ตอนที่ 2831
2831 / 5804
อ่าน 11 นาที
Chapter 2831 - The Sun Rises In the Morning
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 09:30
**บทที่ 2831 — อรุณรุ่งเหนือสมรภูมิเลือด**
ท่ามกลางทะเลโลหิตอันกว้างใหญ่ไพศาล ร่างของคนทั้งสามยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงราวกับขุนเขา หยางไค่แผ่ขยายสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปโดยรอบ ดวงตาที่คมปลาบดุจสายฟ้าฟาดกวาดมองไปทั่วทุกสารทิศเพื่อตามล่าร่องรอยของ ‘เยา’ ทางด้านฉีและจูเองก็มิกล้าลดละความระมัดระวัง ทั้งสองยืนหันหลังชนกันเพื่อระแวดระวังการซุ่มโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกลมหายใจ
ทะเลโลหิตที่เคยสั่นสะท้านบัดนี้กลับสงบนิ่งจนน่าขนลุก ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่าเยายังมิได้หนีไปไหน เขายังคงซ่อนเร้นอยู่ในมวลโลหิตนี้
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากหนี แต่เป็นเพราะเขาไม่อาจหนีได้ต่างหาก! ทันทีที่เขาโผล่พ้นจากทะเลโลหิตลำนี้ ‘พ่อมดหนิว’ ผู้แปลกประหลาดและทรงพลังย่อมไม่มีวันปล่อยเขาไปแน่ หลังจากที่ได้ประจักษ์ในฝีมือของพ่อมดหนิว ทั้งฉีและจูต่างก็มิอาจมองว่าเขาเป็นเพียงจอมเวทย์ระดับพ่อมดธรรมดาได้อีกต่อไป เพราะชายผู้นี้คือคนที่เด็ดแขนขาของเยาและกดดันอีกฝ่ายจนสิ้นฤทธิ์ได้เพียงไม่กี่กระบวนท่า
“เจ้าคิดว่าการมุดหัวหลบซ่อนจะทำให้ข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ?” หยางไค่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและเปี่ยมด้วยความเหยียดหยาม “วันนี้ พ่อผดผู้นี้จะให้เจ้าชดใช้ด้วยชีวิต!”
สิ้นคำกล่าว หยางไค่พลันสะบัดมือเรียกวัตถุทรงกลมขนาดเท่าเมล็ดลำไยออกมา
มันดูเป็นเพียงลูกปัดธรรมดาไร้สง่าราศี ทว่ายามที่หยางไค่กระตุ้นพลังของมัน ท้องฟ้าพลันสั่นสะเทือน หลุมดำทมิฬที่เปี่ยมด้วยแรงดึงดูดมหาศาลพลันก่อตัวขึ้นจากใจกลางลูกปัดนั้น!
มวลทะเลโลหิตที่เคยปกคลุมทั่วชั้นฟ้าต่างถูกฉุดกระชากลากถู หมุนวนพุ่งทะยานเข้าไปในหลุมดำนั้นอย่างบ้าคลั่ง
ดวงตาของฉีและจูเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น ในสถานการณ์เช่นนี้เยามิกล้าปรากฏตัวและหวังพึ่งพาทะเลโลหิตเป็นที่กำบัง หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไป พวกเขาย่อมกังวลว่าเยาจะหาโอกาสหลบหนีไปได้ เพราะไม่มีใครสามารถติดอยู่ในทะเลโลหิตนี้ไปได้ตลอดชีวิต
แต่บัดนี้ เมื่อได้เห็นอานุภาพของสมบัติเวทย์ในมือพ่อมดหนิว คลื่นลมแห่งชัยชนะก็ดูเหมือนจะหวนกลับมาเข้าข้างพวกเขาอีกครั้ง
ตราบเท่าที่ทะเลโลหิตถูกขจัดสิ้น เยาจะไร้ซึ่งที่ซ่อนตัวโดยสมบูรณ์ คำถามเดียวในตอนนี้คือ ลูกปัดเม็ดเล็กๆ ที่ดูไร้ค่าเม็ดนั้นจะสามารถกลืนกินทะเลเลือดที่กว้างใหญ่เพียงนี้ได้จริงหรือ?
คำตอบคือ... ได้อย่างแน่นอน!
‘ลูกปัดผนึกโลก’ คือโลกทั้งใบที่ซ่อนอยู่ภายใน แม้ทะเลโลหิตของเยาจะมิใช่สิ่งเล็กน้อย แต่มันก็เป็นเพียงหยดน้ำเมื่อเทียบกับจักรวาลภายในลูกปัดผนึกโลก มันย่อมถูกสูบกลืนจนสิ้นซากในไม่ช้า
ท่ามกลางสายตาที่ลุ้นระทึกของฉีและจู ทะเลโลหิตที่เคยบดบังทัศนียภาพพลันหดตัวและลดขนาดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่พลังดูดจากลูกปัดกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มวลโลหิตถูกม้วนวนเข้าไปในหลุมดำไม่ขาดสาย
เพียงชั่วเวลาธูปดับ ทะเลโลหิตก็สูญสิ้นไปกว่าครึ่ง!
ในยามนี้ เยาที่ซ่อนตัวรักษาบาดแผลอยู่ภายในมิอาจนั่งนิ่งดูดายได้อีกต่อไป พลังกว่าแปดส่วนของเขาขึ้นอยู่กับทะเลโลหิตนี้ หากสูญเสียมันไป เขาจะไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บในการต่อกรโดยสิ้นเชิง
ทะเลโลหิตที่เคยสงบพลันสั่นสะท้านอีกครั้ง มวลโลหิตม้วนตลบอย่างรุนแรง เงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานเข้าหาฉีและจูอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วเสียจนแม้แต่ผู้ที่ตื่นตัวตลอดเวลาอย่างพวกเขาก็ยังสังเกตไม่เห็น
*ซ่า!*
เสียงโลหิตแตกซ่าน เยาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของจูดุจสายฟ้าฟาดจากฟากฟ้า ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียม แขนและขาที่เคยถูกหยางไค่ตัดขาดไปก่อนหน้านี้กลับงอกเงยขึ้นมาใหม่ ผิวพรรณของมันดูขาวผ่องและอ่อนนุ่มราวกับเด็กทารก แม้มันจะดูไม่กำยำเหมือนเก่าก็ตาม
จูตกใจสุดขีด นางรีบวาดดรรชนีสร้างม่านเวทย์คุ้มกายขึ้นมาทันที
ในขณะเดียวกัน คมมีดวายุพุ่งเข้าหาเยาเพื่อบีบให้เขาถอยห่างไป
ทว่าทะเลโลหิตกลับพุ่งขึ้นเป็นกำแพงขวางหน้าเยา ปิดกั้นคมมีดวายุนั้นไว้ได้อย่างไร้รอยต่อ กำแพงเลือดนั้นทลายลง แต่ร่างของเยากลับหายไปจากที่ตรงนั้นแล้ว!
จูสัมผัสได้ว่าข่ายอาคมป้องกันของนางถูกทำลายสิ้น ความหวาดกลัวจู่โจมเข้าสู่ขั้วหัวใจ ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของนาง แม้ร่างนั้นจะไม่สูงใหญ่ ออกจะดูผอมบางและอ่อนแอด้วยซ้ำ แต่มันกลับแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายแห่งความยิ่งใหญ่อันไร้สิ้นสุด
**[พ่อมดหนิว!]**
หยางไค่เหยียดมือออกไปคว้าจับความว่างเปล่ากลางหมอกโลหิต ทันใดนั้นเสียงครางในลำคอก็ดังขึ้น ร่างของเยาปรากฏกายออกมาอีกครั้ง ทว่าบัดนี้ ลำคอของเขากลับถูกคีบเหล็กของหยางไค่กุมไว้อย่างแน่นหนา ไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ที่ไร้ทางสู้ในกำมือ
จูหอบหายใจรัวด้วยความตื่นตระหนกที่ยังหลงเหลืออยู่บนใบหน้า
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่นางจะตอบโต้ได้ทัน หากพ่อมดหนิวผู้นี้ไม่ลงมือในจังหวะวิกฤตและคว้าตัวเยาที่ซ่อนเร้นอยู่ในหมอกเลือดไว้ได้อย่างแม่นยำ นางอาจจะกลายเป็นศพไปแล้ว
*เขารู้ตำแหน่งของมันได้อย่างไร?* ความคิดของจูว่างเปล่าไปชั่วขณะ แต่นางก็สะบัดความคิดนั้นทิ้งไป ในเมื่อตอนนี้เยาถูกสยบลงแล้ว ด้วยความสามารถและพละกำลังที่พ่อมดหนิวแสดงออกมา เยาไม่มีทางดิ้นหลุดไปได้แน่ ชัยชนะอยู่แค่เอื้อมแล้ว
ทว่าในตอนที่นางเริ่มเบาใจ เยากลับเผยรอยยิ้มที่วิปริตและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าคิดว่าเจ้าจับข้าได้แล้วจริงๆ หรือ?”
จูชะงักด้วยความสับสน สัญชาตญาณเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่นางไม่รู้ว่ามันคืออะไร
“เจ้าคิดว่าเจ้าทำสำเร็จแล้วจริงๆ หรือ?” หยางไค่แสยะยิ้มถามกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นพอกัน
รอยยิ้มแห่งชัยชนะบนใบหน้าของเยาพลันเปลี่ยนเป็นความตื่นตะหนกสุดขีด และก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยคำใด หยางไค่พลันเพิ่มแรงบีบที่ฝ่ามือ... *กร๊อบ!* กระดูกคอของเขาก็แหลกละเอียดทันที
*ซ่า...*
ร่างที่ไร้วิญญาณของเยาพลันละลายกลายเป็นหยดเลือด พุ่งกลับคืนสู่ทะเลโลหิต
“ร่างจำแลงจิตโลหิต!” ฉีและจูอุทานออกมาด้วยความตกใจ
*หากสิ่งที่พ่อมดหนิวคว้าไว้เป็นเพียงร่างจำแลง แล้วตัวจริงของเยาอยู่ที่ไหน?* ทั้งสองฉุกคิดขึ้นได้ในทันทีและหันไปมองข้างหลังพร้อมกัน บนผืนน้ำของทะเลโลหิตที่กำลังถูกดูดกลืน เยาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าลูกปัดผนึกโลก เขาเหยียดมือหมายจะคว้าจับลูกปัดนั้นเพื่อช่วงชิงสมบัติเวทย์ชิ้นนี้มาเป็นของตน
นี่คือแผนการที่ชาญฉลาดที่สุด
พลังของเยามีรากฐานมาจากทะเลโลหิต ในเมื่อพ่อมดหนิวมีสมบัติเวทย์ที่สยบทะเลโลหิตของเขาได้ อีกทั้งความแข็งแกร่งของพ่อมดหนิวเองก็สูงส่งจนผิดมนุษย์ หากพวกเขาเป็นเยา พวกเขาก็ต้องเลือกที่จะช่วงชิงสมบัติเวทย์นี้เป็นอันดับแรก
หากปราศจากลูกปัดนั้น เยาจะกลับมาเป็นอมตะในทะเลโลหิตอีกครั้ง
ร่างจำแลงจิตโลหิตที่เขาใช้ลอบสังหารจูก่อนหน้านี้ เป็นเพียงเหยื่อล่อเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพ่อมดหนิวให้ออกห่างจากสมบัติเวทย์นั่นเอง!
และมันก็ได้ผล ความสนใจของพ่อมดหนิวถูกดึงไปที่อื่นจริงๆ บัดนี้สมบัติเวทย์ที่ไร้การป้องกันถูกกำไว้ในมือของเยาแล้ว
ในวินาทีนั้น เยาควรจะปรีดาถึงขีดสุด ทว่า... ใบหน้าของเขากลับฉายชัดด้วยความหวาดกลัวที่ลึกซึ้งถึงกระดูก
มือที่กุมลูกปัดผนึกโลกสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่หมื่นครั้ง
“เจ้าโง่!” หยางไค่แค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน ขณะก้าวเดินบนผืนเลือดเข้าหาเยาอย่างช้าๆ
เยาหน้าถอดสีด้วยความลนลานยามเห็นหยางไค่ใกล้เข้ามา เขาพยายามโคจรพลังพ่อมดในร่างทั้งหมดอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเขาก็ไม่อาจสลัดหลุดจากแรงดึงดูดของลูกปัดผนึกโลกได้เลย
เขาคิดว่าการช่วงชิงมันมาจะทำให้ทุกอย่างจบลง แต่เขาไม่เคยรู้เลยว่า จิตวิญญาณของหยางไค่นั้นเชื่อมโยงกับลูกปัดนี้โดยสมบูรณ์ เขาสามารถบงการมันได้เพียงแค่ความคิดเดียว
สมบัติเวทย์ของคนเถื่อนนั้นต่างจากสมบัติเวทย์ในยุคหลังอย่างสิ้นเชิง หากนี่เป็นเพียงอาวุธพ่อมดทั่วไป เยาอาจจะทำสำเร็จ แต่ลูกปัดผนึกโลกคือ ‘โลกใบหนึ่ง’ เยาผู้มีพลังอันน้อยนิดจะสามารถถือครองโลกทั้งใบได้อย่างไร หากมิได้ผ่านการหลอมรวมทางจิตวิญญาณเสียก่อน?
อย่าว่าแต่ระดับเขาเลย แม้จะเป็นราชันพ่อมดหรือนักบุญพ่อมด ก็ไม่อาจยกมันขึ้นมาได้โดยง่าย
ในตอนนี้ เขากลับถูกแรงดูดจากลูกปัดตรึงร่างไว้กับที่เสียเอง!
ยามที่หยางไค่ก้าวเข้าประชิดตัว เยาเริ่มลนลานอย่างเห็นได้ชัด แม้ในยามที่ถูกตัดแขนขาเขายังไม่เคยเปลี่ยนสีหน้าเพียงนี้ ทว่าบัดนี้ เขาสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังที่แท้จริง
เขามิได้อ้อนวอนขอชีวิตหรือแสดงความอ่อนแอ เยาจ้องมองหยางไค่ด้วยสายตาที่เย็นเยียบพลางแสยะยิ้ม “เผ่ากลืนกระดูกจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไป!”
สิ้นคำกล่าว ใบหน้าของเขาพลันเคร่งขรึมและแน่วแน่ พลังพ่อมดทั่วร่างพลันปั่นป่วนและระเบิดออก
หยางไค่ขมวดคิ้วและหยุดชะงักฝีเท้า
วินาทีต่อมา ร่างของเยาระเบิดออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝนโลหิตสาดสัดไปทั่วชั้นฟ้า ร่วงหล่นสู่พื้นดินจนกลายเป็นสีแดงฉานเข้มข้น
เยาเลือกที่จะระเบิดตัวเองในสถานการณ์ที่ไร้ทางรอด แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เด็ดเดี่ยวปานหินผา
ทว่านี่คือวิถีของชนเผ่าคนเถื่อนโบราณ มีน้อยนักที่จะเลือกอยู่อย่างอดสูในยามที่ความตายมาเยือนถึงเบื้องหน้า
ทะเลโลหิตปลาสนาการไปสิ้น ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง ในวินาทีนั้น แสงอรุณแรกของวันได้ฉายไล้ไปทั่วโลก รุ่งสางได้มาเยือนแล้ว ทว่าไอเย็นยะเยือกยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
การต่อสู้เบื้องล่างยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด เผ่ากลืนกระดูกในป้อมหินมีกำลังพลราวเจ็ดถึงแปดร้อยคน ขณะที่เผ่าอัคคีพิโรธและเผ่าพายุคลั่งส่งคนมาเพียงสามร้อย ทว่าเมื่อรวมกับเหล่านักรบที่หยางไค่ช่วยออกมาจากคุกใต้ดิน พวกเขาก็ดูจะมีชัยในด้านจำนวน
ข้อเสียเปรียบเดียวคือจำนวนพ่อมด ฝั่งพันธมิตรมีพ่อมดเพียงเจ็ดถึงแปดคน ในขณะที่เผ่ากลืนกระดูกมีถึงยี่สิบคน
สมรภูมิจึงยังคงเป็นการประจันหน้าที่สะเทือนเลื่อนลั่น ทั้งสองฝ่ายต่างแลกชีวิตกันอย่างเท่าเทียม ซากศพของเหล่านักรบคนเถื่อนทับถมเพิ่มขึ้นทุกขณะ
ทว่าความสมดุลนั้นพลันพังทลายลงในทันทีที่เยาสิ้นชีพ
เมื่อทะเลโลหิตมลายหายไป ทุกสายตาต่างแหงนมองขึ้นฟ้าเพื่อดูผลลัพธ์ของการต่อสู้เหนือเวหา เพราะนั่นคือสิ่งที่จะตัดสินชะตากรรมของสงครามครั้งนี้
ยามที่เห็นร่างทั้งสามยืนหยัดอยู่กลางท้องฟ้าเหล่านักรบจากสามชนเผ่าต่างโห่ร้องด้วยความยินดีสุดเสียง ในขณะที่ใบหน้าของนักรบเผ่ากลืนกระดูกกลับซีดเผือดราวกับคนตาย
“ฆ่ามัน!” เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้น เหล่านักรบคนเถื่อนบุกเข้าจู่โจมระลอกสุดท้าย เผ่ากลืนกระดูกที่สูญเสียเยาไปย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อกรได้อีก ขวัญกำลังใจที่แตกพ่ายทำให้อำนาจการต่อสู้พังทลายลงในพริบตา
จูและฉีมิเอ่ยคำใด ทั้งสองทะยานลงสู่ภาคพื้นดินเข้าสู่ใจกลางสมรภูมิ พร้อมปลดปล่อยมหาเวทย์พ่อมดอันทรงพลัง ยามที่พวกเขาสะบัดมือ ศัตรูต่างล้มตายดุจใบไม้ร่วง พ่อมดทั้งยี่สิบคนของเผ่ากลืนกระดูกถูกปลิดชีพสิ้นภายในเวลาไม่ถึงสิบชั่วอึดใจ
เมื่อไร้ซึ่งพ่อมดคอยหนุนหลัง พลังต่อสู้ของนักรบเผ่ากลืนกระดูกก็ลดลงจนถึงขีดสุด และถูกกวาดล้างอย่างรวดเร็ว
มันกลายเป็นการเข่นฆ่าเพียงฝ่ายเดียวในช่วงท้ายของศึก ทว่าไม่มีใครแสดงความเวทนาแม้แต่น้อย เพราะศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าคือ ‘เผ่ากลืนกระดูก’! พวกเขาคือเนื้อร้ายของเผ่าพันธุ์คนเถื่อน เป็นชนเผ่าที่ควรจะถูกกำจัดไปเสียตั้งนานแล้ว
การต่อสู้ล่วงเลยไปครึ่งวัน เมื่อทุกอย่างสงบลง ป้อมหินก็เต็มไปด้วยคาวเลือดและซากศพ นักรบเผ่ากลืนกระดูกทุกผู้คนถูกกำจัดจนสิ้นซาก
เหล่านักรบจากสามชนเผ่าเริ่มตรวจสอบสนามรบ และจัดการปลิดชีพศัตรูที่อาจยังเหลือลมหายใจอยู่เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
จากนั้น พวกเขาจึงเริ่มรวบรวมร่างของพี่น้องร่วมเผ่าที่พลีชีพในศึกครั้งนี้
ยามที่ราตรีมาเยือน พิธีกรรมอันเรียบง่ายได้จัดขึ้นที่หน้าป้อมหิน ร่างของเหล่านักรบผู้กล้าจากทั้งสามเผ่าถูกวางเรียงซ้อนกัน ก่อนที่ฉีจะจุดไฟเผาร่างเหล่านั้นด้วยเปลวเพลิงอันศักดิ์สิทธิ์
ชาวคนเถื่อนโบราณเชื่อว่า หลังจากความตาย เปลวเพลิงอันโชติช่วงจะนำพาดวงวิญญาณของพวกเขากลับสู่การโอบกอดของเทพปกรณัมคนเถื่อนอีกครั้งสืบไป
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.