค้าเร่จากใต้ ซากเทพทางใต้ ของที่ขายไม่ได้ราคา — เส้นทางทั้งหมดประกอบขึ้นในหัวเขา พ่อค้าเร่ที่ขนเศษโบราณวัตถุจากซากเทพ ลากผ่านหมู่บ้านยากจน ปลายทางคือตลาดที่ใหญ่กว่า คือเครือข่ายที่ลากไปจนถึงเทวรัฐแห่งแสงสุดท้าย ไปจนถึงนักสะสมที่เวลด์ฮอลม์ที่ฮัลเวกเอ่ยถึง — เครือข่ายเดียวกับที่ทำให้เครื่องต้มน้ำยุคทองมีรอยขีดวัดเกลียว เครือข่ายเดียวกับที่ทำให้ของเผ่าเขากระจายไปทั่วทวีปอยู่ในมือคนที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ไม่มีมือที่สาม ไม่มีสายลับ ไม่มีศัตรูที่เก่งกว่าเขาที่จัดวางหมากให้ชายชราถือเศษโลหะมาส่งเสียงต่อหน้าเขา
มีแต่ของเล่นเด็กที่รอดจากไฟไหม้ ในย่ามของชายชราที่เก็บมันไว้เพราะมันคือสิ่งเดียวที่เหลือจากบ้านที่ถูกเผา และเพราะเขาเชื่อว่ามันนำเขามาพบเทพ
เวอร์ดานเกือบจะหัวเราะ ไม่ใช่ด้วยความขัน แต่ด้วยความเหนื่อยล้าที่ลิเลียพูดถูกอีกครั้ง
แต่แล้วเขาก็หยุด เพราะมีบางอย่างไม่เข้าที่
ถ้ามันเป็นของขลังที่เฒ่ามารินพกติดตัวมาตั้งแต่ก่อนมีนครรุ่งอรุณ — แปลว่ามันอยู่ในเมืองนี้มาตลอดหลายเดือน อยู่ใกล้ระบบเฝ้าฟังของคาสเทลตั้งแต่วันที่คาสเทลตั้งมันขึ้น แล้วทำไมมันถึงเพิ่งส่งเสียงเมื่อคืน ทำไมตอนนี้
"ท่านมาริน" เวอร์ดานพูดช้าๆ "เมื่อคืน ท่านทำอะไรกับมันหรือเปล่า"
เฒ่ามารินคิดอยู่ครู่ "เปล่าเจ้าค่ะท่าน หม่อมฉันแค่... อ้อ" เขายิ้มเขินๆ "เมื่อคืนหม่อมฉันสวดมนต์ขอพรให้ท่านน่ะเจ้าค่ะ ขอให้ท่านตัดสินใจเรื่องที่หนักใจได้ถูกต้อง ข่าวว่าทูตจากเมืองใหญ่มาหาท่าน คนเขาลือกันว่าท่านกำลังหนักใจ หม่อมฉันก็เลยกุมของขลังไว้ในมือ แล้วสวด แล้ว..." เขาหัวเราะแหะๆ "หม่อมฉันร้อนมือ เลยเอามันไปแช่ในน้ำพุสักครู่ มันเย็นดี"
น้ำพุ
น้ำที่ไหลผ่านท่อเวทของคาสเทล ท่อที่ดึงพลังจางๆ จากแกนวิหาร น้ำที่อิ่มไปด้วยเศษเวทเทพเจ้าระดับที่คนยุคนี้สัมผัสไม่ได้ — แต่มากพอที่จะปลุกผลึกเกือบหมดพลังในของเล่นเด็กให้ส่งเสียงสะท้อนออกมาวาบเดียว
ของขลังของชายชราจุ่มลงในน้ำพุที่หล่อเลี้ยงด้วยพลังของวิหาร แล้วร้องตอบกลับ เหมือนเด็กที่ได้ยินเสียงแม่หลังพลัดพรากมาพันปี
เวอร์ดานหลับตา
มันง่ายขนาดนี้ มันโง่เง่าและบังเอิญและไร้เดียงสาขนาดนี้ ไม่มีแผน ไม่มีศัตรู ไม่มีอะไรเลยนอกจากชายชราที่ร้อนมือแล้วเอาของไปแช่น้ำ
ลิเลียจะหัวเราะเขาจนหายใจไม่ออกถ้ารู้
—
"มันเป็นของวิเศษจริงๆ ใช่ไหมเจ้าคะท่าน" เฒ่ามารินถามด้วยดวงตาเป็นประกาย "หม่อมฉันรู้สึกมาตลอดว่ามันพิเศษ ท่านถึงสนใจมันขนาดนี้"
เวอร์ดานมองเศษโลหะในมือ ของเล่นเด็กของเผ่าที่ตายไปแล้ว ที่บัดนี้กลายเป็นของขลังของชายชราที่บูชาเขาเป็นเทพ โดยไม่รู้ว่าเทพคือเจ้าของเดิมของของเล่นชิ้นนั้น
เขาควรจะยึดมันไว้ ตามตรรกะ — เศษเวทเทพเจ้าที่ลอยอยู่ในเมืองคือรอยรั่วในการปกปิด เขาควรเอามันไปทำลาย หรือเก็บเข้าวิหาร หรืออย่างน้อยก็เอาเข็มกลัดกลบมันไว้
แต่เขามองดวงตาของชายชราที่รอดจากไฟไหม้ ที่เสียหลานไปสอง ที่เหลือแต่เศษโลหะหนึ่งชิ้นจากชีวิตเก่า แล้วเขาก็ทำสิ่งที่เขาเองอธิบายให้ตัวเองไม่ได้
"ใช่" เวอร์ดานพูด ห่อผ้าขี้ริ้วกลับคืน วางมันลงในมือเฒ่ามาริน "มันเป็นของวิเศษ ท่านมาริน เก็บมันไว้ให้ดี"
เฒ่ามารินกอดของขลังไว้แนบอก น้ำตาไหลออกมา "ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่าน ขอบพระคุณ"
"แต่อย่าเอามันไปแช่น้ำพุอีก" เวอร์ดานเสริม "น้ำพุนั้น... ศักดิ์สิทธิ์เกินไปสำหรับของขลังของท่าน มันอาจดูดพรในตัวมันไป"
"เจ้าค่ะ! เจ้าค่ะท่าน หม่อมฉันจะไม่เอาไปแช่อีกเด็ดขาด" เฒ่ามารินคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วเดินจากไปด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิม กอดของเล่นเด็กยุคทองไว้แนบหัวใจ
เวอร์ดานนั่งอยู่ที่ขอบน้ำพุ มองชายชราเดินหายเข้าไปในเมืองที่หลับ
ราฮับเดินออกมาจากเงา ยืนข้างเขา "เก็บมันไว้กับเฒ่าผู้นั้นปลอดภัยหรือท่าน"
"ปลอดภัยกว่าที่ใดในเมืองนี้" เวอร์ดานพูด "ไม่มีใครค้นย่ามคนแก่ที่ทุกคนรัก และตอนนี้ข้าสั่งให้เขาไม่จุ่มมันลงน้ำอีก มันจะเงียบ" เขาหยุด แล้วพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง "และข้าจะให้คาสเทลตั้งเข็มกลัดเล็กๆ ไว้ในย่ามเขาตอนเขาหลับ บอกว่าเป็นเครื่องราง เขาจะดีใจ มันจะกลบเสียงไว้"
ราฮับพยักหน้า เขาไม่เข้าใจว่าทำไมนายไม่ยึดของกลับมา แต่เขาไม่ถาม นายของเขาไม่เคยทำอะไรโดยไม่มีเหตุผล แม้บางครั้งเหตุผลนั้นจะเป็นสิ่งที่นายเองก็ไม่ยอมเรียกชื่อ
เวอร์ดานมองน้ำพุที่ไหลริน มองแสงทองจากท่อเวทที่ส่องสะท้อนบนผิวน้ำ
เมื่อคืน เขากลัวว่ามีบางสิ่งของเผ่าเขาเล็ดลอดเข้าเมือง เขากลัวว่ามีคนแฝงตัว มีสายลับ มีมือที่สาม เขากลัวจนความระแวงทั้งหมดพลิกหัวกลับลงสู่ใต้ดิน — ลงไปทางโถงลึกสุด ทางประตูดำสนิทที่สลักด้วยภาษาเผ่าเขาว่า *ห้ามเปิด*
และคำตอบกลับเป็นของเล่นเด็กในย่ามของชายชราขี้สงสาร
ความระแวงของเขาล่มอีกครั้ง กับเป้าที่ไม่มีอยู่จริงอีกครั้ง
เวอร์ดานควรจะรู้สึกโล่ง
แต่เขากลับรู้สึกหนาว — เพราะถ้าเสียงเมื่อคืนเป็นของเล่นเด็กในน้ำพุ แปลว่าระบบเฝ้าฟังของคาสเทลไวพอที่จะได้ยินแม้แต่เศษเสี้ยวเล็กจิ๋วที่ลอยอยู่ในเมืองมาหลายเดือน
แล้วถ้าวันหนึ่งมีบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น ลึกกว่านั้น ส่งเสียงออกมาจริงๆ จากที่ที่เขาไม่อยากคิดถึง
เขาจะได้ยินมันทันเวลาหรือเปล่า
เวอร์ดานยืนขึ้น เก็บความคิดนั้นลงกล่อง ปิดกล่อง เหมือนที่เขาทำกับทุกอย่างที่เข้าใกล้ความจริงเกินไป
"กลับกันเถอะ" เขาพูด "พรุ่งนี้ข้ามีจดหมายต้องตอบ"
ราฮับเดินตามเขากลับขึ้นเนินสู่ปราสาทกลางเมือง — ฝาปิดของวิหาร ฝาปิดของหัวใจดวงเดียวของเมือง ฝาปิดของประตูดำที่ยังเงียบสนิท
ในความเงียบนั้น ลึกลงไปใต้พื้นที่พวกเขาเดิน บางสิ่งที่ไม่มีอายุให้นับ ที่เวทเทพเจ้ามองไม่เห็น ที่ไม่ทอดเงา ได้ยินเสียงสะท้อนวาบเล็กๆ จากน้ำพุเมื่อคืน — เสียงของเลือดอัสนีเทพ แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวในของเล่นเด็ก
และมันยิ้ม
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.