ตอนที่ 2632
2632 / 5804
อ่าน 12 นาที
Chapter 2632 - Senior Brother to Martial Uncle
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 08:06
**บทที่ 2632 จากศิษย์พี่สู่ท่านอาอาจารย์**
“รองเจ้าสำนักแสวงรักงั้นหรือ?” หยางไค่ชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพเงาร่างหนึ่งพลันผุดขึ้นในมโนสำนึก ก่อนที่เขาจะโพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจ “เหยาจัว?”
ปิงยวิ๋นพยักหน้ายืนยันแช่มช้า “ถูกต้อง เป็นเขานั่นแหละ!”
จีเหยาที่นิ่งเงียบมาตลอดเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านรู้จักเหยาจัวด้วยหรือ?”
หยางไค่พยักหน้าพลางรำลึกความหลัง “เมื่อครั้งก่อนที่ข้ามาเยือนหุบเขาหัวใจน้ำแข็ง ข้าเคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกับเขาอยู่บ้าง”
การมาเยือนคราวก่อนนั้น ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่สำนักแสวงรักพยายามบีบคั้นหุบเขาหัวใจน้ำแข็งให้เกี่ยวดองผ่านการแต่งงาน เฟิงซีผู้เป็นนายน้อยแห่งสำนักแสวงรักเกิดลุ่มหลงในตัวจื่ออวี่และพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้นางมาครอบครอง จนหุบเขาหัวใจน้ำแข็งต้องจำยอมภายใต้แรงกดดันมหาศาล และเป็นเหยาจัวผู้นี้นี่เองที่นำพาเฟิงซีมายังหุบเขาเพื่อสู่ขอ
ในยามนั้น เหยาจัวอยู่ในขอบเขตจักรพรรดิระดับที่สอง ส่วนหยางไค่ยังเป็นเพียงนักรบขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่สาม ซึ่งมีความต่างชั้นของพลังประดุจฟ้ากับเหว ทว่าเหยาจัวกลับถูกทำร้ายจนบาดเจ็บด้วยลูกปัดอำนาจจักรพรรดิที่ปิงยวิ๋นมอบให้หยางไค่ไว้ป้องกันตัว
มิเพียงเท่านั้น หยางไค่ยังถือโอกาสช่วงชิงแหวนมิติติดมือมาด้วย ภายในแหวนวงนั้นบรรจุไว้ด้วยสินสอดและของขวัญล้ำค่ามหาศาลที่สำนักแสวงรักตระเตรียมไว้สำหรับการแต่งงาน ทำให้หยางไค่ได้รับลาภลอยก้อนโตจนร่ำรวยไปในพริบตา
เรื่องราวเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ปี หยางไค่จึงยังจำฝังใจ เมื่อปิงยวิ๋นเอ่ยถึงรองเจ้าสำนักแสวงรัก เขาจึงนึกถึงเหยาจัวขึ้นมาทันที
อีกด้านหนึ่ง ริมฝีปากของจ่างซุนอิ่งขยับไหวเล็กน้อย นางลอบส่งกระแสจิตบอกเล่าเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนให้จีเหยาได้รับรู้ จีเหยาถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ นางเพิ่งตระหนักว่าที่แท้หยางไค่ผู้นี้เป็นหัวขโมยตัวฉกาจ ตั้งแต่สมัยที่เขายังอยู่ระดับต้นกำเนิดเต๋าก็กล้าชิงแหวนจากยอดฝีมือจักรพรรดิระดับที่สองเสียแล้ว มิหนำซ้ำตอนอยู่ในดินแดนรกร้างโบราณ เขาก็ยังขูดรีดทรัพย์สินจากสามเทพเจ้าอสูรมาได้ไม่น้อย
เขาผู้นี้... ช่างเกิดมาเพื่อเป็นโจรโดยแท้
“เหยาจัวทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิระดับสามได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” หยางไค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
แม้เหยาจัวจะอยู่ระดับที่สองมาหลายปี แต่การตัดผ่านพันธนาการในขอบเขตจักรพรรดินั้นยากเย็นแสนเข็ญ มักต้องใช้เวลาสั่งสมตบะนานนับร้อยนับพันปี ทว่าเหยาจัวกลับก้าวกระโดดได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ปี
ปิงยวิ๋นส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ข้าเองก็สุดรู้ บางทีเขาอาจจะได้พบกับวาสนาปาฏิหาริย์บางอย่างจึงทะลวงระดับได้ฉับพลัน” นางถอนหายใจยาวก่อนกล่าวต่อ “แต่เดิมหุบเขาหัวใจน้ำแข็งและสำนักแสวงรักมีขุมกำลังที่ก้ำกึ่งสูสีกัน แต่เมื่อเหยาจัวก้าวสู่ระดับที่สาม ดุลอำนาจก็พังทลายลง ลำพังข้าเพียงผู้เดียวมิอาจต้านทานเฟิงเสวียนและเหยาจัวพร้อมกันได้ หุบเขาหัวใจน้ำแข็งจึงถูกกดดันอย่างหนัก ยิ่งเมื่อรวมกับยอดฝีมือที่พวกมันเกณฑ์มาเพิ่ม สถานการณ์ของพวกเราจึงตกเป็นรองอย่างสิ้นเชิง”
หยางไค่พยักหน้าเข้าใจสถานการณ์ ก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วท่านผู้อาวุโสวางแผนอย่างไรต่อไป? ท่านคงมิคิดจะหลบซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาเช่นนี้ตลอดไปกระมัง?”
ปิงยวิ๋นส่ายหน้า “ชั่วคราวนี้นังไม่มีแผนการใดที่รัดกุม ทำได้เพียงพึ่งพาค่ายกลพิทักษ์สำนักเพื่อตั้งรับไปพลางก่อน”
“ค่ายกลพิทักษ์สำนัก... เกรงว่าจะค้ำจุนได้อีกไม่นานนัก” หยางไค่เอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น?” ปิงยวิ๋นชะงักไป
หยางไค่จึงอธิบาย “ข้ากับศิษย์น้องเหยาพบกับหน่วยลาดตระเวนภายนอกระหว่างทางกลับมา จากปากคำของพวกมัน สำนักแสวงรักได้เชิญยอดฝีมือผู้หนึ่งนามว่า ‘ปรมาจารย์หนานเหมิน’ ซึ่งเชี่ยวชาญการทำลายค่ายกลวิญญาณเป็นเลิศ ท่านผู้อาวุโสเคยได้ยินชื่อนี้บ้างหรือไม่?”
“ปรมาจารย์หนานเหมิน...” คิ้วเรียวงามของปิงยวิ๋นขมวดเข้าหากัน
ขณะที่อันรั่วอวิ๋นกลับร้องอุทานออกมาด้วยความตระหนก “หนานเหมินต้าจวิน!?”
ใบหน้าสะสวยของซุนอวิ๋นซิ่วและจ่างซุนอิ่งพลันซีดเผือด เห็นได้ชัดว่าพวกนางรู้จักกิตติศัพท์ของปรมาจารย์ผู้นี้เป็นอย่างดี ปิงยวิ๋นจึงหันไปมองอันรั่วอวิ๋นด้วยสายตาเป็นเชิงถาม
อันรั่วอวิ๋นรีบรายงาน “เรียนท่านอาจารย์ หนานเหมินต้าจวินผู้นี้เป็นปรมาจารย์ค่ายกลที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอาณาเขตทิศเหนือ ความสำเร็จในวิถีแห่งค่ายกลของเขานับว่าล้ำลึกหาตัวจับยากยิ่งเจ้าค่ะ”
ใบหน้าของปิงยวิ๋นเริ่มเคร่งขรึมลง “เบื้องหลังของเขาเป็นอย่างไร? มีสายสัมพันธ์อันดีกับสำนักแสวงรักหรือไม่?” เนื่องจากนางจากอาณาเขตทิศเหนือไปเนิ่นนาน จึงไม่เคยได้ยินชื่อของหนานเหมินต้าจวินมาก่อน
อันรั่วอวิ๋นตอบ “เขาไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักแสวงรักเจ้าค่ะ เท่าที่ศิษย์ทราบ หนานเหมินต้าจวินเดิมทีเป็นเพียงสามัญชนที่บังเอิญได้รับมรดกโบราณเกี่ยวกับค่ายกลวิญญาณมา เขาฝึกฝนด้วยตนเองจนแตกฉาน มิได้สังกัดสำนักหรือตระกูลใด และดูเหมือนว่าเพราะในวัยเยาว์เขาต้องตกระกำลำบากและถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก ปัจจุบันเขาจึงเลื่อมใสเพียง ‘เงินตรา’ เท่านั้น มิสนเรื่องมิตรภาพหรือความซื่อสัตย์ ขอเพียงจ่ายหนักพอ ใครก็สามารถจ้างวานเขาได้ทั้งสิ้น”
ซุนอวิ๋นซิ่วพยักหน้าเห็นด้วย “ทว่าหนานเหมินต้าจวินมักทำตัวประดุจมังกรที่ซ่อนตัวในม่านเมฆ เห็นเพียงส่วนหางมิเคยเห็นใบหน้า ข้าไม่คาดคิดเลยว่าสำนักแสวงรักจะตามหาตัวเขาจนพบ พวกมันคงต้องยอมทุ่มทุนมหาศาลเป็นแน่”
ปิงยวิ๋นเริ่มมีสีหน้าจริงจังขึ้นทันที “หยางไค่ ข่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่?”
หยางไค่ตอบ “ข้าเพียงรับฟังมาจากคนภายนอก ส่วนจะจริงเท็จประการใด ท่านผู้อาวุโสลองสอบถามดูเองเถิด”
กล่าวจบ หยางไค่ก็หันไปเตะฟางหมิงฮุ่ยที่นอนกองอยู่บนพื้นหนึ่งที พร้อมกับแค่นเสียงเย็นชา “ลุกขึ้นมา! หากเจ้ายังแสร้งทำเป็นตาย ข้าจะส่งเจ้าไปลงนรกจริงๆ!”
ฟางหมิงฮุ่ยที่แกล้งหมดสติอยู่รีบสะดุ้งตัวลุกขึ้นทันที ใบหน้าของเขาขาวซีดราวกับกระดาษพลันประคองมือคำนับอย่างลนลาน “คารวะอาวุโสปิงยวิ๋น คารวะเหล่าผู้อาวุโสคนงาม ผู้น้อยฟางหมิงฮุ่ย เป็นสมาชิกตระกูลฟางแห่งเมืองหยกเย็น ผู้น้อยมิได้เกี่ยวข้องกับสำนักแสวงรักเลยแม้แต่น้อย โปรดให้ความเป็นธรรมด้วย!”
เขาฟื้นคืนสติมาได้พักหนึ่งแล้ว และได้รับฟังบทสนทนาเกือบทั้งหมด จึงทราบว่าสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าคือปิงยวิ๋นผู้เป็นตำนาน
“ข้าถามเรื่องนี้หรือ? ข้าสั่งให้เจ้าพูดเรื่องพวกนี้หรือไง?” หยางไค่พุ่งเข้าไปประเคนทั้งเท้าและหมัดใส่ฟางหมิงฮุ่ยจนน่วมไปทั้งตัว พลางตวาดลั่น “หากข้าได้ยินเจ้าพูดไร้สาระอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะฉีกเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!”
ฟางหมิงฮุ่ยไม่กล้าแม้แต่จะปัดป้อง เขาจำยอมถูกทุบตีด้วยความหวาดกลัว ร้องครวญครางออกมา “นายท่าน! ข้าจะพูดทุกอย่างตามที่ท่านต้องการ!”
หยางไค่แค่นเสียง “ผู้อาวุโสปิงยวิ๋นมีเรื่องจะถาม ตอบความจริงมาเสีย มิเช่นนั้นเจ้าจะได้ลิ้มรสความตายที่ทรมานยิ่งกว่านี้”
“ขอรับ ขอรับ!” ฟางหมิงฮุ่ยพยักหน้าประดุจไก่จิกข้าว
แม้เขาจะรู้ว่าเหล่าศิษย์ตระกูลฟางของเขาถูกสังหารสิ้นแล้ว แต่ในยามนี้เขามิกล้าแม้แต่จะคิดเรื่องล้างแค้น ใครใช้ให้เขาอ่อนแอและสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการศึกระหว่างมหาอำนาจเช่นนี้กันเล่า?
ปิงยวิ๋นจ้องมองฟางหมิงฮุ่ยแล้วเอ่ยถาม “เรื่องของหนานเหมินต้าจวินเป็นอย่างไร?”
ฟางหมิงฮุ่ยหน้าเบ้พลางตอบ “เรียนผู้อาวุโส ข้าเองก็ทราบไม่แน่ชัดนัก เพียงแต่ได้ยินข่าวลือหนาหูในหมู่ยอดฝีมือมาว่าเจ้าสำนักเฟิงเสวียน... เอ้อ... ไอ้แก่เฟิงเสวียนนั่นได้เชิญปรมาจารย์หนานเหมินมาจริง และเขาก็เริ่มหาวิธีทำลายค่ายกลทันทีที่มาถึง เห็นว่าเขาขอยื่นคำขาดเพียงครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนเพื่อหาวิธีทำลายค่ายกลให้ย่อยยับ เมื่อใดที่ค่ายกลพังทลาย เหล่านักรบนับแสนที่รวมตัวอยู่ภายนอกจะถาโถมเข้าสู่หุบเขาหัวใจน้ำแข็งเพื่อเหยียบย่ำที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากลองขอรับ!”
“เจ้ามีข้อมูลเพียงเท่านี้หรือ?” ปิงยวิ๋นขมวดคิ้ว
ฟางหมิงฮุ่ยตอบละล่ำละลัก “ผู้อาวุโสโปรดเห็นใจ! ตระกูลฟางของข้ามิมิใช่ขุมกำลังที่แข็งแกร่ง แม้จะจำใจสวามิภักดิ์ต่อสำนักแสวงรัก แต่พวกเราก็ถูกสั่งให้ลาดตระเวนอยู่เพียงวงนอกเท่านั้น เรื่องลับที่ลึกซึ้งกว่านี้พวกเราไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้เลยจริงๆ และพวกเราก็มิเคยทำเรื่องชั่วช้าต่อหุบเขาหัวใจน้ำแข็งเลยแม้แต่น้อย!”
หยางไค่กล่าวเสริม “เขายังบอกอีกว่าสำนักแสวงรักได้ออกคำสั่งระดมพล โดยสัญญาว่าจะมอบผลประโยชน์มหาศาลให้แก่ใครก็ตามที่เข้าร่วมในการศึกครั้งนี้”
“เรื่องนี้ข้าทราบแล้ว” ปิงยวิ๋นพยักหน้า “มิเช่นนั้นสำนักแสวงรักเพียงลำพังจะรวบรวมคนนับแสนได้อย่างไร?”
ศิษย์หุบเขาหัวใจน้ำแข็งในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดมีไม่ถึงหนึ่งหมื่นคน และหลังจากกรำศึกหนักทั้งน้อยใหญ่มาร่วมหลายปี จำนวนก็ลดลงเหลือเพียงเจ็ดพันคนเศษเท่านั้น ตัวเลขเจ็ดพันปะทะหนึ่งแสน... ช่างเป็นความแตกต่างที่ชวนให้สิ้นหวังยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้นสำนักแสวงรักยังเกณฑ์ยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิระดับที่สามมาได้ถึงสองคน
หากค่ายกลพิทักษ์สำนักถูกทำลาย หุบเขาหัวใจน้ำแข็งคงต้องล่มสลายลงอย่างแน่แท้ ถึงเวลานั้นจะมีศิษย์หลุดรอดเงื้อมมือมัจจุราชไปได้สักกี่คนกัน?
สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นทำให้อากาศภายในโถงสั่นสะท้านด้วยความหดหู่ พวกนางเคยหลงเชื่อว่าหากมีค่ายกลพิทักษ์สำนัก พวกสำนักแสวงรักย่อมได้แต่จ้องมองทำอะไรมิได้ ทว่าในยามนี้ความหวังนั้นกลับพังทลายลงสิ้น
หยางไค่ครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น “หุบเขาหัวใจน้ำแข็งต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ก็เพราะข้า หากข้าเป็นฝ่ายออกไป...”
เฟิงเสวียนมิลังเลที่จะเปิดฉากสงครามครั้งใหญ่โดยมิสนความเป็นไปของอาณาเขตทิศเหนือ เพียงเพื่อล้างแค้นให้เฟิงซีบุตรชายของมัน และหยางไค่คือผู้สังหารเฟิงซี หยางไค่จึงคิดว่าหากเขาออกไปปรากฏตัวเพื่อล่อหลอกพวกมันออกไป บางทีภัยพิบัติของหุบเขาหัวใจน้ำแข็งอาจคลี่คลายลงได้โดยมิต้องเสียเลือดเสียเนื้อ
“มิได้!” ก่อนที่หยางไค่จะกล่าวจบ ปิงยวิ๋นก็ชิงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
อันรั่วอวิ๋น ซุนอวิ๋นซิ่ว และคนอื่นๆ ต่างก็พยายามทัดทานเขาเช่นกัน
ปิงยวิ๋นอธิบายต่อ “แม้เจ้าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในครานี้ แต่สำนักแสวงรักของเฟิงเสวียนจ้องจะฮุบหุบเขาหัวใจน้ำแข็งของข้ามานานเนิ่นแล้ว เจ้าย่อมรู้ดีถึง ‘เคล็ดวิชาแสวงรักสูงสุด’ ของพวกมัน และรู้ว่าศิษย์สำนักแสวงรักฝึกฝนวิชานี้มากเพียงใด ในทางกลับกัน ศิษย์หุบเขาหัวใจน้ำแข็งล้วนแต่เป็นสตรีที่มีพรสวรรค์และงดงาม พวกนางคือ ‘เตาหลอมมนุษย์’ ชั้นเลิศสำหรับการฝึกฝนวิชานอกรีตของพวกมัน ดังนั้น ต่อให้เจ้าออกไปมอบตัว สำนักแสวงรักก็มิมีวันหยุดยั้ง ในเมื่อเรื่องราวล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ เป้าหมายเดียวของพวกมันคือการทำลายล้างหุบเขาหัวใจน้ำแข็งให้สิ้นซาก”
คำกล่าวของนางมีเหตุผลที่หนักแน่น หยางไค่จึงได้แต่ลอบถอนหายใจยาว
ปิงยวิ๋นลุกขึ้นยืนพลางกล่าว “แม้หุบเขาหัวใจน้ำแข็งจะอยู่ในสถานการณ์ที่มืดมน ทว่าสำนักแสวงรักก็มิอาจทำลายพวกเราได้โดยง่าย หยางไค่ เจ้ามิควรเป็นกังวลเรื่องนี้ให้มากความ ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้ว ก็จงพักผ่อนให้สบายเถิด... จื่ออวี่ พาท่านอาอาจารย์หยางของเจ้าไปที่พักที่จัดเตรียมไว้”
“เจ้าค่ะ!” จื่ออวี่ขานรับ ก่อนจะหันมาทางหยางไค่ด้วยรอยยิ้มแช่มชื่น “ท่านอาอาจารย์หยาง เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”
หยางไค่พยักหน้า เขาทราบดีว่าปิงยวิ๋นและคนอื่นๆ ยังมีเรื่องสำคัญต้องหารือกัน และเป็นการมิสมควรที่คนนอกอย่างเขาจะอยู่ร่วมรับฟัง เขาจึงเดินตามจื่ออวี่ออกไปอย่างว่าง่าย
เมื่อก้าวพ้นโถงใหญ่ ทัศนียภาพอันงดงามที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนของหุบเขาหัวใจน้ำแข็งก็ปรากฏสู่สายตา หลังจากเดินไปได้ครู่หนึ่ง จื่ออวี่พลันเม้มริมฝีปากและหัวเราะออกมาเบาๆ “เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วท่านยังเป็นศิษย์พี่อยู่แท้ๆ ทว่ายามนี้กลับกลายเป็นท่านอาอาจารย์เสียแล้ว”
หยางไค่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่า “หากศิษย์น้องจื่ออวี่มิถือสา พวกเราก็คุยกันตามสบายเหมือนเมื่อก่อนเถิด”
เมื่อพบกันคราวก่อน หยางไค่เรียกขานจื่ออวี่ว่าศิษย์น้อง ทว่าคำพูดของปิงยวิ๋นได้ยกระดับฐานะของเขาให้สูงขึ้นหนึ่งชั่วรุ่น แต่นั่นก็มิใช่เรื่องแปลก เพราะหยางไค่สนิทสนมกับจีเหยาประดุจเป็นคนรุ่นเดียวกัน เมื่อจื่ออวี่เป็นศิษย์รุ่นหลังของจีเหยา นางจึงจำต้องเรียกขานเขาว่าท่านอาอาจารย์ตามทำเนียม
จื่ออวี่รีบส่ายหน้าทันควัน “ข้าเกรงว่ามิอาจทำตามใจได้เจ้าค่ะ หากท่านอาจารย์ปู่ได้ยินพฤติกรรมที่ไม่เคารพอาวุโสเช่นนั้น ข้าคงถูกทำโทษเป็นแน่” นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “จริงด้วย ข้าอยากขอบคุณท่านอาอาจารย์หยางสำหรับความช่วยเหลือในทะเลดาราที่แตกสลาย หากมิได้ท่านอาอาจารย์หยางล่อหลอกพวกสุนัขรับใช้พวกนั้นไป จื่ออวี่คงมิอาจทะลวงระดับได้อย่างราบรื่นถึงเพียงนี้”
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เจ้ามิควรเก็บมาใส่ใจ” หยางไค่ยิ้มบางๆ
ทั้งสองสนทนากันไปตลอดทางจนถึงลานบ้านขนาดกะทัดรัดที่งดงามวิจิตร ประดับประดาด้วยต้นเหมยแดงและบัวเหมันต์ที่เบ่งบานท่ามกลางปุยหิมะ
“ท่านอาอาจารย์หยาง ท่านมิสมควรต้องเกรงใจเมื่ออยู่ในหุบเขาหัวใจน้ำแข็ง หากมีสิ่งใดต้องการเรียกใช้ ก็สั่งศิษย์ได้ทันทีนะเจ้าคะ” จื่ออวี่นำทางหยางไค่เข้าไปในห้องพักพร้อมกล่าวด้วยความเคารพ
“ตกลง เจ้ากลับไปเถิด ข้าอยู่ที่นี่ได้ไม่มีปัญหา” หยางไค่พยักหน้า
จื่ออวี่คำนับอย่างสง่างามก่อนจะถอยหลังออกไป หยางไค่หันมองรอบลานบ้านอันเงียบสงบ ก่อนจะผลักประตูเข้าไปในห้องเล็กๆ เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ เข้าสู่สภาวะทำสมาธิเพื่อขัดเกลาพลังและบ่มเพาะตบะให้มั่นคงสืบไป
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.