Chapter 1702
1703 / 2060
13 min read
Chapter 1702
Published Apr 5, 2026, 07:47 AM
การถูกบุตรสาวอ่านใจ...มันน่าผิดหวังตรงไหนกัน?
ผู้คนส่วนใหญ่มักมีปฏิกิริยาเช่นนี้เสมอ เอ็กไซล์, ผู้นำตระกูลเวนซ์, รู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก
พวกเจ้าใช้ชีวิตสะอาดสูงส่งกันเพียงใด ถึงได้มองข้ามคุณค่าของความลับ?
มีเพียงข้าคนเดียวหรือที่แปดเปื้อน?
พวกคนหน้าไหว้หลังหลอก...
สมกับเป็นผู้นำของตระกูลที่ยึดอาชีพนักฆ่า, จิตสังหารของเอ็กไซล์พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างง่ายดาย ความขัดแย้งเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้เขาจมดิ่งสู่ความปรารถนาที่จะสะสางทุกอย่างด้วยความตาย เอ็กไซล์พยายามซ่อนเร้นตัวตนที่แท้จริง เขาตระหนักดีว่าทันทีที่ถูกใครบางคนค้นพบ...เขาจะมิได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์อีกต่อไป
ทำอย่างไรจึงจะกลมกลืนไปกับสังคม
ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจคนธรรมดาสามัญ
ทำอย่างไรจึงจะรักษาสภาพจิตใจให้ถูกต้อง, และอื่นๆ
ศาสตร์วิชาที่ผู้นำตระกูลคนก่อนพร่ำสอนเขามาตั้งแต่เยาว์วัย...ทำหน้าที่เป็นดั่งเครื่องป้องกัน
มันเกิดขึ้นในขณะที่เขากำลังตีตัวออกห่างจากสายเลือดของตนเอง...
พลัน, ความสงสัยก็บังเกิดขึ้นในใจ
เหตุใดภรรยาของข้าถึงเห็นอกเห็นใจข้า? เหตุใดนางถึงหวาดกลัว ‘ดวงตาหยั่งรู้’ ของบุตรสาวเราไม่ต่างจากข้า? หรือนั่นหมายความว่า...นางเองก็แปดเปื้อนไม่ต่างกัน?
***
“เมื่อมองเช่นนี้แล้ว...เจ้าคือสายเลือดของตระกูลข้าอย่างแท้จริง”
เศียรของรูปปั้นพลูโตซึ่งสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น...บัดนี้ได้ลอยกระเด็น ผู้ลงมือคือคนที่จากตระกูลไปนานแสนนาน บังเอิญเหลือเกินว่านางคือสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของเขา
ด้วยเหตุนี้, เขาจึงยอมรับคำขอของนางในการเข้ารับการทดสอบเพื่อเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป เขาใช้ข้ออ้างว่า ‘ข้าหรือจะกล้าขัดพระประสงค์ขององค์ราชินี’ และต้องการโอบรับบุตรสาวที่เขาเคยทอดทิ้งไปเมื่อนานมาแล้วกลับคืนสู่อ้อมอก เขาไม่เคยคาดฝันถึงบทสรุปเช่นนี้มาก่อน
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าจะกล้าทำลายมันโดยไม่ลังเล”
“กำจัดมันทิ้งเสียก่อน” เมอร์เซเดสประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าเทพแห่งการสังหารใช่หรือไม่? มันช่างดูชั่วร้ายไม่ต่างจากก้อนเนื้อสีแดงฉานที่นางเคยเห็นในขุมนรก การที่ต้องหายใจใต้ฟ้าผืนเดียวกับมันทำให้นางรู้สึกขยะแขยงจนขนลุก นางไม่อาจยอมรับความจริงที่ว่าบิดาของตนเองได้รับเอาเทพภาวะอันแปดเปื้อนมลทินเช่นนี้มาไว้ในครอบครอง
บัดนี้นางไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยส่วนตัวของบิดาอีกต่อไป แต่นางจะหยุดยั้งเขาจากการทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำ นั่นคือวิถีอัศวินของนาง
“มิใช่ฝ่าบาทหรือที่ร้องขอจะเป็นผู้นำตระกูล? หากท่านคือผู้นำตระกูลแล้ว จะเมินเฉยต่อสิ่งที่ควรเรียนรู้ได้อย่างไร? ‘สิ่งนี้’ ไม่ใช่แค่วัตถุธรรมดา แต่มันคือ ‘สถานะ’ ของเทพเจ้า เป็นทั้งพลังและสัญลักษณ์ที่ตระกูลของเราได้รับใช้มานานหลายร้อยปี ไม่ใช่สิ่งที่ควรค่าแก่การใช้คำพูดหยาบคายว่า ‘โยนมันทิ้งไป’ เช่นนั้น”
“หยุดพูดแล้วทำตามคำสั่ง” น้ำเสียงของเมอร์เซเดสยิ่งทวีความเยียบเย็นขึ้นอีก เรือนผมสีครามของนาง...ดูราวกับดอกไม้ที่เบ่งบานกลางทุ่งหิมะ นั่นคือความเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวนาง มันหมายความว่าเมอร์เซเดสได้บรรลุถึงขั้นที่สามารถแสดงจิตลักษณ์ของตนเองออกมาได้อย่างเป็นปกติวิสัย และยังหมายความอีกว่า...เอ็กไซล์ก็อยู่ในขอบเขตพลังระดับเดียวกันเป็นอย่างน้อย
“หืม...”
ตระกูลเวนซ์ซึ่งถูกเรียกใช้น้อยลงนับตั้งแต่สมัยของจูเอนเดอร์—รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของเอ็กไซล์, ผู้นำตระกูลผู้ซึ่งเฝ้าพิทักษ์ตระกูลที่กำลังโรยราเพียงลำพัง มันเป็นรอยยิ้มที่ได้กลับคืนมาในรอบหลายทศวรรษ...สร้างความประหลาดใจแม้กระทั่งกับตัวเอ็กไซล์เอง
สตรีผู้เกิดมาพร้อมเรือนผมสีครามและดวงตาหยั่งรู้ที่เหนือล้ำสติปัญญาของมนุษย์ นางเป็นลูกของผู้ใดกัน? เขามักจะมีคำถามนี้เสมอ แต่บัดนี้เขาตระหนักแล้ว
เด็กคนนี้...คือลูกของข้า
บุคลิกที่ลงมือก่อนเอ่ยวาจา ท่าทีที่บอกให้บิดาของตนหุบปาก นั่นคือหลักฐานว่าสายเลือดของตระกูลเวนซ์ได้ข้นคลั่กขึ้นแล้ว
‘ข้าขอโทษภรรยาข้าด้วยใจจริง’ เขาทำให้ภรรยาของเขาต้องมีสภาพเช่นนั้นเพราะความสงสัยของตน
เอ็กไซล์สลัดความรู้สึกผิดเล็กน้อยนั้นทิ้งไปอย่างไม่ใยดีแล้วกางแขนออกกว้าง เนื้อหนังที่เผยออกมาจากแขนเสื้อยาวนั้น...ดูราวกับถูกตัดและแปะด้วยฟากฟ้ายามค่ำคืน หมู่ดาวนับไม่ถ้วนลอยเด่นอยู่บนผิวสีน้ำเงินเข้ม มันเป็นเทพภาวะที่ดูเป็นลางร้ายอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับเทพภาวะของเกริดซึ่งเปรียบได้กับแสงอัสดงหรือแสงสนธยา มันให้ความรู้สึกคล้ายกับพลังปิศาจของบาอัลมากกว่าจะเป็นห้วงลึกอันดำมืด
ดวงตาของเมอร์เซเดสซึ่งยังคงไม่คุ้นเคยกับสถานะของ ‘เทพปิศาจ’ เริ่มร้อนผ่าว มันคือความพยายามของดวงตาหยั่งรู้ที่จะทำความเข้าใจแนวคิดใหม่นี้ เอ็กไซล์ไม่ปล่อยให้นางมีเวลาเช่นนั้น
“ข้าตัดสินใจแล้ว”
ร่างของเอ็กไซล์สลายไปดุจสายหมอก
ผู้นำตระกูลเวนซ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์—เอ็กไซล์แตกต่างจากบรรพบุรุษของเขา เขาคือผู้ที่สื่อสารกับพลูโตได้อย่างลึกซึ้ง หากเพียงมีผู้นำตระกูลอีกสักคนหนึ่งที่มีทักษะเพียงครึ่งหนึ่งของเอ็กไซล์...
อดีตจักรพรรดิจูเอนเดอร์คงเลือกที่จะเผชิญหน้ากับเอ็กไซล์โดยตรงแทนที่จะเบือนหน้าหนี เขาคงจะเชื่อมั่นในพลังของตระกูลเวนซ์ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์และมอบความไว้วางใจให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เขาคงจะกลบเกลื่อนความผิดฐานทอดทิ้งบุตรสาวของตนไปแล้ว
“แม้จะต้องเสียมารยาท...แต่ข้าจะควักลูกตาของเจ้าออกมา ข้าคิดว่าข้าต้องการบังเหียนที่เหมาะสมเพื่อที่จะฝึกฝนเจ้าในฐานะผู้นำตระกูลได้อย่างถูกต้อง”
นับตั้งแต่ยอมรับเทพเจ้าเข้ามา...ก็ไม่มีความลังเลใดๆ ในคำพูดและการกระทำของเอ็กไซล์อีกต่อไป ภาพลักษณ์ของชายชราที่ปฏิบัติต่อราชินีแห่งจักรวรรดิอย่างระมัดระวังได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น มันคือผลพวงจากอำนาจดุจพระเจ้าที่ทำให้ความรู้สึกต่อความเป็นจริงของเขาด้านชาลง
ร่างของเอ็กไซล์ที่สลายเป็นหมอก...ในไม่ช้าก็กลับคืนสู่ร่างมนุษย์อีกครั้ง มันปรากฏขึ้นตรงหน้าเมอร์เซเดสพอดิบพอดี เทพภาวะสีน้ำเงินเข้มแผ่กระจายรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ทุกลอนคลื่นล้วนแข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้าและคมกริบยิ่งกว่าคมดาบ มันคือเทพภาวะที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อนำพาทุกสิ่งไปสู่การทำลายล้างโดยแท้ มันบิดเบี้ยวผิดรูป...เมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่าแม้แต่เหล่าทวยเทพแห่งแอสการ์ดผู้เบือนหน้าหนีจากมนุษยชาติก็ยังคงมีเทพภาวะที่อบอุ่นเป็นพื้นฐาน
ดาบที่เมอร์เซเดสยกขึ้นเบื้องหน้าส่งเสียงกรีดร้องแหลมคม เทพภาวะสีน้ำเงินเข้มที่แทรกซึมเข้าไปในดาบพยัคฆ์ขาวราวกับกระแสไฟฟ้าได้กัดกร่อนคมดาบให้ผุกร่อน ว่าให้ถูก...มันใกล้เคียงกับหลักการของการสลายตัวจากภายในมากกว่า
นี่คือพลังของพลูโต, เทพแห่งการสังหาร มันสังหารและทำลายล้างได้ทั้งชีวิต, สสาร, และแม้กระทั่งโชคชะตา
“ข้านั่งอยู่ที่นี่ทุกวันและสวดภาวนา”
มันคือช่วงเวลาตั้งแต่ที่เมอร์เซเดสกลายเป็นศิษย์ของพีอาโร่ เอ็กไซล์หยุดถูกเรียกตัวโดยจูเอนเดอร์ มันเป็นเวลาหลายทศวรรษตั้งแต่นั้นมา เป็นช่วงเวลาหลายปีที่เขาติดอยู่ที่นี่เพียงลำพังและสื่อสารกับพระเจ้า นั่นคือเหตุผลที่ ‘จุติเทพ’ ของเอ็กไซล์ทรงพลังกว่าผู้นำตระกูลคนใดๆ พรสวรรค์จากสวรรค์ได้ถูกถักทอเข้ากับความสันโดษและกาลเวลา [1]
“ข้าได้ละทิ้งโลกโดยไม่ได้ตั้งใจ...จนกระทั่งถึงวันนี้”
เทพภาวะสีน้ำเงินเข้มที่ถูกเมอร์เซเดสสลัดออก...ได้พันรอบข้อมือและระหว่างนิ้วของเอ็กไซล์ มันก่อตัวเป็นรูปดาบในทันที พวกมันคือดาบที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมือของเอ็กไซล์ อยู่ในรูปลักษณ์ของดาบคู่ มันคือกระบวนท่าแรกเริ่มของเพลงดาบสไตล์เวนซ์
“ข้าหลงลืมโลกไปแล้ว...เช่นเดียวกับที่หลงลืมตัวเอง แต่ฝ่าบาททรงเตือนสติข้า ท่านได้มอบแรงบันดาลใจใหม่ให้แก่ข้า”
นางบอกว่าจักรวรรดิถูกสร้างขึ้นใหม่หลังจากการรุกรานของปิศาจใช่หรือไม่? จนกระทั่งบัดนี้, เอ็กไซล์ไม่เคยสนใจเรื่องราวใดๆ แต่ข่าวคราวที่เมอร์เซเดสนำมาอย่างกะทันหันทำให้เขาสนใจขึ้นมา นางได้กลายเป็นหนึ่งในราชินีของจักรพรรดิ รสนิยมประหลาดของจักรพรรดิที่ต้อนรับนางเป็นคู่ครองทั้งๆ ที่มีดวงตาผิดรูปนั้นช่างน่าสนใจ เขายังตื่นเต้นที่ตระกูลเวนซ์จะมีโอกาสอีกครั้ง
เขาไม่ได้ต้องการการฟื้นฟูตระกูล เขาเพียงต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงทักษะที่เขาฝึกฝนมานานหลายทศวรรษ บางที...มันอาจเป็นความปรารถนาของเทพพลูโต, ไม่ใช่ตัวเอ็กไซล์เอง
เทพแห่งการสังหาร—ความปรารถนาของพลูโตที่จะประกาศนามที่ถูกลืมเลือนของตนให้โลกรู้...ได้บังคับปลุกปณิธานในตัวเขาขึ้นมา
แต่มันไม่สำคัญ เอ็กไซล์กำลังต้อนรับผลพวงจากการได้พบกับเมอร์เซเดสอย่างชื่นมื่น ในฐานะคู่ครองของเทพเจ้าก่อนที่จะเป็นคู่ครองของจักรพรรดิ, นางจะประเมินเทพพลูโตว่าอย่างไร? จะเกิดอะไรขึ้นหากนางยอมรับเขาในท้ายที่สุด? เอ็กไซล์รู้สึกสงสัยใคร่รู้
“ทิ้งดวงตาคู่นั้นไปเสีย”
สลัดทิ้งคำสาปที่ทรมานเจ้ามานานหลายทศวรรษ
“แล้วจงยอมรับพระเจ้า”
โอบกอดพรที่ค้ำจุนข้ามานานหลายทศวรรษ
เอ็กไซล์แสดงเจตจำนงของเขาและเหวี่ยงดาบออกไป มันคือคลื่นจู่โจมอย่างแท้จริง เอ็กไซล์ในยามนี้ไม่ธรรมดาอีกต่อไป...เมื่อเขากวัดแกว่งดาบคู่ด้วยวิถีดาบทุกรูปแบบ เขาใช้ความช่วยเหลือจากเทพภาวะเพื่อรุกไล่อย่างต่อเนื่องในลมหายใจเดียว ตำแหน่งของมือที่กุมดาบเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาในทุกชั่วขณะ เกิดเป็นภาพลวงตาราวกับว่าโกร่งดาบของเขากำลังหมุนวนอยู่ตลอด
เทพภาวะของพลูโตยิ่งทำให้เขายิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก มันยังคงรูปลักษณ์ของดาบไว้ในขณะที่ก่อตัวเป็นหมอก, กำแพง, หนามแหลม, หรือกระแสไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือเพลงดาบของเอ็กไซล์จนกระทั่งคำว่า ‘ช่องว่าง’ ไม่ปรากฏให้เห็นอีกต่อไป
เมอร์เซเดสตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล...เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เกิดจากเทพภาวะซึ่งปรากฏขึ้นและหายไปอย่างต่อเนื่อง นางถูกจำกัดทุกการเคลื่อนไหว ทว่านางหาได้ใส่ใจไม่ นางตัดสินใจแน่วแน่ตั้งแต่ตอนที่ไม่ได้ยกโล่ขึ้นมาแล้ว
“......!”
การรุกของเอ็กไซล์หยุดชะงักเป็นครั้งแรก
ดาบโปร่งใสที่ยังคงรักษารูปร่างไว้ได้แม้จะถูกเทพภาวะของพลูโตกัดกร่อน—เขาไม่อาจทนรับพลังทำลายล้างของมันได้...ซึ่งพุ่งทะลวงผ่านวิถีดาบที่ถาโถมดั่งสึนามิเข้ามาด้วยกำลังล้วนๆ เขารีบยกดาบขึ้นไขว้กันเบื้องหน้าเพื่อป้องกันอย่างรวดเร็ว
พื้นที่กว้างใหญ่ลึกลงไปใต้คฤหาสน์ของตระกูลเวนซ์เริ่มสั่นสะเทือน มันเกิดจากการที่เอ็กไซล์กระแทกเข้ากับกำแพงซ้ำแล้วซ้ำเล่าและกระเด็นกลับออกมา
ที่นี่คือสถานที่ที่ผู้คนใช้สื่อสารกับเทพเจ้ามานานหลายร้อยปีและได้กลายเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ หากสถานที่แห่งนี้ไม่ถูกตัดสินว่าเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์แล้ว...พื้นที่ใต้ดินทั้งหมดคงถล่มลงมาและคฤหาสน์ของตระกูลเวนซ์คงจมลงไปแล้ว การโจมตีของเมอร์เซเดสมีพลังทำลายล้างมหาศาลถึงเพียงนั้น
ปราณดาบแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นผ่านการเขียนจารึกแห่งอัศวินซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ได้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ดั่งเกล็ดน้ำแข็งในสายลมฤดูหนาว ณ ศูนย์กลางคือเมอร์เซเดส ผู้ซึ่งทำให้นึกถึงอสูรกายแห่งแดนเหนือที่เอ็กไซล์เคยเห็นเมื่อนานมาแล้วในอดีต มันคือพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่ควบคุมหิมะนิรันดร์ได้ด้วยกำลังของตนเอง
“ข้าประเมินมันเสร็จสิ้นแล้ว”
เมอร์เซเดสรวบรวมปราณดาบที่กระจัดกระจายกลับคืนมา ร่างกายที่เปิดเผยของนางเต็มไปด้วยบาดแผล ชุดเกราะของนางขึ้นสนิมไปทั่วราวกับถูกกาลเวลาพัดผ่านไปหลายร้อยปี ถึงกระนั้น...มันก็ยังคงทำงานได้อย่างสมบูรณ์ มันคือผลงานของเทพโอเวอร์เกียร์...ผู้ซึ่งบดบังแม้กระทั่งกาลเวลา
“การใช้ลูกไม้ตื้นๆ ต่อไปก็ไร้ความหมาย”
“ลูกไม้ตื้นๆ...? เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังดูหมิ่นเคล็ดวิชาลับของตระกูลมากเกินไปแล้ว? มันคือทักษะที่ฝ่าบาทปรารถนาจะได้เรียนรู้...แม้จะต้องแบกรับภาระบาปก็ตาม”
จุติเทพ.
ยิ่งไปกว่านั้น มันคือเพลงดาบอันไร้ที่ติที่ใช้จุติเทพ เมอร์เซเดสกระทั่งตระหนักว่าเอ็กไซล์ยังไม่ได้แสดงทักษะที่แท้จริงของเขาออกมา
มีแสงสีขาวราวกับดวงดาวอยู่ท่ามกลางเทพภาวะสีน้ำเงินเข้มของพลูโต จากการวิเคราะห์...นี่คือพลังที่ดวงตาหยั่งรู้ควรระวังอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ท่าทีของเมอร์เซเดสไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
“นั่นก็เพราะข้าเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เอง...ว่ามันเป็นเพียงลูกไม้ตื้นๆ”
เคล็ดวิชาลับที่เมอร์เซเดสต้องการจากตระกูลของนางคือเพลงดาบ บางทีนางอาจหวังว่ามันจะเป็นกระบวนการเรียนรู้เทพภาวะจากบิดาของนาง แต่เทพภาวะงั้นหรือ? นางไม่ต้องการสิ่งเช่นนั้น นางมีเทพภาวะที่แท้จริงและหนึ่งเดียวของเทพเจ้าของนางอยู่แล้ว
นางเพิ่งจะตื่นรู้
“จุติเทพ”
แสงสว่างพลันสาดส่องลงมายังใต้ดินอันมืดมิด...ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องอาศัยเพียงแสงจากศิลาเรืองแสง มันเป็นแสงวาบที่น่าประหลาดใจ...แต่กลับให้ความรู้สึกสบายตามากกว่าจะแสบตา
“แสงอัสดง...?” ขนทั่วร่างของเอ็กไซล์พลันลุกชัน เขาไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้ชั่วขณะ เหตุใดเมอร์เซเดสจึงสามารถใช้จุติเทพได้? ยิ่งไปกว่านั้น...ยังเป็นในสถานศักดิ์สิทธิ์ของพลูโต, เทพแห่งการสังหาร สถานที่ซึ่งพลังงานของเทพองค์อื่นไม่อาจแทรกแซงได้อย่างบุ่มบ่าม
“...ดวงตาหยั่งรู้...?”
นางตระหนักถึงหลักการของจุติเทพด้วยดวงตาหยั่งรู้ และวิเคราะห์กระทั่งทำลายโครงสร้างของสถานศักดิ์สิทธิ์เชียวหรือ? นางกลายเป็นอสูรกายที่น่ากลัวขึ้นอีกเพียงใดกัน?
“ในเมื่อท่านไม่ยอมทิ้งมัน...ข้าก็จะแย่งชิงมันมาเอง ระวังตัวไว้ให้ดี...เพราะท่านอาจตายได้”
ปราณดาบสีส้มเริ่มหมุนวนรอบกายเมอร์เซเดส...ผู้เอ่ยวาจาอย่างหนักแน่น
***
[อัครสาวกของคุณ ‘เมอร์เซเดส’ ได้ร้องขอการใช้ ‘จุติเทพ’]
[จุติเทพ]
[มอบสิทธิ์ให้เป้าหมายใช้เทพภาวะของคุณ
คุณสามารถจุติลงในร่างของเป้าหมายได้โดยตรง...ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม, การจุติโดยตรงอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อร่างกายและจิตใจของเป้าหมาย
การอนุญาตให้ใช้เทพภาวะของคุณจะไม่สิ้นเปลืองเทพภาวะของคุณ
ทรัพยากรทั้งหมดที่ใช้ในการใช้ทักษะจะถูกจ่ายโดยผู้ที่ร้องขอจุติเทพ]
“...นางกำลังสู้ได้ดีสินะ?”
ในเวลาเดียวกัน เกริดผู้ซึ่งเปิดระบบใหม่ได้ด้วยฝีมือของเมอร์เซเดสก็รู้สึกสับสน ขณะจินตนาการถึงเมอร์เซเดสที่กำลังร่ายรำในชุดฮันบกหลากสีสัน มันคือผลพวงจากความทรงจำอันเข้มข้นเกี่ยวกับร่างทรง...ผู้ซึ่งมีบทบาท (?) ในพิธีคืนชีพของมังกรครามและพยัคฆ์ขาว
---
[1] TL: ผู้แปลเปลี่ยนจาก Mediumism ในบทที่แล้วเป็น God's Descent (จุติเทพ) เนื่องจากเป็นการแปลตรงตัวและเหมาะสมกับบริบทมากกว่า
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.



