ตอนที่ 4698
4696 / 5804
อ่าน 11 นาที
Chapter 4698 – My Name Is Zhao Ya
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 13:27
บทที่ 4698 – นามของข้าคือจ้าวหยา
แปลโดย: Silavin & Jon
ตรวจสอบการแปล: PewPewLazerGun
บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร: Leo of Zion Mountain & Dhael Ligerkeys
ทันทีที่สายฟ้าฟาดลงมา กลิ่นอายแห่งขอบเขตทะยานสู่ความเป็นอมตะก็แผ่กระจายออกไปอย่างบ้าคลั่ง เสียงอึกทึกจากการต่อสู้ภายในลานบ้านทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของหูสวินที่ดังเล็ดลอดออกมา
สวีฮ่าวไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นภายใน แม้ใจอยากจะเข้าไปดู แต่เขากลับไม่สามารถเข้าใกล้ลานบ้านได้แม้แต่ก้าวเดียว
หนึ่งก้านธูปผ่านไป เสียงอึกทึกครึกโครมก็ค่อยๆ สงบลง
คฤหาสน์กว่าครึ่งพังพินาศจากผลพวงของการต่อสู้ สวีฮ่าวรีบรุดเข้าไปยังใจกลางสมรภูมิ และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ม่านตาของเขาหดเล็กลงอย่างรุนแรง
ร่างหนึ่งในอาภรณ์สีขาวโพลนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต ยืนตระหง่านอยู่กลางสมรภูมิอันยุ่งเหยิง ในมือของนางกุมทวนยาวไว้มั่น โลหิตหยดติ๋งๆ จากปลายทวนเงิน ตรงหน้านาง หูสวินกำลังพิงกำแพง ใช้สองมือของตนกุมลำคอไว้ ร่างของเขายับเยินเต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วน ไม่สามารถเอ่ยวาจาใดๆ ได้อีก มีเพียงสายเลือดที่ไหลทะลักไม่หยุดผ่านซอกนิ้วมือ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ยังคงฉายแววโหยหาชีวิต
สวีฮ่าวตกตะลึงจนสิ้นสติ
ไม่เพียงแต่หูสวินจะพ่ายแพ้ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รอดชีวิตแล้ว
ภาพที่เห็นนี้เหลือเชื่อเกินไปสำหรับสวีฮ่าว
ต้องไม่ลืมว่าหูสวินนั้นอยู่ในขอบเขตทะยานสู่ความเป็นอมตะขั้นที่สาม ในขณะที่จ้าวหยาเพิ่งจะทะลวงผ่านสู่ขอบเขตทะยานสู่ความเป็นอมตะเท่านั้น
*เป็นไปได้อย่างไร? หูสวินพ่ายแพ้ได้อย่างไรกัน?*
ชั่วขณะต่อมา สวีฮ่าวสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเข้มข้นที่ถาโถมเข้าใส่เขาราวกับสึนามิ ร่างกายของเขารู้สึกเย็นเยียบไปทั่วราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง
แสงเย็นเยียบวาบหนึ่งขยายใหญ่ขึ้นต่อหน้าบดบังทัศนวิสัยของเขา
จ้าวเย่ไป๋ที่มาถึงทันเวลาพอดี รีบร้องตะโกนขึ้น “เสี่ยวหยา หยุด! เขาคือน้องชายของเจ้า!”
ลมกรรโชกแรงพัดผ่านใบหน้าของสวีฮ่าว ปลายทวนแหลมคมสัมผัสเข้ากับหน้าผากของเขา กรีดเป็นทางจนโลหิตไหลซิบ เมื่อทัศนวิสัยกลับมาเป็นปกติ เขาก็เห็นว่าจ้าวหยายืนอยู่ห่างจากเขาเพียงสามก้าว ทวนของนางจออยู่ที่ศีรษะของเขาอย่างแท้จริง
เหงื่อเย็นกาฬไหลท่วมตัวเขาทันที เขาเพิ่งรอดจากประตูมรณะมาได้อย่างหวุดหวิด
หากจ้าวเย่ไป๋ตะโกนไม่ทันเวลา ป่านนี้สวีฮ่าวคงกลายเป็นศพไปแล้ว บัดนี้เองที่เขาตระหนักได้ว่าที่จ้าวเย่ไป๋เคยกล่าวว่าจ้าวหยามีอารมณ์ที่โหดเหี้ยมนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
“เสี่ยวหยา!” เจินเสวี่ยเหมยร้องคร่ำครวญและรีบวิ่งเข้าไปกุมแขนบุตรสาวของนาง นางมีสีหน้าวิตกกังวลขณะสำรวจร่างกายของบุตรสาว “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
สวีเหลียงไฉมีสีหน้าสับสนขณะชำเลืองมองจ้าวหยา แต่ไม่นานความสนใจของเขาก็ถูกดึงไปยังหูสวินที่กำลังจะสิ้นใจ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวงและอุทานออกมา “ฮ่าวเอ๋อร์ ไปดูอาการพี่ชายของเจ้า เดี๋ยวนี้!”
สวีฮ่าวพยักหน้ารับแล้วพุ่งเข้าไปหาหูสวินเพื่อตรวจสอบบาดแผลของเขาทันที
จิตสังหารที่พลุ่งพล่านของจ้าวหยาสลายไปในทันทีที่จ้าวเย่ไป๋เอ่ยเรียกนาง ด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความห่วงใย นางเอ่ยถาม “ท่านเป็นอะไรหรือไม่ พี่ใหญ่เย่ไป๋?”
“ข้าไม่เป็นไร” จ้าวเย่ไป๋ส่ายหน้า
“เมื่อครู่พวกท่านคุยอะไรกัน?” จ้าวหยาดูสับสน
จ้าวเย่ไป๋อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว “เสี่ยวหยา หากข้าเดาไม่ผิด ป้าเหมยคือมารดาของเจ้า และลุงสวีคือบิดาของเจ้า ส่วนสวีฮ่าวคือน้องชายของเจ้า”
“ท่านแม่?” ม่านตาของจ้าวหยาหดเกร็ง นางมองไปยังเจินเสวี่ยเหมยอย่างเหม่อลอย ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
ราวกับไข่มุกที่ขาดสะบั้นจากเส้นด้าย หยาดน้ำตาของเจินเสวี่ยเหมยไหลรินอาบสองแก้มขณะที่นางพยักหน้าซ้ำๆ “ลูกแม่ ข้าคือแม่ของเจ้า!”
ในชั่วพริบตา จิตใจของจ้าวหยาก็ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย อย่างไรเสียนางเพิ่งผ่านการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายมาหมาดๆ แล้วจู่ๆ ก็มีคนมาอ้างตัวอย่างหนักแน่นว่าเป็นมารดาของนาง นางไม่อาจทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ได้เลย
นางคงไม่เชื่อหากเป็นผู้อื่นที่พูด แต่สำหรับจ้าวเย่ไป๋แล้ว นางไม่มีวันสงสัยในคำพูดของเขาเลย
“เมื่อครั้งที่เจ้าบาดเจ็บก่อนหน้านี้ ป้าเหมยเป็นคนช่วยทำแผลให้เจ้าในกระท่อมไม้ ตอนนั้นเองที่นางเห็นปานรูปดอกเหมยบนไหล่ซ้ายของเจ้า บุตรสาวของป้าเหมยก็มีปานแบบเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น อายุของเจ้าก็ตรงกับอายุของบุตรสาวนาง” จ้าวเย่ไป๋ถอนหายใจ
จ้าวหยามองเจินเสวี่ยเหมยที่กำลังร้องไห้อย่างเหม่อลอย ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ว่าหญิงสูงวัยเคยบอกว่านางมีบุตรสาวที่อายุไล่เลี่ยกันกับนาง
ทว่า ตลอดเวลาที่จ้าวหยาอยู่ที่นี่ นางไม่เคยเห็นบุตรสาวที่เจินเสวี่ยเหมยเคยกล่าวถึงมาก่อน แต่นางไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็น จึงไม่เคยเอ่ยปากถาม
บัดนี้ดูเหมือนว่านางคือบุตรสาวที่เจินเสวี่ยเหมยพูดถึงนั่นเอง
“ข้าขอโทษนะ เสี่ยวหยา ข้าดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ” เจินเสวี่ยเหมยรู้สึกราวกับว่าน้ำตาของนางจะไม่มีวันเหือดแห้ง
ดวงตาของจ้าวหยาก็เริ่มแดงก่ำขึ้นช้าๆ เช่นกัน นางจ้องมองสตรีตรงหน้าและเอ่ยเรียกเบาๆ “ท่านแม่…”
เจินเสวี่ยเหมยยกมือปิดปากสะอื้นไห้ นางรอคอยมานานถึงยี่สิบปีเพื่อจะได้ยินบุตรสาวเรียกนางว่า ‘ท่านแม่’ บัดนี้เมื่อความปรารถนาของนางเป็นจริงแล้ว นางรู้สึกว่าตายตาหลับแล้ว
ในทางกลับกัน สวีเหลียงไฉกำลังยืนอยู่ข้างหูสวินด้วยท่าทีหวาดวิตก แม้สวีฮ่าวจะถ่ายทอดพลังของตนเข้าสู่ร่างของหูสวินเพื่อพยายามช่วยชีวิตเขา แต่ความพยายามของเขาก็ไร้ผล
ในตอนแรก หูสวินยังคงส่งเสียงครืดคราดในลำคอได้บ้าง แต่เพียงครู่ต่อมา เขาก็เงียบเสียงลงและเบิกตากว้าง มือของเขาอ่อนปวกเปียก พลังชีวิตได้สลายไปสิ้น
สวีฮ่าวค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับแผ่นกระดาษ
“เขาตายแล้ว?” ราวกับถูกสายฟ้าฟาด สวีเหลียงไฉโซซัดโซเซถอยหลังไปสองสามก้าวก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้น “จบสิ้นแล้ว... ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว!”
หูสวินถูกสังหารในบ้านของเขา และฆาตกรคือบุตรสาวที่เขาทอดทิ้งไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ไม่มีทางที่คนจากวิหารทะเลวิญญาณจะปล่อยพวกเขาไปแน่ ไม่เพียงแต่อนาคตของสวีฮ่าวจะถูกทำลาย แต่ทั้งครอบครัวของพวกเขาก็ถึงคราววิบัติด้วย
เขาลุกพรวดขึ้นและพุ่งเข้าหาจ้าวหยา ก่อนจะตบหน้าของนางอย่างเกรี้ยวกราด
เสียงตบดังลั่น รอยแดงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจ้าวหยา
“ดูสิ่งที่เจ้าทำลงไปสิ!” สวีเหลียงไฉเกรี้ยวกราดอย่างถึงที่สุด
“ท่านทำอะไรน่ะ!?” เจินเสวี่ยเหมยรีบมายืนขวางหน้าจ้าวหยา กางแขนออกราวกับแม่ไก่ที่ปกป้องลูกเจี๊ยบของตน
สวีเหลียงไฉตวาด “นางมันตัวซวย! ข้าทิ้งนางไปเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว แล้วไยนางจึงกลับมาในเวลานี้? ทันทีที่นางกลับมา ก็นำหายนะเช่นนี้มาให้เรา! หากข้ารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าคงบีบคอนางให้ตายด้วยมือของข้าเองไปแล้ว!”
“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!?” เจินเสวี่ยเหมยอุทาน
ด้านหลังนาง จ้าวหยาก้มหน้าลงต่ำ หยาดน้ำตาหยดลงบนพื้น นางพึมพำ “เช่นนั้น... ข้าถูกทอดทิ้ง”
สวีเหลียงไฉตะคอก “ใช่ ข้าเองที่เป็นคนทิ้งเจ้าไว้บนภูเขา! ทำไมเจ้าไม่ถูกสัตว์ร้ายคาบไปกินเสีย!? ทำไมเจ้ายังไม่ตาย!?”
“พอได้แล้ว! ตงเอ๋อร์เป็นลูกของท่านนะ!” เจินเสวี่ยเหมยตัวสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก
“นางนำหายนะมาสู่ครอบครัวเราทันทีที่ปรากฏตัว! ข้าไม่มีลูกสาวเช่นนี้! ตอนนี้หูสวินตายแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับฮ่าวเอ๋อร์? จะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเรา? ไม่มีทางที่คนจากวิหารทะเลวิญญาณจะให้อภัยเรา! เราถึงคราววิบัติแล้ว! ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนาง!”
เจินเสวี่ยเหมยคำราม “หูสวินเป็นคนชั่วช้า เขาต้องการจะล่วงเกินตงเอ๋อร์! จะให้นางไม่ต่อสู้ขัดขืนหรือ? เขาได้รับสิ่งที่เขาสมควรได้รับแล้ว!”
“หุบปากนะ นางแพศยา!”
“พี่ใหญ่เย่ไป๋!” จ้าวหยาพลันเงยหน้ามองจ้าวเย่ไป๋และเผยรอยยิ้มอ่อนโยน “ท่านช่วยออกไปที่อื่นสักครู่ได้หรือไม่? ข้าอยากจะคุยกับบิดามารดาของข้า”
จ้าวเย่ไป๋ขมวดคิ้วขณะมองรอยแดงบนใบหน้าของนาง แม้จะลังเล แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้า จากนั้นจึงเดินออกจากลานบ้านไปจนลับสายตา
สวีเหลียงไฉที่ยังคงสาปแช่งไม่หยุดพลันชะงักงัน เมื่อสายตาของเขาจับจ้องอีกครั้ง เขาก็พบว่าตนเองกำลังจ้องมองปลายทวนเงินที่อยู่ตรงหน้าใบหน้าของเขา ด้วยน้ำเสียงสั่นเทา เขาเอ่ย “จ-เจ้าจะทำอะไร? ข้าคือพ่อของเจ้านะ เจ้าจะฆ่าข้างั้นรึ?”
เจินเสวี่ยเหมยก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก นางส่ายหน้าให้จ้าวหยาด้วยความวิตกกังวล “อย่าทำอะไรวู่วามนะ ตงเอ๋อร์!”
แม้จะชิงชังสวีเหลียงไฉมาตลอดที่ทอดทิ้งลูกของนางไป แต่จ้าวหยาก็เป็นธิดาของเขา หากนางตัดสินใจฆ่าบิดาตัวเอง เรื่องนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง
หัวใจของสวีฮ่าวกระตุกวูบขึ้นมาถึงลำคอ เขาได้เห็นกับตาแล้วว่าจ้าวหยาสังหารหูสวินอย่างโหดเหี้ยมเพียงใด หากนางตัดสินใจจะลงมือฆ่าที่นี่ เขาก็ไร้พลังที่จะหยุดยั้ง
ดูเหมือนว่ามีเพียงจ้าวเย่ไป๋เท่านั้นที่สามารถหยุดยั้งนางจากการกระทำที่ไร้เหตุผลได้
ไม่น่าแปลกใจเลยที่นางบอกให้จ้าวเย่ไป๋ออกไปก่อน เห็นได้ชัดว่านางไม่ต้องการให้ชายผู้นั้นเห็นนางในสภาพที่โหดร้ายและไร้หัวใจเช่นนี้
“เมื่อข้ายังเด็ก ข้ารู้อยู่แล้วว่าข้าถูกป้าลู่เก็บมาเลี้ยง ท่านเปรียบเสมือนมารดาของข้า และท่านก็ดูแลข้าเป็นอย่างดี ยังมีลุงหยางอีก พี่ใหญ่เย่ไป๋มักจะพูดเสมอว่าหากบิดาของข้ายังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะเป็นคนที่น่ารักใคร่เช่นลุงหยาง ดังนั้นข้าจึงเชื่อเสมอมาว่าในเมื่อข้ามีทั้งคนที่เปรียบเสมือนบิดาและมารดา ข้าก็ไม่ได้ขาดสิ่งใดเลย ข้าออกจากเมืองเจ็ดดาราเมื่ออายุเจ็ดขวบและเข้าร่วมนิกายเจ็ดดารา แม้อาจารย์ของข้าจะดูเหมือนคนเลือดเย็น แต่แท้จริงแล้วท่านเป็นคนดี ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังมีพี่ใหญ่เย่ไป๋อีก”
“เจ้าพยายามจะพูดอะไรกันแน่ ตงเอ๋อร์?” เจินเสวี่ยเหมยจ้องมองนางด้วยสีหน้าหวาดผวา
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าของจ้าวหยา “ข้าไม่เคยคิดที่จะตามหาบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเลย สำหรับข้าแล้ว ผู้ที่เลี้ยงดูข้ามาคือสมาชิกในครอบครัวของข้า ส่วนพวกท่าน... ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับข้าเลย”
สวีเหลียงไฉกลืนน้ำลายและพูดอย่างอ่อนแรง “ข้าคือพ่อบังเกิดเกล้าของเจ้านะ”
จ้าวหยายิ้มตอบ “ท่านมีสิทธิ์อะไรมาอ้างว่าเป็นบิดาของข้า ในเมื่อท่านไม่เคยคิดจะเลี้ยงดูข้าเลย? ท่านคิดว่าท่านเป็นใครถึงมาสั่งสอนข้าได้?”
ขณะที่นางดันปลายทวนไปข้างหน้าอีกครั้ง สวีเหลียงไฉก็โซซัดโซเซถอยหลังและตะโกน “จ-เจ้าทำแบบนี้กับข้าไม่ได้!”
“ข้าคงจะถูกตราหน้าว่าเป็นลูกอกตัญญูและชั่วร้ายหากข้าแทงทวนนี้เข้าไปในหัวของท่าน ท่านอยากจะลองดูหรือไม่?”
ใบหน้าของเจินเสวี่ยเหมยซีดเผือด “ได้โปรดอย่าทำเลย ตงเอ๋อร์!”
สีหน้าของจ้าวหยาเย็นชา ขณะที่นางเอ่ยลอดไรฟัน “นามของข้าคือ จ้าวหยา!”
ทันใดนั้น นางก็เก็บทวนของนางและโค้งคำนับให้เจินเสวี่ยเหมย “ขอบคุณมากที่ดูแลข้าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานะเจ้าคะ ท่านป้าเหมย ต่อไปนี้โปรดดูแลตัวเองด้วย”
เจินเสวี่ยเหมยร้องไห้ “เจ้าก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีเช่นกันนะ”
ด้วยสีหน้าเรียบเฉย จ้าวหยาพยักหน้าและเดินจากไป
“เจ้าหนีไม่พ้นหรอก” สวีฮ่าวที่เงียบอยู่นานถอนหายใจ “ในเมื่อท่านพี่หูสวินตายแล้ว ตะเกียงชีวิตของเขาก็ย่อมดับลงอย่างไม่ต้องสงสัย คนจากวิหารทะเลวิญญาณต้องรู้เรื่องการตายของเขาแล้ว ข้าเดาว่าท่านอาจารย์ของข้ากำลังรีบมาที่นี่”
สวีเหลียงไฉพยักหน้าซ้ำๆ “เจ้าจะไปแบบนี้ไม่ได้! รอให้คนจากวิหารทะเลวิญญาณมาแล้วอธิบายทุกอย่างกับพวกเขาซะ!”
จ้าวหยาไม่สนใจเขา แต่นางก็หยุดฝีเท้าในไม่ช้าและมองไปยังทิศทางหนึ่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นข้างกายนางอย่างกะทันหัน จ้าวเย่ไป๋กลับมาแล้ว เขาจับมือของจ้าวหยาและพูดอย่างร้อนรน “เราต้องรีบหนี เดี๋ยวนี้! มีบางอย่างผิดปกติ!”
เขาอยู่ในขอบเขตแปรเปลี่ยนลมปราณเท่านั้น ดังนั้นประสาทสัมผัสของเขาจึงไม่เฉียบคมเท่าของจ้าวหยา อย่างไรก็ตาม เขากลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างสัญชาตญาณ ราวกับว่ามีเรื่องเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้น
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.