ตอนที่ 2681
2681 / 5804
อ่าน 11 นาที
Chapter 2681 - I Can Be Friends With You
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 08:11
บทที่ 2681 – ข้าเป็นเพื่อนกับเจ้าก็ได้
ในยามที่นางเอ่ยปากยอมรับด้วยตนเอง หยางไคที่แม้จะเตรียมใจรับมือไว้ล่วงหน้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านด้วยความตื่นตะลึง...
เผ่าพันธุ์มังกรนั้นถือตนว่าเป็นจอมราชันแห่งมวลสรรพชีวิต แม้คำยกย่องนี้จะเป็นสิ่งที่พวกเขาสถาปนาขึ้นเอง แต่มันกลับมิได้ห่างไกลจากความจริงเลยแม้แต่น้อย
ในยุคบรรพกาล มังกรและหงส์คือตัวตนที่ทรงพลังและได้รับความเคารพสูงสุดในหมู่เทพสถิตทั้งปวง! ทว่าในปัจจุบันที่เหล่าเทพสถิตส่วนใหญ่สูญสิ้นไปตามกาลเวลา เผ่ามังกรยังคงดำรงอยู่และรุ่งเรืองอยู่ในทะเลบูรพา
อาจกล่าวได้ว่าเผ่าพันธุ์อันทรงอำนาจนี้คือประจักษ์พยานแห่งมวลอารยธรรมที่เฝ้ามองโลกผ่านพ้นมาหลายยุคสมัย สัมผัสถึงห้วงเวลาที่ผันผ่านตั้งแต่ยุคกำเนิดโลกจนถึงปัจจุบัน เผ่ามังกรมิใช่เพียงชื่อเรียกขาน แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งการสืบทอดและอำนาจอันไร้ขีดจำกัด!
ด้วยเหตุที่หยางไคมี ‘ต้นกำเนิดมังกรทองคำ’ สถิตอยู่ในร่าง เขาจึงมิได้รู้สึกถึงแรงกดดันหรือความหวาดกลัวยามเผชิญหน้ากับจูชิงซึ่งเป็นมังกรตัวเป็นๆ ทว่ากลับมีความรู้สึกผูกพันบางอย่างที่ไม่อาจสาธยายได้แผ่ซ่านขึ้นมาในอก
แต่ความรู้สึกนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นความโลภโมโทสันอย่างรวดเร็ว ความคิดที่จะสยบแม่มังกรสาวนางนี้ให้มาเป็นสตรีของตนผุดพรายขึ้นในใจ... หากชีวิตนี้ทำได้เช่นนั้น ชายชาตรีจะยังต้องการสิ่งใดอีก?
“เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไร?” จูชิงเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง
หยางไคยกยิ้มบางพลางลูบนิ้วไปมาแล้วตอบว่า “นายน้อยผู้นี้เชี่ยวชาญศาสตร์การทำนายทายทัก เพียงมองแวบเดียวก็ล่วงรู้ถึงก้นบึ้ง...”
จูชิงถลึงตาใส่เขาด้วยความโกรธเกรี้ยว นางคิดในใจว่ามีแต่ผีเท่านั้นที่จะเชื่อคนขี้จุ๊เช่นนี้ แต่เมื่อนึกดูแล้ว ในตอนที่สู้กับหยางไคก่อนหน้านี้นางก็เผยร่องรอยออกมาไม่น้อย จึงไม่แปลกที่เขาจะคาดเดาตัวตนของนางได้
“เจ้ารู้ก็ไม่เป็นไร แต่ข้าขอให้เจ้าเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะอย่างไรเสีย ตัวตนของสมาชิกเผ่ามังกรนั้น... ออกจะน่าตื่นตระหนกเกินไปหน่อย” จูชิงมองหยางไคด้วยสายตาจริงจัง
แม้จะมีข่าวลือว่าเกาะมังกรตั้งอยู่ที่ใดสักแห่งในทะเลบูรพาของดินแดนบูรพา และมีมังกรอาศัยอยู่ที่นั่นมากมาย แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องเล่าขานที่ผู้คนในโลกกว้างหาได้ล่วงรู้ความจริงไม่ หากมังกรสาวตัวเป็นๆ มาปรากฏกายในที่สาธารณะ มันย่อมนำมาซึ่งความตกตะลึงที่ไม่อาจจินตนาการได้
“ไม่มีปัญหา” หยางไครับคำอย่างง่ายดาย “ข้ามิใช่พวกปากสว่างชอบเอาความลับใครไปโพทนา”
จูชิงรู้สึกขอบคุณขึ้นมาวูบหนึ่ง นางเริ่มคิดว่าคนผู้นี้หากพูดจาดีๆ ด้วยก็ดูจะเป็นคนดีอยู่บ้าง บางทีนางอาจจะอคติเกินไปจนทำให้เขามองดูขัดหูขัดตาไปเสียทุกเรื่อง แต่นี่คงถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่เสียแล้ว
“ทว่า... เจ้าจะให้อะไรข้าเป็นการตอบแทนเล่า?” น้ำเสียงของหยางไคเปลี่ยนไปในทันที สายตาอันคุกคามเริ่มกวาดมองไปยังส่วนที่บอบบางบนร่างกายของจูชิง ราวกับมีมือนับสิบคู่กำลังพยายามลอกคราบอาภรณ์ของนางออก
จูชิงสูดลมหายใจเข้าลึกพลางหลับตาลงช้าๆ ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อย
[ข้ามันช่างไร้เดียงสานักที่คิดว่าคนพรรค์นี้จะเป็นคนดีได้!]
“เจ้า... ต้องการ... สิ่งใด... เป็น... การ... ตอบ... แทน!” จูชิงลืมตาขึ้นพลางกัดฟันเอ่ยออกมาทีละคำด้วยความเดือดดาล ยิ่งมองใบหน้าที่น่ารังเกียจของเขานางก็ยิ่งทวีความโกรธแค้น
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะให้อะไรข้าได้บ้าง” หยางไคใช้ฝ่ามือเท้าคาง ท่าทางยังคงสงบนิ่งและผ่อนคลาย
ลึกๆ แล้วหยางไคสัมผัสได้ว่าวันนี้เขามีบางอย่างผิดปกติ ความปรารถนาที่ถูกกดทับไว้เนิ่นนานเริ่มเดือดพล่านขึ้นมานับตั้งแต่ได้พบกับจูชิง ความรู้สึกเหล่านั้นหายไปยามที่เขาแยกจากนาง แต่มันกลับปะทุขึ้นมาอีกครั้งในยามที่ทั้งคู่อยู่กันตามลำพังในห้องนี้ ความตื่นเต้นเร้าใจราวกับกำลังเล่นกับไฟนั้นยากจะต้านทาน แม้เขาจะคอยเตือนตนเองอยู่เสมอว่าไม่ควรยั่วยุแม่มังกรนางนี้ก็ตาม
จูชิงจ้องมองเขาอย่างลึกซึ้ง เนิ่นนานผ่านไปนางจึงค่อยๆ ขยับริมฝีปากสีชาดแล้วเอ่ยออกมาเบาๆ “...เพื่อน...”
“ฮะ?” หยางไคจ้องมองนางอย่างโง่งม
จูชิงสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะย้ำอีกครั้ง “ข้าบอกว่า ข้าสามารถเป็นเพื่อนกับเจ้าได้”
แม้น้ำเสียงจะดูเรียบเฉย ทว่าความทะนงตัวที่ปิดไม่มิดระหว่างคิ้วของนางกลับบ่งบอกว่า เรื่องนี้คือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานมาให้แก่เขา
หยางไคตะลึงงันไปชั่วขณะ ทำได้เพียงจ้องมองนางตาค้าง
จูชิงมิได้หลบเลี่ยงสายตา แต่กลับขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าหยางไคไม่ตอบสนองเสียที “เจ้าได้ยินที่ข้า...”
“ฮ่าๆๆๆๆ!” หยางไคระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพลางตบขาตนเองอย่างแรง
จูชิงเริ่มหงุดหงิด “เจ้าหัวเราะเรื่องอันใด?”
หยางไคหยุดขำแล้วมองจูชิงด้วยสายตาเย้ยหยัน “ความหยิ่งยโสของเผ่ามังกรช่างสมคำร่ำลือจริงๆ”
จูชิงแค่นเสียงเย็น “ยังดีกว่าพวกมนุษย์ที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย”
หยางไคครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “อืม สิ่งที่เจ้าพูดก็ถูก มนุษย์นั้นเจ้าเล่ห์จริง ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่เจ้าบอกว่าอยากเป็นเพื่อนกับข้า...เจ้ารู้หรือไม่ว่า ‘เพื่อน’ คืออะไร?”
จูชิงตอบอย่างทะนง “ข้าไม่จำเป็นต้องรู้”
หยางไคส่ายหน้าช้าๆ พลางมองนางแล้วคาดเดาว่า “เจ้าไม่เคยมีเพื่อนเลยสินะ?”
[มังกรจำเป็นต้องมีเพื่อนด้วยรึ?] จูชิงแค่นยิ้มในใจ ใบหน้าแสดงออกถึงความเหยียดหยาม ทว่าทันใดนั้นนางกลับสังเกตเห็นแววตาของหยางไคที่มีร่องรอยของความเวทนาและเห็นใจ มันทำให้นางรู้สึกโมโหขึ้นมาทันควัน มนุษย์ชั้นต่ำกล้าดีอย่างไรถึงมองนางด้วยสายตาเช่นนี้? นิ้วมือเรียวยาวของนางขยับไหว พยายามข่มใจอย่างหนักมิให้ควักลูกตาของเขาออกมา
นั่นก็เพราะนางมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา หากบุ่มบ่ามลงมือไปก็มีแต่จะทำให้ตนเองต้องอับอายขายหน้าเท่านั้น
[ท่านอาวุโส งานที่ท่านมอบให้นั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก ชิงเอ๋อร์ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร หรือนี่จะเป็นบททดสอบจากเผ่าพันธุ์ที่มอบให้ข้ากันแน่?]
“เหตุใดเจ้าถึงอยากเป็นเพื่อนกับข้า?” หยางไคขมวดคิ้วถาม
[แน่นอนว่าเพราะคำสั่งของท่านอาวุโสและต้นกำเนิดมังกรบรรพกาลอย่างไรเล่า] จูชิงพึมพำในใจ แต่สิ่งที่เอ่ยออกมากลับเป็น “ข้าจำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรือ?”
“ทำไมจะไม่มีเล่า?” หยางไคประหลาดใจ
จูชิงเริ่มหมดความอดทน นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันถาม “แค่บอกมาว่าเจ้าจะตกลงหรือไม่”
หากเป็นผู้อื่น บรรพบุรุษคงลุกขึ้นมาจากหลุมศพเพื่อรับเกียรติยศในการเป็นเพื่อนกับมังกร แล้วชายผูนี้กล้าดีอย่างไรถึงมาทำตัวยุ่งยาก? เขาช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย
“หากข้าตกลงแล้วอย่างไร? และหากไม่ตกลงเล่าจะเป็นอย่างไร?” หยางไคมองนางด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนที่สีหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “เจ้าจะเป็นเพื่อนกับใครเพียงแค่ลมปากไม่ได้หรอกนะ”
หยางไคสงสัยว่าจูชิงนั้นหยิ่งยโสเกินไป หรือเพียงแค่ไร้ประสบการณ์ในการเข้าสังคมกันแน่ เขาไม่เคยพบใครที่อยากเป็นเพื่อนแต่ยังทำหน้าตาเหมือนกับว่า ‘เจ้าควรจะรู้สึกโชคดีนะที่ข้าอยากเป็นเพื่อนด้วย’ เช่นนี้มาก่อน
“เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไร?” จูชิงขมวดคิ้วครุ่นคิด ท่าทางดูสับสนและเต็มไปด้วยคำถามอย่างนึกไม่ถึง
หยางไคปรายมองนางพลางโบกมืออธิบายอย่างรวดเร็ว “ในฐานะเพื่อน เจ้าควรจะพร้อมสละชีวิตเพื่อกันและกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข แบ่งเบาปัญหา ในฐานะเพื่อน เจ้าควรจะซื่อสัตย์ต่อกันและคอยดูแลกัน ในฐานะเพื่อน...”
“พูดให้มันชัดเจนกว่านี้หน่อย” จูชิงขัดจังหวะอย่างรำคาญ “เจ้าต้องการให้ข้าทำสิ่งใดเจ้าถึงจะยอมเป็นเพื่อนด้วย”
หยางไคมองนางด้วยรอยยิ้มกว้างขวางพลางตบลงบนเตียงข้างกาย “ข้ายอดขาดคนคอยอุ่นเตียงอยู่พอดี หากเจ้าสามารถเปลื้องผ้าลงมาปรนนิบัติข้าสักคืน ข้าอาจจะลองพิจารณาดู”
“ฝันไปเถอะ!” จูชิงแผดคำราม ชายผู้นี้มันคือเศษสอยโดยแท้ ทุกคำที่เอ่ยออกมาล้วนแสดงถึงกมลสันดานที่เสื่อมทราม! การอุ่นเตียงมิใช่สิ่งที่เพื่อนพึงกระทำ! แม้จูชิงจะไม่มีเพื่อน แต่นางจะไม่มีสามัญสำนึกได้อย่างไร?
หยางไคยักไหล่ ท่าทางดูช่วยไม่ได้
จูชิงสะบัดหน้าหนีด้วยความขุ่นเคือง “เปลี่ยนเงื่อนไขเสีย”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่ตกลง” หยางไคโบกมือไล่
“เจ้าต้องการอะไรกันแน่!” จูชิงใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธพลางจ้องเขม็งใส่เขา
หยางไคตบโต๊ะเบื้องหน้าจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะระเบิดอารมณ์ออกมา “นายน้อยผู้นี้ต่างหากที่อยากจะถามเจ้า ว่าเจ้าต้องการอะไรกันแน่!”
ช่างเป็นเรื่องพิลึกพิลั่น ตลอดชีวิตของหยางไค เขาไม่เคยพบเจอใครเหมือนนาง ที่จู่ๆ ก็เดินเข้ามาบีบบังคับขอเป็นเพื่อน มิตรภาพมันกลายมาเป็นข้อตกลงที่ต้องบีบคั้นกันตั้งแต่เมื่อไหร่?
จูชิงเม้มริมฝีปากสีชาดแล้วย้ำคำเดิม “ข้าแค่ต้องการเป็นเพื่อนกับเจ้า”
หยางไคกวาดสายตามองนางตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อยืนยันว่าสตรีผู้นี้มิได้สติฟั่นเฟือน ก่อนจะตะโกนก้องว่า “ดี! ข้าเคยได้ยินมาว่าที่แดนประจิมมีขุมกำลังที่ชื่อว่าวิลล่ากระบี่ สุรากระบี่ที่นั่นเลื่องชื่อที่สุดในใต้หล้า แม้แต่ยอดจักรพรรดิก็ยังเอ่ยชมไม่ขาดปาก หากเจ้าไปหามันมาให้ข้าได้...”
ดวงตาของจูชิงเป็นประกาย “เจ้าจะยอมเป็นเพื่อนกับข้าใช่หรือไม่?”
หยางไคลูบคางตนเอง “ข้าจะลองคิดดู”
“เจ้า...” จูชิงโกรธจัด “เจ้ามันเกินไปแล้ว!”
หยางไคแค่นเสียง “ข้าก็เป็นของข้าอย่างนี้แหละ หากทนไม่ได้ก็ไสหัวไป!”
“ก็ได้! ไม่เคยมีใครกล้าทำกับข้าเช่นนี้มาก่อน เจ้าจะต้องเสียใจ!” จูชิงจ้องเขาด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะก้าวเดินออกไปพร้อมทิ้งคำขู่ที่ดุดันไว้เบื้องหลัง
หยางไคหันกลับมาฉีกยิ้ม “นี่ก็ดึกมากแล้ว ชิงเอ๋อร์ เจ้าไม่อยากค้างคืนที่นี่หน่อยหรือ?”
จูชิงที่อยู่ตรงประตูและกำลังจะผลักมันออกไป เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็ซัดหมัดเข้าใส่เบื้องหน้าในทันที
ชั่วพริบตานั้น รูกว้างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนประตู เศษไม้พุ่งกระจายไปทั่ว จูชิงถลึงตาใส่หยางไคเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังแล้วพุ่งหายไปในความมืดมิด
ที่ด้านนอกประตู อิงเฟยเหงื่อแตกพล่านไปทั้งตัว หลังจากที่จูชิงจากไปนานแล้ว เขาจึงแอบชะโงกหน้าเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นว่าหยางไคยังอยู่ดีมีสุข เขาก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “นายน้อยหยาง เกิดอะไรขึ้นกับนางหรือขอรับ?”
“มีแต่ผีเท่านั้นที่รู้” หยางไคหัวเราะอย่างอารมณ์ดี รู้สึกเบาสบายใจขึ้นมาก
หลังจากเหตุการณ์นี้ จูชิงคงไม่กลับมาตอแยเขาอีกแล้วกระมัง?
แม้จะเป็นเรื่องดีที่มีมังกรสาวมาสนใจและยืนกรานจะขอเป็นเพื่อน ทว่าหยางไคกลับพบว่าตนเองไม่อาจข่มกิเลสตัณหาได้เลยยามที่อยู่ใกล้ชิดกับนาง
เขาเกรงว่าหากวันหนึ่งมาถึง ยามที่เขาไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้อีกต่อไปและล่วงเกินนางเข้า เมื่อนั้นเขาคงได้ล่วงเกินเผ่ามังกรทั้งเผ่าเป็นแน่
เหนือสิ่งอื่นใด แม้จูชิงดูจะไม่มีเจตนาร้าย ทว่าการมีอยู่ของนางนั้นช่างอันตรายต่อเขาเหลือเกิน ในหลายๆ ความหมาย
หยางไคยังคงฉงนสงสัย จูชิงมิได้ฝึกฝนวิชามารยาสาไถยใดๆ และความงามของนางก็มิได้ตราตรึงถึงขั้นที่เขาจะควบคุมตนเองไม่ได้ เหตุใดเขาถึงได้ไร้ความยับยั้งชั่งใจเพียงแค่ได้กลิ่นกายของนางกันนะ?
“นี่มัน... นี่มัน...” ชายชราในชุดคลุมสีทองดูภูมิฐานรีบวิ่งขึ้นมาด้านบนพลางร้องอุทานไม่หยุดหย่อนเมื่อเห็นประตูห้องที่พังยับเยินของหยางไค
ห้องพักทุกห้องที่นี่ถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยค่ายกลวิญญาณที่ทรงพลัง แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิระดับหนึ่งทั่วไปก็ยังยากจะทำลายได้ สัตว์ประหลาดที่ไหนกันถึงได้ชกประตูจนเป็นรูโหว่ขนาดนี้?
“เจ้าเป็นใคร?” อิงเฟยปรายมองพลางเอ่ยถาม
ชายชราดูจะล่วงรู้ถึงตัวตนของอิงเฟย เขาจึงรีบก้มตัวคารวะอย่างนอบน้อม “เรียนท่านผู้อาวุโส ผู้น้อยคือผู้ดูแลโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เมื่อครู่เกิดเรื่องอันใดขึ้นที่นี่หรือขอรับ...”
“อย่าถามในสิ่งที่ไม่ควรทำ” อิงเฟยปรายมองพลางหยิบผลึกแหล่งพลังงานออกมาจากแหวนมิติแล้วโยนให้เจ้าของโรงเตี๊ยม “นี่คือค่าชดเชย จัดห้องใหม่ให้นายน้อยของข้าเดี๋ยวนี้”
“ขอรับๆ!” เจ้าของโรงเตี๊ยมพยักหน้าหงึกๆ พลางรีบกุลีกุจอจัดการ หากเป็นผู้อื่นมาสร้างความวุ่นวายเขาคงไม่ยอมรามือแน่ แม้เขาจะเป็นเพียงคนดูแลโรงเตี๊ยม ทว่าที่นี่แท้จริงแล้วคือธุรกิจของสำนักกระบี่เงาไหล
ทว่าอิงเฟยคือราชาอสูรผู้ทรงพลัง และสำนักกระบี่เงาไหลที่ว่าก็เป็นเพียงเศษธุลีเมื่อเทียบกับเขา
ไม่นานนัก เถ้าแก่ก็จัดเตรียมห้องใหม่ให้กับหยางไคและถอยออกไปอย่างนอบน้อม
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.