ตอนที่ 4686
4684 / 5804
อ่าน 11 นาที
Chapter 4686 – I Heard You Shared Fate with My Disciple
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 13:25
**บทที่ 4686 – ได้ยินว่าเจ้ากับศิษย์ข้า...มีวาสนาต่อกัน**
**ผู้แปล:** Silavin & Jon
**ตรวจทานการแปล:** PewPewLazerGun
**บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร:** Leo of Zion Mountain & Dhael Ligerkeys
“เจ้าคงต้องขยันให้มากขึ้นอีกหน่อย เพราะระดับการบ่มเพาะของอาจารย์เจ้าน่ะ...สูงส่งกว่าสวรรค์ชั้นฟ้าเสียอีก!” หยางไค่ชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมรอยยิ้ม
เสิ่นซิงเม้มริมฝีปากด้วยความดูแคลน ในใจคิดว่าหยางไค่คงทำได้แค่หลอกเด็กสาวไร้เดียงสาเช่นนางเท่านั้น
ทันใดนั้น หยางไค่ก็หันมามองเขา “ได้ยินมาว่าเจ้ากับศิษย์ข้า...มีวาสนาต่อกัน”
ใบหน้าของเสิ่นซิงพลันแดงก่ำ เขารีบกล่าวซ้ำๆ ว่าไม่กล้า ไม่กล้า
ทว่าในใจกลับคิดว่า บรรพชนจากนิกายเจ็ดดารานี้ช่างใจแคบนัก การตอบโต้มาเร็วกว่าที่คาดไว้เสียอีก อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงปรมาจารย์ขอบเขตจักรพรรดิจากวังดาวทักษิณ และจำต้องรักษาชื่อเสียงของตนเองไว้ หากถูกหยามเกียรติต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ ต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้?
ขณะที่เขากำลังเดือดดาลอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงของหยางไค่ดังขึ้น “แม่หนู ไปถามผู้อาวุโสท่านนั้นสิว่าเหตุใดถึงสนใจรับเจ้าเป็นศิษย์ ข้าต้องการรายละเอียดทั้งหมด มิเช่นนั้นผู้คนที่ไม่รู้เรื่องราวก็จะพากันคิดว่าวันนี้ข้าไปกดขี่ข่มเหงเขา”
แม้ว่าจ้าวหย่าจะมุ่งมั่นตั้งใจบ่มเพาะพลังเพื่อทำให้อาจารย์ของนางได้ลิ้มรสการเป็นคนงาน แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงเชื่อฟังเป็นอย่างดี นางจึงลุกขึ้นและเดินตรงไปยังอัฒจันทร์
เมื่อไปถึงเบื้องหน้าเสิ่นซิง นางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง “คารวะผู้อาวุโส ท่านอาจารย์ของข้าให้ข้ามา...”
เสิ่นซิงรีบยกมือขึ้นห้าม “มิต้องกล่าวแล้ว ท่านอาจารย์ของเจ้าอาจได้ยินผิดไป ข้ามิได้กล่าวว่าต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์ เพียงแต่คิดว่ามีสมบัติชิ้นหนึ่งในของสะสมของข้าที่น่าจะเหมาะกับเจ้าอย่างยิ่ง”
กล่าวจบ เขาก็ล้วงหยิบบางสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกำไลข้อมือออกมา ก่อนจะยื่นให้เด็กสาวพร้อมรอยยิ้ม “เอ้านี่ นี่คือสิ่งที่อาจารย์ผู้นี้ได้รับมาเมื่อนานมาแล้ว และทะนุถนอมมันมาโดยตลอด ในเมื่อมันเหมาะกับเจ้า ข้าขอมอบให้ ถือเสียว่าเป็นของขวัญที่เจ้าได้พบอาจารย์ที่ดี”
เหล่าผู้อาวุโสแห่งนิกายเจ็ดดาราและตัวแทนจากขุมกำลังใหญ่บนอัฒจันทร์ต่างสูดลมหายใจเย็นเยียบ จ้องมองไปยังกำไลข้อมือที่ดูเก่าแก่โบราณนั้นเป็นตาเดียว
กำไลข้อมือวงนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์จักรพรรดิประเภทป้องกันตัว แม้จะไม่รู้ว่ามันทรงพลังเพียงใด แต่ในเมื่อเป็นถึงสิ่งประดิษฐ์จักรพรรดิ ย่อมต้องมีราคาสูงลิบลิ่ว พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาว่าเสิ่นซิงจะยอมมอบมันให้กับเด็กสาวตัวน้อยๆ เช่นนี้ง่ายดายถึงเพียงนี้
ทว่าแทนที่จะรับมาโดยตรง จ้าวหย่ากลับหันไปมองหยางไค่ด้วยแววตาสงสัย ซึ่งหยางไค่เพียงแต่ประสานมือไว้ด้านหลังแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้าราวกับมีบางสิ่งที่น่าสนใจอยู่บนนั้น
เมื่อเข้าใจความหมายจากท่าทางของเขา จ้าวหย่าจึงประสานมือคารวะอย่างงดงาม “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสมากเจ้าค่ะ”
จากนั้นนางจึงรับกำไลมาด้วยสองมือแล้วสวมลงบนข้อมือ กำไลที่เคยใหญ่กว่าข้อมือของนางมากนัก พลันส่องประกายแสงนวลตาก่อนจะหดขนาดลงจนพอดีกับข้อมือของนางอย่างน่าอัศจรรย์
ภาพที่เห็นทำให้จ้าวหย่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง
เสิ่นซิงลูบเคราของตนเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม “มันเหมาะกับเจ้าจริงๆ” ทว่าแผ่นหลังของเขากลับชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น ในใจคิดว่าตนเองนั้นไหวพริบดีนัก มิเช่นนั้นคงต้องขายหน้าเป็นแน่
จ้าวหย่ามองกำไลวงใหม่จากมุมต่างๆ ด้วยความยินดี นางเป็นเพียงเด็กน้อยจากครอบครัวยากจน จึงไม่รู้จักเครื่องประดับใดๆ แต่ถึงกระนั้น เด็กสาววัยนี้ย่อมชื่นชอบของสวยงามเช่นนี้เป็นธรรมดา
ในยามนี้ นางรู้สึกว่าเสิ่นซิงช่างเป็นมิตรและใจกว้างยิ่งนัก จึงส่งยิ้มหวานให้เขา
ประมุขนิกายวสันต์ทองคำพลันเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ในเมื่อผู้อาวุโสเสิ่นได้มอบของขวัญให้เจ้าแล้ว หากข้าจะไม่ทำเช่นนั้นก็คงจะเป็นการเสียมารยาท นี่เป็นของเล็กๆ น้อยๆ อาจไม่มีค่าเท่าของขวัญของผู้อาวุโสเสิ่น แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะชอบมัน”
กล่าวจบ เขาก็หยิบปิ่นปักผมอันเล็กกระทัดรัดออกมา บนปิ่นนั้นมีแมลงปอสีแดงสดที่ทำจากหยกสลักเสลาได้ราวกับมีชีวิตจริง
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งศาสตราป้องกันตัว แม้จะด้อยกว่ากำไลข้อมือเพราะเป็นเพียงระดับต้นกำเนิดเต๋า แต่มันกลับเป็นของล้ำค่าที่สุดที่ประมุขนิกายวสันต์ทองคำครอบครองอยู่
“ให้ข้าหรือเจ้าคะ?” จ้าวหย่าประหลาดใจ
ประมุขนิกายวสันต์ทองคำพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“มิต้องจริงๆ เจ้าค่ะ...” จ้าวหย่าแสดงท่าทีเขินอายและลังเล แต่ถึงจะพูดเช่นนั้น นางก็รีบรับปิ่นปักผมมาประดับไว้บนศีรษะอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อประมุขนิกายวสันต์ทองคำได้มอบของขวัญให้แล้ว ตัวแทนจากนิกายอื่นๆ ก็ย่อมไม่กล้านิ่งเฉย ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างความสัมพันธ์กับบรรพชนแห่งนิกายเจ็ดดารา ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงล้วงหยิบของล้ำค่าที่สุดในคลังสมบัติของตนออกมามอบให้แก่เด็กสาวตัวน้อย
นอกเหนือจากตัวแทนของนิกายอื่นแล้ว เหล่าผู้อาวุโสของนิกายเจ็ดดาราก็ทำเช่นเดียวกัน
อย่างไรเสียนางก็เป็นศิษย์ของนิกายตนเอง ในเมื่อคนนอกยังใจกว้างถึงเพียงนี้ พวกเขาจะยืนดูอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร ดังนั้น ซ่างกวนจี้จึงเป็นผู้ริเริ่มมอบของขวัญให้นางก่อน จากนั้นผู้อาวุโสและผู้พิทักษ์คนอื่นๆ ก็ทำตาม
เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของจ้าวหย่าก็ประดับประดาไปด้วยของขวัญล้ำค่า ทั้งบนศีรษะ ร่างกาย และมือของนาง ล้วนแล้วแต่เป็นของหายากและมีราคา
เมื่อเห็นเช่นนั้น ซ่างกวนจี้จึงรีบมอบแหวนมิติวงหนึ่งให้นางเพื่อเก็บของขวัญเหล่านั้น
ในขณะเดียวกัน ผู้คนที่เฝ้ามองอยู่ต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก ในใจคิดว่าเด็กสาวที่ชื่อจ้าวหย่าผู้นี้ จะกลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
นางเพิ่งจะได้รับการยอมรับเป็นศิษย์ ก็ได้รับของขวัญมากมายถึงเพียงนี้แล้ว ในวันที่นางเติบใหญ่และทรงพลังขึ้น นางจะประสบความสำเร็จมากมายเพียงใดกัน?
“เห็นความแตกต่างระหว่างเจ้าทั้งสองหรือไม่?” หยางไค่กระซิบเสียงเบา
จ้าวเย่ไป๋ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ มองไปยังจ้าวหย่าด้วยรอยยิ้มแล้วพยักหน้า
“เจ้ากับนางอยู่คนละโลก หากนางเปรียบดั่งหงส์ฟ้า เจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับไส้เดือนในโคลนตม ตอนนี้นางยังเยาว์วัย แต่เมื่อนางเติบใหญ่ขึ้น โลกทัศน์ของนางก็จะกว้างขึ้น แล้วนางจะลืมเลือนว่าเจ้าเป็นใคร อย่างมากที่สุด...ศตวรรษละครั้งนางอาจจะระลึกได้ว่าเคยมีเพื่อนเล่นชื่อจ้าวเย่ไป๋ในอดีต” หยางไค่ยังคงบั่นทอนความมั่นใจของเขาต่อไป
จ้าวเย่ไป๋เกาศีรษะครู่หนึ่งก่อนจะแย้ง “ขอเพียงเสี่ยวหย่าสบายดี ข้าก็ดีใจแล้ว อีกอย่าง...นางไม่มีวันลืมข้าหรอก”
หยางไค่จ้องมองเขาเขม็ง แล้วกล่าวว่า “ข้าหวังว่าเจ้าจะยังคิดเช่นนี้เมื่อเติบใหญ่ขึ้น”
การรับศิษย์ของนิกายเจ็ดดาราสิ้นสุดลงด้วยดี ข่าวที่ว่ามีศิษย์สองคนที่มีคุณสมบัติระดับ A ปรากฏขึ้นในการคัดเลือกครั้งนี้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งในนั้นถูกเปิดเผยว่ามีคุณสมบัติระดับ A- ในขณะที่อีกคนหนึ่งได้ผลลัพธ์ถึงระดับ A+ นับเป็นอัจฉริยะโดยแท้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลือว่ามีบรรพชนผู้หนึ่งซึ่งมีระดับการบ่มเพาะที่หยั่งไม่ถึงได้ปรากฏตัวขึ้นในนิกายเจ็ดดารา และได้รับเด็กสาวที่มีคุณสมบัติระดับ A+ เป็นศิษย์ ข่าวลือยังกล่าวอีกว่า เสิ่นซิงซึ่งอยู่ที่นั่นเพื่อชมการคัดเลือก ถึงกับไม่กล้าแสดงท่าทีหยาบคายต่อหน้าบรรพชนผู้นี้ และยังเพลี่ยงพล้ำให้เขาเล็กน้อยอีกด้วย
เสิ่นซิงคือปรมาจารย์ขอบเขตจักรพรรดิขั้นที่สองจากวังดาวทักษิณ และในเมื่อเขาถึงกับเพลี่ยงพล้ำ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าบรรพชนผู้นั้นแข็งแกร่งเพียงใด
นี่คือเหตุผลที่ทำให้นิกายเจ็ดดารากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วในชั่วข้ามคืน
...
บนบันไดที่ทอดสู่ยอดเขาหยกครามมีขั้นบันไดถึง 1,008 ขั้น เด็กน้อยสองคนช่วยเหลือซึ่งกันและกันและเอ่ยคำให้กำลังใจขณะที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นไปอย่างยากลำบาก
ในตอนนั้นเอง สายลมกรรโชกแรงพัดผ่านร่างของพวกเขาทั้งสองจนโซซัดโซเซเกือบจะตกจากหน้าผา พวกเขารีบย่อตัวลงและกอดกันตัวสั่นราวกับลูกนกในฤดูหนาว
เมื่อพวกเขาไปถึงยอดเขาหยกครามในที่สุด ทั้งสองก็เหนื่อยหอบจนหมดแรง ล้มตัวลงนอนบนพื้นและหอบหายใจอย่างหนัก
ในชั่วพริบตาต่อมา หยางไค่ก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าพวกเขาทั้งสอง เขาก้มลงมองแล้วส่ายหน้า “ชักช้าเกินไป”
จ้าวหย่าชายตามองเขาอย่างอ่อนแรง
ในตอนแรก ความเกลียดชังที่นางมีต่อท่านอาจารย์ได้เลือนหายไปหลังจากที่ได้รับของขวัญมากมาย แน่นอนว่านางรู้ดีว่าเป็นเพราะท่านอาจารย์ของนาง ผู้คนเหล่านั้นจึงยอมมอบสมบัติล้ำค่ามากมายให้
ทว่าในยามนี้ ความไม่พอใจได้ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เพราะนางตระหนักได้ว่าท่านอาจารย์ของนางนั้น...เลือดเย็นอย่างแท้จริง
ในตอนนั้นเอง หยางไค่ยื่นมือออกไป พลันแหวน ปิ่นปักผม และกำไลข้อมือทั้งหมดก็ลอยออกจากร่างของเด็กสาวและตกลงสู่มือของเขา
จ้าวหย่าชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะกระโจนพรวดราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง เด็กสาวพุ่งเข้าหาหยางไค่ ใช้เล็บข่วนเขาพร้อมกับตวาดลั่น “นั่นมันของข้า! คืนมานะ!”
หยางไค่อธิบาย “การพึ่งพาวัตถุภายนอกในการบ่มเพาะ มีแต่จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อเจ้า ของเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับภาระบนบ่าของเจ้า ข้าจะเก็บไว้ให้เจ้าก่อน เมื่อใดที่เจ้าสามารถใช้งานพวกมันได้แล้ว เจ้าค่อยมารับคืนไป!”
จ้าวหย่าใช้แขนทั้งสองข้างโอบรอบแขนของหยางไค่และเกาะติดแน่นด้วยสีหน้าเจ็บใจ นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความคับแค้นใจ รู้สึกว่าชายผู้นี้เหมือนโจรชั่วมากกว่าจะเป็นอาจารย์ของนาง
จ้าวเย่ไป๋เกลี้ยกล่อมนาง “เสี่ยวหย่า เขาเป็นผู้อาวุโสที่เก่งกาจ เจ้าควรเชื่อฟังเขานะ”
หยางไค่เหลือบมองเขาแล้วแค่นเสียงเย็นชา “หยุดประจบประแจงข้าเสียที มันไร้ประโยชน์”
“อ๊าก!” จ้าวหย่ากัดเข้าไปที่แขนของชายผู้นั้นโดยตรง แต่ในขณะที่หยางไค่ยังคงไม่สะทกสะท้าน จ้าวหย่ากลับรู้สึกว่าฟันของนางแทบจะหลุดออกมา ดวงตาของนางคลอไปด้วยน้ำตา
“ดึกมากแล้ว พวกเจ้าควรจะไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะสอนวิธีการบ่มเพาะให้” หยางไค่สะบัดเด็กสาวออกแล้วหายตัวไป
เด็กน้อยทั้งสองนั่งอยู่บนพื้น แลกเปลี่ยนสายตากันและเงียบไป
ครู่ต่อมา จ้าวหย่าก็สะอื้นแล้วพูดว่า “พี่เย่ไป๋ ข้าคิดถึงป้าลู่ ท่านย่า และลุงหยาง”
จ้าวเย่ไป๋ช่วยนวดขาให้นางพลางกล่าว “ข้าก็คิดถึงพวกเขาเช่นกัน”
จากนั้นเขาก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า “ข้าเดาว่าตอนนี้ลุงหยางคงกลับไปที่เมืองเพื่อบอกท่านแม่กับท่านย่าแล้ว”
“พวกเขาคงกำลังกินขนมบัวลอยน้ำขิงกันอยู่แน่ๆ”
เมื่อพูดถึงอาหาร ท้องของพวกเขาก็เริ่มร้องเสียงดัง ตอนนั้นเองที่พวกเขานึกขึ้นได้ว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องหรือดื่มน้ำเลยตั้งแต่เริ่มการคัดเลือกศิษย์เมื่อเช้านี้
“ไปหาอะไรกินกันเถอะ” จ้าวเย่ไป๋ช่วยนางสวมรองเท้าและพยุงนางขึ้น จากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆ เดินโซซัดโซเซไปยังกลุ่มตำหนัก
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสองต่างหมดแรงนั่งพิงเสาต้นหนึ่งในโถงใหญ่ ท้องของพวกเขาร้องครวญคราง
ที่นี่ไม่มีอาหารเลยแม้แต่น้อย แม้แต่น้ำสักหยดก็ไม่มี
“คนใจร้าย!” จ้าวหย่าตะโกนก้องในโถงใหญ่ที่กว้างขวาง
ทันใดนั้น หยางไค่ก็ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า ทำเอาเด็กทั้งสองตกใจจนแทบสิ้นสติ
จ้าวเย่ไป๋ลุกขึ้นอย่างยากลำบากและคารวะเขาอย่างนอบน้อม “เสี่ยวหย่ากับข้ายังไม่ได้กินอะไรมานานแล้วขอรับ ผู้อาวุโส ที่นี่พอจะมีอะไรให้กินบ้างหรือไม่ขอรับ?”
หยางไค่เหลือบมองเขาอย่างไม่ใส่ใจแล้วกล่าวอย่างเย็นชา “ไม่มี”
“ท่านจะปล่อยให้พวกเราอดตายหรือ?” จ้าวหย่าจ้องมองชายผู้นั้นเขม็ง “ถ้าเช่นนั้น ท่านรับข้าเป็นศิษย์ทำไมกัน?”
หยางไค่ตอบอย่างไม่แยแส “คนเลวย่อมไม่คิดจะมอบอาหารให้เจ้าแน่... แต่ในฐานะอาจารย์ ก็คงไม่อยากเห็นศิษย์ตัวเองต้องอดตายหรอก”
จ้าวเย่ไป๋ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วแอบดึงเสื้อของจ้าวหย่าเบาๆ
ตอนนั้นเองที่จ้าวหย่าได้สติ นางก้มหน้าลง กำหมัดแน่นแล้วพึมพำอย่างไม่เต็มใจ “ข้าหิวและกระหายน้ำ... ท่านอาจารย์”
หยางไค่พยักหน้า “รอสักครู่”
กล่าวจบ เขาก็หายวับไปในอากาศธาตุ
จ้าวเย่ไป๋กลืนน้ำลาย มองไปรอบๆ อย่างเลื่อนลอยแล้วถามด้วยความลำบากใจ “เสี่ยวหย่า ท่านอาจารย์ของเจ้า...เป็นภูตผีหรือเปล่า?”
ใบหน้าของจ้าวหย่าซีดเผือด นางขยับเข้าไปชิดเด็กชาย “อย่าขู่ข้าสิ พี่เย่ไป๋!”
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.