Chapter 2304
2304 / 2354
6 min read
Chapter 2304: A Shocking Discovery
Published Apr 5, 2026, 02:08 AM
บทที่ 2304: การค้นพบอันน่าตระหนก
“แม้เจ้าจะยังไม่มั่นใจ แต่นี่คือเรื่องสำคัญที่เจ้าควรบอกข้า!” น้ำเสียงของเทียนหยางดังกึกก้องแฝงไปด้วยความขุ่นเคืองใจ
“ข้าขอโทษ...” เมื่อเห็นสีหน้าเช่นนั้น เฉาซูอิงก็ได้แต่ก้มหน้าเอ่ยคำขอโทษประหนึ่งเด็กน้อยที่รู้ซึ้งถึงความผิดของตนเอง
“หมายความว่าอาการป่วยนี้สามารถติดต่อได้งั้นหรือ?” เหรินเซี่ยแทรกถามขึ้นมาทลายความเงียบ
“พวกเราเคยสงสัยเช่นนั้นในคราแรก ทว่าสุดท้ายก็ปัดตกไป” เฉาซูอิงอธิบาย “หากมันติดต่อกันได้จริง พวกเราทุกคนคงถูกรุมเร้าด้วยโรคนี้ไปนานแล้ว”
“หากมิใช่การติดต่อ ย่อมแปลว่าพวกเขารับมันผ่านทางอื่น... อย่างเช่นทางสายเลือด” เหรินเซี่ยรำพึงพลางหันไปสบตากับเทียนหยางด้วยแววตาสับสน
“เกิดอะไรขึ้น? หากเจ้ารู้อะไรก็จงพูดมา” เทียนหยางเร่งเร้า
นางถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยข้อสันนิษฐาน “จะเป็นไปได้ไหมว่าอาการป่วยนี้มีต้นตอมาจาก 'วิชากายาแมมมอธบรรพกาล'? หากมันเข้าไปปนเปื้อนในสายเลือดล่ะ? ข้าเคยคิดเรื่องนี้มาก่อนแต่ก็เลิกสนใจไป เพราะหากเป็นเช่นนั้น ลูกๆ ของเขาทุกคนควรจะได้รับผลกระทบไปพร้อมกัน แต่ในตอนนั้นมันเกิดขึ้นเพียงกับคูลัสคนเดียว ข้าเลยคิดว่าไม่ใช่... ทว่าบัดนี้ แม้แต่ลูกๆ ของเขาก็เริ่มล้มป่วยลงตามกันไปแล้ว...”
ดวงตาของเทียนหยางและเฉาซูอิงเบิกกว้างเมื่อได้ยินข้อสันนิษฐานของเหรินเซี่ย แม้มันจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่นี่คือคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดในยามนี้
“วิชากายาแมมมอธบรรพกาลคือสิ่งที่ข้าได้มาจากสุสานของหานเจ๋อเซียน ความคิดที่ว่ามันอาจเป็นวิชานอกรีตที่แฝงไปด้วยคำสาปไม่เคยย่างกรายเข้ามาในหัวข้าเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าตอนนี้...”
ในใต้หล้านี้มีวิชาบ่มเพาะนับแสนที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าก็มีวิชาที่พิกลพิการแฝงภัยร้ายต่อผู้ใช้ดำรงอยู่ด้วยเช่นกัน โดยมากมักเป็นวิชาที่มอบพลังมหาศาลอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ต้องออกแรงในคราแรก ก่อนที่ผู้ฝึกฝนจะพบกับจุดจบอันสยดสยองเมื่อจุดบกพร่องที่ซ่อนเร้นปะทุออกมาในภายหลัง
วิชาพิษร้ายเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน เนื่องด้วยความก้าวหน้าทางศาสตร์การบ่มเพาะ ทว่าใน 'ยุคปฐมกาล' ที่โลกแห่งการบ่มเพาะยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ สิ่งเหล่านี้กลับพบเห็นได้ทั่วไป
เทียนหยางไม่อยากเชื่อเลยว่าตนเองจะหูเบาและไว้ใจคนง่ายเช่นนี้ หานเจ๋อเซียนคือตัวตนลึกลับที่โลกแทบมิอาจล่วงรู้หัวนอนปลายเท้า เหตุใดเขาจึงเชื่อมั่นในวิชาของชายผู้นั้นอย่างสนิทใจโดยไม่ตั้งคำถาม?
ทว่าเขามิได้โดดเดี่ยวในความเขลาครั้งนี้ เพราะเกือบทุกคนที่ย่างกรายเข้าสู่สุสานของหานเจ๋อเซียนต่างก็รับรางวัลเหล่านั้นมาด้วยความเลื่อมใสโดยไร้ข้อกังขา
บางทีอาจต้องโทษบททดสอบอันเหี้ยมเกรียมเหล่านั้นที่กัดกร่อนความระแวงให้หมดไป เพราะจะมีใครเล่าที่จะเชื่อว่าผู้ที่อุตส่าห์ออกแบบบททดสอบที่เดิมพันด้วยความตาย จะทิ้งวิชาอันแปดเปื้อนไว้ให้เป็นรางวัล?
“มีเพียงวิธีเดียวที่จะพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้...” เทียนหยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ข้าต้องศึกษาวิจัยวิชานี้จนกว่าจะเข้าถึงแก่นแท้ของมัน”
“เสี่ยงเกินไปแล้ว! หากมันส่งผลกระทบต่อเจ้าด้วยเล่า?!” เหรินเซี่ยรีบคัดค้านทันควัน
เทียนหยางยกยิ้มบางๆ พลางปลอบประโลม “วางใจเถิด ข้าเพียงศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจเท่านั้น มิได้ลงมือฝึกฝนมันจริงๆ เสียหน่อย”
นับตั้งแต่วันนั้น เทียนหยางอุทิศเวลาเกือบทั้งหมดไปกับการตีความแก่นแท้ของวิชากายาแมมมอธบรรพกาล
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป ความเข้าใจของเทียนหยางในวิชานี้ก้าวล้ำยิ่งกว่าตัวคูลัสเองเสียอีก และในขณะเดียวกัน ลูกหลานของคูลัสต่างพากันล้มป่วยลงมากขึ้นเรื่อยๆ
“คราแรกข้าคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ตอนนี้ไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไป อาการป่วยนี้มีแนวโน้มจะส่งผลต่อบุรุษมากกว่าสตรี” เฉาซูอิงรายงานผล
ถึงตอนนี้ ลูกๆ ของคูลัสกว่าสองร้อยคนล้มป่วยลง แต่มีเพียงสามคนเท่านั้นที่เป็นสตรี
“วิชากายาแมมมอธบรรพกาลคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?” นางหันไปถามเทียนหยาง
เขาพยักหน้าและตอบกลับด้วยความมั่นใจ “มีบางอย่างผิดปกติแฝงอยู่ในวิชานี้อย่างแน่นอน และข้าใกล้จะเข้าถึงความลับนั้นแล้ว”
กว่าสองพันปีล่วงเลยไปนับแต่คูลัสตกอยู่ในห้วงนิทรา สงครามระหว่างเผ่ายักษ์และสามเสาหลักแห่งสวรรค์ยังคงยืดเยื้อไร้วี่แววจบสิ้น ทว่าเมื่อลูกหลานของคูลัสเริ่มล้มป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเลี่ยงมิได้ที่พวกสามเสาหลักจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ไม่เพียงแค่ศัตรู แม้แต่พลเมืองยักษ์ทั่วทวีปก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความเงียบเหงาที่แผ่ซ่านมาจากพระราชวัง รวมถึงความโกลาหลที่เกิดขึ้นภายในซึ่งไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป
อีกสองร้อยปีต่อมา แม้แต่ยักษ์ที่มิได้มีสายเลือดตรงจากคูลัสก็เริ่มมีอาการอารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรง และเมื่อมันเกิดขึ้นกลางเมืองอย่างโจ่งแจ้ง ความจริงจึงถูกป่าวประกาศออกไปโดยปริยาย
ในยามที่อารมณ์แปรปรวน เหล่ายักษ์จะเข้าทำร้ายผู้มาเยือนทุกคนที่ย่างกรายเข้าสู่ทวีป ส่งผลให้ในที่สุด ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวและเลิกมาเยือนดินแดนแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
เมื่อสบโอกาส สามเสาหลักแห่งสวรรค์จึงใช้เหตุการณ์นี้เป็นข้ออ้างในการประกาศสงครามกับเผ่ายักษ์อย่างเป็นทางการ โดยตราหน้าว่าพวกเขาคือภัยคุกคามมวลมนุษย์
“เผ่ายักษ์ได้เผยเขี้ยวเล็บออกมาแล้ว! พวกมันซ่อนเร้นเจตนาร้ายต่อมนุษย์มาโดยตลอด! พวกเราสังเกตเห็นความผิดปกตินี้มานานแล้วแต่ขาดหลักฐาน ทว่าบัดนี้ความจริงปรากฏชัด! มีเหตุผลเดียวที่พวกมันละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปสร้างเผ่าพันธุ์ของตนเอง!”
ด้วยถ้อยคำปลุกปั่นเช่นนี้ สามเสาหลักแห่งสวรรค์ได้แผ่ขยายโฆษณาชวนเชื่อไปทั่วแดนสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนให้เผ่ายักษ์กลายเป็นศัตรูของมนุษยชาติในชั่วพริบตา
หนึ่งปีหลังจากสงครามถูกประกาศอย่างเป็นทางการ ในที่สุดเทียนหยางก็ทลายกำแพงความลับของวิชากายาแมมมอธบรรพกาลได้สำเร็จ
“เป็... เป็นไปไม่ได้!” เทียนหยางตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อกับสิ่งที่ค้นพบ
“เจ้าพบอะไรกันแน่?” เหรินเซี่ยเอ่ยถามด้วยความกังวล
เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันก่อนจะตอบ “มีอีกวิชาหนึ่งซ่อนเร้นอยู่ในวิชากายาแมมมอธบรรพกาล...”
“วิชาแบบไหนกัน?”
เขาจ้องมองนางด้วยแววตาสั่นสะท้านและกล่าว “วิชาสื่อสาร”
“อะไรนะ?” เหรินเซี่ยเลิกคิ้วด้วยความฉงนสงสัย
ทว่าเทียนหยางกลับส่ายหน้าและเอ่ยขอโทษ “ขอโทษด้วย ทว่านี่คือทั้งหมดที่ข้าบอกเจ้าได้ในยามนี้ เพราะมันบรรจุข้อมูลต้องห้ามที่ต้องเดิมพันด้วยอายุขัยเพื่อที่จะทำความเข้าใจ”
ด้วยสีหน้าแน่วแน่ไม่มีสั่นคลอน เหรินเซี่ยตอบกลับทันที “เจ้าแบกรับมันไว้คนเดียวมานานพอแล้วยอดรัก... ให้ข้าได้ร่วมแบ่งเบาภาระนั้นเถิด แม้จะต้องสละอายุขัย ข้าก็ต้องรู้ให้ได้!”
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.
