Chapter 1204
1204 / 6921
11 min read
Chapter 1204 Black Pot
Published Apr 6, 2026, 02:46 AM
## บทที่ 1204: หม้อดำรับเคราะห์
ห้วงนภากาศและพสุธาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นมิต่างจากวันสิ้นโลก มวลหมอกหนาทึบม้วนตัวพัดพิก้อนเมฆขณะที่ช่องทางมิติเบื้องหน้าค่อยๆ ก่อตัวจนเริ่มเสถียร
“ช่องทางมิติพร้อมแล้ว เร็วเข้า รีบเข้าไป!” เซี่ยยวิ่นเฟิงแผดตะโกนก้อง เนื่องจากซากโบราณสี่แคว้นคือเศษเสี้ยวของโลกที่พังทลาย ช่องทางมิติจึงคงอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ พวกเขามีเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นก่อนที่มันจะปิดตัวลง
และเมื่อมันปิดลงแล้ว ย่อมมิมีผู้ใดสามารถย่างกรายเข้าไปได้อีก จนกว่าจะครบกำหนดเจ็ดวันเมื่อช่องทางเปิดออกอีกครั้งเพื่อรับผู้คนกลับออกมาเท่านั้น
เงาร่างของทุกคนทะยานพุ่งเข้าสู่ช่องทางมิติอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เพียงชั่วพริบตาหลังจากร่างสุดท้ายเลือนหายไป ช่องทางนั้นก็พลันพับปิดลง ก่อตัวเป็นวังวนขนาดยักษ์กลางอากาศก่อนจะสลายไปสิ้น
...
ตูม! ตูม! ตูม!
หลังจากพวกหลงเฉินก้าวเข้าสู่ซากโบราณได้ไม่นาน เสียงระเบิดกัมปนาทก็สั่นสะเทือนเมืองหลวงต้าเซี่ยถึงเก้าจุดพร้อมกัน แผ่นดินไหวโยกจนผู้คนนับไม่ถ้วนต่างพากันตื่นตระหนกขวัญกระเจิง เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวระเบ็งเซ็งแซ่
“เกิดอะไรขึ้น?!”
“มีผู้เข้มแข็งบุกโจมตีเมืองหลวงต้าเซี่ยอย่างนั้นหรือ?!”
เหล่าจอมยุทธ์มากมายเหินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ความโกลาหลแผ่ซ่านไปทั่วทุกหัวระแหง
“ทุกคนอย่าได้ตื่นตระหนก! เป็นเพียงการละเล่นแผลงๆ เพื่อข่มขวัญผู้คนเท่านั้น มิได้มีภยันตรายใดๆ ขอให้ทุกคนกลับไปประกอบกิจวัตรของตนตามปกติ” สุรเสียงของเซี่ยยวี่หยางดังก้องไปทั่วเมืองหลวงต้าเซี่ย ประดุจระฆังทองที่สะกดความวุ่นวายให้สงบลงในทันที
ในขณะเดียวกัน ข่าวคราวเรื่องมีผู้วางระเบิดยันต์อัคคีเก้าจุดทั่วอาณาจักรก็แพร่สะพัดไป แม้มันจะสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ ทว่ากลับมิได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างเมืองแต่อย่างใด
ทว่าผู้ที่ลงมือก่อเหตุกลับถูกแรงระเบิดฉีกร่างเป็นจลาจลจนมิอาจสืบหาตัวตนที่แท้จริงได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้สร้างความแตกตื่นอยู่พักหนึ่งก่อนจะสงบลง กองทัพองครักษ์เสื้อแพรแห่งต้าเซี่ยเริ่มออกสืบสวนหาผู้ต้องสงสัยอย่างเคร่งเครียด
แต่ทว่า ภายใต้ฉากหน้าที่สงบนิ่ง ภายในพระราชวังต้าเซี่ย ใบหน้าของเซี่ยยวี่หยางกลับมืดครึ้มประดุจเมฆฝน แม้แต่ผู้อาวุโสผมขาวที่อยู่เคียงข้างก็มีสีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด
“สายใยชีพจรมังกรถูกตัดขาด... ยวิ่นเอ๋อร์ ชงเอ๋อร์ และพวกเขาทุกคน กำลังตกอยู่ในอันตราย” ดวงตาของเซี่ยยวี่หยางฉายแวววาวโรจน์ จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบข้างหนาวเยือก
อาณาจักรโบราณทั้งสี่ต่างครอบครองชีพจรมังกรแห่งละหนึ่งสาย โดยชีพจรมังกรทั้งสี่มีลักษณะพุ่งเข้าหา "มุกมังกร" เพื่อรักษาดุลยภาพอันละเอียดอ่อน
ชีพจรมังกรคือการควบแน่นของ "วาสนาบารมี" แห่งแคว้น จักรพรรดิผู้ครองแผ่นดินจะถือครองวาสนานั้นถึงหกส่วน
เหล่ารัชทายาทและเชื้อพระวงศ์จะถือครองสามส่วน ส่วนอีกหนึ่งส่วนที่เหลือจะกระจายไปยังราษฎรทั้งปวง
เซี่ยยวี่หยางในฐานะจักรพรรดิผู้กุมวาสนาหกส่วน จึงมีไอชีพจรมังกรแผ่ซ่านรอบกายอย่างที่หลงเฉินเคยสัมผัสได้
สำหรับเซี่ยยวิ่นชง เซี่ยยวิ่นเฟิง และเซี่ยโยวลั่ว พวกเขาต่างก็ได้รับการหนุนนำจากชีพจรมังกรเช่นกัน และสามารถหยิบยืมพลังส่วนหนึ่งมาใช้เพื่อสำแดงอานุภาพอันยิ่งใหญ่ได้
ทว่าภายหลังจากการระเบิดทั้งเก้าจุดนั้น สายใยโชคชะตาที่เชื่อมต่อพวกเขากับชีพจรมังกรกลับขาดสะบั้นลงจากการรับรู้ของเซี่ยยวี่หยาง นั่นทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ในยามปกติ หากเชื้อพระวงศ์ผู้ใดสิ้นชีพ วาสนาแห่งชีพจรมังกรจะไหลย้อนกลับคืนสู่แหล่งกำเนิดเพื่อเสริมบารมีให้แก่ผู้ที่ยังอยู่
แต่ครั้งนี้ การเชื่อมต่อกลับถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง! นั่นหมายความว่ามีใครบางคนกำลังหมายปองที่จะช่วงชิงวาสนาบารมีแห่งต้าเซี่ยไป
หากเซี่ยยวิ่นชงและคนอื่นๆ ถูกสังหารในสภาพที่ถูกตัดขาดเช่นนี้ วาสนาสามส่วนของชีพจรมังกรต้าเซี่ยจะสูญสิ้นไปตลอดกาล ซึ่งเป็นเรื่องที่มิอาจยอมรับได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ต้าเซี่ยจะเสื่อมถอยอย่างรวดเร็วรุนแรงจนถึงขั้นล่มสลายในที่สุด
“ดูเหมือนพวกมันจะเตรียมการมาอย่างดี แต่ใครกันที่บังอาจกล้าทำลายสมดุลระหว่างชีพจรมังกรทั้งสี่? มิรู้ว่าเป็น ‘สามมังกรกลืนกินหนึ่ง’ หรือ ‘หนึ่งมังกรเขมือบสาม’ กันแน่” ผู้อาวุโสผมขาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
การที่ศัตรูกล้าลงมือเช่นนี้ แสดงว่าต้องเตรียมการมานานแสนนาน ทว่าการจะมาทำความเข้าใจในยามนี้กลับสายเกินการณ์เสียแล้ว
เซี่ยยวี่หยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “ยามนี้ข้าทำได้เพียงเฝ้ารอการเปลี่ยนแปลง แต่หากโอรสและธิดาของข้าต้องจบชีวิตลง ข้าสาบานว่าจะให้พวกมันชดใช้อย่างสาสมด้วยราคาที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด”
ผู้อาวุโสผมขาวถอนหายใจยาว “ดูเหมือนวิถีแห่งราชาของเจ้าจะยังมิสมบูรณ์นัก เจ้ากำลังตัดสินใจด้วยอารมณ์ความรู้สึกเสียแล้ว”
เซี่ยยวี่หยางยิ้มขื่น “แม้ข้าจะปฎิบัติต่อพวกเขอย่างเข้มงวดและไร้เมตตา แต่นั่นคือความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยง เพื่อต้าเซี่ยแล้ว ตระกูลเซี่ยของข้าต้องสูญเสียไปมากเกินพอ หากมีผู้ใดเต็มใจเข้ามารับช่วงต่อและรับประกันความสงบสุขของราษฎรได้ ข้ายินดีจะสละบัลลังก์ให้ในทันที ข้าเองก็ปรารถนาชีวิตที่สงบสุข ปรารถนาที่จะเสพสุขกับความรักในครอบครัวมิต่างจากสามัญชน... เด็กๆ เหล่านี้คือ ‘เกล็ดผกผัน’ ของข้า หากพวกเขาต้องพินาศ ข้าจะมิขอตัดสินสิ่งใดในฐานะผู้ปกครองอีกต่อไป แต่จะลงมือในฐานะบิดาที่ล้างแค้นให้ลูก!”
จิตสังหารอันบ้าคลั่งปะทุขึ้นในดวงตาของเซี่ยยวี่หยาง มิมีบิดาผู้ใดจะทนดูบุตรหลานถูกเข่นฆ่าอย่างทารุณได้โดยมิลงมือ
“บางทีเรื่องนี้อาจมิเลวร้ายอย่างที่เจ้าคิด เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าหลงเฉินเองก็เข้าไปด้วย เจ้าได้หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่รอเวลาให้มันผลิดอกออกผลเท่านั้น” ผู้อาวุโสผมขาวกล่าวปลอบ
...
หลงเฉินเหินทะยานออกจากช่องทางมิติ เบื้องหน้าของเขาคือเทือกเขาอันกว้างใหญ่ไพศาลโอบล้อมทะเลสาบอันนิ่งสงบ บรรยากาศเงียบสงบจนน่าประหลาด
“ทุกคนมีแผนที่อยู่ในมือแล้ว แยกย้ายกันไปเถิด ต่างคนต่างเสาะหาโชคลาภของตนเอง จำไว้ว่าอย่าได้คิดร้ายต่อผู้อื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระแวดระวังผู้อื่นให้จงหนัก บางครั้งเมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์ คำว่าพันธมิตรก็มิอาจมีค่าอันใดเลย” เซี่ยยวิ่นเฟิงเอ่ยเตือน
แม้ตามข้อตกลงของสี่แคว้นจะห้ามมิให้มีการสู้รบกันเองภายในซากโบราณ ทว่าในยามที่สมบัติล้ำค่าปรากฏ ความโลภมักจะบดบังดวงตาจนนำไปสู่การหักหลังได้เสมอ นั่นมิใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด
ต่างคนต่างอ้างว่าตนเห็นก่อน ตนเป็นเจ้าของ มิมีผู้ใดตัดสินความจริงได้ ดังนั้นการฝากความหวังไว้กับพันธมิตรอย่างโง่เขลาจึงเป็นเรื่องที่เป็นอันตรายยิ่ง
ทุกคนพยักหน้าและแยกย้ายกันไปตามทิศทางต่างๆ เวลาของพวกเขามีจำกัดเพียงเจ็ดวัน จึงต้องทุ่มเทสุดกำลังเพื่อเสาะหาโอกาสและทดสอบวาสนาของตน
หลงเฉินตรวจสอบแผนที่และพบว่าโลกใบนี้มีรูปร่างคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ประหนึ่งโลกที่สมบูรณ์ถูกกัดกินด้วยปากขนาดยักษ์ จุดที่เขาอยู่นี้ยามนี้คือมุมหนึ่งของพระจันทร์เสี้ยวนั้น
เซี่ยโยวลั่ว เซี่ยยวิ่นชง และคนอื่นๆ ต่างกล่าวลาหลงเฉินก่อนจะเหินร่างจากไป
หลงเฉินเองก็เลือกทิศทางหนึ่ง ทว่าเขากลับมุ่งหน้าไปยังขอบเขตของโลกใบเล็กนี้
แม้ที่นี่จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวโลก ทว่าอาณาเขตกลับกว้างใหญ่ไพศาลมิต่างจากอาณาจักรต้าเซี่ย หลังจากเร่งรุดไปหลายชั่วโมง เขาก็มาถึงสุดขอบของโลก
เบื้องหน้าคือความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง อเวจีสีดำขลับทอดยาวขึ้นไปบนชั้นฟ้า คมมีดมิตินับไม่ถ้วนเชือดเฉือนอากาศธาตุไปมาอย่างบ้าคลั่ง อเวจีนี้ดูราวกับปากของอสุรกายที่จ้องจะเขมือบโลกใบนี้ให้สิ้นซาก
“ข้าเคยได้ยินมาว่ามิตินั้นซ้อนทับกันดุจรังผึ้ง ตราบใดที่หาช่องทางมิติพบ ก็จะสามารถเดินทางไปยังโลกอื่นได้ หรือต่อให้มิพบช่องทาง หากฝ่ากระแสมิติอันปั่นป่วนไปได้ก็น่าจะไปถึงอีกโลกหนึ่งได้เช่นกัน”
หลงเฉินหยิบหอกศัสตราระดับราชาออกมา และค่อยๆ สอดมันเข้าไปในช่องว่างสีดำนั้น ทันใดนั้น หอกในมือก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เมื่อเขาชักมันกลับมา กลับเหลือเพียงครึ่งด้ามที่มิได้ถูกสอดเข้าไป
“หึหึ... เป็นจริงอย่างที่ว่าจริงๆ ด้วย หากสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปในกระแสมิติที่ปั่นป่วน เจ้าจะได้ไปยังอีกโลกหนึ่งจริงๆ... โลกหน้าไปเฝ้ายมบาลโน่นเลย!” หลงเฉินสบถด่าในใจ ใครกันที่เป็นคนคิดทฤษฎีพรรค์นี้? มิใช่ว่าหลอกให้คนไปตายหรอกหรือ? มิติดำมืดนี้บรรจุด้วยพลังที่ทำให้หนังศีรษะของเขาด้านชา แม้แต่ศัสตราระดับราชายังแหลกสลาย แล้วนับประสาอะไรกับร่างกายมนุษย์
เขาลัดเลาะไปตามขอบเขตของมิติ จนกระทั่งป่าเขียวขจีปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ขณะที่กำลังบินข้ามป่าแห่งนั้น หัวใจของเขาก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เมื่อก้าวเข้าสู่ป่าได้ไม่ถึงหนึ่งลี้ บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ป่าอันทึบหนาเลือนหายไป แทนที่ด้วยบ้านหลังเก่าคร่ำคร่าที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
“ที่นี่มีค่ายกลลวงตาซ่อนอยู่ด้วยหรือ?” เมื่อครู่ขณะบินผ่าน เขาเพียงรู้สึกตะหงิดใจว่าป่าเบื้องล่างมีบางอย่างผิดปกติจึงได้ลงมาตรวจสอบ มิคาดว่าในป่าแห่งนี้จะซุกซ่อนค่ายกลลวงตาเอาไว้
ก่อนมาที่นี่ เซี่ยยวิ่นชงเคยบอกกับหลงเฉินว่า ซากโบราณสี่แคว้นคือสิ่งที่ยอดฝีมือระดับสูงสุดทิ้งเอาไว้ เป็นเศษเสี้ยวแห่งวิถีชีวิตในโลกฆราวาสก่อนที่พวกเขาจะทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เพื่อทิ้งไว้ให้ผู้มีวาสนาได้เสาะหา
ในความเป็นจริง มีผู้เข้มแข็งมากมายที่ทำเช่นนี้ โดยเฉพาะเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ไร้สังกัดและมิมีศิษย์สืบทอด พวกเขามักจะทิ้งมรดกส่วนหนึ่งไว้ก่อนสิ้นอายุขัยหรือก่อนจะบรรลุธรรม ด้วยความหวังว่าจะมีผู้มีวาสนามาสานต่อเจตนารมณ์
บ้านหลังน้อยนี้คือโอกาสอย่างไม่ต้องสงสัย หลงเฉินรู้สึกยินดีขึ้นมาในใจ หรือว่าวาสนาของเขาจะเริ่มกลับมาเข้าข้างอีกครั้ง?
บ้านหลังนี้เรียบง่ายยิ่งนัก ดูราวกับที่พักของชาวนาผู้รักสันโดษ ต้นหญ้าขึ้นรกชัฏ มีรั้วไม้อย่างง่ายล้อมรอบ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายบ้านป่านาไพร
หลงเฉินผลักประตูไม้ออก ฝุ่นผงร่วงกราวลงมา กระท่อมหลังนี้เก่าแก่โบราณถึงขีดสุด แม้แต่เนื้อไม้ก็เริ่มเน่าเปื่อยตามกาลเวลา
อักขระรูนดั้งเดิมบนไม้เริ่มลอกหลุดออก หลงเฉินรู้ดีว่าเพราะอักขระเหล่านี้ที่ช่วยค้ำจุนบ้านหลังนี้เอาไว้ มิเช่นนั้นมันคงสลายกลายเป็นผุยผงไปในกระแสน้ำแห่งกาลเวลานานแล้ว
เขาเหลือบไปเห็นไหใส่น้ำข้างใน แต่มันแห้งขอดไปนานแล้ว เขาใช้นิ้วปาดคราบข้างในขึ้นมาดม
“ช่างเป็นพลังงานธาตุน้ำที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่มิเหลือสิ่งใดแล้ว ของที่เคยอยู่ในไหนี้ต้องเป็นสมบัติล้ำค่าแน่ๆ” หลงเฉินส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
เขาใช้นิ้วเคาะไหเบื้องหน้าเบาๆ เสียงสะท้อนใสกระจ่างดังขึ้น อักขระรูนสว่างขึ้นวูบหนึ่งก่อนที่ไหทั้งใบจะพังทลายลงกลายเป็นผงธุลี
“ไหใบนี้เคยอยู่ในระดับศัสตราระดับราชา แต่ต่อให้เป็นสมบัติระดับราชา หากขาดปราณวิญญาณมาหล่อเลี้ยง เมื่อพลังอักขระเหือดแห้งไป ก็มิอาจต้านทานการกัดกร่อนของกาลเวลาได้จริงๆ” หลงเฉินทอดถอนใจ
ที่มุมกำแพงมีเตาไฟสำหรับทำอาหาร และบนเตานั้นมีหม้อสีดำสนิทวางทิ้งไว้อยู่ใบหนึ่ง
หลงเฉินลองเคาะหม้อใบนั้นดูและพบว่ามันยังคงสภาพดีอยู่ ทว่าเขากลับสัมผัสถึงกลิ่นอายใดๆ จากมันไม่ได้เลย เขาจึงลองทาบฝ่ามือลงไป
วูบ!
ทันใดนั้น หม้อดำกลับเริ่มดูดกลืนปราณวิญญาณในร่างกายของหลงเฉินอย่างบ้าคลั่ง! สนิมหนาเตอะที่เกาะอยู่เริ่มหลุดร่วงออกมาอย่างช้าๆ
“นี่มันสมบัติล้ำค่า!” หลงเฉินทั้งตกใจและดีใจ หม้อใบนี้ยังมี ‘จิตวิญญาณแห่งศัสตรา’ หลงเหลืออยู่! ทว่าเขาต้องรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว เพราะมันดูดกลืนปราณวิญญาณของเขาด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ราวกับคนหิวกระหายน้ำกลางทะเลทรายที่ได้พบกับแหล่งน้ำเป็นครั้งแรก เพียงไม่กี่อึดใจ หม้อใบนี้ก็สูบปราณวิญญาณของหลงเฉินไปถึงหนึ่งในสิบส่วน
“หึหึ หม้อดำใบนี้ต้องเป็นของดีแน่ ข้าขอรับไปละนะ!” หลงเฉินยื่นมือออกไปคว้าหม้อใบนั้นไว้ในทันที
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.