Chapter 3012
3012 / 5804
13 min read
Chapter 3012 - Entering Ice Heart Valley
Published Apr 11, 2026, 09:47 AM
บทที่ 3012 - มุ่งสู่หุบเขาหัวใจน้ำแข็ง
สิ้นคำกล่าวของโฮ่วอวี่ สามราชาอสูรพลันตระหนักถึงการคงอยู่ของหยางไค่ พวกเขารีบประสานมือคารวะอย่างลนลาน ใบหน้าฉายแววกระดากอายอย่างถึงที่สุด
อิงเฟยขยับกายอย่างว่องไวปราดเปรียว เขารีบกวาดถ้วยเขย่าและลูกเต๋าบนโต๊ะหินเก็บไปในพริบตา
ราชาอสูรผู้เกรงขามทั้งสามและหนึ่งปรมาจารย์นักหลอมอุปกรณ์ระดับจักรพรรดิ กลับมิยอมปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี แต่กลับมารวมกลุ่มมั่วสุมเล่นการพนัน แถมยังถูกหยางไค่จับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก
“อืม ข้าสัมผัสได้ว่าพวกเจ้าอยู่ที่นี่ จึงแวะมาดูเสียหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น” หยางไค่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งวี่แววแห่งความโกรธา
ซีเล่ยรีบเอ่ยถามทันควัน “นายท่านหยาง ท่านมีคำสั่งประการใดให้พวกเรารับใช้หรือไม่?”
“หามีไม่!” หยางไค่มิได้เอ่ยถึงเรื่องการพนันแม้เพียงครึ่งคำ เขาเพียงยื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อของโฮ่วอวี่ที่กำลังพยายามย่องหนีอย่างเงียบเชียบ
“เจ้าสำนัก... ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว...” โฮ่วอวี่ถูกหิ้วคอราวกับลูกไก่ในกำมือของหยางไค่ นางฝืนยิ้มประจบสอพลอ “โปรดอภัยให้ข้าสักครั้งเถิด ข้าจะกลับไปหลอมอุปกรณ์เดี๋ยวนี้เลย ท่านมิได้นำวัตถุดิบล้ำค่ามากมายมาให้ข้าเมื่อเร็วๆ นี้หรอกหรือ? ไม่ต้องห่วง ข้าจะจัดการให้เรียบร้อยทุกชิ้น!”
หยางไค่ปล่อยนางลงก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “พวกเจ้าทำอย่างไร เมื่อเผชิญกับคอขวดในการบ่มเพาะจนมิอาจทะลวงผ่านไปได้?”
“หืม?”
“คอขวดงั้นหรือ?”
“คอขวดอันใดกัน?”
สามราชาอสูรจ้องมองหยางไค่ด้วยความฉงนสนเท่ห์ พวกเขาไม่คาดคิดว่าจู่ๆ เขาจะเอ่ยถามเรื่องที่ดูจะนอกประเด็นเช่นนี้
อิงเฟยตอบกลับ “พวกเราไม่เคยพบเจอคอขวดมาก่อนเลย”
หยางไค่จ้องมองอิงเฟยด้วยความประหลาดใจ “ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวรึ?”
ซีเล่ยหัวเราะร่า “นายท่านหยาง พวกเราเผ่าอสูรนั้นพึ่งพาสายเลือดและต้นกำเนิดเป็นหลัก มิต่างจากมนุษย์ สายเลือดและต้นกำเนิดจะเป็นตัวกำหนดระดับสูงสุดที่พวกเราจะไปถึงได้ในชีวิต แน่นอนว่าอาจมีข้อยกเว้นหรือโอกาสอันคาดไม่ถึงบ้าง แต่โดยทั่วไปแล้ว เผ่าอสูรจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคอขวดในการบ่มเพาะ”
“จริงแท้แน่นอน” เซี่ยอู่เว่ยพยักหน้าเห็นพ้อง “การบ่มเพาะของเผ่าอสูรขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิด มิต่างจากเคล็ดวิชาลี้ลับที่มนุษย์ฝึกฝน ดังนั้นคำว่า ‘คอขวด’ จึงไม่มีความหมายสำหรับพวกเรา”
“จริงด้วย ข้าลืมไปว่านั่นคือวิถีของเผ่าอสูร!” หยางไค่พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะปรายตาไปทางโฮ่วอวี่ “แล้วเจ้าเล่า?”
“ข้าหรือ?” โฮ่วอวี่ยังไม่ทันหายจากความตื่นตระหนก เมื่อเห็นสายตาของหยางไค่จดจ้องมา นางจึงยิ้มอย่างเขินอาย “เจ้าสำนัก ข้าคือนักหลอมอุปกรณ์ ข้าจึงมิได้ใส่ใจเรื่องการบ่มเพาะนัก แม้แต่ตัวข้าเองยังไม่รู้เลยว่ากลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิได้อย่างไร... ดังนั้น คำถามของท่าน... มันดูจะเกินขอบเขตความเข้าใจของข้าไปเสียหน่อย...”
“สรุปคือเจ้าไม่เคยเจอคอขวดเลยงั้นรึ?” เขาจ้องมองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่นะ... ข้าคิดว่าข้าเคยเจอ...” นางจมดิ่งลงไปในความทรงจำครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “อืม ข้าเคยเจอ”
“แล้วเจ้าทะลวงผ่านมันมาได้อย่างไร?”
“ข้าก็แค่รอ... บางครั้งก็หลอมอุปกรณ์ไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็เล่นพนัน... พอถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตถัดไปเองตามธรรมชาติ”
หยางไค่ส่งเสียงครางในลำคอพลางพยักหน้าเบาๆ
“นายท่านหยาง...” อิงเฟยมองหยางไค่ด้วยความลังเล
“ไม่มีอะไร พวกเจ้าทำต่อเถอะ” หยางไค่ยิ้มบางๆ ก่อนที่ร่างของเขาจะวูบไหวและหายลับไปจากสายตาในทันที เขาจากไปอย่างไร้ร่องรอยเฉกเช่นเดียวกับตอนที่ปรากฏกาย
“หรือว่านายท่านหยางจะเผชิญกับคอขวดในการบ่มเพาะ?” ซีเล่ยพึมพำอย่างครุ่นคิด
“คงจะเป็นเช่นนั้น” เซี่ยอู่เว่ยพยักหน้า “ข้าได้ยินมาว่าเขาเก็บตัวฝึกฝนอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ระดับการบ่มเพาะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง บางทีเขาอาจจะติดอยู่ที่คอขวดจริงๆ”
อิงเฟยให้ความเห็นว่า “มนุษย์มีเคล็ดวิชาลี้ลับและวิชาลับมากมายเพื่อช่วยในการบ่มเพาะ ความแข็งแกร่งของพวกเขาจึงเพิ่มพูนขึ้นรวดเร็วกว่าเผ่าอสูรนัก ทว่าหากพวกเขาเผชิญกับคอขวดที่ยากจะก้าวข้าม ก็อาจจะติดอยู่ตรงนั้นไปตลอดกาล ข้าหวังว่านายท่านหยางจะไม่ติดอยู่ที่ขอบเขตจักรพรรดิระดับที่หนึ่งนานเกินไป”
ซีเล่ยเสริมว่า “เขายังเยาว์วัยนัก การพบเจอคอขวดมิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด อีกอย่าง ใครบ้างจะไม่เคยพบกับอุปสรรคในชีวิต? ด้วยพรสวรรค์และความเด็ดเดี่ยวของนายท่านหยาง เขาจะผ่านพ้นบททดสอบนี้ไปได้อย่างแน่นอน”
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
“พวกเราจะเล่นพนันกันต่อไหม?” โฮ่วอวี่เหลือบมองสามราชาอสูรด้วยสายตาอ้อนวอน เห็นได้ชัดว่านางกำลังลงแดงอยากจะเล่นต่อใจจะขาด
ซีเล่ยปรายตามองนางแล้วถามว่า “เจ้ายังมีสิ่งใดเหลือให้เดิมพันอีกรึ?”
โฮ่วอวี่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพบว่านางไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น
.....
ยอดเขาโอสถ คือหนึ่งในยอดเขาหลักของวังสวรรค์ ทัศนียภาพและพลังงานสวรรค์ดินที่นี่มิได้ด้อยไปกว่ายอดเขาวังสวรรค์เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเป็นที่พำนักของจีอิง ศิษย์คนที่ห้าของจักรพรรดิโอสถผู้ยิ่งใหญ่ และยังดำรงตำแหน่งหัวหน้านักปรุงยาแห่งวังสวรรค์
เมื่อหยางไค่มาถึง เขาได้ยินเสียงที่นุ่มนวลดังแว่วมา ราวกับใครบางคนกำลังบรรยายวิถีแห่งโอสถ เขามองไปยังยอดเขาและเห็นคนผู้หนึ่งกำลังเอ่ยคำพูดอย่างฉะฉานและเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นในขณะที่นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องบน เบื้องหน้าของคนผู้นั้นมีเหล่านักบ่มเพาะกว่าสิบชีวิตจากหลากระดับชั้น พวกเขากำลังรับฟังอย่างตั้งใจด้วยสีหน้าครุ่นคิด
นักบ่มเพาะเหล่านี้คือศิษย์ของสำนักหมื่นใบไม้ที่สนใจในการศึกษาวิถีโอสถ และดั้นด้นมาที่นี่เพื่อศึกษาศาสตร์นี้จากปรมาจารย์ที่แท้จริง ทว่าด้วยสถานะของจีอิงที่เป็นถึงหนึ่งในนักปรุงยาระดับจักรพรรดิเพียงไม่กี่คนในดินแดนดารา จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะลงมาสอนด้วยตนเอง แม้เขาจะมีใจอยากจะสอนเพียงใด แต่โอกาสที่พวกเขาจะเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งนั้นก็น้อยยิ่งนัก
ในเวลานี้ ผู้ที่กำลังบรรยายธรรมคือศิษย์ของจีอิง หยางไค่เอ่ยทักทายเขาด้วยความคุ้นเคย เขารู้ดีว่าศิษย์ผู้นี้คือนักปรุงยาระดับต้นกำเนิดวิถีที่มีรากฐานอันมั่นคงยิ่ง
“น้องหยาง ท่านมาแล้ว! เชิญเข้ามาด้านในโดยเร็ว!” เสียงของจีอิงดังขึ้นในหูของหยางไค่ เห็นได้ชัดว่าเขารับรู้ถึงการมาเยือนของหยางไค่แล้ว
หยางไค่ยิ้มบางๆ และก้าวเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ที่อบอวลไปด้วยคลื่นความร้อนจากเพลิงโอสถที่กำลังลุกโชน จีอิงยืนอยู่ข้างเตาหลอมโอสถที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถงด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า เมื่อเห็นหยางไค่เดินเข้ามา เขาจึงเอ่ยทักทายอย่างร่าเริง “น้องหยาง ท่านมาได้จังหวะพอดิบพอดี! ข้ากำลังมองหาท่านอยู่พอดี ทว่าผู้จัดการฮว่าบอกกับข้าว่าท่านกำลังเก็บตัวฝึกฝน ข้าจึงมิอยากจะรบกวน”
“ท่านมีเรื่องอันใดให้ข้ารับใช้หรือ พี่จี?” หยางไค่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เป็นเช่นนี้ ข้ากำลังเตรียมการหลอมโอสถโชคลาภเก้าสวรรค์ ทว่ายังมีจุดที่กำกวมบางประการเกี่ยวกับการสกัดน้ำโอสถและการสลักค่ายกลโอสถ ข้าจึงอยากจะขอคำชี้แนะจากท่านเสียหน่อย”
“โอสถโชคลาภเก้าสวรรค์อย่างนั้นรึ?!” หยางไค่ตกตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งที่จีอิงกล่าว มิต้องสงสัยเลยว่าเขารู้จักโอสถระดับจักรพรรดิชนิดนี้ดี มันคือหนึ่งในโอสถวิญญาณที่หลอมได้ยากเย็นแสนเข็ญที่สุด แม้นักปรุงยาระดับจักรพรรดิจะทุ่มสุดฝีมือ ก็อาจมิประสบความสำเร็จ แม้จีอิงจะเป็นถึงศิษย์คนที่ห้าของจักรพรรดิโอสถผู้ยิ่งใหญ่ แต่เขาก็ยังมิอาจเทียบชั้นกับอาจารย์ของเขาได้ ดังนั้นเขาจึงมิอาจมั่นใจว่าจะหลอมโอสถที่ยากลำบากเช่นนี้ได้สำเร็จ หยางไค่คือบุคคลเพียงคนเดียวในวังสวรรค์แห่งนี้ที่เขาสามารถปรึกษาหารือในเรื่องลึกซึ้งเช่นนี้ได้
“ข้ามิกล้าให้คำชี้แนะหรอก ทว่าข้าพอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง ไฉนพวกเราไม่ลองศึกษามันไปด้วยกันเล่า?” หยางไค่กล่าวอย่างถ่อมตัว
“ข้าหวังไว้เช่นนั้นเชียวล่ะ ด้วยความช่วยเหลือจากท่าน น้องหยาง การหลอมโอสถวิญญาณนี้คงมิใช่ปัญหาอีกต่อไป” จีอิงกล่าวด้วยความปิติยินดี
สามวันให้หลัง หยางไค่เดินออกมาจากยอดเขาโอสถด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าดวงตาของเขากลับส่องประกายสว่างไสวอย่างยิ่ง
ขณะที่เขาก้าวเดินออกไป สีหน้าของเขากลับกลายเป็นรอยยิ้มแห้งๆ [ข้าตั้งใจมาถามจีอิงเรื่องวิธีข้ามผ่านคอขวดในการบ่มเพาะ ทว่ากลับถูกลากไปช่วยศึกษากระบวนการหลอมโอสถโชคลาภเก้าสวรรค์เสียนี่ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข้าจะลืมสิ่งที่ตั้งใจไว้ไปเสียสนิท...]
จีอิงเริ่มกระบวนการหลอมโอสถไปแล้ว จึงไม่สะดวกที่จะไปรบกวนเขาในเวลานี้ อีกอย่าง ต่อให้ถามไป เขาก็อาจจะไม่มีคำตอบให้ สถานการณ์ของจีอิงนั้นคล้ายคลึงกับโฮ่วอวี่ ที่ความสนใจของเขามิได้อยู่ที่ระดับพลัง แต่อยู่ที่วิถีแห่งโอสถ ทั้งสองคนคงมิได้ใส่ใจนักแม้จะเจอคอขวดในระหว่างการบ่มเพาะ พวกเขาจึงย่อมไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้มากนัก
หยางไค่ทอดถอนใจพลางเงยหน้าขึ้นมองไปรอบกาย [แม้ว่าวังสวรรค์จะกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด ทว่าข้ากลับไม่มีผู้ใดให้ปรึกษาหารือได้เลย]
ในชั่วขณะนั้น ภาพลักษณ์อันงดงามของสตรีหลายนางพลันผุดขึ้นมาในห้วงความคิด และคลื่นแห่งความโดดเดี่ยวก็เข้าจู่โจมหัวใจของเขา
เนิ่นนานผ่านไป เขาสืบเท้าก้าวไปข้างหน้าและหายวับไปจากที่ตรงนั้น เมื่อเขาปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็มาถึงยังค่ายกลมิติเป็นที่เรียบร้อย
“คารวะเจ้าสำนัก!” ศิษย์ที่เฝ้าค่ายกลรีบคารวะเขาอย่างรวดเร็ว
เขาพยักหน้ารับก่อนจะก้าวขึ้นไปบนแท่น
ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถาม “เจ้าสำนัก ท่านกำลังจะออกไปข้างนอกหรือ? ท่านจะกลับมาเมื่อใด? ผู้จัดการใหญ่อาจจะถามถึงเรื่องนี้”
“ข้าจะไปที่หุบเขาหัวใจน้ำแข็ง” หยางไค่ตอบก่อนจะโคจรพลังกฎเกณฑ์มิติ ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าพลันห่อหุ้มร่างของเขาไว้ในพริบตา
ร่างของหยางไค่ปรากฏขึ้น ณ เขตหวงห้ามของหุบเขาหัวใจน้ำแข็ง ซึ่งก็คือทะเลสาบน้ำแข็งในเวลาต่อมา ทันทีที่เขาปรากฏตัว เสียงอันนุ่มนวลของสตรีพลันดังขึ้น “ท่านมาจากวังสวรรค์ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว!” หยางไค่ตอบกลับ
ค่ายกลนี้เชื่อมต่อระหว่างหุบเขาหัวใจน้ำแข็งและวังสวรรค์เท่านั้น ทำให้การเดินทางระหว่างสองสถานที่นี้สะดวกโยธินยิ่งนัก ดังนั้น มีเพียงคนจากวังสวรรค์เท่านั้นที่สามารถใช้ค่ายกลนี้เคลื่อนย้ายมาที่นี่ได้ ถึงกระนั้น ศิษย์ของหุบเขาหัวใจน้ำแข็งที่เฝ้าค่ายกลอยู่ก็ต้องตรวจสอบความจริงข้อนี้ทันทีที่เห็นค่ายกลถูกเปิดใช้งาน
หลังจากยืนยันได้ว่าเป็นคนจากวังสวรรค์ ศิษย์นางนั้นจึงก้าวเดินเข้ามา ทว่าเมื่อนางเห็นใบหน้าของเขา นางก็โพล่งออกมาด้วยความตกใจ “จะ... เจ้าสำนักหยาง?!”
หยางไค่มองนางแต่ก็จำนางไม่ได้ นางเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มราวกับทารก แม้นางจะดูเหมือนมีอายุเพียงสิบแปดหรือสิบเก้าปี แต่ระดับการบ่มเพาะของนางกลับอยู่ในขอบเขตต้นกำเนิดวิถีระดับที่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่านางมีอายุมากกว่าที่ตาเห็นนัก
ในเวลานี้ หญิงสาวผู้นั้นดูประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง และดวงตาอันงดงามของนางก็ฉายประกายประหลาด ราวกับว่านางกำลังต้อนรับสมาชิกในครอบครัวที่พลัดพรากไปนานกลับบ้าน
“เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ?” หยางไค่เอียงคอถามด้วยความสงสัย
หญิงสาวอธิบายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ทุกคนในหุบเขาหัวใจน้ำแข็งล้วนรู้จักท่านทั้งนั้น!”
คำตอบของนางทำให้หยางไค่ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นออกมาเล็กน้อย แต่เมื่อลองคิดดูแล้ว มันก็มิใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด เพราะเมื่อครั้งที่หุบเขาหัวใจน้ำแข็งถูกล้อมกรองโดยสำนักแสวงหารัก เขาได้นำเหล่าราชาอสูรมาที่นี่และพลิกสถานการณ์ของสงคราม ศิษย์ของหุบเขาหัวใจน้ำแข็งมากมายได้เห็นเขาในการต่อสู้ครั้งนั้น และต่อให้พวกนางมิได้เห็นด้วยตาตนเอง พวกนางก็ย่อมต้องได้ยินเรื่องราวมาจากศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ อยู่ดี
“เจ้าสำนักหยาง ท่านมาเพื่อพบท่านบรรพจารย์หรือ? หรือว่าท่านมาหา... ท่านอาหญิงจีเหยา?” ทุกคนในหุบเขาหัวใจน้ำแข็งต่างรู้ดีว่าหยางไค่และจีเหยามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน ยิ่งไปกว่านั้น เหตุผลเดียวที่ท่านอาหญิงสามที่สาบสูญไปสามารถกลับคืนสู่สำนักได้ ก็เพราะหยางไค่เป็นผู้นำนางกลับมา มีข่าวลือว่านางต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายภายนอกสำนักตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ข้ามาเพื่อพบท่านผู้อาวุโสปิงอวิ๋น” หยางไค่กล่าวอย่างสุภาพ
“เช่นนั้นข้าจะรายงานเรื่องนี้ให้ทราบเดี๋ยวนี้!” ศิษย์นางนั้นรีบนำอุปกรณ์สื่อสารออกมาและส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไป ครู่ต่อมา นางจึงกวักมือเรียก “เจ้าสำนักหยาง โปรดตามข้ามาเถิด”
“ขอบใจมาก!”
ขณะที่เดินตามศิษย์นางนี้ไป หยางไค่ได้พบกับศิษย์ของหุบเขาหัวใจน้ำแข็งมากมายตลอดเส้นทาง กลิ่นอายอันเยือกเย็นแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ของพวกนางนั้นช่างงดงามยิ่งนัก และเป็นจริงอย่างที่หญิงสาวผู้นำทางกล่าวไว้ ศิษย์ทุกคนในหุบเขาหัวใจน้ำแข็งล้วนจำเขาได้ พวกนางส่วนใหญ่ต่างค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อมเมื่อเห็นเขา ในขณะที่บางกลุ่มก็รวมตัวกันอยู่ห่างๆ พลางชี้ชวนกันมองและกระซิบกระซาบกันเอง หยางไค่มิรู้ว่าพวกนางกำลังพูดสิ่งใดกัน ทว่าจากท่าทางที่พวกนางแสดงออก ก็เห็นได้ชัดว่าพวกนางมิได้มีเจตนาร้ายอันใด
หุบเขาหัวใจน้ำแข็งเป็นสำนักที่มีแต่สตรีเท่านั้น มีเพียงสตรีที่พำนักอยู่ที่นี่ และโดยพื้นฐานแล้วบุรุษมิได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามา กล่าวคือ มีเพียงหยางไค่เท่านั้นที่จะได้รับกรปฏิบัติที่สุภาพเช่นนี้ หากเป็นชายอื่น พวกเขาคงถูกสับเป็นหมื่นชิ้นไปนานแล้ว
ทัศนียภาพในหุบเขานั้นงดงามหมดจด พลังงานสวรรค์ดินหนาแน่นขจรขจาย เมื่อรวมกับเหล่าหญิงงามนับไม่ถ้วนที่อยู่รายล้อม ชายใดเล่าจะมิปรารถนาที่จะพำนักอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล
ศิษย์หญิงที่นำทางดูจะภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่นางได้รับหน้าที่เป็นผู้นำทางให้แก่หยางไค่ และชวนเขาคุยเป็นระยะๆ ตลอดทาง สร้างความอิจฉาริษยาให้แก่คนจำนวนมากในสำนัก
หลังจากเดินมาได้ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงพระราชวังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งศิษย์หญิงผู้นั้นหยุดเดินและกล่าวว่า “เจ้าสำนักหยาง โปรดเข้าไปด้านในเถิด ท่านบรรพจารย์กำลังรอท่านอยู่”
“ขอบใจมาก!”
ศิษย์หญิงผู้นั้นรีบโบกมือเป็นพัลวัน “เจ้าสำนักหยาง โปรดอย่าเกรงใจข้าเลย มันมิใช่เรื่องลำบากอันใดสำหรับข้าเลยแม้แต่น้อย”
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.