ตอนที่ 327
327 / 330
อ่าน 8 นาที
Chapter 327: As above, so below 2
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:50
บทที่ 327: เบื้องบนเป็นเช่นไร เบื้องล่างย่อมเป็นเช่นนั้น (2) – แมเดลีน
ท่ามกลางความเวิ้งว้างอันดำมืด เสียงนั้นยังคงก้องกังวาน—มันช่างหนักอึ้งและแตกพร่า ก่อนจะสะท้อนกลับมาจากผนังหินเป็นเศษเสี้ยวแห่งความสิ้นหวังที่ย้อนกลับมาหาข้า
ข้าขบฟันแน่นยามที่กระแสมานาเลือนหายไป ทิ้งให้ร่างกายสั่นสะท้านและว่างเปล่า ราวกับถูกแผดเผาจนมอดไหม้จากข้างในจนเหลือเพียงความกลวงโบ๋
"เซียน!"
เสียงของข้าขาดห้วงยามที่ตะโกนเรียกชื่อเขา
"เซียน! เจ้าอยู่ที่ไหน?"
ข้าไม่เหลืออะไรเลย มีเพียงเสียงสะท้อนของตัวเองที่ค่อยๆ จางหายไปในความเงียบงัน
"นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราตกลงกันไว้!" ข้าเกลียดเสียงของตัวเองในตอนนี้เหลือเกิน—มันทั้งสูงและสั่นพร่าดูไม่ได้ "เซียน!"
ทว่า ยังคงไร้ซึ่งคำตอบใด
ข้าพยายามอีกครั้งกับเชือกที่รัดรึงอยู่ ครั้งนี้ไม่ใช่เปลวไฟ แต่เป็นสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้น—เพียงแค่แรงผลักดันทางเวทมนตร์เพื่อคลายปมเชือก เป็นพื้นฐานที่ข้าเคยทำมานับพันครั้งโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ทว่าทันทีที่มานาไหลเวียนไปยังมือ บางสิ่งในกายข้ากลับเปิดออก—มันเฉียบคมและลึกซึ้ง ราวกับคมมีดที่กรีดลึกลงไปในแผลเก่าที่ไม่มีทางรักษาหาย ไร้ซึ่งรอยแยกที่มองเห็น ไร้ซึ่งหยาดเลือด มีเพียงความรู้สึกเหมือนถูกฉีกทึ้งจากภายใน ข้ากัดริมฝีปากล่างแน่นจนรสคาวเลือดซ่านไปทั่วปาก แผดร้องผ่านลมหายใจจนกระทั่งความเจ็บปวดนั้นผ่านพ้นไป
ข้านั่งนิ่งสนิท
มันเกิดบ้าอะไรขึ้น—
โอ... หรือว่านี่คืออานุภาพแห่งพันธสัญญา?
ข้าเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของข้าเอง ด้วยเลือดของข้า และด้วยถ้อยคำของข้า ข้าสร้างมันอย่างประณีตเพื่อให้มันมีความหมาย เพื่อพิสูจน์บางสิ่ง ทว่าตอนนี้ ทุกครั้งที่ข้าเรียกใช้พลัง ข่ายมนตรากลับตีความว่ามันคือการจู่โจมเซียน มันรับรู้ถึงเชือกที่รัดข้าไว้ รับรู้ถึงการถูกจองจำ และรับรู้ถึงเจตนาที่จะปลดปล่อยตัวเอง แล้วตรรกะเบื้องหลังของมันก็สรุปเอาเองว่านั่นคือการทำให้เซียนตกอยู่ในอันตราย
มันช่างเป็นเรื่องที่โง่เขลาเหลือเกิน
ข้าเพิ่งตระหนักได้ในตอนนี้ ในแบบที่ข้าไม่เคยยอมรับมาก่อน ข้าสร้างพันธสัญญานั้นขึ้นมาบนพื้นฐานของความเชื่อใจ—สัญชาตญาณลึกๆ ที่เชื่อว่าเซียนจะไม่มีวันทำเช่นนี้ เชื่อว่าเรายังมีขอบเขตที่จะไม่ก้าวข้ามไป แม้ในยามที่เลวร้ายที่สุด เราก็ไม่ควรมาถึงจุดนี้
ข้าปัดความคิดนั้นทิ้งไปก่อนที่มันจะกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับ
*คิดสิ...* ข้าบอกตัวเอง *ตั้งสติให้ดี*
ปัญหาคือเชือกพวกนี้ เชือกคือตัวจุดชนวน หากพันธสัญญาเชื่อว่ามนตราของข้ากำลังต่อต้านเซียนโดยมีเชือกเป็นอุปสรรค ข้าก็ต้องโน้มน้าวให้พันธสัญญาเชื่อว่าเชือกเหล่านี้เป็นเพียงแค่เชือกธรรมดา เป็นแค่สิ่งที่น่ารำคาญ ไม่ใช่เขี้ยวงูที่กำลังจะถูกถอนออก ข้าต้องหลอกเบื้องบนให้ตายใจว่าข้าเพียงแค่ต้องการความสบายเท่านั้น
ข้าเรียบเรียงความคิดอย่างระมัดระวัง วางมันไว้หน้าสุดของจิตใจราวกับป้ายประกาศเหนือประตู *เชือกพวกนี้กำลังกัดกินแขนข้า ข้าอยากเอามันออกเพราะมันเจ็บ แค่นั้น... เพียงเพื่อความสบายเท่านั้น*
ข้ารวบรวมสมาธิ รักษาเจตนาให้เล็กลง เจาะจง และทึ่มทื่อที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นจึงเริ่มเอ่ยร่ายมนตราที่มีท่วงทำนองเรียบง่ายและเป็นจังหวะ—เป็นเวทมนตร์แบบออกเสียงที่เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะการย้ำคำช่วยให้จิตใจมั่นคง และถ้อยคำสามารถส่งผ่านเจตนาได้อย่างหมดจดโดยปราศจากการบีบอัดที่อันตรายของมนตราไร้เสียง
บรรทัดแรกถูกเอ่ยออกมาอย่างมั่นคง
"เชือกที่รัดรึง เชือกที่ตรึงตรา"
ตามด้วยบรรทัดที่สอง
"จงฟังบัญชา เปลี่ยนใจเจ้าเสีย"
ข้าสูดลมหายใจสั้นๆ ไร้ซึ่งปฏิกิริยารุนแรงใดๆ นั่นเป็นสัญญาณที่ดี
"จงคลายเกลียวพ้น ปลดปล่อยเส้นใย—" ข้ายังสลัดคำพูดไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง อาการไอพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขมุ่ย
มันรวดเร็วเกินไป
เร็วเกินตั้งตัว
รสชาติคาวคลักแบบโลหะปะทะเข้าที่โคนลิ้นก่อนที่ข้าจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นมันก็พุ่งย้อนขึ้นมา ร้อนระอุและหนักอึ้ง ข้าโน้มตัวลงบนเก้าอี้ขณะที่ร่างกายกระตุกสั่น เชือกยิ่งรัดรึงลึกเข้าไปในเนื้อ และเลือดก็พรั่งพรูออกจากปากอย่างไม่อาจยับยั้งได้
มันไม่หยุดเพียงแค่นั้น
มันยังคงไหลออกมาอย่างต่อเนื่องจนข้าสำลัก ราวกับจะลากเอาบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปออกมาด้วย ข้าพยายามถ่มมันทิ้ง แต่มันกลับเหนียวหนืด เป็นสายเลือดสีเข้มที่ดูข้นเกินไป ผิดแผกเกินไป ราวกับว่ามันไม่ควรจะอยู่ในร่างกายของข้าเลยแม้แต่น้อย
มือของข้าสั่นเทิ้ม
ไม่ใช่แค่สั่น—แต่มันกระตุกแรงอย่างไม่เป็นจังหวะ เหมือนมีบางสิ่งกำลังเคาะกระดูกข้าจากข้างใน พยายามที่จะหาทางออกไปให้ได้
พลังเวทย์ที่ข้ารวบรวมไว้ไม่ได้เพียงแค่จางหาย แต่มันแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ข้ายังคงรู้สึกได้ถึงเศษเสี้ยวคมกริบของมันที่ขูดไปตามเส้นประสาท
เสียงวี้ดังลั่นในหูมันขยายใหญ่ขึ้น
มันกลบทุกสรรพเสียงจนรู้สึกเหมือนเสียงนั้นดังมาจากข้างในกะโหลก ไม่ใช่ข้างในหู ราวกับมีบางสิ่งขุดเจาะเข้าไปแผดร้องในที่ที่ไม่มีใครได้ยิน
ข้าพยายามหายใจ
อากาศติดขัดอยู่ที่ลำคอและย้อนกลับออกมาในสภาพที่เปียกชื้น ลากเอาเลือดอีกอึกใหญ่ตามออกมาด้วย
เลือดร่วงหล่นสู่พื้นดิน ครั้งนี้มันสีเข้มกว่าเดิม ข้นกว่าเดิม และชั่วพริบตาหนึ่ง ข้าคิดว่าข้าเห็นมันเคลื่อนไหว—มันค่อยๆ เลื้อยไปช้าๆ ราวกับกำลังเอื้อมหาบางสิ่ง
เชือกพันธนาการรัดแน่นขึ้น
ทั้งที่ข้าไม่ได้ขยับตัวเลย
พวกมันฝังลึกเข้าไปในผิวหนัง เส้นใยบิดตัวและกัดกินลึกลงไปราวกับว่าพวกมันมีการรับรู้—ราวกับพวกมันรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ข้าพยายามจะทำ และกำลังลงทัณฑ์ข้า
"ไม่..." ข้าพึมพำ
ดวงตาของข้าเลื่อนขึ้นมองเบื้องบนโดยไม่ตั้งใจ
เพราะมันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่? นี่ไม่รู้สึกเหมือนการตอบโต้ของพันธสัญญาเลยสักนิด
แต่นี่มัน... ร้ายกาจกว่านั้นมาก
เพดานหินที่ทอดตัวอยู่เหนือหัวข้านั้นขรุขระไม่สม่ำเสมอ มันลาดต่ำลงที่ขอบและยกตัวสูงขึ้นตรงกลาง
และตรงนั้นเองที่ข้าเห็นพวกมัน
อักขระมนตรา...
พวกมันถูกสลักไว้อย่างประณีตจนแทบจะหลอมรวมไปกับเนื้อหิน อักขระนับสิบหรืออาจจะมากกว่านั้นซ้อนทับกันเป็นข่ายใยที่รัดกุม พวกมันแผ่กระจายไปทั่วเพดาน และข้าก็รู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมองว่าพวกมันคงครอบคลุมไปถึงผนัง พื้น และอาจรวมไปถึงอากาศรอบตัวข้าด้วย
อักขระกักขัง
เป็นเวทมนตร์โบราณ—ประเภทที่ไม่ได้เพียงแค่สะกดข่มพลังเวทย์ แต่จะ *กลืนกิน* มันเข้าไป พวกมันจะแทรกซึมเข้าไปในวงจรเวทย์ ทำลายมันจากรากฐาน และสะท้อนผลลัพธ์กลับเข้าสู่ร่างกายผู้ร่ายโดยตรง
อักขระพวกนี้ดูทรงพลังอย่างยิ่ง ข้าสัมผัสได้ถึงอานุภาพของมัน พวกมันถูกสร้างขึ้นอย่างเชี่ยวชาญ วางซ้อนกันอย่างเป็นระบบโดยฝีมือของใครบางคนที่รู้ซึ้งถึงสิ่งที่กำลังทำ และใช้เวลาอย่างเหลือเฟือในการปรุงแต่งมันขึ้นมา
เชือกพวกนี้เป็นเพียงเรื่องรองเสียด้วยซ้ำ
ข้าไม่จำเป็นต้องถูกมัดไว้กับเก้าอี้เลยก็ได้ เพราะอักขระพวกนี้ต่างหากคือคุกที่แท้จริง เชือกมีไว้เพียงเพื่อให้ข้าไม่เดินเพ่นพ่านไปไหนเท่านั้น
ความจริงที่หนาวเหน็บเริ่มเกาะกินใจอย่างสมบูรณ์
มันรู้สึกเหมือนเซียนวางแผนเรื่องนี้มาโดยตลอด ไม่ใช่เพิ่งจะคิดได้ตอนเดินมาที่นี่ ไม่ใช่เพราะความโกรธชั่ววูบหรืออาการตื่นตระหนก เขาจงใจหาสถานที่นี้ หรือไม่ก็สร้างมันขึ้นมา เขาสลักหรือจ้างใครมาสลักอักขระพวกนี้ มัดข้าไว้ที่นี่ แล้วจากไป เขาทำมันก่อนที่จะมายืนอยู่ในห้องนั้นกับข้าและเอ่ยปากขอให้ข้าพิสูจน์ตัวเองเสียอีก
เขาวางแผนไว้ก่อนที่ข้าจะหลั่งเลือดเพื่อเขา ก่อนที่ข้าจะเอ่ยคำสัตย์ปฏิญาณ และสัมผัสได้ถึงพันธสัญญาที่โอบล้อมเราทั้งคู่ไว้ราวกับอุ้งมือปีศาจ
ข้ารู้สึกถูกทรยศ... เป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดที่สุดเท่าที่เคยเจอมา
ข้าอ้าปากออก
"เซียน" เสียงของข้าในครั้งนี้เบาลง แต่มันมั่นคงกว่าที่คาดไว้ "เจ้าทำแบบนี้กับข้าไม่ได้"
ทว่าความมืดมิดรอบกายยังคงเงียบงัน
"ครอบครัวข้าต้องการข้า" ถ้อยคำเหล่านั้นล่องลอยไปในความมืดและสลายไป "เซียน... ได้โปรด"
ยังคงไร้ซึ่งสัญญาณใดๆ
หยากไย่ไหวติงตามแรงลมที่พัดมาจากที่ไหนสักแห่งที่ข้าไม่รู้ มันขยับเขยื้อนอย่างช้าๆ ราวกับว่ามันเคลื่อนไหวเช่นนั้นมานานนับปีแล้ว
"เซียนนนนนน!"
ชื่อของเขาถูกแผดออกมาจากลำคอของข้าจนก้องไปทั่วทุกอณูของห้องหินแห่งนี้ มันสะท้อนจากผนังหนึ่งไปยังอีกผนังหนึ่ง เสียงค่อยๆ เล็กลงและเล็กลงจนกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบ และจางหายไปในที่สุด
"ได้โปรด... อัลดริคจะทำลายพวกเราทุกคน ได้โปรดเถอะ!"
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.