Chapter 77
75 / 1532
7 min read
Chapter 77: Flyer Campaign
Published Mar 12, 2026, 07:09 PM
บทที่ 77: แคมเปญแจกใบปลิว
ซูผิง: “(⊙?⊙)...”
ไม่นานนัก หลี่ชิงหรูก็นำอาหารมาเสิร์ฟ ซูผิงแปลกใจที่พบว่ายังมีกับข้าวเหลืออยู่เยอะพอสมควร และที่สำคัญคือในส่วนของเขายังมีเนื้อเหลืออยู่ด้วย
ซูผิงปรายตามองซูหลิงเยว่ ซึ่งเจ้าตัวแค่นเสียงฮึดฮัดแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น
อ้อ นานทีปีหนยัยนี่ก็รู้จักเป็นเด็กดีกับเขาบ้างเหมือนกันเหรอ?
ถึงอย่างนั้น ซูผิงก็ไม่คิดจะทดสอบความอดทนของน้องสาว เขาเริ่มลงมือกินโดยไม่พูดอะไรอีก
เมื่อหลี่ชิงหรูนั่งลง ซูหลิงเยว่ก็เริ่มอ้อนวอนต่อ “แม่คะ มันเป็นเรื่องจริงนะ ช่วยหนูหน่อยเถอะ แม่ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เจ้าหนูสายฟ้ามันฮอตขนาดไหน ศักยภาพของมันถูกประเมินต่ำเกินไปอย่างรุนแรงเลย นอกเหนือจากสัตว์เลี้ยงดาวเด่นในโรงเรียนหนูแล้ว หนูได้ยินมาว่ามีหนูสายฟ้าตัวหนึ่งในโรงเรียนหนานเซียงที่เอาชนะสัตว์เลี้ยงระดับสี่อย่างพืชกับดักได้ด้วย ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหนูพวกนี้คืออัญมณีที่ถูกซ่อนอยู่ชัดๆ!”
*แค่ก*
ซูผิงสำลักอาหาร เขาหยิบน้ำมาดื่มอย่างรวดเร็วเพื่อตั้งสติ
“โธ่ เอาน่า วันนี้อุตส่าห์ทำตัวดีด้วยแล้วนะ ฉันไม่แย่งของพี่หรอกน่า” ซูหลิงเยว่กรอกตามองบน
“จ้า เชื่อก็บ้าแล้ว”
ซูผิงสังเกตเห็นว่าน้องสาวน่าจะกำลังพูดถึง "หนูอัจฉริยะ" ตัวจริง เพราะเขาจำไม่ได้ว่าเคยช่วยหนูตัวที่สอง
“แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ นะลูก ต่อให้หนูสายฟ้าจะโดดเด่นแค่ไหน มันก็ยังเป็นสัตว์เลี้ยงระดับต่ำ ศักยภาพสายเลือดของพวกมันมีจำกัด” หลี่ชิงหรูในฐานะผู้ใหญ่และผู้ฝึกสัตว์ระดับเริ่มต้นมองเรื่องนี้อย่างมีเหตุผลมากกว่า “สิ่งที่สอนให้เรารู้ก็คือ ตราบใดที่มีพรสวรรค์และมีความถนัดที่ดี ต่อให้เป็นหนูสายฟ้าก็น่าจะแสดงความสามารถที่น่าทึ่งออกมาได้ ซึ่งนั่นก็ใช้กับเจ้าอสูรเพลิงมายาของลูกด้วยเช่นกัน”
“ลูกไม่จำเป็นต้องซื้อหนูสายฟ้ามาเพื่อเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการเพาะเลี้ยงมันหรอก สัตว์เลี้ยงเก่งๆ สักตัวสองตัวก็เพียงพอแล้ว สำหรับตอนนี้ให้จดจ่ออยู่กับอสูรเพลิงมายา แล้วมันจะตอบแทนลูกเอง”
ซูผิงไม่คิดว่าแม่จะพูดแบบนี้ แม้ว่าเขาจะเห็นด้วยกับแม่เต็มร้อยก็ตาม “แม่พูดถูกครับ”
ซูหลิงเยว่ถลึงตามองเขาอย่างอาฆาต ก่อนจะหันไปหาหลี่ชิงหรูด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน
“แต่แม่คะ! แม่รู้ไหมว่าครูที่สถาบันคอยถามนักเรียนตลอดเลยว่าเจ้าหนูสายฟ้าของพวกเขาพัฒนาไปถึงไหนกันแล้ว ถ้าหนูไม่มีสักตัว หนูจะเอาหน้าไปตอบใครได้ล่ะคะ?”
หลี่ชิงหรูประหลาดใจ “อะไรนะ? ไม่น่าใช่หรอก สัตว์อสูรตั้งมากมายในโลกนี้ พวกเขาไม่มีทางเมินสัตว์เลี้ยงตัวอื่นเพียงเพราะหนูสายฟ้ากลายเป็นกระแสหรอก”
ซูผิงมองออกทะลุปรุโปร่งถึงข้ออ้างของน้องสาว แต่ก็ไม่ได้พูดโพล่งออกไป “เห็นด้วยครับ ถ้าครูทุกคนงี่เง่าขนาดนั้น สถาบันคงปิดตัวลงไปนานแล้ว”
“หุบปากไปเลยไม่ได้หรือไง??” ซูหลิงเยว่ส่งสายตาดุร้ายราวกับปีศาจมาที่ซูผิงอีกครั้ง อันที่จริงใบหน้าของเธอน่าจะดูเหมือนปีศาจจริงๆ หากมีรอยเลือดเปื้อนอยู่สักหน่อย
ปกติเวลาแกล้งคนอื่นยัยนี่ฉลาดเป็นกรดไม่ใช่เหรอ? ซูผิงนึกในใจ อ๋อ เข้าใจละ เธอโกหกไม่เก่งนี่เอง แต่อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าควรหาจังหวะที่เหมาะสม ปัญหาเรื่องหนูเพิ่งจะเริ่มเมื่อเกือบหนึ่งสัปดาห์ก่อน และเธอก็เพิ่งจะมาขอเอาตอนนี้
ยังไงเสียเธอก็เป็นแค่เด็กสาว ความคิดเห็นทั่วไปและสื่อต่างๆ ย่อมส่งผลต่อเธอในที่สุด
อย่างไรก็ตาม การตื๊ออย่างไม่ลดละของเธอก็สัมฤทธิ์ผลในท้ายที่สุด หลี่ชิงหรูตกลงตามคำขอของซูหลิงเยว่ หนูสายฟ้าไม่ได้มีราคาแพง ห้าพันเหรียญก็เพียงพอที่จะซื้อตัวโตเต็มวัยได้แล้ว ปกติผู้เพาะพันธุ์ไม่ได้ขายพวกมันเพื่อเอากำไรจากตัวสัตว์โดยตรง แต่รายได้หลักมาจากการขายอาหารสัตว์เลี้ยงเสียมากกว่า
หลี่ชิงหรูเป็นกังวลว่าการมีสัตว์เลี้ยงเพิ่มจะทำให้ซูหลิงเยว่เสียสมาธิ แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของลูกสาว หลี่ชิงหรูก็จำต้องยอม
ซูหลิงเยว่แทบจะเต้นระบำด้วยความดีใจ จากนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นได้ “จริงสิแม่ แม่จะไปดูแมตช์การแสดงวันพรุ่งนี้ไหมคะ?”
หลี่ชิงหรูเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง นางส่ายหน้า “แม่รู้สึกไม่ค่อยสบายจ้ะ คงไม่ได้ไปหรอก”
ซูผิงมองแม่ด้วยความเป็นห่วง เขารู้เหตุผลของอาการป่วยนี้ มีครั้งหนึ่งที่แม่รับฝากดูแลสัตว์เลี้ยงของลูกค้าในร้านตามที่ได้รับมอบหมาย แต่สัตว์เลี้ยงตัวนั้นยังคงมีความป่าเถื่อนและยังไม่ได้ทำพันธสัญญา เมื่อไม่มีเจ้านายอยู่ใกล้ๆ มันจึงหลุดการควบคุมและทำร้ายหลี่ชิงหรูตอนที่นางไม่ทันระวัง โชคดีที่นางตอบสนองเร็วพอที่จะรักษาชีวิตไว้ได้ แต่นั่นก็ทิ้งอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่ทำให้นางไม่สามารถทำงานต่อเนื่องนานๆ ได้
เจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีปัญหากลับไม่ยอมจ่ายค่าชดเชย ซ้ำยังกล่าวหาว่าหลี่ชิงหรูดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ดีจนมันคลุ้มคลั่ง ข้อพิพาทดังกล่าวดำเนินผ่านกระบวนการยุติธรรมและต้องวิ่งเต้นอยู่พักใหญ่ สุดท้ายหลี่ชิงหรูก็ได้รับเงินชดเชยมาไม่กี่แสนเหรียญ
จำนวนเงินแค่นั้นเทียบไม่ได้เลยกับสุขภาพระยะยาวของคนคนหนึ่ง แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว
ซูผิงนึกถึงยาหายากบางชนิดที่อยู่ในคลังของนักบุกเบิก ซึ่งสามารถช่วยให้คนงอกอวัยวะที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้ มันต้องมีสิ่งที่เขาใช้กับแม่ได้แน่ แต่ยาชั้นดีมีราคาสูงลิ่ว เขาอาจต้องใช้แต้มบุญถึงหลายล้านแต้ม
บ้าจริง สงสัยเขาคงต้องไปทำภารกิจนักบุกเบิกอีกรอบแล้ว ซูผิงคิดกับตัวเอง หากเขานึกถึงเรื่องนี้ได้เร็วกว่านี้ เขาคงเก็บแต้มไว้ได้ตั้งนานแล้ว
แววตาของซูหลิงเยว่หม่นแสงลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ชิงหรู แต่ไม่นานก็กลับมายิ้มได้ “งั้นเดี๋ยวหนูให้เพื่อนช่วยถ่ายวิดีโอมาให้นะคะ แม่จะได้ดูทีหลัง”
“ได้จ้ะ” หลี่ชิงหรูยิ้มตอบ
ซูหลิงเยว่ลุกจากโต๊ะเพื่อขึ้นไปข้างบน ระหว่างทางเธอปรายตามองขาที่บาดเจ็บของแม่ด้วยสีหน้าโกรธเคืองและหดหู่ชั่วขณะหนึ่ง
เมื่อเห็นดังนั้น ซูผิงก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระตุกในความคิด แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เช้าวันต่อมา
ซูผิงนอนหลับอย่างสงบตลอดทั้งคืนและไม่มีการแกล้งกันตอนเช้า ซูหลิงเยว่กำลังทานอาหารเช้าอยู่ตอนที่เขาเดินลงมาข้างล่าง
เด็กสาวกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่ที่หน้าประตูและเรียกชื่อซูหลิงเยว่ พวกเธอคือกลุ่มเดียวกับคราวก่อน
ขณะกำลังจะออกไป ซูหลิงเยว่โยนการ์ดใบเล็กๆ ลงบนโต๊ะ “นี่ ตั๋วเข้างาน อยากไปดูก็ไป ไม่อยากดูก็โยนทิ้งไปเลย ฉันไม่สนหรอก”
เธอก็จากไปพร้อมกับกลุ่มเพื่อนก่อนที่ซูผิงจะทันได้พูดอะไร
หลี่ชิงหรูเดินออกจากครัวมาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงพูดขึ้นว่า “ถ้าลูกไม่มีงานที่ร้าน ก็ไปดูน้องแล้วเชียร์น้องเขาหน่อยนะ การเป็นพี่ชายก็ต้องสนับสนุนและคอยดูแลน้องด้วย”
ซูผิงแทบจะกรอกตามองบน ดูแลเหรอ? บอกว่าคอยห้ามไม่ให้เธอไปทำร้ายคนอื่นน่าจะตรงกว่า
สรุปแล้วเขาก็วางแผนจะไปที่สถาบันอยู่ดี เขาเก็บตั๋วเข้างานแล้วออกไปทำงานด้วยจักรยานคู่ใจ
เขาใช้เวลาทั้งวันอยู่ในร้าน และตามปกติคือไม่มีลูกค้าสักคนโผล่หัวเข้ามา
เขาเตรียมใบปลิวที่พิมพ์ไว้ในช่วงบ่าย พอใกล้ถึงเวลาสี่โมงเย็น เด็กสาวหน้าตาสดใสสองคนก็ปรากฏตัวที่หน้าร้าน นั่นคือซูเยี่ยนอิงและเพื่อนของเธอ หลันเล่อเล่อ ซึ่งเขาได้นัดแนะไว้เมื่อวานนี้
“นี่นาย จะให้พวกเราช่วยแจกใบปลิวจริงๆ เหรอเนี่ย?” หลันเล่อเล่อถึงกับไปไม่เป็นเมื่อเห็นปึกใบปลิวหนาเตอะในมือของซูผิง
“ไม่งั้นฉันจะชวนพวกเธอมาทำไมล่ะ?”
“นาย!” หลันเล่อเล่อรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว เป็นแบบนี้ทุกทีที่เธอแวะมาที่ร้านนี้
ซูเยี่ยนอิงรีบไกล่เกลี่ย “ไม่เป็นไรหรอก ฉันรับปากเขาไว้นี่นา เล่อเล่อ เพื่อนรักของฉัน เธอตกลงจะช่วยฉันแล้วนะ นะ นะคะ?”
หลันเล่อเล่อพ่นลมหายใจอย่างขัดใจแต่ก็ยอมรับปึกกระดาษเหล่านั้นไป
“ได้เวลาแล้ว ไปกันเถอะ” ซูผิงเช็กเวลาแล้วเดินไปล็อกประตูร้าน ขณะที่เด็กสาวทั้งสองคนเรียกรถแท็กซี่
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.