Chapter 3851
3851 / 5804
11 min read
Chapter 3851
Published Apr 11, 2026, 11:05 AM
**บทที่ 3851 – รังไก่**
หลังจากยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นาน สองฝ่ายต่างตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันอย่างหนัก ทันทีที่หยางไค่ยอมปล่อยมือ ท่านแม่ทัพใหญ่รุ่งอรุณก็ถลาเข้าหาต้นผลไม้ทันที ราวกับตั้งท่าจะจิกกินผลทิพย์ให้หนำใจ ทำเอาหยางไค่หงุดหงิดจนแทบคลั่ง
เจ้าไก่ตัวนี้ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก ทุกครั้งที่หยางไค่บีบคอมันเพื่อเจรจา มันจะทำเป็นยอมอ่อนข้อและตกลงตามเงื่อนไข แต่พอพริบตาเดียวก็กลับคำเสียสิ้น ไร้ซึ่งความสัตย์สิ้นดี
พอนึกไปนึกมา หยางไค่ก็รู้สึกเวทนาตัวเองพิกลที่ต้องมาถกเถียงเรื่องความน่าเชื่อถือกับไก่ตัวหนึ่ง!
เพลิงโทสะปะทุขึ้นในอก หยางไค่แอบคิดว่าหากไม่ใช่เพราะมีผู้คนมากมายเห็นเจ้าไก่โง่นี่ร่วงลงมาในเขตของตนล่ะก็ เขาคงโยนเจ้าแม่ทัพใหญ่นี่เข้าไปในโลกผนึกใบเล็ก แล้วกำจัดมันให้สิ้นซากไปนานแล้ว
ในเมื่อใช้กำลังบังคับไม่ได้ ก็ต้องใช้ไม้อ่อน หยางไค่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางประกาศกร้าว “เปิ่นจั้วยอมรับว่าบทลงโทษนี้ข้าสมควรได้รับแล้ว เช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่เสนอทางออกเพื่อยุติเรื่องนี้เสียล่ะ? แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อน อย่าให้มันเกินไปนัก มิเช่นนั้นเราก็มาตายตกตามกันไปเสีย! หากข้าต้องพินาศ ข้าจะทำให้เจ้าไม่ได้เห็นแสงตะวันอีกตลอดกาล!”
ดวงตาของท่านแม่ทัพใหญ่รุ่งอรุณสั่นระริก มันขันขานออกมาสองครา บ่งบอกว่ามันเข้าใจสิ่งที่เขาพูดอย่างชัดแจ้ง แต่น่าเสียดายที่มันพูดไม่ได้ จึงไม่อาจสื่อสารกับหยางไค่โดยตรง
หยางไค่จ้องเขม็งไปที่มันครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คลายอุ้งมือที่บีบคอแม่ทัพใหญ่ออกอย่างช้าๆ
คราวนี้ ท่านแม่ทัพใหญ่รุ่งอรุณไม่ได้พุ่งเข้าหาต้นผลไม้ แต่มันยืนจัดระเบียบขนด้วยจะงอยปากครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับปีกสะบัดหัว แล้วชายตามองหยางไค่ด้วยตาข้างเดียวขณะเดินวนรอบตัวเขา
หยางไค่คอยจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของมันอย่างระแวดระวัง
หลังจากเดินวนรอบหยางไค่อยู่นาน ท่านแม่ทัพใหญ่รุ่งอรุณก็กระพือปีกอีกครั้งก่อนจะกระโดดขึ้นจากพื้น หยางไค่เกือบจะคิดว่ามันจะผิดคำสัญญาอีกรอบ แต่ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงน้ำหนักที่กดลงบนศีรษะ ใบหน้าของเขาพลันมืดครึ้มราวกับก้นหม้อที่ถูกเผาจนไหม้เกรียม
เจ้าไก่เวรนี่มันกระโดดขึ้นมาบนหัวของเขา แล้วใช้ศีรษะเขาเป็น ‘รังไก่’ ไปเสียแล้ว!
เรื่องแบบนี้จะทนได้อย่างไร? หยางไค่เอื้อมมือไปคว้าตัวมันพลางแผดคำราม “ลงไปเดี๋ยวนี้!”
ท่านแม่ทัพใหญ่รุ่งอรุณถูกรวบตัวไว้ได้ แต่มันใช้กรงเล็บทั้งสองข้างเกาะเส้นผมของหยางไค่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย หยางไค่พยายามยื้อยุดกับมันอยู่นาน แต่ก็แยกมันออกไม่ได้ มิหนำซ้ำเส้นผมยังยุ่งเหยิงจนหนังศีรษะเจ็บแปลบ
หยางไค่ถึงกับพูดไม่ออก...
ท่านแม่ทัพใหญ่ส่งเสียงร้องอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง พลางขยับก้นอวบๆ ของมันเพื่อหาท่าทางที่สบายที่สุดบนยอดศีรษะของหยางไค่ ไม่เพียงเท่านั้น มันยังใช้จะงอยปากค่อยๆ สางเส้นผมที่ยุ่งเหยิงให้เขาอย่างเบามืออีกด้วย
“เอาเถอะ! เจ้าชนะแล้ว!” หยางไค่โกรธจนไม่รู้จะโกรธอย่างไร แต่พอมาคิดดูอีกที นอกจากเรื่องภาพลักษณ์ที่ดูอุจาดตานี่แล้ว เขาก็ไม่ได้สูญเสียอะไร จึงคิดเสียว่าปล่อยเลยตามเลยไปเถิด ขอเพียงเรื่องในวันนี้คลี่คลายลงได้ ความอับอายเพียงเท่านี้ก็นับเป็นเรื่องเล็กน้อย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หยางไค่จึงเลิกต่อความยาวสาวความยืด เขาอดรู้สึกสมเพชตัวเองไม่ได้ที่ต้องมาใช้ไหวพริบและพละกำลังต่อสู้กับไก่โง่ตัวหนึ่งตั้งนานสองนาน
หยางไค่เดินไปเก็บขนที่ร่วงหล่นจากตัวแม่ทัพใหญ่ พวกมันล้วนเป็นหลักฐานมัดตัว หากโจวจิ้งเดินมาเห็นเข้า อาจจะใช้มันเป็นข้ออ้างในการหาเรื่องเขาได้
“เจ้าจะนั่งบนนั้นก็ได้ แต่อย่าได้แตะต้องผลไม้ของข้าแม้แต่ผลเดียว ไม่อย่างนั้นข้าอัดเจ้าแน่!” หยางไค่เตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังขณะพิงหลังกับต้นผลไม้
ท่านแม่ทัพใหญ่รุ่งอรุณทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจเขา
ทั้งคนและไก่ต่างสงบลงได้ชั่วคราว
ทว่าผ่านไปได้ไม่นาน ท่านแม่ทัพใหญ่ก็เริ่มส่งเสียงขันเบาๆ พร้อมกับที่กรงเล็บเริ่มจิกนวดศีรษะเขาเล็กน้อย
“อะไรอีก?” หยางไค่ถามอย่างรำคาญขณะลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ
ท่านแม่ทัพใหญ่รุ่งอรุณขยับปีก กรงเล็บยังคงยึดผมของหยางไค่ไว้แน่นพลางดึงรั้งเขาไปในทิศทางหนึ่ง
หยางไค่ขมวดคิ้ว เดาว่ามันคงอยากให้เขาสองคนไปที่ไหนสักแห่ง เขาจึงลุกขึ้นเดินตามทิศทางที่มันชี้นำ จนกระทั่งหยุดลงตรงหน้าต้นผลไม้ต้นหนึ่ง ท่านแม่ทัพใหญ่จึงยอมคลายกรงเล็บออก
ทันใดนั้น มันก็เริ่มใช้จะงอยปากจิกไปที่รูบนลำต้นไม่อย่างต่อเนื่อง ราวกับนกหัวขวาน
หยางไค่หัวเราะออกมาทันที “หิวแล้วล่ะสิ? แต่เจ้ากินไม่ได้หรอก แม้บนต้นผลไม้นี้จะมีหนอนไหมเพลิงหยกอยู่ แต่เฒ่าฟางบอกว่าห้ามนำมันไปเด็ดขาด”
แม่ทัพใหญ่พลันไม่พอใจขึ้นมาทันควัน มันเริ่มแผดเสียงขันลั่น การออกกำลังอย่างหนักกับหยางไค่เมื่อครู่นี้คงทำให้มันหิวโหยไม่น้อย
“ข้าบอกแล้วไงว่ากินไม่ได้ ต่อให้เจ้าขันจนคอแตกก็ไร้ประโยชน์” หยางไค่ยังคงยืนกรานตามเดิม เขาใจดีพอที่ยอมให้ไก่นี่นั่งบนหัวแล้ว จะให้มันมากินหนอนในเขตของเขาอีกคงจะเกินไปหน่อย
แม่ทัพใหญ่เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะกระพือปีกและลากหยางไค่ไปอีกทาง
“เลิกจิกผมข้าได้แล้ว ข้าเดินเองได้! บัดซบ เจ้าไม่รู้หรือไงว่ามันเจ็บ?” หยางไค่สบถด่าพลางเดินไปตามทิศทางที่แม่ทัพใหญ่ฉุดรั้ง ด้วยความอยากรู้ว่ามันจะทำอะไรต่อไป
เดินไปได้เพียงไม่นาน พวกเขาก็มาถึงเขตที่ดินข้างเคียง ในสวนผลไม้ทิพย์นี้ไม่มีเส้นแบ่งเขตที่ชัดเจนนัก แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าต้นไหนเป็นของใคร จึงไม่มีใครสับสน
ทันทีที่มาถึง หยางไค่ก็ได้รับการทักทายจากชายหนุ่มคนหนึ่งที่ประสานมือให้เขา “ศิษย์น้องหยาง!”
มุมปากของหยางไค่กระตุก เขารีบประสานมือตอบกลับ “สหายหง...” หลังจากทำงานที่นี่มาหนึ่งเดือน หยางไค่ไม่ได้มีเพียงเฒ่าฟางที่เป็นสหาย เพื่อนบ้านรอบข้างต่างอยู่ไม่ไกลกันนัก พวกเขาจึงมักทักทายกันอยู่เสมอ เพียงแต่หยางไค่สนิทกับเฒ่าฟางมากที่สุดเท่านั้น
ชายผู้อยู่ตรงหน้าเขาคือ หงอวี่ หนึ่งในเพื่อนบ้าน และหยางไค่ก็อดรู้สึกกระดากอายไม่ได้ที่ถูกเห็นในสภาพที่มีไก่ใช้ศีรษะต่างรังเช่นนี้
“เหตุใดศิษย์น้องหยางถึงมาที่นี่เล่า?” หงอวี่เอ่ยถามพลางลอบมองท่านแม่ทัพใหญ่รุ่งอรุณด้วยความรู้สึกผิดลึกๆ เขาเองก็เป็นหนึ่งในพยานที่รุมล้อมท่านแม่ทัพใหญ่ก่อนหน้านี้
หยางไค่ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี แต่ก่อนที่เขาจะได้อ้าปาก ท่านแม่ทัพใหญ่ก็แผดเสียงขันลั่นและชี้นำทางหยางไค่ต่อไป
จนกระทั่งถึงต้นผลไม้ต้นหนึ่ง ท่านแม่ทัพใหญ่ก็จิกหัวหยางไค่เบาๆ อีกครั้ง
หยางไค่มองไปที่รูบนต้นผลไม้และเข้าใจเจตนาของมันในทันที เขาแอบสบถในใจ เจ้าไก่โง่นี่กำลังสั่งงานเขาเยี่ยงแรงงานทาสชัดๆ
แต่มาถึงขั้นนี้แล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้ หยางไค่หันกลับไปหาหงอวี่แล้วเริ่มเจรจา “สหายหง ท่านแม่ทัพใหญ่ตรากตรำทำงานหนักจนเริ่มหิวโหยแล้ว ท่านก็ทราบดีว่าสภาพสวนของข้านั้นแร้นแค้นเพียงใด ไม่มีอะไรให้มันกินเลย เราจึงต้องมาพึ่งพาท่านเพื่อขออะไรติดไม้ติดมือเสียหน่อย”
ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของหงอวี่ก็ฉายแววลำบากใจ “บอกตามตรงนะศิษย์น้องหยาง ข้าเพิ่งจับหนอนไปเมื่อเดือนที่แล้วเอง อย่างเร็วที่สุดก็ต้องรออีกสิบวันถึงจะจับได้อีก ตอนนี้ไม่มีหนอนเหลือให้ท่านแม่ทัพใหญ่เลยจริงๆ บางทีเจ้าน่าจะลองไปหาที่อื่นดูนะ”
ใบหน้าของหยางไค่พลันขรึมลง “สหายหง สาเหตุที่ท่านแม่ทัพใหญ่หิวโหยเช่นนี้ ก็เพราะได้รับบาดเจ็บตอนที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้า เราไม่อาจรู้ได้เลยว่ากล้ามเนื้อหรือกระดูกส่วนไหนจะร้าวรานบ้าง แต่ที่แน่ๆ ขนอันสง่างามของมันร่วงหล่นไปไม่น้อย ดูขนเส้นนี้สิว่ามันงดงามเพียงใด หากต้องสูญเสียไปมากกว่านี้ช่างน่าเสียดายนก หากท่านผู้สูงส่งทราบว่าท่านแม่ทัพใหญ่ได้รับบาดเจ็บขณะตรวจตราสวน แล้วยังไม่มีอาหารตกถึงท้องตอนที่หิวโหยอีกล่ะก็ เราไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าท่านจะพิโรธเพียงใด เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าหรือท่านจะรับผิดชอบไหวหรอกนะ”
สีหน้าของหงอวี่พลันซีดเผือด เขาไม่กล้ามองขนสีทองในมือหยางไค่แม้แต่น้อย เพราะลึกๆ แล้วเขารู้สึกผิด เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขบฟันพูด “ศิษย์น้องหยางกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่คงเหน็ดเหนื่อยจากการตรวจตรา เราควรจะเห็นใจ ศิษย์น้องหยางเชิญตามสบายเถิด ถือเสียว่าข้าหงอวี่ทำเพื่อชดเชยให้ท่านแม่ทัพใหญ่”
“เอก อี เอ๊ก เอ๊ก...”
หยางไค่ยิ้มกว้าง พลางชี้ไปที่หัวของตน “ท่านแม่ทัพใหญ่ดูจะพอใจในตัวท่านมากทีเดียว”
หงอวี่ยิ้มแห้งๆ พลางผายมือให้หยางไค่ดำเนินการ
หลังจากนั้นหยางไค่ก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เขาหยิบธูปสกัดปราณออกมา จุดไฟ แล้วถือไว้หน้าปากรู พลางขยับไปมาอย่างแผ่วเบา ท่าทางของเขานั้นดูชำนาญและคล่องแคล่วราวกับทำมานับครั้งไม่ถ้วน
ครู่ต่อมา หนอนสีแดงเพลิงก็ค่อยๆ คืบคลานออกมาจากรู
ท่านแม่ทัพใหญ่รุ่งอรุณยืดคอออกไปงับหนอนไหมเพลิงหยกแล้วกลืนลงคอไปในคำเดียว คราวนี้ไม่ต้องรอให้แม่ทัพใหญ่เร่งรัด หยางไค่ก็ขยับไปที่ต้นผลไม้ธาตุไฟอีกต้นที่มีรูหนอน แล้วลงมือแบบเดิมเพื่อหลอกล่อหนอนไหมเพลิงหยกออกมาอีกตัว
หงอวี่ยืนมองด้วยความกระวนกระวายใจ หนอนไหมเพลิงหยกสองสามตัวนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แม้มันจะส่งผลต่อการเติบโตของต้นผลไม้บ้างแต่ก็ไม่รุนแรงนัก สิ่งที่เขานึกเสียดายคือ หากเขาเป็นคนจับหนอนพวกนี้ไปถวายแม่ทัพใหญ่ด้วยตัวเอง เขาคงมีโอกาสได้รับโอสถเปิดสวรรค์เป็นรางวัล
แต่ตอนนี้ ความหวังที่จะได้โอสถเปิดสวรรค์พังทลายลงสิ้น แต่อย่างน้อยหงอวี่ก็ยังขอบคุณสวรรค์ที่แม่ทัพใหญ่ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองเขา
หลังจากเก็บเกี่ยวหนอนไหมเพลิงหยกในสวนของหงอวี่ไปสามตัว และเห็นว่าผู้ดูแลที่นี่เริ่มมีใบหน้าเขียวคล้ำ หยางไค่ก็ยิ้มออกมา “เอาละ เสร็จธุระแล้ว สหายหงเชิญท่านทำงานต่อเถิด พวกเราขอลา”
ทันทีที่หยางไค่พูดจบ เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากยอดศีรษะ ตามมาด้วยกลุ่มแสงสีทองที่ร่วงหล่นลงตรงหน้าเขา
แสงสีทองนั้นดูคุ้นตาอย่างยิ่ง หยางไค่เอื้อมมือไปรับมันไว้ เมื่อแสงสีทองจางหายไป สิ่งที่ปรากฏอยู่บนฝ่ามือของเขาก็คือเม็ดยาทรงกลมมนสมบูรณ์แบบสามเม็ด...
หยางไค่กะพริบตาปริบๆ ด้วยความมึนงง!
ดวงตาของหงอวี่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงไม่แพ้กัน!
ทว่าความตะลึงนั้นคงอยู่เพียงชั่วครู่ หยางไค่รีบพลิกฝ่ามือเก็บโอสถเปิดสวรรค์ทั้งสามเม็ดไปอย่างรวดเร็ว
หงอวี่อุทานลั่น “ศิษย์น้องหยาง โอสถเปิดสวรรค์สามเม็ดนั้น...”
หยางไค่จ้องมองเขาด้วยใบหน้าบึ้งตึง “โอสถเปิดสวรรค์สามเม็ดอะไรกัน? ที่นี่จะมีโอสถเปิดสวรรค์ได้อย่างไร?”
หงอวี่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ศิษย์น้องหยาง เหตุใดท่านถึงละเมอทั้งที่ลืมตาโพล่งอยู่เช่นนี้? เมื่อครู่ท่านแม่ทัพใหญ่ประทานรางวัลเป็นโอสถเปิดสวรรค์สามเม็ดให้เห็นกันจะๆ ศิษย์น้องหยาง รางวัลของท่านแม่ทัพใหญ่นั้นเป็นเพราะหนอนสามตัวของข้านะ ท่านควรจะแบ่งให้ข้าบ้างสิ! ข้าหงอวี่ไม่ใช่คนโลภ ท่านเอาไปสองเม็ด ข้าขอเพียงเม็ดเดียวก็พอ!”
หยางไค่เพียงแค่แค่นหัวเราะ “อยากได้ส่วนแบ่งรึ? ได้สิ! ข้าจะไปรายงานผู้จัดการโจวว่าท่านกับพวกพ้องรุมกลั่นแกล้งท่านแม่ทัพใหญ่ จนท่านแม่ทัพใหญ่ร่วงจากฟ้า ขนร่วงหล่นไปมากมาย แถมยังบาดเจ็บสาหัสจนเดินไม่ได้ ต้องมานั่งบนหัวของข้าแทน! แล้วมาดูกันว่าผู้จัดการโจวจะประทานรางวัลอะไรให้พวกท่านบ้าง!”
หงอวี่ร้องเสียงหลง “นั่นมันเกินความจริงไปแล้ว! ท่านกล่าวจาไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ได้อย่างไร!”
หยางไค่กล่าวต่อ “ผู้จัดการโจวคงจะดูออกเองแหละว่าข้ากล่าววาจาไร้ความรับผิดชอบหรือไม่...”
หงอวี่อ้าปากค้างอยู่นานก่อนจะขบเคี้ยวฟันพลางประกาศ “ข้าหงอวี่เพิ่งประจักษ์ใน ‘คุณธรรม’ อันสูงส่งของศิษย์น้องหยางก็วันนี้เอง!”
เขารู้ดีว่าเรื่องนี้เขาก็มีส่วนผิด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ต้องรับผิดชอบบางส่วนที่ทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่ร่วงหล่น หากผู้จัดการโจวทราบเรื่องนี้เข้า เขาคงไม่มีจุดจบที่ดีแน่
หยางไค่ถามซ้ำ “สหายหง ท่านยังต้องการโอสถวิเศษอยู่อีกหรือไม่?”
“ไปให้พ้น!” หงอวี่ชี้มือไล่เขาไปอีกทางอย่างหงุดหงิดระคนเจ็บใจ
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.