ตอนที่ 3244
3244 / 5804
อ่าน 12 นาที
Chapter 3244 - Yu Zhuo
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 10:16
**บทที่ 3244 - อวี้จั๋ว**
ของกำนัลสำหรับงานประลองยุทธ์ในทุกครานั้นล้วนล้ำค่าและมหาศาลยิ่งเหนือคณา นับเป็นสัจธรรมที่ว่าหากรางวัลไม่ดึงดูดใจพอ ย่อมมิอาจปลุกเร้าเหล่าอัจฉริยะให้สำแดงอานุภาพออกมาได้อย่างเต็มกำลัง โดยปกติแล้ว รางวัลเหล่านี้จะถูกจัดเตรียมขึ้นโดยความร่วมมือของสามสำนักใหญ่แห่งแดนใต้ และมีวังจิตดาราคอยสนับสนุนเพิ่มเติม สิ่งของที่นำมามอบให้มักประกอบด้วยโอสถทิพย์ คัมภีร์วิชาลับ และทักษะเร้นลับที่เหล่ายอดฝีมือต่างถวิลหา
ทว่าสิ่งที่จุดไฟแห่งความปรารถนาในใจของเหล่านักล่าผู้บำเพ็ญเพียรนับหมื่นชีวิตให้ลุกโชนยิ่งขึ้น คือสิทธิ์ของผู้ชนะเลิศทั้งในประเภทบุคคลและประเภทกลุ่ม ที่นอกจากจะได้ครองทรัพยากรอันมหาศาลแล้ว ยังจะได้รับโอกาสอันหาได้ยากยิ่งในการเข้าสู่ ‘เขตหวงห้าม’ ของสามสำนักใหญ่เพื่อขัดเกลาตนเองเป็นเวลาสำนักละหนึ่งเดือน
สามขุมกำลังชั้นนำแห่งแดนใต้นั้นต่างมีแดนศักดิ์สิทธิ์ในการฝึกตนที่แตกต่างกันไป วิหารตะวันครามมี ‘โลกกระจกวิญญาณสวรรค์’ (Divine Ascension Mirror World) วิหารยุทธ์สวรรค์มี ‘วิหารเจตจำนงยุทธ์’ (Martial Intent Temple) และสำนักออร์โธดอกซ์มี ‘วายุดาราภายนอก’ (Outer Astral Wind) ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีเอกลักษณ์อันโดดเด่น โลกกระจกวิญญาณสวรรค์นั้นขึ้นชื่อลือชาในด้านการฝึกปรือพลังวิญญาณ ขณะที่วิหารเจตจำนงยุทธ์คือเขตแดนลับสำหรับการหยั่งรู้ในมรรคาต่างๆ ส่วนวายุดาราภายนอกของสำนักออร์โธดอกซ์นั้นนับเป็นสถานที่ชั้นเลิศสำหรับการขัดเกลาร่างกายให้แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
ดินแดนลี้ลับของสามขุมกำลังนี้ครอบคลุมความต้องการพื้นฐานของการบำเพ็ญเพียรไว้อย่างครบถ้วน หากผู้ใดสามารถย่างกรายเข้าสู่ทั้งสามสถานที่นี้ได้ อนาคตเบื้องหน้าย่อมไร้ขีดจำกัดและรุ่งโรจน์เกินกว่าจะจินตนาการ ใครเล่าจะมิตื่นเต้นกับรางวัลเช่นนี้? เพราะทรัพยากรภายนอกนั้นเป็นเพียงสิ่งเกื้อกูล แต่ความแข็งแกร่งของตนเองต่างหากคือรากฐานที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ชนะเลิศยังมีสิทธิ์ที่จะเลือกเข้าร่วมเป็น ‘ศิษย์สายตรง’ ของสำนักใหญ่แห่งใดก็ได้ตามใจปรารถนา
ทันทีที่เสียงประกาศรางวัลสิ้นสุดลง บรรยากาศในหุบเขาก็พลันเดือดพล่าน ลมหายใจของเหล่านักสู้ต่างติดขัดด้วยความตื่นเต้นจนแทบคลุ้มคลั่ง
อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ตำแหน่งผู้ชนะเลิศมักจะตกเป็นของคนจากสามสำนักใหญ่อยู่เสมอ และพวกเขาก็ล้วนเป็นศิษย์สายตรงอยู่ก่อนแล้ว รางวัลเหล่านี้สำหรับผู้ร่วมประลองกว่าร้อยละเก้าสิบเก้าอาจเป็นดั่งปาฏิหาริย์ แต่สำหรับคนจากสามสำนักใหญ่ มันเป็นเพียงการ ‘ประดับบุปผาบนแพรพรรณ’ หรือการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบที่มีอยู่แล้วเท่านั้น
เหตุผลที่ต้องวางรางวัลล่อใจไว้เช่นนี้ ก็เพื่อให้เหล่านักสู้ที่มิได้สังกัดขุมกำลังยักษ์ใหญ่มีแรงผลักดันที่จะสู้สุดชีวืตเพื่อชิงอันดับที่ดีที่สุด ในรอบหลายปีที่ผ่านมา การพลิกล็อกมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตัวตนที่เคยไร้ชื่อเสียงเรียงนามกลับเจิดจรัสขึ้นในการประลองและถูกขุมกำลังใหญ่รับตัวไปชุบเลี้ยง จนในที่สุดก็ได้กลายเป็นยอดฝีมือผู้สะท้านภพ
สำหรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งนั้นด้อยลงมาเพียงเล็กน้อย พวกเขายังเลือกเข้าสังกัดสามสำนักใหญ่ในฐานะศิษย์สายตรงได้เช่นกัน ทว่าสิทธิ์ในการเข้าเขตหวงห้ามจะลดเหลือเพียงสองแห่ง ส่วนอันดับสามก็จะได้รับสิทธิ์เข้าเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ถัดจากนั้นลงไป เหล่านักสู้จะได้รับเพียงรางวัลทางวัตถุเท่านั้น มิอาจเลือกเข้าสังกัดสำนักใหญ่หรือได้รับโอกาสฝึกปรือในเขตหวงห้ามได้อีก
เมื่อสิ้นเสียงประกาศ เหล่านักสู้ในหุบเขาต่างพากันถกแขนเสื้อและตั้งสัตย์ปฏิญาณในใจว่าจะต้องสำแดงผลงานออกมาให้ดีที่สุด เพราะนี่คือโอกาสเดียวที่พวกเขาจะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต
เฟิงหมิงกล่าวจบก็หันไปพยักหน้าให้เซียวอวี่หยางที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งอีกฝ่ายก็เพียงยิ้มตอบเล็กน้อยเป็นสัญญาณว่าไม่มีสิ่งใดจะกล่าวเพิ่ม เมื่อนั้นเฟิงหมิงจึงชูมือขึ้นและแผดคำรามก้อง “เริ่มการประลองได้!”
*ก๊อง...*
เสียงระฆังและกลองดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วหุบเขา จากนั้นร่างนับร้อยพันพลันทะยานออกมาจากกึ่งกลางขุนเขา แต่ละร่างเปล่งประกายแสงสีที่แตกต่างกันประหนึ่งห่าฝนดาวตกที่ร่วงหล่นลงมาสู่ลานประลองที่วางเรียงรายอยู่ในหุบเขาดุจเบี้ยบนกระดานหมาก
หยางไค่เป็นหนึ่งในนั้น ในฐานะ ‘ผู้ตัดสิน’ ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาต้องปรากฏกายบนเวทีเป็นคนแรก หากจะว่าไปก็น่าขันนักที่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาต้องมารับบทบาทเช่นนี้ ทว่าด้วยความรู้และประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน เขายังคงรักษาความสุขุมไว้ได้อย่างมั่นคง
เมื่อยืนอยู่บนเวทีประลองที่แปด เขาหยิบหยกสื่อสารออกมาและใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบข้อมูลภายในนั้น บรรจุไว้ด้วยตัวเลขที่แทนตัวนักสู้แต่ละคน ลำดับการปรากฏตัวและคู่ต่อสู้ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว สิ่งที่เขาต้องทำคือขานเรียกหมายเลข ควบคุมการประลอง และตัดสินอย่างยุติธรรม เขาเงยหน้าขึ้นและประกาศเสียงกังวาล “รอบที่หนึ่ง หมายเลข 3018 ปะทะ หมายเลข 15611!”
สิ้นเสียงเรียก ร่างเล็กบอบบางร่างหนึ่งพลันร่อนลงบนเวทีอย่างมั่นคง นางก้มกายคำนับและทักทายด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง “คารวะผู้อาวุโส”
[ข้ากลายเป็น ‘อาวุโส’ ไปเสียแล้วหรือนี่?] หยางไค่ลอบรำพึงในใจ [ข้าสงสัยเหลือเกินว่าตัวข้ากับแม่นางผู้นี้ ใครจะแก่กว่ากัน]
อย่างไรก็ตาม ด้วยพลังอำนาจที่เขามีในปัจจุบัน ทั่วทั้งแดนดารามีผู้คนมิตัวกี่มากน้อยที่สามารถยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่จะมาเรียกเขาว่าเป็นรุ่นเยาว์
หยางไค่พยักหน้าและส่งยิ้มให้พลางลอบพินิจนางอย่างละเอียด นางเป็นสตรีร่างเล็กที่รวบผมแกละสองข้างอย่างน่าเอ็นดู เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม อาภรณ์ที่เรียบง่ายขับเน้นทรวดทรงที่สะโอดสะอง ใบหน้าของนางยังคงมีกลิ่นอายแห่งความเยาว์วัยหลงเหลืออยู่ ทว่าตบะของนางกลับไม่ธรรมดา อยู่ในขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับสอง (Second-Order Dao Source Realm) แต่เขามิอาจคาดเดาได้ว่านางมาจากสำนักใด
ในขณะที่หยางไค่กำลังพินิจอยู่นั้น อีกฝั่งของเวทีก็ปรากฏร่างชายหนุ่มในชุดดำที่ดูองอาจ ท่วงท่านั้นเปี่ยมด้วยความมั่นใจ แววตาแฝงไปด้วยความอำมหิตและดุดัน ทำให้เขามีบรรยากาศที่ดูอันตรายอย่างยิ่ง
[ขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับสาม!] หยางไค่เหลือบมองและลอบคิด [คราวนี้หมายเลข 3018 คงต้องเจอกับงานหนักเสียแล้ว]
ใช่ว่าทุกคนจะมีความสามารถในการข้ามระดับเพื่อสังหารศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าได้ดั่งเช่นหยางไค่ โดยส่วนใหญ่แล้ว ความต่างเพียงระดับย่อยเดียวก็เพียงพอที่จะสร้างช่องว่างแห่งพลังอันมหาศาล มิเช่นนั้นเหตุใดทุกคนจึงต้องทุ่มเทฝึกปรือเพื่อหวังจะทะลวงระดับให้ได้? แม้เรื่องเช่นนี้จะมิอาจเหมารวมได้ทั้งหมด เพราะในสถานการณ์ความเป็นความตาย สภาพจิตใจ การกุมความได้เปรียบในสมรภูมิ และความสามารถในการพลิกแพลงคือหัวใจสำคัญ แต่กระนั้นภาพของผู้อ่อนแอกว่าที่พิชิตผู้แข็งแกร่งได้ก็ยังนับเป็นเรื่องที่หาได้ยาก
หมายเลข 3018 ก้มคำนับเมื่อเห็นคู่ต่อสู้ก้าวขึ้นสู่เวที และกล่าวแนะนำตัวอย่างมีมารยาท “อวี้จั๋ว แห่งสำนักหลัวซา!”
ไม่ว่าการต่อสู้จะดำเนินไปในทิศทางใด มารยาทที่จำเป็นย่อมต้องรักษาไว้ ยิ่งมีผู้ตัดสินยืนเฝ้าดูอยู่ข้างสนามเช่นนี้ด้วยแล้ว
ในทางตรงกันข้าม ชายหนุ่มชุดดำกลับมิได้ใส่ใจในเรื่องเหล่านั้น เขาเพียงยกมือขึ้นชี้ไปที่อวี้จั๋วและกล่าวอย่างเย็นชา “ไสหัวไปซะ เจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า”
น้ำเสียงของเขามิได้ฟังดูโอหัง แต่กลับราบเรียบประหนึ่งกำลังกล่าวสัจธรรมที่ว่าเขามีตบะเหนือกว่านางถึงหนึ่งระดับย่อย
เมื่ออวี้จั๋วได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของนางพลันปรากฏริ้วแดงด้วยความโกรธ นางกัดริมฝีปากบางเบาและโต้กลับ “ยังมิได้สู้กันด้วยซ้ำ! ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าข้าจะพ่ายแพ้!?”
ชายหนุ่มชุดดำตอบกลับสั้นๆ “อย่าหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า”
อวี้จั๋วโกรธจนตัวสั่น ทว่านางกลับสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์พลุ่งพล่านในใจ นางหันไปมองหยางไค่ที่ยืนอยู่อย่างสงบนิ่งแล้วถามว่า “ผู้อาวุโส เริ่มได้หรือยังเจ้าคะ?”
นางยืนหยัดอยู่ตรงนี้แล้ว จะให้ถอยหนีเพียงเพราะคำขู่เพียงไม่กี่คำได้อย่างไร? ถึงกระนั้น ท่าทีดูถูกเหยียดหยามของอีกฝ่ายก็ทำให้นางขุ่นเคืองยิ่งนัก หากมิใช่เพราะได้รับการสั่งสอนมาดี นางคงจะถลาเข้าโจมตีไปโดยมิสนอกสนใจหยางไค่แล้ว
หยางไค่ลดสายตาลง กอดอกในท่าทางที่ผ่อนคลายและพยักหน้า “เริ่มได้”
ความจริงแล้วทั้งสองสามารถเปิดฉากสู้ได้ทันทีที่ก้าวขึ้นสู่เวที ทว่ากิริยาที่นอบน้อมของอวี้จั๋วทำให้เขารู้สึกเอ็นดูนางอยู่ไม่น้อย
ทันทีที่คำอนุญาตหลุดจากปากหยางไค่ ชายชุดดำพลันพุ่งเข้าหาอวี้จั๋อดุจพายุหมุน ในมือปรากฏกระบี่ยาวขนาดเท่าตัวคนที่เป็นประกายสายตาแปลบปลาบ เขามาโผล่ตรงหน้านางในพริบตาและฟาดกระบี่ลงสู่ศีรษะของนางอย่างรุนแรง มิมีความเมตตาเพียงเพราะนางเป็นสตรี ดูจากท่วงท่าแล้ว เขาคงหวังจะผ่าร่างนางออกเป็นสองซีกในดาบเดียว
อวี้จั๋วตื่นตระหนกยิ่งนัก นางมิคาดคิดว่าคู่ต่อสู้จะจู่โจมโดยไร้สัญญาณเตือนเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการโจมตีนั้นยังรวดเร็วและเด็ดขาดจนตั้งตัวแทบมิพ้น ในความโกลาหลนั้น นางรีบเรียกแส้อ่อนออกมาเพื่อป้องกันจุดสำคัญของร่างกายทันที
เสียงปะทะของโลหะดังกังวาลหยาดประกายไฟกระเด็นว่อน ร่างทั้งสองเคลื่อนที่ไปทั่วเวทีอย่างรวดเร็ว ร่างหนึ่งถอยร่น อีกร่างหนึ่งรุกคืบ ชายชุดดำไล่ล่ากดดันอย่างหนักหน่วง พลังจากกระบี่ของเขานั้นหนักอึ้งและดุดัน ทุกครั้งที่เหวี่ยงกระบี่ล้วนเต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง เขาพุ่งเป้าไปที่การจู่โจมโดยมิแยแสการป้องกันแม้แต่น้อย การโจมตีนั้นโหมกระหน่ำใส่อวี้จั๋วจนนางแทบจะหายใจไม่ทัน
ด้วยตบะที่สูงกว่าหนึ่งระดับ บวกกับความได้เปรียบที่กุมไว้ได้จากการลงมือก่อน ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาจะเป็นฝ่ายคุมสมรภูมิ อย่างไรก็ตาม อวี้จั๋วก็มิใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน แส้อ่อนในมือนางขยับเขยื้อนดุจแขนขา แม้จะสูญเสียจังหวะเริ่มแรกไป แต่นางก็ยังสามารถรับมือกับการจู่โจมอันบ้าคลั่งนั้นได้อย่างทันท่วงที แม้ลมหายใจจะเริ่มติดขัดและมีวี่แววจะปราชัย แต่นางก็ยังคงยืนหยัดมิยอมสำแดงจุดอ่อนออกมาให้เห็น
หยางไค่เฝ้ามองภาพตรงหน้าพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาต้องตั้งใจดูให้ดีเพราะหน้าที่ของผู้ตัดสินคือการยับยั้งการบาดเจ็บล้มตายที่มิจำเป็น กล่าวคือ เขาต้องยุติการประลองทันทีเมื่อเห็นว่าผลแพ้ชนะปรากฏชัดแจ้งก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายแรง นี่คือการประลองวันแรก รอบแรก เขาจึงมิปรารถนาให้เกิดความผิดพลาดใดๆ
หากจะให้พูดตามตรง ในใจของเขานั้นค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางอวี้จั๋ว แต่นั่นมิใช่เรื่องเพศ ทว่าคือมารยาทที่นางแสดงต่อเขา ต่างกับชายชุดดำผู้โอหังที่ทำใหเขารู้สึกรำคาญใจ [ข้าคือผู้ตัดสินเวทีที่แปด เจ้าไม่ทักทายข้าว่าผู้อาวุโสก็แย่พอแล้ว แต่นี่เจ้ากลับมิแม้แต่จะเหลือบมองข้าตอนขึ้นมาบนเวทีด้วยซ้ำ?]
ทว่าผู้ตัดสินย่อมมิอาจลำเอียง หยางไค่จึงได้แต่เฝ้าสังเกตการณ์และลอบถอนใจ [อวี้จั๋วผู้นี้เสียเปรียบยิ่งนัก ไม่เพียงตบะจะต่ำกว่า แต่ยังสูญเสียจังหวะการต่อสู้ไปเสียสิ้น หากไม่มีสิ่งใดแปรเปลี่ยน ผลแพ้ชนะคงจะปรากฏในไม่ช้า]
ทั้งสองยังคงไล่ล่ากันด้วยความเร็วสูงบนเวที และมาถึงขอบลานประลองในชั่วพริบตา
อวี้จั๋วถูกกดดันจนต้องถอยร่นมาถึงจุดนี้ ทำให้นางมิมีเวลาใส่ใจกับสถานการณ์ใต้ฝ่าเท้า กว่าจะรู้ตัวว่าเท้าของนางเสียหลัก สิ่งต่างๆ ก็สายไปเสียแล้ว นางจะพ่ายแพ้ทันทีหากร่วงหล่นลงจากเวที ไม่ว่านางจะยังสู้ต่อไหวหรือไม่ ความเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันทำให้นางตื่นตระหนกและหลุดเสียงร้องออกมาขณะที่ร่างกายกำลังหงายหลังเสียสมดุล
ในทางกลับกัน นี่คือสิ่งที่ชายชุดดำรอคอยมาตลอด เขาไล่ตามมาโดยตลอดจึงมองเห็นในสิ่งที่อวี้จั๋วมองข้าม เขาเผยยิ้มเหี้ยมเกรียมและแผดตะโกน “ร่วงไปซะ!”
พร้อมกับคำราม เขาฟาดกระบี่ลงมาหมายจะปลิดชีพ
หยางไค่เกือบจะยื่นมือเข้าช่วยทว่าในเสี้ยววินาทีวิกฤตนั้น ร่างของอวี้จั๋วกลับบิดงอในองศาที่เหนือจินตนาการ นางใช้เท้าข้างหนึ่งเกาะขอบเวทีไว้แน่น ขณะที่ร่างกายเอนไปข้างหลังเพื่อหลบคมกระบี่ของชายชุดดำได้อย่างหวุดหวิด ทันใดนั้นนางพลันสะบัดแส้อ่อนเข้าพันรอบกระบี่ของคู่ต่อสู้ และใช้มันเป็นจุดยึดเหนี่ยวเพื่อเหวี่ยงตัวเองขึ้นและร่อนลงสู่พื้นเบื้องหลังของเขาอย่างนุ่มนวล
สถานการณ์กลับตาลปัตรในพริบตา!
เหล่านักสู้ที่เฝ้าชมอยู่ต่างพากันตกตะลึง ขณะที่นักสู้กลุ่มหนึ่งพากันส่งเสียงเชียร์กึกก้อง ซึ่งมิใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเหล่าศิษย์จากสำนักหลัวซาที่มาคอยให้กำลังใจนางนั่นเอง
แม้แต่หยางไค่เองยังรู้สึกประหลาดใจ เขาคาดไม่ถึงว่าอวี้จั๋วจะสามารถหาทางรอดจากสถานการณ์คับขันเช่นนั้นได้ เขาดูออกว่านางมิได้วางแผนไว้ก่อน เพราะความตื่นตระหนกบนใบหน้าของนางตอนเสียหลักนั้นมิใช่การเสแสร้ง แต่นางกลับเอาตัวรอดมาได้ด้วยสัญชาตญาณและการพลิกแพลงตามสถานการณ์ที่ยอดเยี่ยมยิ่ง!
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.