ตอนที่ 2619
2619 / 5804
อ่าน 12 นาที
Chapter 2619 - Scram
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 08:05
บทที่ 2619 ไสหัวไป!
หยางไค่เบนสายตาไปทางจีเหยาพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
“เรียนท่านอาจารย์ คนทั้งสามนี้ขวางทางพวกเราไว้ด้วยเหตุผลบางประการ และไม่ยอมหลีกทางให้ศิษย์ไปต่อเจ้าค่ะ” จีเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์
“ท่านอาจารย์?” เมื่อได้ยินคำเรียกขานนั้น คนทั้งสามที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าต่างมีสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริด เพราะเมื่อมองดูแล้ว หยางไค่กับจีเหยาดูจะมีอายุไล่เลี่ยกัน แต่ชายหนุ่มผู้นี้กลับเป็นถึง ‘ท่านอาจารย์’ ของสตรีผู้เย็นชาเยี่ยงนั้นเชียวหรือ?
เนื่องจากเรือเหาะถูกปกคลุมด้วยม่านพลังป้องกัน แม้แต่ชายชราผู้นั้นก็มิอาจสัมผัสถึงระดับพลังบำเพ็ญของหยางไค่และจีเหยาได้อย่างชัดแจ้ง
ทว่า ในเมื่อชายหนุ่มผู้นี้สามารถเป็นอาจารย์ของใครบางคนได้ พลังฝีมือของเขาคงมิใช่ธรรมดา ชายชราคาดการณ์ว่าหยางไค่อย่างน้อยต้องอยู่ในขอบเขตจักรพรรดิ เพราะเรือเหาะที่ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงลำนี้คือ ‘ศัสตราจักรพรรดิ’ ซึ่งมิใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญขอบเขตต้นกำเนิดดาวดวงทั่วไปจะครอบครองได้ง่ายๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายชราจึงคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ยกับหยางไค่ “เอาเถิดเจ้าหนุ่ม มิต้องกังวลใจไป พวกเรามิได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด”
“โอ้ ข้าดูเหมือนคนกำลังกังวลอยู่อย่างนั้นหรือ?” หยางไค่ยกยิ้มมุมปาก พลางนึกในใจว่าชายชราผู้นี้ช่างพกพาความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมนัก ตัวเขานั้นเคยฝ่าข้ามแดนเถื่อนโบราณ อาละวาดต่อหน้าสี่มหาเทพสัตว์อสูรและสามสิบสองราชาอสูรมาแล้ว ทั้งยังเคยเผชิญหน้ากับมหาจักรพรรดิมามากกว่าหนึ่งท่าน ในโลกหล้าใบนี้ คงมีเพียงไม่กี่สิ่งที่จะทำให้หยางไค่รู้สึกหวั่นใจได้อีก
ชายชราทำราวกับมิได้ยินคำเหน็บแนมนั้นและกล่าวต่อ “เพียงแต่เรือเหาะลำนี้ช่างถูกตาต้องใจคุณหนูเสวี่ยมานยิ่งนัก ข้าจึงใคร่ขอเจรจากับเจ้าเรื่องนี้... เจ้าพอจะสละเรือลำนี้ให้พวกเราได้หรือไม่? ข้ายินดีจะจ่ายค่าตอบแทนให้อย่างงาม”
หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง ชายชราก็เสริมขึ้น “ข้าลืมแนะนำตัวไป ข้ามีนามว่าเยี่ยนชิ่ง แห่งสำนักอัสนีเร้นลับ ส่วนนี่คือคุณชายป๋ายลู่ บุตรแห่งเจ้าสำนัก และสตรีผู้นี้คือคุณหนูเยี่ยนเสวี่ยมาน บุตรสาวของท่านเจ้าเมืองอันหนิง”
เมื่อชายชราแนะนำตัวเสร็จสิ้น ทั้งเขาและคนหนุ่มสาวอีกสองคนต่างก็มีท่าทีพองขนด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับว่าสำนักอัสนีเร้นลับและเมืองอันหนิงนั้นเป็นขุมอำนาจยิ่งใหญ่ที่ใครก็มิกล้าล่วงเกิน
คุณชายป๋ายลู่คลี่ยิ้มอย่างมีมารยาท พลางประสานมือเอ่ยถาม “มิทราบว่าแม่นางผู้เลอโฉมมีนามว่ากระไร?”
เขามิได้ให้ความสนใจในตัวหยางไค่เลยแม้แต่น้อย แต่กลับมุ่งเป้าไปที่การถามชื่อของจีเหยาด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหลงใหลในความงามของนาง แม้คุณหนูเยี่ยนเสวี่ยมานจะจัดว่าเป็นสตรีที่สะสวยคนหนึ่ง แต่หากเทียบกับความงามปานเทพธิดาของจีเหยาแล้ว นางยังห่างชั้นอยู่หลายขุม
คำถามของป๋ายลู่ทำให้เขาถูกเยี่ยนเสวี่ยมานที่อยู่ข้างกายเตะเข้าอย่างแรง นางจ้องมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองพลางฮึดฮัด “ท่านจะถามชื่อนางไปทำไมกัน? หรือว่าท่านสนใจนาง? ไอ้คนสารเลว! ท่านมีข้าอยู่แล้วทั้งคน เหตุใดถึงยังมองหาผู้หญิงคนอื่นอีก! อยากโดนข้าทุบตีน้องรึไง!”
ขณะที่พูด นางก็เริ่มรัวหมัดและลูกเตะใส่ป๋ายลู่ ทว่าท่วงท่านั้นกลับดูอ้อนแอ้นและเบาหวิว มิเพียงแต่จะไม่ทำให้เขาบาดเจ็บ แต่มันกลับดูเหมือนการแง่งอนของคู่รักเสียมากกว่า ป๋ายลู่หัวเราะร่าพลางดึงนางเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมแขน ราวกับว่าตนเองคือผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
เยี่ยนชิ่งมิได้ชายตามองคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย พลางเอ่ยต่อ “คุณชายและคุณหนูเสวี่ยมานมักจะหยอกล้อกันเช่นนี้เสมอ โปรดอย่าถือสาเลย”
จีเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ “เรื่องของพวกท่านมิเกี่ยวข้องกับพวกเรา ข้าและท่านอาจารย์ต้องการจะเดินทางต่อ โปรดหลีกทางเดี๋ยวนี้!”
“แม่นาง” เยี่ยนชิ่งย้ำอีกครั้ง “คนแก่ผู้นี้เพียงต้องการจะซื้อเรือของเจ้าเท่านั้น”
“ข้าบอกไปแล้วว่าไม่ขาย!” สีหน้าของจีเหยายิ่งทวีความเย็นชาขึ้น
ป๋ายลู่คลี่ยิ้มละไม “โถ่ แม่นาง อย่าได้เย็นชานักเลย โบราณว่าไว้ มีสหายเพิ่มหนึ่งคน ย่อมดีกว่ามีศัตรูเพิ่มหนึ่งราย มันก็แค่เรือลำเดียว เจ้าลองบอกราคามาเถิด ข้ายินดีจะจ่ายให้ทุกราคา!”
“ได้สิ!” หยางไค่ก้าวออกมาข้างหน้า พลางยิ้มให้ป๋ายลู่ “ข้าชอบคนเช่นคุณชายป๋ายยิ่งนัก ทั้งรุ่มรวยทรัพย์และเปี่ยมด้วยความสามารถ ช่างเป็นคนมีระดับ ใจกว้าง และสง่างามยิ่ง! ในเมื่อคุณชายป๋ายพร้อมจะเสนอราคา เช่นนั้นพวกเราก็ขายเรือลำนี้เถิด... เจ้าเห็นว่าอย่างไร เหยาเอ๋อร์?”
จีเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่านางก็พยักหน้ารับ “หากท่านอาจารย์ปรารถนาจะขาย ศิษย์ก็มิขัดข้องเจ้าค่ะ”
“ขอบใจแม่นางมาก” ป๋ายลู่ประสานมือ
เขาเอาแต่สนทนากับจีเหยาตั้งแต่ต้นจนจบ ทำราวกับหยางไค่ไร้ตัวตน ทว่าคราวนี้เขากลับยอมหันมามองหยางไค่ “มิทราบว่าท่านต้องการจะเรียกราคาเท่าใด?”
“หนึ่งร้อยล้าน!” หยางไค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ “หากคุณชายป๋ายสามารถจ่ายหนึ่งร้อยล้านได้ เรือลำนี้ย่อมเป็นของท่าน”
สีหน้าของป๋ายลู่มิได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขาพยักหน้าเบาๆ “หนึ่งร้อยล้าน... สำหรับศัสตราจักรพรรดิประเภทเหินเวหา ราคานี้มิถือว่าแพงเลย”
มิเพียงไม่แพง แต่มันกลับถูกแสนถูกเสียด้วยซ้ำ เขาคิดว่าหยางไค่ตั้งใจจะแสดงไมตรีเพื่อขอเป็นมิตรกับเขา เพราะมิใช่ว่าใครจะสามารถเป็นเพื่อนกับคุณชายแห่งสำนักอัสนีเร้นลับ ขุมอำนาจสำคัญในแดนเหนือได้ง่ายๆ เขาจึงยิ้มบางๆ พลางหันไปสั่ง “ผู้อาวุโสเยี่ยน จ่ายเงินให้พวกเขาไป!”
“ขอรับ!” เยี่ยนชิ่งพยักหน้า หลังจากค้นอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็โยนแหวนมิติให้หยางไค่
หยางไค่รับมันไว้ ตรวจสอบด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์แล้วจึงยิ้มพราย ขณะที่เก็บแหวนมิติลงไป เขาเอ่ยขึ้นว่า “คุณชายป๋าย ดูเหมือนจำนวนผลึกแหล่งกำเนิดจะไม่ค่อยถูกต้องนักนะ”
“หมายความว่าอย่างไร?” ป๋ายลู่ขมวดคิ้ว พลางหันไปมองเยี่ยนชิ่ง “ผู้อาวุโสเยี่ยน ท่านนับรอบคอบแล้วหรือไม่?”
“มีผลึกแหล่งกำเนิดครบหนึ่งร้อยล้านพอดี” เยี่ยนชิ่งตอบ “ข้ามั่นใจว่านับไม่ผิดแน่”
“นั่นสินะ ในนี้มีผลึกแหล่งกำเนิดครบหนึ่งร้อยล้านจริงๆ...” หยางไค่พยักหน้ารับ ทว่าน้ำเสียงกลับเปลี่ยนไปในทันพลัน “แต่ทว่า... สิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงผลึกแหล่งกำเนิด ‘ระดับต่ำ’ เท่านั้น...”
สีหน้าของเยี่ยนชิ่งเปลี่ยนไป “เจ้ามิได้ต้องการผลึกระดับต่ำรึ? หรือว่าเจ้าหมายถึง... ระดับกลาง?”
“อะไรนะ!?” ป๋ายลู่เองก็ตกตะลึงเช่นกัน ผลึกแหล่งกำเนิดระดับกลางหนึ่งร้อยล้านก้อน นั่นเท่ากับผลึกระดับต่ำถึงหนึ่งหมื่นล้านก้อนเชียวนะ! นี่มันเป็นการเรียกร้องที่บ้าระห่ำเกินไปแล้ว!
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่!” หยางไค่โบกนิ้วไปมาต่อหน้าคนเหล่านั้น “มิใช่ผลึกระดับกลางหนึ่งร้อยล้าน... แต่ที่ข้าต้องการ คือผลึกแหล่งกำเนิด ‘ระดับสูง’ หนึ่งร้อยล้านก้อนต่างหาก!”
“เจ้า... เจ้ามันบ้าไปแล้ว!” ร่างของป๋ายลู่สั่นสะท้านด้วยความโกรธ
ผลึกแหล่งกำเนิดระดับสูงหนึ่งร้อยล้านก้อน! นั่นคือจำนวนที่ป๋ายลู่มิกล้าแม้แต่จะฝันถึง เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าคนผู้นี้กล้าเรียกราคาที่เหนือจริงเยี่ยงนี้ออกมาได้อย่างไร
แม้สำนักอัสนีเร้นลับจะเป็นสำนักชั้นแนวหน้า แต่พวกเขาก็มิอาจรวบรวมผลึกระดับสูงได้มากมายขนาดนั้น แม้จะทุ่มสมบัติทั้งหมดที่มีก็ตาม เรือเหาะระดับจักรพรรดิอาจจะหายาก แต่มันไม่มีทางจะมีค่ามหาศาลปานนั้นได้เด็ดขาด!
ประกายสังหารวาบผ่านดวงตาของผู้อาวุโสเยี่ยนชิ่ง
หยางไค่ยังคงยิ้มกริ่ม “คุณชายป๋าย เมื่อครู่ท่านเพิ่งบอกเองว่ายินดีจะจ่ายทุกราคา หรือตอนนี้ท่านคิดจะกลับคำเสียแล้ว? คำพูดบุรุษควรหนักแน่นดั่งขุนเขา ดูเหมือนว่าความน่าเชื่อถือของคุณชายป๋ายจะดูเบาบางไปเสียหน่อยนะ”
จีเหยาที่ยืนอยู่ข้างกายลอบยิ้มออกมา
ก่อนหน้านี้นางรู้สึกไม่เต็มใจนักที่หยางไค่ยอมตกลงขายเรือลำนี้ ทว่านางต้องเชื่อฟังคำสั่งอาจารย์ มายามนี้นางถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า หยางไค่มิได้มีความตั้งใจจะขายเรือจริงๆ แต่เขากำลังเล่นตลกกับคนพวกนี้อยู่ต่างหาก
‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ท่านอาจารย์กลายเป็นคนมีอารมณ์ขันเช่นนี้...’
ในความทรงจำของนาง ท่านอาจารย์เป็นคนเย็นชาและสงบนิ่งอยู่เสมอ จะแสดงความอบอุ่นออกมาก็เพียงตอนที่อยู่กับนางและพี่น้องร่วมสำนักเท่านั้น ท่านมิเคยทำตัวเจ้าเล่ห์เช่นที่เป็นอยู่นี้เลย
ยิ่งคิด จีเหยาก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง นางขมวดคิ้วพลางจ้องมองหยางไค่ด้วยความสับสนอย่างรุนแรง
แผ่นหลังที่กำยำและองอาจนี้ ดูเหมือนจะ... แตกต่างจากภาพจำในความทรงจำของนางเหลือเกิน
“เจ้าเด็กเมื่อวานซืน กล้าดียังไงมาล้อเล่นกับข้า!” ป๋ายลู่ระเบิดโทสะออกมา
หยางไค่พ่นลมหายใจเย็นชา “เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้นเล่าคุณชายป๋าย? พวกท่านทั้งสามเป็นฝ่ายที่ไร้เหตุผลขวางทางข้าและศิษย์ ทั้งยังยืนกรานจะซื้อเรือของเหยาเอ๋อร์ให้ได้ ข้าก็เพียงแต่ยอมทำตามความปรารถนาของพวกท่านด้วยเจตนาดี หากท่านไม่ขอบใจข้าก็แล้วไปเถิด แต่เหตุใดจึงต้องกล่าววาจาเยี่ยงนี้ใส่พวกเรา? หรือคุณชายป๋ายคิดว่าสามารถรังแกพวกเราได้ตามใจชอบกัน?”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น หัวใจของป๋ายลู่ก็ถูดแผดเผาด้วยความโกรธาประหนึ่งภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด
อีกฝ่ายกำลังปั่นหัวเขาเล่นราวกับคนโง่ แต่ยังกล้าอ้างความถูกต้อง นี่มันช่างน่าอัปยศยิ่งนัก เขาตะโกนลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง “ผู้อาวุโสเยี่ยน ฆ่าไอ้สารเลวคันนี้เสีย!”
เยี่ยนชิ่งเองก็อยู่ในอารมณ์ที่พร้อมจะเข่นฆ่าอยู่แล้ว เขาไม่รอช้าเมื่อได้ยินคำสั่งของป๋ายลู่ พุ่งทะยานเข้าหาหยางไค่ทันที
ป๋ายลู่รีบสำทับตามหลัง “แต่อย่าทำอันตรายแม่นางผู้นั้นเชียวนะ!”
แม้ในยามนี้ เขาก็ยังมิวายคำนึงถึงความงามของจีเหยา ชัดเจนว่าในบางสถานการณ์ ความงามของสตรีก็เป็นอาวุธที่สร้างข้อได้เปรียบอย่างยิ่ง
ผู้อาวุโสเยี่ยนพุ่งเข้าหาประหนึ่งสายฟ้าฟาด พลังปราณจักรพรรดิพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ระดับพลังบำเพ็ญขอบเขตจักรพรรดิระดับที่หนึ่งถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มกำลัง เขาฟาดฝ่ามือลงมาที่เรือเหาะด้วยความรุนแรง
*บึ้ม!*
ม่านพลังป้องกันของเรือเหาะแตกสลายลงอย่างง่ายดายภายใต้พลังนั้น ราวกับมิอาจต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย
หยางไค่ชะงักงันและตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติ เรือลำนี้คือศัสตราจักรพรรดิ พลังป้องกันของมันไม่มีทางอ่อนแอถึงเพียงนี้แน่ เขาหันไปมองจีเหยาและพบว่านางกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ดวงตาคู่งามคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความสับสนมึนงง
“แย่แล้ว!” หยางไค่ตกใจ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ชัดเจนว่าอาการสับสนในจิตใจของจีเหยากำลังกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
ที่ผ่านมาจีเหยามีท่าทีสงบนิ่งและมั่นคงมาตลอดเมื่ออยู่เคียงข้างเขา เขาจึงมิได้คาดคิดว่าปัญหาจะมาเกิดขึ้นเอาในยามคับขันเช่นนี้
เป็นที่แน่ชัดว่าพลังป้องกันของเรือเหาะอ่อนแรงลง เพราะเจ้าของเรือกำลังตกอยู่ในสภาวะที่จิตใจสั่นคลอนอย่างหนัก
“เจ้าเด็กเหลือขอ กล้าล้อเลียนคุณชายแห่งสำนักข้าหรือ? วันนี้เจ้าต้องตาย!” ความมั่นใจของเยี่ยนชิ่งพุ่งสูงขึ้นหลังจากทำลายม่านป้องกันเรือได้ เขาฟาดฝ่ามืออีกครั้งเข้าใส่หยางไค่ ฝ่ามือนี้อัดแน่นไปด้วยปราณจักรพรรดิและกฎเกณฑ์แห่งพลัง หมายมั่นจะบดขยี้หยางไค่ให้กลายเป็นเศษเนื้อในพริบตา
หยางไค่รีบคว้าตัวจีเหยาที่กำลังมึนงงเข้ามาโอบไว้ในอ้อมแขน พลางโคจรปราณจักรพรรดิออกมาเพื่อปกป้องนาง ก่อนจะสวนฝ่ามือกลับไปพร้อมเสียงแผดคำรามที่สั่นสะท้านเลื่อนลั่น
“ไสหัวไป!”
ในใจเขากังวลเรื่องอาการของจีเหยาเป็นที่สุด จนไม่มีอารมณ์จะมาเล่นสนุกกับคนพวกนี้อีกต่อไป การโจมตีของเขาอัดแน่นไปด้วยโทสะมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่เยี่ยนชิ่งมิอาจต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย แม้ทั้งหยางไค่และเยี่ยนชิ่งจะเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตจักรพรรดิระดับที่หนึ่งเหมือนกัน แต่สำหรับหยางไค่แล้ว การสังหารศัตรูที่ระดับสูงกว่าตนถือเป็นเรื่องปกติที่ทำอยู่เป็นประจำ
เยี่ยนชิ่งเป็นเพียงจอมยุทธขอบเขตจักรพรรดิระดับที่หนึ่งขั้นธรรมดา ในขณะที่หยางไค่นั้นมิเกรงกลัวแม้แต่จะประมือกับผู้ที่อยู่ในระดับที่สามด้วยซ้ำ!
*ตู้มมมมม!*
เสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวตามมาด้วยคลื่นกระแทกที่รุนแรงราวกับระเบิดอากาศ
ยามที่ปราณจักรพรรดิของทั้งสองปะทะกัน เยี่ยนชิ่งแผดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างกายเขาสั่นสะท้านราวกับถูกอสนีบาตฟาดใส่ พลังปราณและกฎเกณฑ์ของเขาถูกทำลายจนแหลกละเอียดด้วยพละกำลังมหาศาล ราวกับว่าพวกมันทำมาจากเศษกระดาษไร้ค่า พลังอันยิ่งใหญ่ปานเทวะซัดกระหน่ำไปตามแขนของเขา จนมันระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เลือดและเศษเนื้อกระเซ็นไปทั่วทุกทิศทาง
เขากระอักเลือดคำโตก่อนจะร่างจะถูกซัดกระเด็นปลิวหายไปในอากาศ
หยางไค่ยังคงยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม มั่นคงดุจขุนเขาและสงบนิ่งดั่งมหาสมุทร โดยที่ยังคงโอบกอดปกป้องจีเหยาไว้ในอ้อมอกอย่างแน่นหนา
“นี่มัน...” ป๋ายลู่เบิกตากว้างด้วยความพรั่นพรึง มองดูผู้อาวุโสเยี่ยนที่ถูกซัดจนกระเด็นกลับมาพร้อมกองเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่ว ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็เริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
ใบหน้าอันงดงามของเยี่ยนเสวี่ยมานถอดสีจนขาวซีดปานกระดาษ ฟันของนางกระทบกันดังกึกๆ ด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
ในยามนี้ คนทั้งสองเพิ่งจะตระหนักได้ว่า พวกเขาได้ล่วงเกินยอดฝีมือที่น่าสะพรึงกลัวเข้าเสียแล้ว เดิมทีพวกเขาคิดว่าการจัดการชายหนุ่มผู้นี้เป็นเพียงเรื่องเล่นสนุกของเด็กเมื่อมีจอมยุทธขอบเขตจักรพรรดิอย่างเยี่ยนชิ่งคอยคุ้มกัน ทว่าผลลัพธ์กลับตาลปัตรจนน่าสยดสยอง ทิ้งให้พวกเขาตกอยู่ในสภาวะมืดแปดด้านและทำตัวไม่ถูกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า!
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.