Chapter 28
28 / 82
17 min read
บทที่ 28 — คำท้าดวล
Published Jun 1, 2026, 01:19 PM
ดเรคไม่เคยนับว่าตัวเองชนะมากี่ครั้ง เพราะการนับชัยชนะเป็นนิสัยของคนที่ยังกลัวว่าวันหนึ่งจะแพ้ — และดเรคเลิกกลัวสิ่งนั้นไปตั้งแต่ปีที่กระดูกซี่โครงของเขาหักเป็นครั้งที่สาม.
เรื่องเล่าในค่ายของเบรนเดลว่าด้วยตัวเขามีหลายสำนวน. บ้างว่าเขาเคยฉีกประตูเหล็กหนาคืบของป้อมเทลวานออกด้วยลมเวทเพียงครั้งเดียว ราวกับฉีกกระดาษ. บ้างว่าเขาเรียกฝนลงกลางทะเลทรายทางใต้ ให้ทหารที่กำลังจะตายเพราะกระหายได้ดื่ม — ไม่ใช่เพราะเมตตา แต่เพราะศพที่ตายเพราะกระหายนั้นใช้รบไม่ได้. ทุกสำนวนลงท้ายเหมือนกัน คือ "เขาใช้เวทขั้นกลางได้". สามคำนั้นในยุคแห่งเถ้าถ่านมีน้ำหนักเท่ากับคำว่า "เทพ".
เพราะในทั้งทวีปนี้ คนที่จุดไฟด้วยเวทได้ก็ถือว่าวิเศษแล้ว. คนที่เสริมแรงให้แขนตัวเองชั่วครู่หรือปัดลมหนาวออกจากเต็นท์ได้นานพอจะหลับ — คนเหล่านั้นได้เป็นหมอผีประจำหมู่บ้าน ได้เป็นที่ปรึกษาขุนนาง. ส่วนคนที่ทำได้มากกว่านั้น คนที่เวทไหลออกจากตัวเป็นรูปเป็นร่างจนพอจะฉีกเหล็กหรือเรียกฟ้าฝน — ทั้งทวีปเอลดราเซียมีไม่ถึงสิบคน. และในไม่ถึงสิบคนนั้น ดเรคคือคนเดียวที่ยอมขายตัวให้โจร.
เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์. นั่นคือส่วนที่เรื่องเล่าในค่ายมักลืมเล่า. ดเรคเป็นลูกช่างตีเหล็กชายขอบเทลวาน เด็กที่ครูเวทคนแรกบอกหน้าตรงๆ ว่า "เจ้าไม่มีทางผ่านขั้นพื้นฐานไปได้หรอก สายเวทในตัวเจ้าตีบเกินไป". เด็กคนอื่นได้ยินคำนั้นแล้วเลิก. ดเรคได้ยินแล้วเริ่ม.
ขั้นกลางไม่ใช่สิ่งที่ไต่ขึ้นไปด้วยพรสวรรค์ — สำหรับเขามันคือสิ่งที่ทุบเข้าไปด้วยความเจ็บ. เขาฝืนดันเวทผ่านสายที่ตีบของตัวเองวันแล้ววันเล่า จนสายนั้นฉีกขาดแล้วงอกใหม่กว้างขึ้นทีละเส้นผม. ราคาของมันคือร่างกาย. ข้อมือซ้ายของเขางอไม่ได้สุด เพราะเอ็นเคยขาดจากการรวมพลังเกินขีด. ปอดข้างหนึ่งทำงานได้แค่ครึ่ง. ทุกครั้งที่เขาปล่อยเวทเต็มกำลัง เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างในอกแตกเพิ่มอีกนิด — รอยร้าวเล็กๆ ที่ไม่มีวันกลับมาสมานสนิท. หมอเถื่อนคนหนึ่งเคยบอกเขาว่า "เจ้าใช้เวทขั้นนี้ได้อีกไม่กี่ปี ก่อนร่างจะพังถาวร". ดเรคจ่ายเงินให้หมอคนนั้นแล้วเดินจากไป. เขาไม่ได้ฝึกมาทั้งชีวิตเพื่อจะตายบนเตียงอย่างคนที่ยังกลัวแพ้.
ฉะนั้นเมื่อเบรนเดลเรียกเขามาที่เต็นท์บัญชาการในเช้าวันที่กองทัพเคลื่อนถึงเนินสุดท้ายก่อนนครรุ่งอรุณ ดเรคจึงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะถูกขออะไร.
"เจ้าได้ยินเรื่องเมืองนั้นมาเท่าไร" เบรนเดลถาม. เขาเป็นชายร่างใหญ่ ผมสีเทาเหล็ก ใบหน้านิ่งจนน่ากลัวกว่าใบหน้าที่โกรธ. ต่างจากน้องชายที่ตายไปแล้ว — คางโกรเคยเชื่อในเกียรติยศก่อนจะถูกโลกหักหลังจนกลายเป็นโจร ส่วนเบรนเดลเลือกเป็นโจรตั้งแต่วันแรกอย่างเย็นชา เพราะคำนวณแล้วว่าเกียรติยศไม่เคยเลี้ยงใครให้อิ่ม.
"ได้ยินว่าโจรพันคนของน้องท่านหายไปในคืนเดียว" ดเรคตอบ "ได้ยินว่าไม่มีศพ ไม่มีรอย. ได้ยินว่าชาวบ้านเรียกมันว่าพรจากเทพ."
"แล้วเจ้าเชื่อไหม"
"ข้าไม่เชื่อเรื่องเทพ." ดเรคยกข้อมือซ้ายที่งอไม่สุดขึ้นมองมัน "เทพไม่เคยมาช่วยตอนข้าฝึกจนกระดูกหัก. ที่เมืองนั้นทำได้ มันต้องมีคนแบบข้า — หรือเก่งกว่าข้า — ซ่อนอยู่. คนพันคนหายเงียบในคืนเดียวโดยไม่มีศพ นั่นไม่ใช่ปาฏิหาริย์ นั่นคือฝีมือ."
เบรนเดลพยักหน้าช้าๆ ราวกับได้ยินคำตอบที่ต้องการ. "ข้าไม่ต้องการตีเมืองนั้นพังราบ ดเรค. ข้าต้องการมันทั้งหลัง — กำแพง คลังเสบียง คนงาน ทุกอย่าง. เมืองที่สร้างเสร็จในไม่กี่วันมีค่ามากกว่าเมืองที่เผาทิ้ง. ฉะนั้นข้าจะไม่บุกก่อน. ข้าจะให้เจ้าไปยืนหน้าประตูมัน แล้วท้าคนที่พวกมันเรียกว่าเวอร์ดานออกมาดวลตัวต่อตัว."
ดเรคนิ่ง. "ถ้าเขาไม่ออกมาล่ะ"
"ถ้าเขาไม่ออกมา แปลว่าตำนานทั้งหมดเป็นเรื่องลม คนพันคนหายเพราะเหตุอื่น และเมืองนั้นไม่มีใครคุ้มจริง — ข้าก็บุกได้สบายใจ." เบรนเดลหันมามองเขาตรงๆ เป็นครั้งแรก. "แต่ถ้าเขาออกมา ดเรค — ถ้าเขากล้าออกมายืนต่อหน้าเจ้า — ข้าอยากรู้ว่าสิ่งที่ฆ่าน้องข้าได้ มันหน้าตาเป็นอย่างไร. แล้วข้าอยากให้เจ้าฆ่ามันต่อหน้าคนทั้งเมือง เพื่อให้พวกมันรู้ว่าเทพของพวกมันก็ตายได้."
ดเรคไม่ตอบอะไร. เขาเดินออกจากเต็นท์ ขึ้นไปยืนบนเนิน มองลงไปที่กำแพงหินขาวของนครรุ่งอรุณที่เรืองแสงอ่อนๆ ในอรุณ. สวยเกินกว่าจะเป็นเมืองโจรหรือเมืองคนยาก. สวยแบบที่ทำให้เขารู้สึกในกระดูกที่หักมาแล้วว่า — ในเมืองนั้นมีคนที่เก่งกว่าเขาอยู่จริง. และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ดเรครู้สึกบางอย่างที่เขาเลิกรู้สึกไปนานแล้ว.
เขารู้สึกตื่นเต้น.
---
ในห้องประชุมวงในที่ไม่มีหน้าต่าง ลึกลงไปใต้ปราสาทกลางนครรุ่งอรุณ — ห้องที่จริงๆ แล้วเป็นเพียงฝาปิดชั้นบนสุดของวิหารยุคทอง — เวอร์ดานนั่งฟังลูกน้องตีความคำสั่งของเขาผิดไปคนละทิศอย่างเงียบขรึม.
เมื่อสองวันก่อนเขาเอ่ยประโยคหนึ่งออกไป. เขาจำคำของตัวเองได้แม่นยำ เพราะเขาตั้งใจเลือกมันด้วยความระมัดระวัง — "คราวนี้อย่าซ่อนมากไป ปล่อยให้เขาเห็นนิดหน่อยว่าเราพอมีน้ำยา เผื่อหลอกล่อตัวจริงออกมา". เจตนาจริงของเขาเรียบง่ายอย่างยิ่ง คือ ให้กองของเบรนเดลเห็นว่านครรุ่งอรุณไม่ได้ป้องกันตัวไม่ได้ มากพอที่ "มือที่สาม" ซึ่งเขาเชื่อว่าชักใยอยู่เบื้องหลังจะสบายใจ ขยับตัวออกมาบ้าง — เพื่อให้เขาเห็นหน้ามันเสียที.
ปัญหาคือคำว่า "นิดหน่อย" ในปากเวอร์ดาน เมื่อผ่านหูของวงในแล้ว ขยายตัวเหมือนเชื้อในแป้ง.
"ข้าเตรียม 'นิดหน่อย' ไว้แล้วครับนาย" คาสเทลรายงานด้วยดวงตาเป็นประกาย กางม้วนแบบแปลนยาวจนคลี่ลงพื้นได้สองวา. "หอคอยพิทักษ์ทางเนินตะวันออก — ข้าปรับให้มันยิงต่ำลงได้ครับ จากเดิมที่ทำลายภูเขาทั้งลูก ข้าตั้งให้มันทำลายแค่ 'ส่วนหนึ่ง' ของภูเขา. เห็นนิดหน่อยพอดีเป๊ะ."
"ส่วนหนึ่งของภูเขา." เวอร์ดานทวนคำเงียบๆ.
"ครึ่งลูกครับ. ข้าคิดว่าครึ่งลูกคือ 'นิดหน่อย' ที่กำลังดี — มากกว่านั้นจะเว่อร์ไป น้อยกว่านั้นเขาจะไม่ทันสังเกต." คาสเทลพยักหน้ากับตัวเองอย่างพอใจ.
เซเรน่าไม่เงยจากบัญชีที่เธอกำลังขีดเขียน. "ดิฉันตีความ 'ปล่อยให้เห็นนิดหน่อย' ในเชิงเศรษฐกิจค่ะนาย. กองของเบรนเดลหกพันคนกินวันละมาก เสบียงของเขามาจากเส้นทางค้าสามสายทางเหนือ. ดิฉันให้เทสซากับเครือพ่อค้าของเราตัดสองสาย เหลือไว้สายเดียว — เพื่อให้เขา 'เห็น' ว่าเรารู้ว่าเขากินจากไหน แต่ยัง 'ไม่ตัดหมด' เพราะนายสั่งแค่นิดหน่อย. อีกหกวันเขาจะเริ่มอดเอง ดิฉันคำนวณไว้แล้ว." เธอหมุนแผนภูมิวงกลมเล็กๆ มาให้ดู "นี่คือกราฟความหิวของกองทัพเขาเทียบกับเวลาค่ะ. เส้นสีแดงคือจุดที่เขาจะเริ่มกินม้า."
ไกร์ฟอนซึ่งยืนพิงผนังในเงามืดมาตลอดจึงเอ่ยขึ้น. เขาไม่ได้นอนมาสามคืนแล้ว แต่ดวงตากลับยิ่งคมขึ้น. "ส่วนข้า — ข้าตีความว่า 'เห็นนิดหน่อย' คือเรื่องของภูมิประเทศครับนาย. ข้าวางหุบที่กองเขาต้องเดินผ่านให้พังลงได้ในจังหวะที่ต้องการ. ไม่ใช่เพื่อฆ่าทั้งกอง — แค่เพื่อให้เขา 'เห็น' ว่าพื้นดินใต้เท้าเขาเป็นของเรา. ข้ายังเหลือทางหนีไว้ให้เขาเจ็ดเส้น เผื่อนายต้องการให้เขารอดไปเล่าต่อ — แต่ข้าวางให้สองในเจ็ดเส้นนั้นเป็นทางที่พาเขาเข้าหาคนของเราเองพอดี."
เวอร์ดานเงียบ. เขามองวงในทีละคน. ในใจเขาคำนวณอย่างเหน็ดเหนื่อย — *ข้าพูดคำว่า 'นิดหน่อย' ออกไปคำเดียว และตอนนี้ข้ามีปืนใหญ่เวทที่จะทำลายครึ่งภูเขา การปิดล้อมเศรษฐกิจที่จะทำให้คนหกพันกินม้า และหุบเขาที่พร้อมถล่มลงเจ็ดทิศ. ถ้าข้าพูดคำว่า 'มากหน่อย' พวกเขาจะทำอะไรกัน — ย้ายดวงอาทิตย์?*
แต่เขาไม่พูดออกมา. เพราะในสายตาเขา — ในความระแวงที่กลายเป็นเนื้อเดียวกับลมหายใจไปแล้ว — ความเกินพอดีของลูกน้องไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะ. มันคือความรอบคอบ. ถ้ามีภัยที่เก่งกว่าเขาซ่อนอยู่จริง วันหนึ่งครึ่งภูเขานั้น การล้อมหิวนั้น หุบเขาถล่มนั้น อาจเป็นสิ่งเดียวที่ยืนระหว่างพวกพ้องยี่สิบแปดคนของเขากับความตาย. เขาจึงปล่อยให้ทุกคนเตรียมต่อไป.
"ดี." เขาพูดแค่นั้น. แล้วทั้งห้องคำนับราวกับเพิ่งได้รับโองการสวรรค์.
ลิเลียเป็นคนเดียวที่ไม่คำนับ. นางนั่งบนขอบโต๊ะ แกว่งขาไปมา มองเวอร์ดานด้วยรอยยิ้มที่ไม่ถึงตา.
หลังคนอื่นทยอยออกไปเตรียมการ นางจึงเอ่ย "นายรู้ใช่ไหมว่าทั้งหมดนี่ — ครึ่งภูเขา กองทัพอดอยาก หุบเขาถล่ม — มันมากกว่าที่จะจัดการโจรหกพันคนเป็นไหนๆ."
"ข้ารู้."
"แล้วนายยังปล่อยให้พวกเขาทำ."
เวอร์ดานไม่ตอบทันที. เขามองมือตัวเองที่วางนิ่งบนโต๊ะหิน — มือที่แตะอะไรก็รู้อายุของสิ่งนั้น ความสามารถที่เขาคุมการใช้ได้ แต่คุมการรับไม่ได้. โต๊ะนี้อายุเก้าร้อยปี. คำนวณจากเศษหินยุคทองที่คาสเทลนำมาหลอมใหม่. แม้แต่ในห้องที่ปลอดภัยที่สุดของเขา โลกก็ยังกระซิบความจริงเรื่องเวลาที่ผ่านไปใส่หูเขาไม่หยุด.
"ลิเลีย" เขาพูดเบา "เจ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าถึงไม่ห้ามพวกเขา."
"เพราะนายกลัว."
คำตอบของนางตรงเกินไปจนเขาเงียบไปครู่หนึ่ง.
"กองโจรนี่ไม่ได้ทำให้ข้ากลัว." เขาพูดในที่สุด "ดเรคก็ไม่. เวทขั้นกลางของเขา — เจ้าก็รู้ว่ามันเทียบอะไรเราไม่ติด. สิ่งที่ทำให้ข้ากลัวคือคำถามว่า *ใครส่งเขามา*. คนที่ใช้เวทขั้นกลางได้มีไม่ถึงสิบคนในทวีป ลิเลีย. แล้วหนึ่งในนั้นบังเอิญมาอยู่กับพี่ชายของโจรที่เราเพิ่งฆ่า — บังเอิญมุ่งตรงมาที่เรา. ในยุคที่อ่อนแอขนาดนี้ มันง่ายเกินไป. ของที่หายากที่สุดในโลกไม่ลอยมาหาเราเองโดยบังเอิญ. มีคนวางเขาไว้ที่นี่. มีมือที่สามที่กำลังทดสอบข้า — และคราวนี้มันยกระดับ ส่งคนที่ใช้เวทจริงๆ มา."
ลิเลียมองเขานานขึ้น. รอยยิ้มจางลง เหลือแต่ความนุ่มที่อยู่ลึกกว่านั้น — ความนุ่มของคนที่รู้ความจริงข้อหนึ่ง แต่เลือกจะไม่พูดมันออกมาเพราะกลัวว่ามันจะทำให้ใครบางคนพัง.
เพราะลิเลียคิดอีกอย่าง. นางคิดมานานแล้วว่าโลกนี้ไม่มีมือที่สาม. นางคิดว่าดเรคแค่ถูกจ้างด้วยทอง เหมือนทหารรับจ้างทุกคนในประวัติศาสตร์. นางคิดว่าโลกนี้อ่อนแอเพราะมันอ่อนแอจริงๆ ไม่ใช่เพราะมีใครแกล้งทำให้มันดูอ่อน. และนางคิดว่าสิ่งที่เวอร์ดานตามล่ามาตลอด — ภัยที่เก่งกว่าเขา ศัตรูที่ซ่อนตัว — มันไม่เคยมีอยู่จริงนอกจากในหัวของเขาเอง.
แต่นางก็เข้าใจด้วยว่าทำไมเขาถึงต้องการให้มันมีอยู่จริง.
เพราะถ้าไม่มีศัตรู ถ้าการข้ามเวลาเป็นแค่อุบัติเหตุ — แปลว่าทั้งเผ่าที่เหลือยี่สิบแปดคนติดอยู่ในยุคนี้เพราะมือของเขาคนเดียว เพราะการทดลองของเขาคนเดียว. ความเชื่อเรื่องศัตรูคือเสาที่ค้ำเขาไว้ไม่ให้จมลงไปในความผิดนั้น. และลิเลียจะไม่มีวันเป็นคนที่ดึงเสาต้นนั้นออก.
"สิ่งที่นายตามหา" นางพูดเบาๆ ประโยคเดิมที่นางเคยพูดมาแล้วหลายครั้ง "มันอาจอยู่ในหัวนายเอง."
เวอร์ดานยิ้มจางๆ — รอยยิ้มของคนที่ได้ยินประโยคนี้บ่อยจนชินแต่ไม่เคยเชื่อ. "ถ้ามันอยู่ในหัวข้า มันก็ไม่อันตรายน่ะสิ" เขาพูด "แต่ถ้ามันอยู่ข้างนอก แล้วข้าทำเป็นไม่เชื่อ — พวกเราตายกันหมด. ระหว่างความเสี่ยงสองอย่าง ข้าเลือกเชื่อในผีที่ไม่มีจริง ดีกว่าเพิกเฉยต่อภัยที่มีจริง."
ลิเลียไม่เถียง. นางรู้ว่าเถียงไปก็ไม่ชนะ. นางเพียงแต่กระโดดลงจากโต๊ะ ตบไหล่เขาเบาๆ ก่อนเดินออกไป — สัมผัสของพวกพ้อง ของคนที่ภักดีต่อ *ตัวเขา* ไม่ใช่ต่อคำสั่งของเขา.
---
เสียงแตรดังขึ้นจากกำแพงในยามบ่าย.
เวอร์ดานขึ้นไปยืนบนเชิงเทินหินขาว มองลงไปที่ลานโล่งหน้าประตูเมือง. กองทัพของเบรนเดลตั้งแถวอยู่ห่างออกไปบนเนิน — ทะเลของธงเลือดและเหล็กสนิม หกพันคนที่ยืนนิ่งอย่างมีระเบียบเกินกว่าจะเป็นโจรธรรมดา. เวอร์ดานสังเกตเห็นทันทีว่าการจัดแถวนั้นเป็นการจัดแถวของคนที่เคยเป็นนายพล. *เบรนเดลไม่ใช่โจร เขาคือทหารที่เลือกเป็นโจร — และนั่นอันตรายกว่ามาก.*
แต่ที่ดึงสายตาเขาคือชายคนเดียวที่เดินแยกออกมาจากกอง ลงมายืนกลางลานโล่ง คนเดียวล้วนๆ.
ดเรคสูงผอม ห่อตัวในเสื้อคลุมเทาเก่า. เขาไม่ถืออาวุธ. เขายกมือซ้ายที่งอไม่สุดขึ้น แล้ว — ช้าๆ อย่างจงใจให้คนทั้งกำแพงเห็น — เขารวบรวมเวท.
อากาศรอบตัวเขาบิดเบี้ยว. ฝุ่นใต้เท้ายกตัวลอยขึ้นเป็นวงแหวน. ลมพัดเป็นเกลียวรอบร่างเขาแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเสื้อคลุมสะบัด ผมปลิว และเสียงหวีดของลมดังไปถึงกำแพง. ชาวเมืองที่มามุงดูบนเชิงเทินถอยกรูดด้วยความตื่นกลัว. หลายคนคุกเข่าลง บางคนกระซิบมนตร์อ้อนวอน. สำหรับพวกเขา — สำหรับคนที่สุดยอดของเวทคือการจุดไฟติด — สิ่งที่ดเรคกำลังทำคือพลังของปีศาจหรือเทพเจ้า. ลมที่เขายกขึ้นนั้นแรงพอจะพลิกเกวียน หักต้นไม้ ฉีกประตูเหล็ก.
เสียงของดเรคดังก้องข้ามลาน — เขาใช้เวทขยายเสียงตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเปลืองร่างที่หักมาแล้วไปอีก.
"นครรุ่งอรุณ! พวกเจ้าเล่าว่ามีเทพคุ้มครอง! เล่าว่ามีคนที่ฆ่าโจรพันคนได้ในคืนเดียว!" ลมรอบตัวเขาแรงขึ้นจนฝุ่นทั้งลานหมุนเป็นเสาขึ้นฟ้า "ข้าชื่อดเรค! ข้าใช้เวทที่ทั้งทวีปนี้มีคนทำได้ไม่ถึงสิบ! ข้าไม่เคยแพ้! ถ้าเทพของพวกเจ้ามีจริง — ให้มันลงมายืนต่อหน้าข้า! ให้ข้าเห็นกับตาว่าสิ่งที่ฆ่าน้องนายข้าได้ มันหายใจเหมือนคนหรือเปล่า!"
เสียงนั้นเงียบลง. ทั้งลานเงียบ. ทั้งกำแพงเงียบ. แม้แต่ลมที่ดเรคปลุกขึ้นก็ดูเหมือนรอคำตอบ.
บนเชิงเทิน ไกร์ฟอนที่ยืนข้างเวอร์ดานพูดเสียงต่ำ "นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดครับนาย. ปล่อยให้ราฮับลงไป — เขาจัดการดเรคได้ในจังหวะเดียว เหมือนที่จัดการคางโกร. แล้วเราจะได้คำตอบว่าใครชักใยอยู่เบื้องหลังจากการสืบศพ ไม่ใช่จากการดวล."
"ไม่." เวอร์ดานพูดทันที.
ไกร์ฟอนหันมามอง. "นาย?"
เวอร์ดานมองดเรคลงไปนิ่งๆ. ในใจเขาคำนวณเร็วราวสายฟ้า. *ถ้าข้าส่งราฮับลงไป ดเรคตายในวินาทีเดียว — แล้วมือที่สามที่ส่งเขามาจะเรียนรู้ว่านครรุ่งอรุณมีนักรบเวทเทพเจ้า. นั่นคือข้อมูลที่ข้าไม่ต้องการให้มันได้. แต่ถ้าข้าลงไปเอง — ในฐานะ 'นักผจญภัยธรรมดา' — แล้วเอาชนะดเรคแบบที่ดูเหมือนฟลุก หรือดูเหมือนเวทขั้นกลางพอๆ กัน ข้าจะปกปิดพลังจริงได้ และที่สำคัญกว่า — ข้าจะได้ยืนใกล้พอที่จะอ่านดเรค. อ่านอายุของเขา ของเสื้อผ้าเขา ของเวทในตัวเขา. ถ้ามีใครวางเขามาจริง ร่องรอยของมือนั้นต้องติดอยู่กับตัวเขาที่ไหนสักแห่ง — และข้าต้องแตะตัวเขาด้วยมือตัวเองถึงจะรู้.*
"ข้าจะลงไปเอง" เขาพูด.
ไกร์ฟอนนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วดวงตาเขาเปล่งประกายเข้าใจ — เข้าใจผิดอย่างลึกซึ้งตามเคย. *นายจะลงไปเอง... เพื่อล่อให้มือที่สามคิดว่านายประเมินภัยต่ำ... เพื่อให้มันเผยตัวเพิ่ม... แล้วนายจะอ่านปฏิกิริยาของมันจากวิธีที่ดเรคสู้... นี่คือกับดักซ้อนกับดัก. ลึกล้ำเหลือเชื่อ.* เขาคำนับลึก. "ข้าเข้าใจแล้วครับนาย. ข้าจะสั่งให้คาสเทลเตรียมหอคอยพิทักษ์ยิงคุ้มกัน เผื่อ—"
"ไม่ต้องยิงอะไรทั้งนั้น." เวอร์ดานถอนหายใจ "บอกคาสเทลว่าอย่าแตะหอคอยนั่น. บอกเซเรน่าว่าอย่าเพิ่งให้กองเขาหิว. บอกราฮับว่า—" เขาหยุด นึกถึงราฮับที่ตอนนี้คงยืนเป็นเงาอยู่ที่ไหนสักแห่งบนกำแพง รอเพียงคำเดียว "—บอกราฮับว่า *แค่ดู อย่าแตะ*. ตีตามตัวอักษร. ถ้าข้าไม่พูดคำว่าแตะ เขาห้ามแตะใครทั้งสิ้น แม้ข้าจะล้มลงเอง."
ไกร์ฟอนลังเลครึ่งวินาที — ความคิดเรื่องปล่อยให้นายลงสนามโดยไม่มีตาข่ายรองรับขัดกับทุกสัญชาตญาณของเขา. แต่เขาเชื่อในนายมากกว่าเชื่อในความกลัวของตัวเอง. เขาคำนับอีกครั้ง แล้วหายเข้าไปในเงา.
เวอร์ดานเดินลงบันไดหิน. เสียงฝีเท้าของเขาบนขั้นบันไดเรืองแสงดังเบาๆ. ที่ประตูเมือง ทหารยามเปิดบานประตูให้เขาโดยไม่กล้าเงยหน้า. เด็กหญิงปลายแถวคนหนึ่ง — เด็กกำพร้าที่เคยกำเศษขนมปังในมือ — ยืนเกาะขากางเกงคนข้างๆ มองเขาเดินผ่านด้วยดวงตากลมโต. นางกระซิบชื่อที่ทั้งเมืองท่องกัน "ท่านแวร์..." ราวกับชื่อนั้นเป็นมนตร์คุ้มภัย.
เวอร์ดานเดินออกไปกลางลานโล่ง เข้าหาเสาฝุ่นที่ดเรคปลุกขึ้น. ลมเวทแรงขึ้นเมื่อเขาเข้าใกล้ — แรงพอจะผลักคนทั่วไปให้ล้ม. เวอร์ดานเดินผ่านมันราวกับเดินในสายลมยามเย็น เสื้อคลุมของเขาแทบไม่ขยับ. แต่เขาจงใจให้เท้าสะดุดเล็กน้อยตรงก้อนหิน — รายละเอียดเล็กๆ ที่จะทำให้คนมองเห็นเขาเป็นเพียง "นักผจญภัยที่กล้าหาญแต่ก็เป็นคนธรรมดา".
ดเรคมองเขาผ่านม่านฝุ่น. ชายตรงหน้าไม่ได้ตัวใหญ่ ไม่ได้มีท่าทีของนักรบ. ไม่มีดาบ ไม่มีเกราะ. เพียงชายร่างสันทัดในเสื้อคลุมเรียบๆ ที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มถ่อมตน. ดเรคที่อ่านคนมาทั้งชีวิตรู้สึกบางอย่างผิดปกติทันที — *ทำไมลมของข้าถึงไม่ทำให้เขาเซแม้แต่นิด* — แต่เขาผลักความรู้สึกนั้นทิ้งไป เหมาว่าเป็นเพราะตัวชายผู้นั้นน้ำหนักมากกว่าที่เห็น.
"ท่านคือเวอร์ดาน?" ดเรคถาม เสียงเขายังก้องด้วยเวท.
เวอร์ดานยกมือขึ้นทั้งสองข้างในท่านอบน้อม ราวกับขอโทษที่ต้องมารบกวน. "ข้าเป็นเพียงนักผจญภัยจรไปจรมา" เขาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน เสียงที่ทำให้ชาวเมืองทั้งกำแพงหลงรัก. "ท่านให้เกียรติข้ามากเกินไปที่ลงมาท้าด้วยตัวเอง. ข้าไม่ได้เก่งกาจอะไรอย่างที่เล่าลือกันหรอก."
*— ในใจเขาคำนวณว่าลมเวทของดเรคแรงเท่ากับเด็กยุคทองอายุเจ็ดขวบเป่าเทียนวันเกิด, ว่าร่างของดเรคมีรอยแตกในสายเวทอย่างน้อยสิบเอ็ดจุดที่จะพังลงเองถ้าเขาฝืนอีกสองครั้ง, ว่าถ้าเขายื่นมือไปแตะแขนดเรคตอนนี้เขาจะรู้ทันทีว่าใครฝึกเขามาและใครจ้างเขามา, และว่าถ้าจำเป็นเขาจะหยุดหัวใจดเรคได้ในเศษเสี้ยวของวินาทีโดยไม่ต้องขยับนิ้ว — แต่เขาจะไม่ทำ เพราะศพที่ตายเร็วเกินไปไม่บอกความลับ.*
"แต่ในเมื่อท่านอุตส่าห์มา" เวอร์ดานพูดต่อ รอยยิ้มยังคงนอบน้อม "ข้าก็คงต้องรับน้ำใจ. เพียงขอท่านอย่าหนักมือกับคนธรรมดาอย่างข้ามากนักก็แล้วกัน."
ดเรคจ้องเขา. แล้วบางอย่างในตัวดเรค — สัญชาตญาณนักรบที่ฝึกมาด้วยกระดูกหัก — สั่นเตือนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี. ความถ่อมตนของชายตรงหน้านี้ไม่เหมือนความถ่อมตนของคนอ่อนแอที่กลัว. มันเหมือน... ความถ่อมตนของภูเขาที่บอกสายลมว่า "พัดเบาๆ หน่อยนะ".
แต่ดเรคใช้เวลาทั้งชีวิตหักกระดูกตัวเองเพื่อมายืน ณ จุดนี้. เขาจะไม่ถอยเพราะความรู้สึกขนลุกที่อธิบายไม่ได้.
เขายกมือทั้งสองข้างขึ้น. เวทขั้นกลางที่เขาสะสมมาตลอดบ่ายไหลรวมเข้าหากันเหนือฝ่ามือ — แน่นขึ้น ทึบขึ้น จนกลายเป็นทรงกลมของลมอัดแน่นที่บิดอากาศรอบตัวมันจนแสงโค้งงอ. นี่คือพลังสูงสุดของเขา. พลังที่เคยฉีกประตูเหล็ก เคยเรียกฝนกลางทะเลทราย. พลังที่ทำให้คนทั้งทวีปเรียกเขาว่าหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุค. และเขารู้ว่าการปล่อยมันออกไปครั้งนี้จะทำให้บางอย่างในอกเขาแตกเพิ่มอีกจุด — แต่เขาไม่สน. ดเรคไม่เคยสนราคา. นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นดเรค.
บนกำแพง ชาวเมืองกลั้นหายใจ. เฒ่ามารินคุกเข่าพนมมือ ริมฝีปากสั่นท่องคำว่า "ท่านผู้ที่เทพส่งมา". ลิเลียยืนนิ่งกำราวสะพานหิน. ราฮับเป็นเงาดำที่ไม่ขยับ ดาบใบดำบนหลังเขากระหายมานับพันปี แต่นายสั่งว่า *แค่ดู อย่าแตะ* — เขาจะไม่แตะ.
กลางลานฝุ่น ดเรคปล่อยพลังออกมาไม่ได้ในวินาทีนี้ — เขายังประคองมันไว้ที่ขีดสูงสุด รอจังหวะ. เหงื่อไหลลงจากขมับเขา. มือซ้ายที่งอไม่สุดสั่นด้วยแรงที่มันแบกไว้.
ส่วนเวอร์ดานยังยืนตรงนั้น มือทั้งสองยกขึ้นในท่าถ่อมตน รอยยิ้มสุภาพไม่จางจากใบหน้า. ดวงตาของเขาสงบนิ่งราวผิวน้ำในบ่อลึก. แต่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำนั้น เขากำลังจ้องดเรคอย่างเย็นชา รอเพียงให้พลังนั้นถูกปล่อยออกมา — เพื่อจะได้ขยับมือเพียงนิดเดียว ปัดมันทิ้งราวปัดฝุ่น แล้วก้าวเข้าไปแตะตัวดเรคให้ได้ก่อนที่เขาจะล้ม.
ลมหยุดนิ่งทั้งลานในเสี้ยววินาทีก่อนพายุ.
ดเรคขยับริมฝีปาก. เสียงเขาเหลือเพียงกระซิบที่ลมพัดมาถึงหูเวอร์ดานเท่านั้น — "งั้น... ก็อย่าโทษข้า."
แล้วเขาก็ปล่อยมันออกมา.
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.