ตอนที่ 5168
5166 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 5168, Unstoppable
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 14:33
## **บทที่ 5170: ผู้มิอาจหยุดยั้ง**
**ผู้แปล: ศิลามณี และ อาสีสะ**
**ผู้ตรวจทานคำแปล: ปิ้วปิ้วเลเซอร์กัน**
**บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร: สิงห์แห่งเขาศิโยน และ พยัคฆ์คำรณเดล**
---
ยามเผชิญวิกฤตการณ์ ทุกสิ่งล้วนมีลำดับความสำคัญ และการตัดสินใจอันยากลำบากคือสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง ว่านเจิงซินเข้าใจในจุดนี้อย่างถ่องแท้ ความเดือดดาลและความกังวลในใจแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดอันไร้ที่สิ้นสุด เขาโคจรพลังโลกอย่างบ้าคลั่ง ปลดปล่อยอิทธิฤทธิ์เทวะและเคล็ดวิชาลับนานัปการเข้าใส่อู๋เจียงอย่างไม่คิดชีวิต
ในขณะเดียวกัน หยางไค่ก็แผดคำราม, "เฟิ่งอิ๋ง, เปลี่ยนค่ายกล!"
ภายใต้ค่ายกลหกวิถี สมาชิกหน่วยรุ่งอรุณระดับเจ็ดทั้งหกคนมีสัมผัสและแม้กระทั่งความคิดที่เชื่อมโยงถึงกัน ทันทีที่หยางไค่ตะโกน เฟิ่งอิ๋งก็เข้าใจในแผนการของเขาทันที
โดยปราศจากความลังเลใดๆ เมื่อหยางไค่เคลื่อนย้ายร่างออกไป นางก็เข้ารับตำแหน่งแกนกลางของค่ายกลในทันที สมาชิกอีกสี่คนที่เหลือก็เปลี่ยนตำแหน่งของตนพร้อมเพรียงกัน ส่งผลให้ค่ายกลหกวิถีแปรเปลี่ยนเป็นค่ายกลห้าธาตุอย่างรวดเร็ว โดยมีเฟิ่งอิ๋งเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของหยางไค่
"ระวังตัวด้วย!" เสียงของเฟิ่งอิ๋งดังขึ้นในหูของหยางไค่ ขณะที่เขาก็ปรากฏกายขึ้นข้างกายหงหู่ราวกับภูตพราย เสียงร่ำร้องของวิหคกาาทองคำดังกึกก้อง มหาสุริยันฉายฉานขึ้นจากปลายหอกขณะที่หยางไค่แทงอาวุธของเขาเข้าใส่หงหู่
หยางไค่ไม่อาจเพิกเฉยต่อหงหู่ได้ เพราะหลังจากที่มันส่งเรือรบของหน่วยวายุปลิวกระเด็นไปแล้ว มันก็กำลังจะเหวี่ยงค้อนในมือทุบลงใส่เรือรบของหน่วยหมูป่าเป็นลำดับต่อไป
แม้ว่าการป้องกันของเรือรบหน่วยหมูป่าจะแข็งแกร่งกว่าเรือรบของหน่วยวายุ แต่ก็ยังมีขีดจำกัด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพละกำลังที่หงหู่เพิ่งสำแดงออกมา เรือรบของหน่วยหมูป่าก็มิอาจต้านทานได้อย่างแน่นอน
เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าหากไม่มีใครเข้ามาสกัดกั้นหงหู่ไว้ เรือรบของหน่วยหมูป่าจะต้องประสบชะตากรรมเดียวกับหน่วยวายุอย่างไม่ต้องสงสัย ตามมาด้วยหน่วยรุ่งอรุณ และจากนั้นก็คือหน่วยอสรพิษวารี
แม้หยางไค่จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดหงหู่จึงไม่เข้าขัดขวางการทะลวงระดับของเซี่ยงซานโดยตรง แต่กลับเลือกที่จะโจมตีเรือรบแทน แต่เขาก็มิอาจนิ่งดูดายได้
ด้วยเหตุผลนานัปการ เหล่าจอมยุทธ์ระดับสวรรค์เปิดขั้นเจ็ดของหน่วยอื่นๆ ไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ หยางไค่จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้าวออกมาเอง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีประสบการณ์ในการต่อสู้กับเจ้าแห่งอาณาเขต และความแข็งแกร่งของเขาก็เหนือกว่าจอมยุทธ์ระดับเจ็ดทั่วไปอย่างมหาศาล อีกทั้งเขายังเชี่ยวชาญในวิถีแห่งห้วงมิติ ดังนั้นแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าแห่งอาณาเขต แต่ก็คงไม่ล้มลงอย่างรวดเร็วนัก
จอมยุทธ์ระดับเจ็ดคนอื่นๆ มิอาจทำเช่นนี้ได้ มีเพียงความตายเท่านั้นที่รอพวกเขาอยู่หากหาญกล้าลองดี หากทั้งกลุ่มเคลื่อนพลเข้ามา อู๋เจียงก็จะหลุดจากการกดดันและเริ่มการสังหารหมู่ที่นองไปด้วยเลือดอย่างแน่นอน
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของหยางไค่ทำให้หงหู่ต้องประหลาดใจ อันที่จริงแล้ว มันเพียงแค่ต้องการทดสอบหยั่งเชิงเท่านั้นตอนที่โจมตีเรือรบของหน่วยวายุ ท้ายที่สุดแล้ว ก็ยังไม่มีการสูญเสียใดๆ เกิดขึ้นกับฝ่ายเผ่าพันธุ์มนุษย์จนถึงตอนนี้ แม้สถานการณ์ในขณะนี้อาจดูไม่สู้ดีสำหรับมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่ในความควบคุมของพวกเขา หากมีจอมยุทธ์ระดับสวรรค์เปิดขั้นแปดซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ๆ เขาหรือนางอาจตัดสินใจที่จะยังไม่ให้ความช่วยเหลือ
การโจมตีเรือรบจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหยั่งเชิง หากมีจอมยุทธ์ระดับแปดซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจริง เขาหรือนางย่อมต้องพยายามหยุดยั้งมันอย่างแน่นอนเมื่อการสูญเสียและความตายของฝ่ายมนุษย์เป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่งสำหรับมันที่ไม่มีจอมยุทธ์ระดับแปดคนใดก้าวออกมา มีเพียงมนุษย์ระดับเจ็ดผู้โดดเดี่ยวเท่านั้น
หงหู่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหล่าจอมยุทธ์ระดับสวรรค์เปิดขั้นเจ็ดอย่างจริงจัง แม้ว่าผู้ที่กำลังโจมตีมันอยู่จะแสดงอิทธิฤทธิ์เทวะอันทรงพลังอย่างยิ่งก็ตาม
หงหู่เหวี่ยงค้อนในมืออย่างไม่ใส่ใจ ปะทะเข้ากับปลายหอก และบดขยี้มหาสุริยันจนแหลกสลาย แรงสะท้อนอันมหาศาลส่งผลให้หอกในมือของหยางไค่แทบจะหลุดกระเด็น พลังอันรุนแรงที่ส่งผ่านเข้ามาซัดร่างของเขาปลิวกระเด็นหายไปไกลในชั่วพริบตา
หลังจากปัดเป่ามดน่ารำคาญให้พ้นทาง หงหู่ก็ทอดสายตาลงไปยังดาวเคราะห์น้อยเบื้องล่าง สายตาของมันทะลุทะลวงผ่านม่านพลังป้องกันอันหนาแน่นที่ห้อมล้อมดาวเคราะห์น้อยนั้นอยู่ เมื่อนั้นมันก็ได้เห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น
[เซี่ยงซาน! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ แต่โชคร้ายสำหรับเจ้า ที่นี่จะกลายเป็นหลุมศพของเจ้า!]
เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีกลอุบายซุ่มโจมตีใดๆ หงหู่ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป มันชูค้อนขึ้นสูง พลังแห่งหมึกทมิฬพลุ่งพล่านรอบกายจนดูราวกับเป็นของแข็งจับต้องได้ ในชั่วขณะต่อมา มันก็ฟาดค้อนลงมาอย่างแรงภายใต้สายตาอันเดือดดาลของไฉฟางและคนอื่นๆ
เมื่อค้อนฟาดลงมา ราวกับว่าโลกจักรวาลสองใบได้พุ่งเข้าปะทะกัน รัศมีโดยรอบนับล้านกิโลเมตรสั่นสะท้าน คลื่นพลังงานอันรุนแรงก่อตัวเป็นคลื่นกระแทกที่แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่เรือรบที่อยู่ห่างไกลจากจุดปะทะของค้อนก็ยังโคลงเคลงขึ้นลงราวกับถูกพายุโหมกระหน่ำ
*เปรี้ยง...*
โดยมีค้อนเป็นศูนย์กลาง รอยร้าวขนาดมหึมาปรากฏขึ้นบนม่านพลังป้องกันของเรือรบหน่วยเต่าทมิฬ ก่อนที่มันจะเริ่มแตกกระจายออกไปเหมือนใยแมงมุม
หงหู่ประหลาดใจเล็กน้อยกับภาพที่เห็นและเอ่ยขึ้น "แข็งแกร่งไม่เบา!"
แม้ด้วยพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวของเจ้าแห่งอาณาเขต การโจมตีเต็มกำลังของมันกลับไม่สามารถทะลวงผ่านม่านพลังนี้ไปได้ พลังป้องกันของเรือรบประหลาดลำนี้ช่างน่าทึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพลังป้องกันของมันจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็มิอาจทนทานต่อการโจมตีอันดุเดือดเช่นนี้ได้นานนัก เพียงแค่การโจมตีครั้งเดียว หงหู่ก็สรุปได้ว่ามันต้องการเพียงสามครั้งเท่านั้นในการทำลายม่านพลังนี้ให้สิ้นซาก
*ตูม...*
ด้วยการโจมตีอีกครั้ง รอยร้าวก็ขยายกว้างขึ้น แม้แต่เรือรบของหน่วยเต่าทมิฬก็สั่นไหวและมีเสียงแตกร้าวมาจากตัวเรือเนื่องจากไม่สามารถทนรับการโจมตีได้
"ยืนหยัดไว้! รวมพลังทั้งหมดไปที่แนวป้องกัน!" ไฉฟางคำรามอย่างบ้าคลั่งขณะกัดฟันกรอด โดยมีเขาเป็นผู้นำ สมาชิกทั้ง 50 คนของหน่วยเต่าทมิฬต่างผลักดันพลังของตนอย่างบ้าคลั่ง
ถึงกระนั้น ไม่ว่าจะเป็นไฉฟางหรือสมาชิกในหน่วยของเขา พวกเขาทุกคนต่างรู้ดีว่าเมื่อการโจมตีครั้งต่อไปของเจ้าแห่งอาณาเขตมาถึง โล่ป้องกันของพวกเขาก็จะแตกสลาย ช่องว่างทางพละกำลังระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถชดเชยได้ด้วยความพยายาม
หงหู่ยกค้อนขึ้นอีกครั้ง ปรากฏเงาขนาดมหึมาขึ้น ทว่าก่อนที่มันจะฟาดลงมา หงหู่ก็หันศีรษะกลับไปมอง
ในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น มหาสุริยันดวงหนึ่งกำลังลอยสูงขึ้นอย่างช้าๆ ตามมาด้วยจันทราเต็มดวง ภายใต้แสงสว่างอันเจิดจ้าของสุริยันและจันทรานี้ พลังอันแปลกประหลาดก็เริ่มพลุ่งพล่านขึ้น
พลังนี้ยากที่จะบรรยายและเข้าใจได้ ดูเหมือนว่าจะบรรจุความลี้ลับนานัปการเอาไว้ หงหู่ไม่เคยรู้สึกถึงพลังชนิดนี้มาก่อน แต่ความรู้สึกไม่สบายใจก็เข้าครอบงำหัวใจของมันทันทีที่สัมผัสได้ พลังอันแปลกประหลาดนี้กลับแฝงไว้ซึ่งภัยคุกคามบางอย่างต่อมัน
ขณะที่สุริยันและจันทราผสานเข้าด้วยกัน พลังอันลี้ลับนี้ก็ยิ่งทวีความสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ
ในตอนแรก มันยังคงอยู่ห่างไกลออกไป แต่ในชั่วพริบตาต่อมา มันกลับมาอยู่ตรงหน้าของมันอย่างน่าประหลาด เบื้องหลังวงแสงที่หมุนวนอยู่นั้นคือมนุษย์ระดับเจ็ดที่มันเพิ่งส่งปลิวไปเมื่อไม่นานมานี้ บัดนี้เขามีสีหน้าเคร่งขรึม
ในท้ายที่สุด การโจมตีครั้งที่สามของหงหู่ก็ไม่เกิดขึ้น มันเป็นผู้ที่ระมัดระวังอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่ไม่รู้จักนี้ ทางเลือกของมันคือการจัดการกับมันก่อนเสมอ!
พลังหมึกทมิฬพลุ่งพล่านอย่างรวดเร็ว ปรากฏกลุ่มเมฆหมึกทมิฬขนาดใหญ่ขึ้น ห่อหุ้มร่างของหงหู่ไว้ ทำให้มันหายไปจากสายตาของทุกคน
จักรเทวะสุริยันจันทราพุ่งเข้าปะทะกลุ่มเมฆหมึกทมิฬ และในชั่วพริบตานั้น พลังแห่งห้วงมิติและกาลเวลาก็แผ่กระจายออกไปโดยรอบ ในชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างรู้สึกราวกับว่าเวลาได้หยุดนิ่งและห้วงมิติได้แข็งตัว
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ทว่ากลับให้ความรู้สึกราวกับว่าเวลาได้ผ่านไปนานนับแสนนับล้านปี
เสียงถอนหายใจหลุดออกมาจากริมฝีปากของหยางไค่ ขณะที่แววตาอันสิ้นหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
จักรเทวะสุริยันจันทราคือกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดในคลังอาวุธของเขา แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถทำอะไรเจ้าแห่งอาณาเขตได้ มันยังขาดพลังที่จะสังหารเป้าหมายในขณะที่อีกฝ่ายตั้งการ์ดป้องกันอย่างเต็มที่
บนเรือรบของหน่วยเต่าทมิฬ ไฉฟางและคนอื่นๆ ต่างจ้องมองไปยังทิศทางของหงหู่ด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง แต่เมื่อกลุ่มเมฆหมึกทมิฬที่แข็งตัวสลายไป พวกเขาก็ไม่ได้เห็นภาพที่คาดหวังไว้
เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งของพวกเขา ภายในกลุ่มเมฆหมึกทมิฬนั้นมีเปลือกสีดำขนาดมหึมาอยู่ ราวกับรังไหมที่ถูกขยายใหญ่ขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน
รังไหมนั้นก่อตัวขึ้นจากพลังหมึกทมิฬที่หนาแน่นอย่างยิ่ง ทันใดนั้น รอยร้าวก็เริ่มปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของมันทีละรอย ก่อนที่มันจะแตกออกเป็นชิ้นๆ เผยให้เห็นร่างของหงหู่
มันเหลือบมองหยางไค่พลางเอ่ยอุทาน, "ช่างเป็นกระบวนท่าที่เหนือธรรมดายิ่งนัก!"
อันที่จริงแล้ว หากมันไม่โคจรพลังเพื่อควบแน่นรังไหมสีดำขึ้นมาห่อหุ้มตัวเองและทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการป้องกันอย่างทันท่วงที มันคงได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีครั้งล่าสุดไปแล้ว
เพียงมนุษย์ระดับเจ็ดกลับมีความสามารถที่จะทำร้ายมันได้ หากเป็นเมื่อครู่ก่อน มันคงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจะเป็นไปได้ แต่เมื่อได้ประสบกับตัวเอง มันก็มิอาจปฏิเสธได้
โชคดีสำหรับมัน ที่มันตอบสนองได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสม แม้ว่าจะสิ้นเปลืองพลังงานไปมาก แต่ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บ
[มนุษย์ระดับเจ็ดผู้นี้คงเป็นอีกหนึ่งยอดฝีมือที่ไม่ด้อยไปกว่าเซี่ยงซาน!] ขวัญกำลังใจของหงหู่พลันพุ่งสูงขึ้น ไม่เพียงแต่วันนี้มันจะสามารถสังหารเซี่ยงซานได้ แต่ยังสามารถทำลายหน่ออ่อนแห่งความหวังของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อีกหนึ่งคน
ในขณะที่มันอารมณ์ดีอย่างยิ่ง หัวใจของหยางไค่กลับดิ่งลงสู่ห้วงเหว
แม้แต่การโจมตีที่รุนแรงที่สุดของเขาก็ยังไม่สามารถทำอะไรหงหู่ได้ ดังนั้นในตอนนี้ นอกจากจะปกป้องหน่วยเต่าทมิฬด้วยชีวิตแล้ว เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก
กองกำลังเสริมจากฐานทัพหน้าก็ยังไม่ปรากฏวี่แวว เป็นไปได้มากว่าถูกเผ่าหมึกสกัดกั้นไว้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ในการที่ขาดพลังรบอันแข็งแกร่งของเขาไป สถานการณ์ของเฟิ่งอิ๋งและเหล่าจอมยุทธ์ระดับเจ็ดคนอื่นๆ ก็ดูไม่สู้ดีนัก เมื่อหยางไค่อยู่ที่นั่น หน่วยรบทั้งสี่ในค่ายกลสามารถต่อสู้กับอู๋เจียงได้อย่างสูสี แม้ว่าจะเสียเปรียบ แต่ก็คงไม่พ่ายแพ้ในเวลาอันสั้น
แต่ทันทีที่เขาจากไป แม้ว่าเหล่าจอมยุทธ์จากสี่หน่วยจะยังคงอยู่ในค่ายกล แต่พลังโดยรวมของหน่วยรุ่งอรุณกลับลดลงอย่างรวดเร็ว เพิ่มความได้เปรียบให้กับอู๋เจียง เมื่อดูจากรูปการณ์แล้ว ค่ายกลทั้งสี่คงจะพ่ายแพ้ต่ออู๋เจียงในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น พวกเขาก็จะประสบกับการสูญเสียอย่างหนัก
หยางไค่มองไม่เห็นความหวังใดๆ แม้ว่าเขายังมีไพ่ตายที่ยังไม่ได้ใช้อยู่ แต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่ามันจะมีประสิทธิภาพเพียงใด
ถึงกระนั้น เขาก็มิอาจถอยได้แม้ในสถานการณ์เช่นนี้
หยางไค่ยกมือขึ้น เรียกหอกมังกรครามออกมาขณะโยนโอสถวิญญาณเข้าปาก เขาชี้อาวุธไปทางหงหู่และโคจรหลักการแห่งห้วงมิติ หายวับไปจากสายตาทันที
ครั้งต่อไปที่เขาปรากฏตัว เขาก็ยืนอยู่ตรงหน้าหงหู่แล้ว หอกมังกรครามขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในดวงตาของหงหู่
"โอหัง!" หงหู่แค่นเสียงเย็นชาขณะฟาดค้อนลงมาปะทะกับหอกมังกรคราม
หยางไค่โซซัดโซเซจากแรงปะทะ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ตั้งหลัก มวลของพลังหมึกทมิฬก็พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเขา ห่อหุ้มศีรษะของเขาและรบกวนประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขา มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมองเห็นหรือได้ยินสิ่งใด แม้แต่สัมผัสเทวะของเขาก็ถูกกดดันอย่างหนัก
เขาป้องกันการโจมตีที่เข้ามาด้วยสัญชาตญาณโดยใช้หอก แต่เขาก็ถูกส่งปลิวไปจากผลของการป้องกันอย่างเร่งรีบ หน้าอกของเขายุบลงและซี่โครงหักไปหลายซี่
หงหู่ร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ มันไม่ได้ยั้งมือในการโจมตีครั้งล่าสุด ภายใต้สถานการณ์ปกติ มนุษย์ระดับเจ็ดคงไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีเช่นนี้ได้และคงเสียชีวิตคาที่ไปแล้ว แต่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่มนุษย์เบื้องหน้ากลับรอดชีวิตมาได้ แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัส
[สมกับเป็นหน่ออ่อนยอดฝีมือ บุคคลเช่นนี้จะปล่อยให้เติบโตต่อไปไม่ได้!]
หงหู่ยิ่งมุ่งมั่นที่จะสังหารหยางไค่ให้ได้มากขึ้น ถึงกระนั้น มันก็ไม่ได้ไล่ตามเขาไปในทันที มันต้องการที่จะจัดการกับเซี่ยงซานก่อน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว มันระแวงเซี่ยงซานมากกว่า
ค้อนในมือของมันฟาดลงมาอีกครั้ง และม่านพลังที่แตกร้าวอยู่แล้วก็ในที่สุดก็ไม่อาจทนรับแรงปะทะได้และแตกสลายเป็นชิ้นๆ แม้แต่เรือรบของหน่วยเต่าทมิฬก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก สมาชิกหลายคนที่เชื่อมต่อกับเรือรบเพื่อส่งพลังงานให้ต่างกระอักเลือดออกมาเป็นคำโตและสัมผัสพลังของพวกเขาอ่อนแอลง
เมื่อม่านพลังป้องกันแตกสลาย ก็ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นหงหู่ได้อีก บัดนี้มันจ้องมองเซี่ยงซานอย่างเย็นชาก่อนจะยกค้อนขึ้นสูงแล้วเหวี่ยงลงมาอย่างแรง
ไฉฟางและคนอื่นๆ ได้แต่จ้องมองการโจมตีที่ใกล้เข้ามาด้วยความสยดสยองอย่างสิ้นหวัง ในขณะนี้ ไม่มีใครเลยที่มีพละกำลังพอที่จะหยุดยั้งการโจมตีนี้ได้ ไม่เพียงแต่เซี่ยงซานจะตาย แต่แม้แต่ดาวเคราะห์น้อยเบื้องล่างก็อาจจะถูกระเบิดเป็นชิ้นๆ
ภาพนี้ไม่ได้รอดพ้นสายตาของเหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่ใกล้อู๋เจียง พวกเขาทุกคนต่างต้องการที่จะช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้! ก่อนหน้านี้ พวกเขาคือฝ่ายที่คอยก่อกวนอู๋เจียง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นอู๋เจียงที่พันธนาการพวกเขาไว้
ขณะที่ความสิ้นหวังฉายชัดบนใบหน้าของทุกคน ลำแสงสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากเบื้องล่าง
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.