ตอนที่ 116
117 / 552
อ่าน 10 นาที
Chapter 116 - Abandoned World (1)
เผยแพร่เมื่อ 7 เม.ย. 2569 13:45
บทที่ 116: ตอนที่ 23 – โลกที่ถูกทอดทิ้ง (1)
ผมถูกนำทางโดยตุลาการมุ่งตรงไปยังทางออกของยมโลก สถานที่ตั้งที่แน่ชัดนั้นยังคงเป็นความลับภายใต้ผ้าปิดตาพิเศษที่ผมสวมใส่ สัมผัสรอบกายบอกให้รู้ว่าเรากำลังก้าวข้ามผ่านเส้นทางที่สูงชันและลาดต่ำสลับกันไป หลังจากย่างก้าวผ่านความเงียบงันอันยาวนาน ตุลาการจึงได้ปลดผ้าปิดตาของผมออก
[จงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางนี้]
เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือถนนสายเปลี่ยวที่ทั้งมืดมิดและคับแคบ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเส้นทางลับที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา ‘คารอน’ คนพายเรือข้ามฟาก
[เจ้าควรจะมองไปที่ ‘ด้านหน้า’]
“นั่นหมายความว่ายังไง?”
ผมเหลียวมองไปรอบกาย ทว่าร่างของตุลาการกลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มก้าวเดินไปตามทางสายนี้ แสงสว่างเริ่มจางหายไป ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกอณูรอบตัว ในคราแรกผมยังพอจะกำหนดทิศทางได้จากการสัมผัสกำแพงหิน แต่ไม่นานนักกำแพงเหล่านั้นก็อันตรธานหายไป ที่พึ่งพิงสุดท้ายมลายสิ้น ผมรู้สึกราวกับเรือน้อยที่เคว้งคว้างกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่โดยไร้ซึ่งทุ่นนำทาง
ตำนานของออร์เฟอุสพลันผุดขึ้นมาในหัว... จะเกิดอะไรขึ้นหากผมเหลียวหลังกลับไปมอง? ทันใดนั้น แสงริบหรี่สายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
[เจ้ากำลังหวาดกลัวสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง เพราะอย่างนั้นเจ้าถึงได้เป็นเด็กที่น่าเวทนานัก]
มันคือข้อความจากเพอร์เซโฟนี
[จงจำเอาไว้เถิด... การจะมองหา ‘ด้านหน้า’ เจ้าย่อมต้องรู้เสียก่อนว่า ‘ด้านหลัง’ อยู่ที่ใด เพราะคำว่าด้านหน้าจะคงอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อมีด้านหลังรองรับอยู่เท่านั้น]
หากจะว่าไป ตุลาการเองก็เคยกล่าวถ้อยคำทำนองเดียวกันนี้ ทว่าเพียงแค่ได้ฟังคำคมที่ดูสมเหตุสมผล ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะเข้าถึงสัจธรรมหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ขึ้นมาในทันที
[ดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องการแรงกระตุ้นบางอย่าง...]
สายธารแห่งแสงในอากาศยืดขยายออกราวกับกำลังลังเลใจ
[ตกลง... ข้าอาจจะไม่สามารถพานางไปยังจุดเริ่มต้นของเขาวงกตโลกได้ แต่หากเป็นเพียงเท่านี้ก็คงพอทำได้อยู่]
สัมผัสบางอย่างแผ่ซ่านเข้ามาในจิตวิญญาณ สายใยแห่งแสงเลือนหายไป กลายเป็นแสงหิ่งห้อยดวงเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันเป็นแสงที่ดูห่างไกล บอบบาง และสั่นไหวราวกับจะดับมอดได้ทุกเมื่อ แม้ไม่มีใครบอกกล่าว แต่ผมก็รู้แจ้งแก่ใจว่าแสงดวงนี้คือใคร
—คุณ...
เธอคือ ชินยูซัง แห่งการย้อนกลับรอบที่ 41
—อา... อึก...
เพียงแค่ได้ยินเสียง ผมก็รับรู้ได้ถึงช่วงเวลาแห่งการรอคอยอันแสนยาวนานของเธอ หากเธออยู่ที่จุดเริ่มต้นของเขาวงกตโลก แนวคิดเรื่องเวลาคงแตกต่างออกไป สำหรับผมมันอาจดูไม่นานนัก แต่สำหรับชินยูซัง มันอาจล่วงเลยผ่านไปนานหลายปีแล้ว
ดวงแสงเล็กๆ นั้นสั่นสะท้านอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
—คุณลุงคะ
บางทีเธออาจจะได้รับอิทธิพลจากความทรงจำของชินยูซังในวัยเด็ก
—...ห-หนูเรียกคุณแบบนั้นได้ไหมคะ? ไม่ได้เหรอ...?
คำที่เธอใช้เรียกขานผมนั้นเปรียบเสมือนพันธนาการ... มันคือความปรารถนาที่จะผูกโยงตัวเองไว้กับที่ใดสักแห่ง บางทีคำว่า ‘คุณลุง’ อาจเป็นเยื่อใยสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจของชินยูซังรอบที่ 41 ผมคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“ตอนนี้เธออายุมากกว่าผมอีกนะ ยังโอเคอยู่เหรอที่จะเรียกแบบนั้น?”
ดวงแสงนวลตาเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง มันเคลื่อนเข้าสัมผัสใบหน้าของผมเบามือ ผมรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นในกิริยานั้น...
หัวใจของผมพลันรุ่มร้อนด้วยความเจ็บปวด เธอคงรอคอยมาเนิ่นนานเหลือเกิน ถึงกระนั้น เด็กคนนี้ก็ยังต้องรอต่อไปอีก
“ขอโทษนะ... แต่ตอนนี้ผมยังช่วยเธอไม่ได้”
แสงดวงนั้นขยับขึ้นลงราวกับจะบอกว่าเธอเข้าใจดี
—อย่าหักโหมเลยนะคะ เรื่องราวของหนูในตอนนี้น่ะ...
“มันยังไม่จบหรอก” ผมโพล่งขึ้นโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดจนจบ “เธอทนทุกข์มานานเกินไปแล้ว มันจะจบลงแบบนี้ไม่ได้”
—ทำไมล่ะคะ...
“ผมจะไม่มีวันยอมให้มันเป็นแบบนั้นเด็ดขาด”
ดวงแสงดวงนั้นจับจ้องมาที่ผม เธอสั่นไหวอย่างสับสนและดูน่าสงสารจับใจ
—หนูรู้จักคุณลุงผ่านความทรงจำของโลกใบนี้ แต่คุณลุงคะ... ทำไมคุณถึงดีกับหนูขนาดนี้? คุณลุงรู้จักหนูด้วยเหรอคะ?
ผมไม่ได้ตอบคำถามนั้น เราต่างรู้จักกันผ่านวิธีการที่ต่างกันไป เช่นเดียวกับที่ชินยูซังรอบที่ 41 รู้จักผมผ่านความทรงจำของตัวเธอเองในวัยเยาว์ ผมเองก็รู้จักเธอผ่าน ‘สามวิธีการเอาตัวรอด’ ทว่าผมไม่อาจจะอธิบายเรื่องนี้ให้เธอฟังได้เลย
—หนูรู้สึกแปลกๆ... หนูมั่นใจว่าไม่รู้จักคุณลุง แต่พอได้อยู่กับคุณ หนูร็สึกเหมือนเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับตัวคุณ ราวกับว่าคุณคือ ‘พระเจ้า’...
หากผมคือพระเจ้าจริงๆ ผมคงเป็นพระเจ้าที่ไร้ความสามารถที่สุดในโลกใบนี้ เป็นพระเจ้าที่อ่อนแอที่สุด ผู้ซึ่งหยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งแต่กลับไม่อาจอธิบายสิ่งใดออกมาได้เลย
ดวงแสงของชินยูซังเริ่มมอดดับลงอย่างรวดเร็ว แม้จะมองไม่เห็นตัวตนของเธอ แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนมองเห็นภาพลักษณ์ของเธอได้อย่างชัดเจน
—โปรดช่วยหนูด้วย... ช่วยหนูด้วยนะคะ...
“ผมจะช่วยเธอแน่นอน”
หางของดวงแสงที่ไหวระริกในอากาศเริ่มหดเล็กลง ผมเอื้อมมือออกไปหาแสงนั้น ความรู้สึกราวกับหัวใจถูกคุมขัง ผมสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังของชินยูซัง การรอคอยอันมืดมน...
ความโศกเศร้าที่ไม่อาจพรรณนาพุ่งพล่านจนหัวใจปวดหนึบ ทีละน้อย ถ้อยคำของเพอร์เซโฟนีเริ่มชัดเจนขึ้นในความคิด การจะมุ่งหน้าไปข้างหน้าได้ จำต้องมีบางสิ่งอยู่เบื้องหลัง นี่คือ ‘ด้านหลัง’ ของผม และในขณะเดียวกัน มันก็คือ ‘ด้านหน้า’ ที่ผมต้องเผชิญหน้าให้ได้
บางทีนี่อาจจะเป็นความรู้สึกที่ยูจงฮยอกต้องเผชิญ เขาต้องหวนคืนสู่อดีตครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพื่อที่จะสามารถก้าวเดินต่อไปได้เท่านั้น
ชั่วขณะที่ผมมั่นใจในทิศทางของตน สภาพแวดล้อมรอบกายก็เริ่มคงที่ สายใยแห่งแสงปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่กระจัดกระจาย
[ข้าช่วยรั้งนางไว้ให้ชั่วครู่ด้วยพลังของข้า แต่เจ้าเหลือเวลาไม่มากนักหรอกหากคิดจะช่วยนางจริงๆ]
ผมยังคงจดจำไออุ่นจางๆ จากชินยูซังได้ เพอร์เซโฟนีกล่าวสืบไป
[จงจำไว้ให้มั่น... มนุษย์คือ ‘เรื่องเล่า’ กว่าที่เจ้าจะพานางกลับมาได้ ก็ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องราวของนางจะหลงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด]
หลังจากนั้น ผมก็รู้สึกเหมือนถูกกระชากไปยังที่ใดสักแห่ง เสียงกรีดร้องของเหล่าวิญญาณค่อยๆ ห่างออกไป สัมผัสแห่งร่างกายเริ่มหวนคืนมาทีละส่วน ผมรับรู้ได้ถึงแสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่ทาบทับลงบนเปลือกตา ผมรู้สึกถึงความชื้นแฉะบางอย่าง เมื่อลืมตาขึ้นก็พบกับใบหน้าที่คุ้นเคย
“...คุณลุง?” ชินยูซังตัวน้อยกำลังเฝ้ามองผมอยู่ แววตาที่ใสซื่อของเด็กน้อยทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจ หัวใจที่เต้นรัวแรงค่อยๆ สงบลง
ผมกลับมาแล้ว... ผมสูดลมหายใจเข้าช้าๆ กล้ามเนื้อทั่วร่างเริ่มกลับมาทำงานได้ตามปกติ
[ซินาริโอแฝง – ราชินีแห่งยมโลก สิ้นสุดลงแล้ว]
[คุณได้รับ 15,000 คอยน์ เป็นรางวัลความสำเร็จ]
รางวัลสำหรับการอัปเดตซินาริโอก็ถูกส่งมาเช่นกัน ดูเหมือนโทแกบีจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้อง
[กลุ่มดาว ‘เทพแห่งไวน์และความรื่นเริง’ ยินดีกับการกลับมาอย่างปลอดภัยของคุณ]
เมื่อเห็นข้อความทางอ้อม ความโกรธแค้นที่สั่งสมมาก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ไอ้เจ้าไดโอนีซัสเฮงซวยนี่ ผมคงไม่ต้องมาเผชิญความลำบากขนาดนี้ถ้ามันไม่ส่งผมลงไปที่ทาร์ทารัส ผมต้องติดแหง็กอยู่ในนั้นกับคิมนัมอุน และเกือบจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการสร้างกันดั้มเสียแล้ว
[กลุ่มดาว ‘เทพแห่งไวน์และความรื่นเริง’ กำลังขอประนีประนอมกับคุณ]
[ได้รับเงินสนับสนุน 7,942 คอยน์]
7,942? (ตัวเลขนี้ในภาษาเกาหลีพ้องเสียงกับคำว่า 'เพื่อน') นี่มันคำขอโทษแบบไหนกันเนี่ย? เอาเถอะ จะยอมยกโทษให้ก็ได้ในเมื่อเขายังอุตส่าห์ให้คอยน์มา
[มีซินาริโอแฝงใหม่เพิ่มขึ้น 1 รายการ]
ผมรีบตรวจสอบซินาริโอแฝงที่เพิ่งมาถึงทันที
+
[ซินาริโอแฝง – ล่าอสรพิษ]
ประเภท: แฝง
ระดับความยาก: S-
เงื่อนไขการเคลียร์: ล่าเป้าหมายในพื้นที่ซินาริโอหลักที่หก
จำกัดเวลา: จนกว่าจะสิ้นสุดซินาริโอหลัก
รางวัล: 80,000 คอยน์, ความไว้วางใจจากราชินีแห่งวสันตตระการมืด
บทลงโทษหากล้มเหลว: ไม่สามารถเข้าสู่ยมโลกได้อีก
+
เป็นไปตามคาด ภารกิจของเพอร์เซโฟนีถูกนำเสนอในรูปแบบของซินาริโอแฝง
[เมื่อเป้าหมายเข้าใกล้ ระบบแจ้งเตือนซินาริโอจะทำงานโดยอัตโนมัติ]
ล่าอสรพิษ... เป้าหมายของซินาริโอนี้ไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่ผมเดาว่า ‘อสรพิษ’ ที่ว่าคงจะปรากฏตัวในซินาริโอถัดไป
ผมค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น ชินยูซังเอ่ยถามด้วยความกังวล “คุณลุงคะ ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“อืม ไม่เป็นไรหรอก”
“พี่ซังอาบอกให้หนูคอยดูแลคุณลุง...”
มันทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ผมพูดกับยูซังอาไว้ก่อนที่จะสลบไป
“คุณยูซังอาล่ะ?”
การหาตัวยูซังอาไม่ใช่เรื่องยาก เธอขดตัวนอนหลับปุ๋ยอยู่บนพื้น ผมมองใบหน้ายามหลับใหลของเธอแล้วภาพของเพอร์เซโฟนีก็ผุดขึ้นมา... ใบหน้าของผมพลันร้อนผ่าวขึ้นมาทันควัน
...
จะว่าไป ชุดกี่เพ้ากับสายรัดถุงน่องนั่น... มันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
“พี่สาวเพิ่งจะหลับไปก่อนคุณลุงตื่นนี่เองค่ะ”
“อา...”
“พี่บอกหนูว่าถ้าคุณลุงไม่ตื่น ให้ไปตามคนอื่นๆ มาค่ะ”
ถ้อยคำเหล่านั้นจุดชนวนความรู้สึกผิดในใจของผม ผมสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาของยูซังอา เธอเองก็คงจะกำลังเมาค้างอยู่เหมือนกัน...
ชุดกี่เพ้า? สายรัดถุงน่อง? บ้าเอ๊ย ผมนี่มันเศษขยะจริงๆ
“ตื่นแล้วเหรอคะ?”
จองฮีวอนและอีฮยอนซองเดินเข้ามาหาผม ทั้งคู่โชกไปด้วยเหงื่อ ดูท่าคงเพิ่งจะกลับจากการฝึกซ้อมยามเช้ามา
จองฮีวอนเอ่ยกับผม “คุณดกจาตื่นแล้ว พวกเราก็พร้อมออกเดินทางกันเถอะค่ะ”
“พร้อมเหรอ?”
“คนอื่นๆ เริ่มออกเดินทางกันไปบ้างแล้วละค่ะ”
พอนึกดูดีๆ รอบตัวผมตอนนี้ดูเหมือนจะมีคนน้อยลงกว่าเมื่อวานมาก ผมจึงถามขึ้น “เกิดอะไรขึ้นตอนที่ผมหลับไปเหรอ?”
“ประกาศซินาริโอที่หกมาแล้วน่ะครับ”
...เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ? ผมยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อ ข้อความขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
[ขอให้ผู้รอดชีวิตทุกคนมารวมตัวกันที่สถานียงซาน]
พวกเราเก็บข้าวของและเริ่มออกเดินทาง
เดิมทีเราก็อยู่ที่ยงซานอยู่แล้ว การมุ่งหน้าไปยังสถานีจึงไม่ใช่เรื่องยาก ผมรับหน้าที่แบกยูซังอาที่ยังหลับอยู่ ในขณะที่จองฮีวอนและอีฮยอนซองช่วยกันถือสัมภาระที่เหลือ
อีกิลยองและชินยูซังเดินตามมาห่างๆ ผมไม่รู้ว่าปาร์ตี้ของยูจงฮยอกแยกตัวไปที่ไหนแล้ว
ไม่นานเราก็มาถึงบริเวณสถานีที่เนืองแน่นไปด้วยผู้รอดชีวิต ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนรอดตายในโซลเยอะขนาดนี้ ทุกคนต่างจดจ้องไปยังหน้าจอขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ
“เอ๊ะ?”
“ที่นี่มันที่ไหนน่ะ?”
สมาชิกในปาร์ตี้และผมต่างแหงนมองหน้าจอพร้อมกัน มันเป็นหน้าจอเดียวกับที่ผมเห็นในยมโลก ภาพป่าไม้อันเขียวขจีและเหล่ามอนสเตอร์ที่พากันวิ่งพล่านไปทั่ว แม้พวกมันจะเป็นมอนสเตอร์ที่น่าสยดสยอง แต่กลับดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศขนาดใหญ่
ภาพของผู้จุติก็ปรากฏขึ้นเช่นกัน บางคนที่เริ่มออกล่าแล้วพากันหัวเราะร่าขณะที่บั่นคอของมอนสเตอร์ลง ไอ้พวกโทแกบีเอ๋ย... พวกมันตัดต่อภาพออกมาได้ดูดีราวกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเลยทีเดียว
ใครบางคนโพล่งขึ้นมา “เอ๊ะ? นั่นคนญี่ปุ่นไม่ใช่เหรอ?”
หากผมจำไม่ผิด ซินาริโอที่หกคือซินาริโออีเวนต์ที่เชื่อมต่อกับโดมอื่น ชายที่ปรากฏบนหน้าจอคือ อิซูมิ ผู้จุติที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น
โตเกียวโดมก้าวหน้าไปไกลกว่าเรา พวกเขาจึงเข้าสู่ซินาริโอที่หกได้เร็วกว่า ในหลายๆ ด้านอาจกล่าวได้ว่าเกาหลีใต้เริ่มต้นในจุดที่ค่อนข้างเสียเปรียบ
[ซินาริโอหลักใหม่มาถึงแล้ว]
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.