ตอนที่ 62
63 / 552
อ่าน 15 นาที
Chapter 62 - War of Kings (4)
เผยแพร่เมื่อ 7 เม.ย. 2569 13:39
ตอนที่ 13 – สงครามแห่งราชา (4)
อีซองกุกชะงักงันด้วยความตื่นตะลึงเมื่อเห็นข้อความจากระบบแจ้งเตือนขึ้นมา เขามรพึมพำเสียงแผ่ว “ภารกิจใหม่... โผล่มาอีกแล้วงั้นหรือ”
มันไม่ใช่จังหวะเวลาที่ดีเลยสักนิด ภารกิจใหม่แทรกตัวขึ้นมาทั้งที่พวกเรายังจัดการเงื่อนไขของภารกิจเดิมไม่เสร็จสิ้นเสียด้วยซ้ำ
ผมรีบเปิดรายละเอียดของภารกิจใหม่ทันทีที่มันปรากฏขึ้น
+
**[ภารกิจหลักที่ 4 – คุณสมบัติแห่งราชา]**
**ประเภท**: หลัก
**ระดับความยาก**: A
**เงื่อนไขการเคลียร์**: ครอบครอง ‘บัลลังก์สมบูรณ์’ (Absolute Throne) ซึ่งตั้งอยู่ที่กวางฮวามุน
**จำกัดเวลา**: 8 ชั่วโมง
**รางวัลตอบแทน**: 10,000 คอยน์
**บทลงโทษเมื่อล้มเหลว**: ―
* ภารกิจนี้จำกัดสิทธิ์เฉพาะผู้ที่สำเร็จภารกิจลับ ‘วิถีแห่งราชา’ (King’s Road) เท่านั้น
* ราชาผู้สมบูรณ์แบบจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการออกคำสั่งต่อราชาคนอื่นๆ ทั้งหมด
* มีเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติมสำหรับการเคลียร์ภารกิจนี้
+
สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงทุกขณะ กลุ่มของพวกเรายังไม่สามารถชิงเป้าหมายใน ‘ศึกชิงธง’ มาได้เลย
ภาระหนักอึ้งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ผมต้องเคลียร์ภารกิจชิงบัลลังก์ไปพร้อมๆ กับการโค่นล้มราชาทรราชและเข้ายึดครองสถานีชางซินให้ได้
โทเกบีระดับกลางเอ่ยขึ้นพลางลอยตัวอยู่กลางอากาศ
[ดูใบหน้าอันสับสนของพวกเจ้าสิ แต่อย่าเพิ่งกังวลไปนักเลย ภารกิจนี้จะดำเนินไปอย่างช้าๆ]
บริเวณกวางฮวามุนยังคงเงียบสงัดแม้ผู้คนจะตกอยู่ในสภาวะปั่นป่วนวุ่นวาย แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเหล่าราชาที่รอดชีวิตมาได้ต่างรู้ดีว่าการตั้งใจฟังคำพูดของโทเกบีนั้นสำคัญเพียงใด
[อย่างที่พวกเจ้าคาดเดา ภารกิจหลักที่สี่คือการเฟ้นหาราชาเพียงหนึ่งเดียวที่จะได้นั่งบนบัลลังก์นั่น แน่นอนว่าการเป็นราชาไม่ได้หมายความว่าใครจะเดินไปนั่งได้ตามใจชอบ เฉพาะผู้ที่พิสูจน์ ‘คุณสมบัติ’ ของตนเองได้แล้วเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ครอบครองมัน]
โทเกบีระดับกลางเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์
[ถ้าอย่างนั้น ข้าจะเผยคุณสมบัติประการแรกให้พวกเจ้าได้รู้]
+
**[คุณสมบัติแห่งราชา]**
1. 「 เจ้าของบัลลังก์จักต้องหาญกล้าเหนือกว่าผู้ใด 」
- บัลลังก์สมบูรณ์ไม่ปรารถนา ‘ราชาผู้อ่อนแอ’ ในการท้าชิงบัลลังก์ เจ้าต้องครอบครอง ‘ธงสีดำ’ เป็นอย่างน้อย
(คุณสมบัติเพิ่มเติมจะถูกเปิดเผยในภายหลัง)
+
ธงสีดำ... มันช่างน่าขยะแขยงตั้งแต่วินาทีแรกจริงๆ
[หึหึ แรงจูงใจถูกหยิบยื่นให้แล้ว ทีนี้ก็จงสร้างเรื่องราวที่น่าสนุกขึ้นมาเสียเถิด!]
ร่างของโทเกบีระดับกลางเลือนหายไป ทิ้งให้ยูซางอาแสดงสีหน้ากังวลใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
“ถ้าเป็นธงสีดำ... แปลว่าเราต้องยึดสถานีให้ได้ถึง 20 แห่งเลยเหรอคะ?”
“ใช่ครับ”
ตอนนี้กลุ่มของเราถือครองเพียงธงสีน้ำตาล ซึ่งเป็นธงที่ได้มาหลังจากยึดครองสถานีครบ 10 แห่งเท่านั้น
“เราจะทำยังไงดี? การจะทำให้เป็นธงสีดำได้ ต้องใช้สถานีเพิ่มอีกตั้ง 10 แห่ง ถ้าแถวนี้พอจะมีสถานีว่างๆ เหลืออยู่บ้าง...”
“เงื่อนไขนี้ปรากฏขึ้นมาก็เพราะมันไม่มีสถานีว่างเหลืออยู่แล้วน่ะสิครับ”
“คะ?”
เท่าที่ผมรู้มา ณ จุดนี้ ยังไม่มีราชาคนไหนไต่ไปถึงระดับธงสีดำได้เลย
“คุณลืมไปแล้วเหรอครับ? วิธีเปลี่ยนสีธงไม่ได้มีแค่ทางเดียวเสียหน่อย”
แต้มความสำเร็จของธงจะเพิ่มขึ้นเมื่อเรายึดครองสถานีได้ แต่ทว่า... ยังมีอีกวิธีที่ช่วยเร่งแต้มความสำเร็จได้รวดเร็วกว่านั้นมากนัก
“อา...!”
นั่นคือการ ‘ชิงธง’ จากตัวแทนคนอื่น และในตอนนี้ ที่ลานกวางฮวามุนแห่งนี้ ก็มีราชาถือธงรวมตัวกันอยู่นับไม่ถ้วน
ผมเอ่ยปลอบขวัญสมาชิกในกลุ่มเพื่อให้ทุกคนสงบลง
“อย่ากังวลไปเลยครับ เรื่องนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เราจะดำเนินการตามแผนเดิมต่อไป”
ดำเนินการตามแผนเดิม... ผมพูดออกไปเช่นนั้น แต่ในใจรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
เมฆหมอกแห่งสงครามแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วกวางฮวามุน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะหยุดลมหายใจก่อนพายุร้ายจะพัดกระหน่ำ เสียงชักอาวุธและเสียงจัดขบวนทัพดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ
อีกไม่นาน ผู้คนจะเริ่มเคลื่อนไหว
พวกที่กระหายความก้าวหน้าจะเริ่มเข่นฆ่ากันด้วยคมดาบจริง ผู้ที่ต้องการแผ่ขยายอาณาเขตจะเข้าห้ำหั่นเพื่อแย่งชิงธงของกันและกัน เพื่อยึดครองสถานีให้ได้มากขึ้น
ฆ่ากันเพื่อชิงไอเทมที่ดีกว่า เพื่อความอยู่รอดเพียงอย่างเดียว
อีซองกุกมองไปที่อาคารรอบๆ พลางพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เลื่อนลอยราวกับติดอยู่ในความฝัน “มันน่ากลัวจริงๆ นะครับ... นี่คือเกาหลีใต้จริงๆ อย่างนั้นเหรอ?”
“ที่นี่แหละเกาหลีใต้ และมันก็ยังคงเป็นเกาหลีใต้อยู่”
“ท่านตัวแทน... ท่านไม่รู้สึกกลัวบ้างเลยเหรอครับ?”
“ผมก็กลัวครับ”
นั่นไม่ใช่คำลวง ผมหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ความจริงแล้วผมมักจะรู้สึกเช่นนั้นอยู่บ่อยครั้ง แม้ผมจะได้อ่าน ‘วิธีเอาตัวรอด’ มาแล้วก็ตาม แต่แก่นแท้ของผมก็ยังเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ คนหนึ่ง ผมอาจไม่ได้แสดงออกมา แต่ลึกๆ แล้วผมก็มักจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า... ผมจะรอดไปได้จริงๆ หรือ?
แน่นอนว่าความกังวลนั้นอยู่กับผมได้ไม่นาน เพราะมันไร้ประโยชน์ที่จะมัวแต่ครุ่นคิดถึงมัน ไม่ว่าในโลกใบไหน ความตายก็พร้อมจะมาเยือนเราเสมอ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ...
“อย่างน้อย ตอนนี้ผมก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังมีชีวิตอยู่จริงๆ”
[ทักษะเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่’ ทำงาน!]
ผมหันกลับไปกะทันหันและพบว่าอีซองกุกกำลังมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน
“เวลาที่ผมมองท่านตัวแทน...”
“บุกเข้าไป!”
เสียงแผดคำรามดังขัดจังหวะคำพูดของอีซองกุก ห่างออกไปราว 300 เมตร มีราชาคนหนึ่งเริ่มจัดทัพมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
เขาคือราชาที่ถือธงสีน้ำตาลเหมือนกับผม แม้จะมองไม่เห็นหน้าเพราะระยะทางที่ไกลเกินไป แต่เขาน่าจะเป็นราชาจากเขตเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ในเวลาไล่เลี่ยกัน เหล่าขุนศึกที่กบดานอยู่ในกวางฮวามุนก็เริ่มปรากฏตัวออกมา แต่ละคนต่างติดอาวุธและอุปกรณ์ป้องกันชั้นเลิศ
คนที่โดดเด่นที่สุดคือชายที่สวมกระโปรงคิลต์หลากสีสันสดใส ผมจำได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาพิจารณา
เป้าหมายของพวกเรา ‘ราชาทรราช’ ผู้ปกครองเขตโดบงและเขตซองบุกนั่นเอง
กลิ่นอายที่เขาแผ่ออกมานั้นแตกต่างไปจากเดิม ราชาทรราชผู้มีกำลังพลมหาศาลที่สุดในบรรดาเจ็ดราชาแห่งโซล เมื่อเขาเคลื่อนไหว ‘อัครสาวกที่ 1’ และบรรดาราชาแห่งสามอาณาจักรก็คงไม่อยู่นิ่งเฉยแน่
“ส่วนใหญ่น่าจะมุ่งเป้าไปที่ดาบปราบอสูรสี่หยิน (Four Yin Demonic Beheading Sword) สินะ”
เป็นไปตามคาด ทิศทางที่เหล่าราชาเคลื่อนทัพไปคือพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาดาบปราบอสูรสี่หยิน แม้ผมจะมองไม่เห็นเขา แต่ ‘นักลอกเลียนแบบ’ คนนั้นก็คงมุ่งหน้าไปทางนั้นเช่นกัน
กองกำลังบางส่วนถึงขั้นยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อบุกไปยังพิพิธภัณฑ์ นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
ในเมื่อคุณสมบัติของราชาผู้สมบูรณ์แบบยังไม่ชัดเจน พวกเขาจึงคิดว่าการครอบครองไอเทมชั้นยอดย่อมสร้างความได้เปรียบมากกว่า
หากไอเทมชิ้นนั้นคือดาบปราบอสูรสี่หยิน พวกเขาก็อาจจะเพิ่มแต้มความสำเร็จของธงจนเต็มได้ในคราวเดียว
อีซองกุกถามขึ้นด้วยความวิตก “พวกเราจะไม่ไปที่นั่นเหรอครับ? ดาบปราบอสูรสี่หยินนั่นเป็นไอเทมที่ยอดเยี่ยมมากเลยนะ”
“ไปตอนนี้เราก็มีแต่พ่ายแพ้เท่านั้นแหละครับ”
พวกเรามีคนน้อยเกินไป แถมในกลุ่มคนเหล่านั้นยังมีผู้สนับสนุน (Sponsors) ระดับสูงอยู่อีกมาก
“มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกกันเถอะ”
ผมนำกลุ่มเคลื่อนที่ทันที ในขณะที่ราชาคนอื่นๆ มุ่งหน้าไปยังพิพิธภัณฑ์ทางทิศเหนือ ทิศตะวันตกจึงค่อนข้างเบาบาง
ย่านกวางฮวามุนที่เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งนี้มีพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ประปราย ทั้งพิพิธภัณฑ์สื่อสิ่งพิมพ์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การเงิน พิพิธภัณฑ์ตำรวจ...
ยูซางอาถามขึ้น “เราไม่ได้จะไปที่นั่นกันหรอกเหรอคะ?”
“เราควรเลี่ยงพวกพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ครับ”
โบราณวัตถุเก่ายิ่งขลังยิ่งดี
แน่นอนว่าแค่ ‘ความเก่า’ อย่างเดียวนั้นไม่พอ จอบที่ชาวนาใช้ในยุคเหล็กก็เป็นของเก่า แต่มันก็เป็นเพียงไอเทมระดับ F สิ่งสำคัญคือมันต้องมีความเกี่ยวพันกับบุคคลสำคัญหรือ ‘ห้วงเรื่องราว’ (Narrative) ที่ทรงพลัง
“ไปที่นี่กันเถอะ”
จุดหมายที่พวกเราหยุดฝีเท้าคือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โซล ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับพระราชวังคยองฮี
ดวงตาของยูซางอาเป็นประกาย
“เรากำลังตามหาอะไรที่นี่เหรอคะ?”
“เราต้องหา ‘กันพยองอี’ (Ganpyeongui) มันเป็นโบราณวัตถุสมัยโชซอนที่มีลักษณะคล้ายแผ่นดิสก์ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันถูกเก็บไว้ที่ชั้นไหน”
“ตกลงค่ะ ฉันจะลองหาดู!”
“เราต้องหาให้เร็วที่สุด แยกย้ายกันไปเถอะ กิลยอง... ไปกับพี่ซางอานะ ส่วนคุณอีซองกุก—”
ขณะที่ผมกำลังสั่งการอยู่นั้น บางสิ่งที่แหลมคมก็พุ่งตรงมาจากด้านหลัง ผมรีบก้มตัวลงโดยสัญชาตญาณพลางดึงสมาชิกในกลุ่มให้หลบต่ำ
*ฉึก!*
ลูกธนูปักเข้าที่กำแพงด้านนอกของอาคารจนทะลุ มีร่องรอยของพลังเวทแผ่ซ่านออกมาจากก้านธนู
ผมรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
[ศรมนตราเข้มข้น]
คนคนนี้ฝึกปรือทักษะการยิงธนูมาอย่างเชี่ยวชาญ ใครกัน? การลอบโจมตีที่คาดไม่ถึงทำให้ความคิดของผมสับสนไปหมด มีคนอ่านการเคลื่อนไหวของพวกเราออกอย่างนั้นหรือ?
“ทุกคนเข้าไปข้างใน! เร็วเข้า!”
ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศมาอีกหลายระลอก
[คมดาบแห่งศรัทธาทำงาน!]
ผมกวัดแกว่งดาบปัดป้องลูกธนูที่พุ่งเข้ามา โชคดีที่พลังเวทที่แฝงมาไม่สูงนักจึงพอยับยั้งไว้ได้
แต่ปัญหาคือจำนวนของมัน ลูกธนูหนึ่งดอกพุ่งถากต้นขาของผมจนเป็นแผล ผมรีบถอยฉากกลับไปหาที่กำบังทันที
“ฮ่าๆๆ! ราชาหน้าใหม่คิดจะหนีไปที่ไหนกันน่ะ?”
เสียงหัวเราะก้องกังวานไปทั่วบริเวณ กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ติดอาวุธครบมือทั้งธนูและดาบปรากฏตัวห่างออกไปราว 500 เมตร
ผมมองไม่เห็นธงของพวกเขา นั่นหมายความว่าพวกเขาคือ ‘กองกำลังแยก’ ราชาบางคนฉลาดกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก คิดจะฮุบไอเทมไปพร้อมกับชิงธงของราชากลุ่มเล็กๆ อย่างนั้นหรือ?
[ทักษะเฉพาะตัว ‘รายชื่อตัวละคร’ ทำงาน]
ผมใช้ทักษะตรวจสอบชายที่เดินนำหน้ามา
+
**[ข้อมูลตัวละคร]**
**ชื่อ**: ชูวางอิน
**อายุ**: 33 ปี
**กลุ่มดาวผู้สนับสนุน**: วีรบุรุษคนสุดท้ายแห่งฮวังซานบอล (The Last Hero of Hwangsanbeol)
**คุณลักษณะส่วนตัว**: ตัวประกอบ (ระดับทั่วไป)
**ทักษะเฉพาะตัว**: ฝึกฝนอาวุธ เลเวล 4, การแสดง เลเวล 1, ตรวจสอบจุดอ่อน เลเวล 1
**สติกมา**: วิชาดาบแพ็กเจ เลเวล 4, จิตวิญญาณพลีชีพเพื่อแผ่นดิน เลเวล 2, บริหารกองกำลังแยก เลเวล 3
**ค่าสถานะรวม**: กายภาพ เลเวล 19, พละกำลัง เลเวล 19, ความคล่องตัว เลเวล 21, พลังเวท เลเวล 15
**การประเมินโดยรวม**: เป็นกรณีที่แม้แต่คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าก็สามารถเติบโตได้หากได้พบกับผู้สนับสนุนที่ยอดเยี่ยม ด้วยระดับความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) ที่สูงต่อผู้สนับสนุน ทำให้พลังแห่งสติกมาของเขานั้นรุนแรงยิ่งนัก
+
บัดซบ เสือมาถึงถิ่นจริงๆ ผมไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอเจ้าของฮวังซานบอลที่นี่ พวกที่มีคุณลักษณะนักแสดงมักจะยึดติดกับกลุ่มดาวประเภทนี้เสมอ
“หากเจ้ารู้จักเกียรติแห่งราชา ก็จงส่งธงของเจ้ามาเสียเถิด แล้วสมาชิกของเจ้าจะรอดชีวิต”
น้ำเสียงที่พยายามแสดงให้ดูยิ่งใหญ่นั้นบอกชัดถึงเหตุผลที่เขาเป็นได้เพียง ‘ตัวประกอบ’ กลุ่มดาววีรบุรุษคนสุดท้ายแห่งฮวังซานบอลกลับต้องมาติดเกาะอยู่กับคนแบบนี้ ดูเหมือนว่าโชคร้ายเรื่องคู่หูจะลามไปถึงระดับกลุ่มดาวเลยสินะ
แต่นี่มันลำบากจริงๆ เลเวลของสติกมา ‘วิชาดาบแพ็กเจ’ และ ‘กองกำลังแยก’ นั้นสูงเกินไป
เมื่อพิจารณาจากจำนวนคน มันยากเกินกว่าจะรับมือได้ทั้งหมดหากไม่เพิ่มค่าสถานะของผมก่อน
[คอยน์ที่ถือครอง: 68,150 C]
...ผมควรจะใช้คอยน์ที่นี่เลยดีไหม? แต่ถ้าใช้คอยน์เพิ่มค่าสถานะตอนนี้ ความยากในระยะสุดท้ายของภารกิจที่สี่จะพุ่งสูงขึ้นจนคุมไม่อยู่
มันจะทำลายแผนการทั้งหมดของผม
ถ้าผมหลับหูหลับตาใช้ไปสัก 20,000 คอยน์...
“ไม่ละอายใจบ้างหรือที่รังแกราชาจากแว่นแคว้นที่อ่อนแอโดยอ้างนามแห่งสามอาณาจักร?”
ผมหันมองตามเสียงและพบกับร่างที่คุ้นตาเดินตรงเข้ามา ชูวางอิน ผู้เป็นร่างประทับของคเยแบ็ก ทำสีหน้าดุดันทันที
“ราชินีมาทำอะไรที่นี่?”
“น้ำเสียงหยาบคายสมกับเป็นเจ้าแห่งอาณาจักรที่ล่มสลายจริงๆ”
หญิงสาวสวนกลับด้วยสีหน้าหยิ่งทนง ‘ราชาแห่งโฉมงาม’ มินจีวอน ทำไมเธอถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้?
...หรือว่าเธอจะแอบตามผมมา?
ไม่สิ เป็นไปไม่ได้หรอก
มินจีวอนชำเลืองมองมาที่ผม
[ตัวละคร ‘มินจีวอน’ มีความรู้สึกดีๆ ต่อคุณเล็กน้อย]
...จริงเหรอเนี่ย?
“หุบปาก! เลือดเนื้อเชื้อไขชิลลาผู้ขี้ขลาดกลับบังอาจอ้างตนเป็นผู้ปกครองสามอาณาจักร? ข้าไม่มีวันยอมรับเด็กผู้หญิงอย่างเจ้าเป็นราชาหรอก!”
เสียงแผดคำรามด้วยความโกรธแค้นระเบิดออกมาจากร่างของชูวางอิน แม้จะเป็นเพียงตัวประกอบที่ไร้ฝีมือ แต่เสียงของเขาก็ดังกึกก้องไปทั่ว
จะว่าไป ก็น่าสนใจดี คเยแบ็กและราชินีจินซองเกิดคนละยุคสมัยกันแท้ๆ แต่พวกเขากลับต้องมาเผชิญหน้ากันเช่นนี้หลังจากกลายเป็นกลุ่มดาว
ผมถามมินจีวอน “ทำไมคุณถึงช่วยผมล่ะ?”
“ชิลลาไม่เคยมองข้ามประเทศที่อ่อนแอ”
“ก็ชิลลานั่นแหละที่ทำลายคายา”
“...นี่คุณเรียนจบประวัติศาสตร์เกาหลีระดับเกียรตินิยมมาหรือไงกัน?”
“เด็กที่จบมัธยมปลายทุกคนก็น่าจะรู้เรื่องนี้กันทั้งนั้นแหละครับ”
มินจีวอนมีสีหน้าหม่นลงเล็กน้อย
“ฉันไม่รู้หรอก เพราะฉันไม่ได้เรียนมัธยมปลาย”
ก็จริง มินจีวอนเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็ก เธอเข้าสู่วงการตั้งแต่อายุยังน้อยและได้เรียนรู้สิ่งอื่นๆ มากมายที่นอกเหนือจากบทเรียนประวัติศาสตร์
“คำพูดของคุณถูกต้องแล้ว ฉันไม่สามารถซื้อใจคนด้วยเงินทองได้หรอก ที่ฉันมาก็เพื่อชดใช้ในความเสียมารยาทของตัวเอง... ก็เท่านั้น”
ผมรู้ประวัติการเป็นนักแสดงของมินจีวอนดี และสัมผัสได้ถึงความจริงใจในคำพูดของเธอ แต่มันก็ยังน่าประหลาดใจอยู่ดี เธอคือร่างประทับที่มีทิฐิสูงส่ง ผมไม่คิดเลยว่าเธอจะยอมก้มหัวให้ผมเช่นนี้
ร่างประทับของคเยแบ็กหัวเราะร่วนเมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเรา
“ราชายอมให้อารมณ์ส่วนตัวมาสั่นคลอนอย่างนั้นรึ? มิน่าล่ะ เด็กอมมืออย่างเจ้าถึง...”
หัวหน้ากองทัพของมินจีวอนก้าวออกมาข้างหน้าในนามของเหล่านักรบฮวารัง
“หยาบคาย! คนอย่างเจ้าคู่ควรจะเป็นราชาของใครได้กัน?”
ดวงตาของคเยแบ็กจับจ้องไปที่เหล่านักรบฮวารัง
“ฮวารังงั้นรึ...? น่าสนใจยิ่งนัก เจ้าทำพันธสัญญากับกลุ่มดาวดวงนั้นสินะ?”
หัวหน้าฮวารังหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ นั่นทำให้ผมระลึกได้ว่าผู้สนับสนุนของเขาคือ ‘ควานชาง’
“อยากจะโดนตัดหัวเหมือนกับผู้สนับสนุนของเจ้างั้นรึ?”
ในศึกฮวังซานบอล ควานชางจบชีวิตลงด้วยคมดาบของคเยแบ็กที่บั่นคอของเขา
“หุบปากนะ!”
ขอบคุณที่มาช่วยนะ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มดาวเหล่านี้น่ะมันแย่ที่สุดเลย โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามีความเห็นอกเห็นใจต่อกันสูงขนาดนี้
ลำดับขั้นในหมู่กลุ่มดาวนั้นถูกกำหนดไว้แล้วด้วยประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
คนคนหนึ่งไม่อาจทรยศราชาของตน และศัตรูก็ถูกกำหนดไว้ตามบันทึกประวัติศาสตร์
ยกตัวอย่างเช่น คุรุชิมะ มิจิฟุสะ แห่งญี่ปุ่น ย่อมไม่มีวันเอาชนะดยุกแห่งความซื่อสัตย์และการสงคราม (อีซุนชิน) ได้เลย
มันก็เหมือนกับที่ควานชางไม่มีวันชนะคเยแบ็กนั่นแหละ
มินจีวอนเองก็รู้ข้อนี้ดี และเธอดูไม่สบายใจเอาเสียเลย
ผมเอ่ยขึ้นก่อน “จัดการกองทัพก่อนเถอะครับ ไม่อย่างนั้นเราไม่มีทางชนะแน่”
กองทัพแพ็กเจมีกำลังพลเหนือกว่าเล็กน้อย
คเยแบ็กคือแม่ทัพผู้เกรียงไกร ยิ่งมีทหารใต้บัญชามากเท่าไหร่ พลังของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่ง และควานชางก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลยสักนิด
ทันใดนั้น เสียงของยูซางอาก็ดังขึ้น “คุณดกจาคะ! ฉันเจอแล้วค่ะ!”
ผมหันกลับไปมองและพบว่ายูซางอากำลังวิ่งมาพร้อมกับแผ่นดิสก์ขนาดเล็ก เธอหาเจอรวดเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?
‘กันพยองอี’ โบราณวัตถุที่มีลักษณะคล้ายนาฬิกาติดผนังกำลังส่องประกายเรืองรองอยู่ในมือของยูซางอา
ในวินาทีนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว ผมมองสลับไปมาระหว่างกันพยองอี มินจีวอน และร่างประทับของควานชาง ก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด บางทีผมอาจจะชนะศึกนี้ได้โดยไม่ต้องเสียคอยน์แม้แต่เหรียญเดียว?
“บุกเข้าไป!”
[ตัวละคร ‘ชูวางอิน’ ใช้สติกมา ‘กองกำลังแยก’ เลเวล 3!]
นักรบฮวารังเริ่มล้มตายด้วยน้ำมือของกองทัพแพ็กเจ มินจีวอนมองมาที่ผมด้วยสายตาที่สิ้นหวัง แต่ผมกลับบอกเธอว่า “ผมคิดว่าเรามีทางชนะครับ”
“คะ?”
“เราจะจำลอง ‘ศึกฮวังซานบอล’ ขึ้นมาอีกครั้ง”
หลายคนอาจจะรู้เรื่องนี้ดี ศึกฮวังซานบอลคือสมรภูมิที่ชิลลาเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด
---
*(หมายเหตุจากผู้แปล: ศึกฮวังซานบอลเป็นการปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างแพ็กเจและชิลลา แม่ทัพฝ่ายแพ็กเจคือคเยแบ็ก ส่วนชิลลาคือกิมยูซิน แม้ชิลลาจะมีกำลังพลถึง 50,000 นาย ในขณะที่แพ็กเจมีเพียง 5,000 นาย แต่คเยแบ็กก็ปลุกขวัญทหารจนสามารถรบชนะในช่วงแรกได้ จนกระทั่งขุนพลคนหนึ่งส่ง ‘กิมควานชาง’ ลูกชายของตนออกไปสู้เพียงลำพัง ควานชางถูกจับได้และคเยแบ็กก็ปล่อยตัวเขากลับไป แต่ควานชางก็ยังกลับมาสู้ใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดคเยแบ็กก็ตัดสินใจประหารชีวิตเขา การสละชีพของควานชางกลายเป็นชนวนเหตุที่ปลุกใจทหารชิลลาให้ฮึดสู้จนได้รับชัยชนะ และคเยแบ็กก็สิ้นใจในสนามรบแห่งนั้น)*
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.