ตอนที่ 324
324 / 330
อ่าน 7 นาที
Chapter 324: Lie Lie Lie 2
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:49
**บทที่ 324: ลวง ลวง ลวง (2)**
ฉันปล่อยให้ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวอย่างเชื่องช้า พลางหยั่งเชิงความรู้สึกที่ปะทะเข้ากับทรวงอก มันยากนักที่จะตัดสินว่าควรจะรู้สึกอย่างไร ในเมื่อตอนนี้ตัวฉันเองก็กำลังแบกรับความลับหลายประการเอาไว้เช่นกัน ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างเป็นระเบียบและเงียบเชียบ โดยไร้ซึ่งความเจตนาที่จะแผ่ขยายพวกมันออกมาบนโต๊ะเพื่อให้เขาได้ตรวจสอบ
ไอระเหยสีขาวม้วนตัวออกมาจากห้องน้ำ พร้อมกับน้ำเสียงของเขาที่ตัดผ่านหมอกจางๆ นั้นออกมา มันช่างทุ้มกังวานและเต็มไปด้วยความพึงพอใจในตัวเองจนเกินขอบเขต "ข้าแอบคาดหวังอยู่ลึกๆ ว่าเจ้าจะตามเข้ามา"
ถ้อยคำนั้นฉุดฉันออกมาจากภวังค์ความคิดจนได้ เสียงหัวเราะหลุดรอดจากริมฝีปากก่อนที่ฉันจะทันยั้งมันไว้ เสียงนั้นทำให้เราทั้งคู่ต่างประหลาดใจ "คนลามก"
"จะมาไหม?"
"ไปค่ะ" ฉันขานรับ พลางทิ้งเศษดินและหยากไย่เอาไว้เบื้องหลัง ณ จุดที่พวกมันเคยอยู่
ไม่ว่าคำอธิบายใดจะรออยู่... มันก็คงต้องรอต่อไป
ภายในห้องน้ำคละคลุ้งไปด้วยไอร้อนและหมอกหนา กระจกเงาพร่าเลือนจนยอมจำนนต่อความชื้น เขาเอื้อมมือที่เปื้อนฟองสบู่มาหาฉันโดยไร้ซึ่งคำขอโทษ ก่อนจะฉุดรั้งฉันเข้าไปใต้สายน้ำราวกับมีสิทธิขาดในตัวฉัน ชั่วขณะหนึ่ง... โลกทั้งใบพลันเหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบแผ่นกระเบื้อง ฝ่ามือของเขาที่ลูบไล้ไปตามเอวบาง และสายตาที่เขามองมา... สายตาที่บ่งบอกว่าฉันเป็นทั้งความยุ่งยากซับซ้อน และเป็นเพียงสิ่งเดียวในโลกที่เขาปรารถนาจะจัดการ
การอยู่กับเขามันช่างง่ายดายจนดูเหมือนจะไม่ยุติธรรม ภายนอกประตูบานนั้นคือเรื่องการเมือง ความคาดหวัง และสิ่งต่างๆ ที่อาจแหลกสลายจนถึงกระดูก แต่ภายในนี้กลับมีเพียงสัมผัสแห่งผิวกาย ลมหายใจ และกระแสแห่งความปรารถนาที่แผ่ซ่าน—ความปรารถนาที่ไม่มีใครในพวกเราคิดจะเสแสร้งว่ามันคือความสูงส่ง
เขากระซิบอะไรบางอย่างข้างหูฉัน สิ่งที่ฉันปฏิเสธจะจัดเก็บมันไว้ในความทรงจำอย่างเหมาะสม และฉันก็ได้แต่บอกให้เขาทำตัวดีๆ
"ข้าก็ทำตัวดีอยู่นี่ไง" เขาพึมพำ และฉันก็ได้ยินเสียงแห่งรอยยิ้มในน้ำเสียงนั้น
ซึ่งแน่นอนว่า... ไม่มีใครในพวกเราเชื่อคำพูดนั้นเลย
***
ในที่สุดเราก็ก้าวออกมาจากห้องน้ำ กระจกเงากลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว เราเคลื่อนไหวอยู่รอบกายกันและกันโดยไม่ต้องยั้งคิด เอื้อมมือผ่านไหล่ ส่งผ้าเช็ดตัวให้กันโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ มีความซะลืมซะเลือนและความคุ้นชินที่แทรกซึมเข้ามาในความสัมพันธ์ของเราตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ความคุ้นชินประเภทที่ทำให้คุณลืมไปเลยว่าครั้งหนึ่งเคยต้องระแวดระวังเพียงใด
"มันคงจะพิลึกพิลั่นน่าดูถ้าฉันต้องเดินไปทานมื้อเช้าด้วยชุดของคุณ" ฉันเปรยพลางสวมเสื้อเชิ้ตของเขาลงทางศีรษะ แล้วทำหน้ามุ่ยใส่เงาสะท้อนของตนเอง เสื้อตัวนั้นกลืนกินร่างฉันเข้าไปเหมือนกับข้าวของชิ้นอื่นๆ ของเขานั่นแหละ
เขาจ้องมองตาฉันผ่านกระจกเงา "เราเป็นคู่ครองกัน (Mates) นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก"
ฉันหันไปมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
เขาส่งยิ้มกลับมาด้วยท่าทางสงบนิ่งและไร้ซึ่งความสำนึกผิดใดๆ
เมื่อเขาก้าวตรงไปยังตู้เสื้อผ้า ฉันก็เยื้องกรายกลับไปยังเตียงนอนราวกับไม่มีที่ไหนเป็นพิเศษที่ต้องไป มือของฉันทิ้งตัวลงข้างกายอย่างผ่อนคลาย ฝีเท้าไม่ได้รีบร้อน หากเขาชายตามามอง เขาก็จะเห็นเพียงการเคลื่อนไหวที่ไร้จุดหมายเท่านั้น
ฉันเอื้อมไปถึงฝั่งที่นอนของเขา แล้วตลบผ้าปูที่นอนออก
คราวนี้ ฉันจงใจให้เสียงที่หลุดรอดออกมาจากลำคอมีความแหลมคมพอที่จะเรียกความสนใจ
เขามาอยู่ข้างกายฉันในทันที ใกล้จนไหล่ของเราเสียดสีกันยามที่เขาก้มลงมองความเลอะเทอะนั้น เศษดิน ฝุ่นผงละเอียดที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้าสีขาวสะอาด และหยากไย่ที่ติดอยู่ตามขอบที่นอน
"นี่มันไม่ใช่แค่จุดที่ทำความสะอาดไม่ทั่วถึงแล้วนะคะ" ฉันแสร้งปั้นน้ำเสียงให้ดูสับสน "พวกเขาก็เปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกวันนี่นา"
เขาเกาหลังศีรษะด้วยท่าทางเก้อเขินซึ่งไม่สมกับเป็นเขาเลยสักนิด ฉันเคยเห็นเขาเผชิญหน้ากับฆาตกรใจเหี้ยมโดยไม่กะพริบตามาแล้วแท้ๆ แค่เศษดินบนเตียงไม่ควรจะทำให้เขาสั่นสะท้านได้เลย
"โอ้" เขาเอ่ยช้าๆ "ข้าลืมไปเสียสนิทเลย" เขาชำเลืองมองฉันจากหางตา "พอดีข้าใช้ทางลับของคฤหาสน์น่ะ"
ความรู้สึกบางอย่างภายในกายของฉันพลันตื่นตัวขึ้นมาทันที
"ทางลับงั้นเหรอคะ?"
"ใช่"
"ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าสกอลเรนด์ (Skollrend) มีของแบบนั้นด้วย"
"มันเป็นเรื่องปกติ" เขาตอบราวกับนั่นคือบทสรุป "คฤหาสน์เก่าแก่ส่วนใหญ่ก็มีทั้งนั้น"
ฉันพยายามรักษาน้ำเสียงให้ดูร่าเริง อยากรู้อยากเห็นแต่ไม่คาดคั้นจนเกินงาม "แต่นั่นก็ยังไม่อธิบายอยู่ดีว่าคุณใช้ทางลับนั่นทำอะไร คุณไปที่ไหนมา? แล้วไปเมื่อไหร่?" ฉันเอียงคอพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย "ตอนที่คุณเอาท่าน้ำยา (Tonic) มาให้ฉัน คุณไม่ได้มีหยากไย่พวกนี้ติดตัวมาเลยนี่นา"
เขาเงียบไป
มันเป็นความเงียบที่ผ่านการคำนวณมาแล้ว ความเงียบประเภทที่เขากำลังเรียบเรียงความคิดก่อนจะอนุญาตให้ฉันเข้าถึงพวกมันผ่านคำพูด
เขาถอนหายใจออกมาหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ราวกับคนที่รู้ดีว่าการขัดขืนจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง "ข้าจำเป็นต้องเตรียมแผนการรองรับ (Contingencies) เอาไว้"
คำนั้นซึมลึกเข้ามาในใจฉันอย่างช้าๆ "แผนการเรื่องอะไรคะ?"
เขาก้าวเข้ามาใกล้ ปิดระยะห่างที่ฉันไม่ทันสังเกตเห็นว่ามันมีอยู่ มือของเขาเอื้อมมาลูบผมที่ปรกหน้าฉันออกด้วยนิ้วมือที่อ่อนโยนและนุ่มนวล ฉันรู้จักเขาดีพอที่จะตระหนักว่านั่นคืออะไร... มันคือการปลอบประโลม... ใช่ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือการเบี่ยงเบนความสนใจด้วย
"ให้เจ้าไม่รู้เสียยังจะดีกว่า" เขาเอ่ยเสียงเบา ดวงตาของเขาสบตาฉันโดยไม่ไหวติง "อย่ากังวลไปเลย ข้าสัญญว่าข้าไม่ได้ทำอะไรวู่วาม"
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกและกักมันไว้ครู่หนึ่ง นานพอที่จะสัมผัสถึงชีพจรที่เต้นระรัวอยู่ภายในลำคอ 'ให้ฉันไม่รู้เสียยังจะดีกว่างั้นเหรอ?'
นั่นคือประโยคที่ผู้คนมักใช้ยามที่ต้องการปกป้องคุณ... หรือไม่ก็ยามที่พวกเขาดูถูกความสามารถของคุณ หรือบางทีอาจจะทั้งสองอย่าง
แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ฉันจะยอมรับได้ในตอนนี้ ไม่ใช่ในตอนที่ฉันกำลังพยายามสกัดกั้นไม่ให้นิมิตนั้นกลายเป็นความจริง
ฉันค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาแล้วพยักหน้า ส่งยิ้มที่ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปให้เขา รอยยิ้มประเภทที่ไม่เห็นฟันและไม่แสดงออกถึงความระแวงสงสัยใดๆ
"แต่คุณโกหกฉันตั้งแต่แรกนะคะ" ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "ตอนที่ฉันถาม... ความลับน่ะ มันไม่ใช่เรื่องดีต่อสุขภาพเลยนะในเวลาแบบนี้"
โอ้... ฉันช่างเป็นคนลวงโลกที่สุดที่เอ่ยประโยคนี้ออกมา
"ข้ารู้" เขาไม่ได้สะดุ้งสะเทือน "ข้าขอโทษ ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้เจ้าต้องกังวล" ความเงียบเข้าปกคลุมเพียงชั่วครู่ แต่มันช่างจงใจเหลือเกิน ประกายบางอย่างในแววตาของเขาเปลี่ยนไป ดูเบาสบายขึ้น "อีกอย่าง... ข้าเชื่อว่าเจ้าเองก็มีความลับของเจ้าเหมือนกัน"
หน้าท้องของฉันพลันหดเกร็งก่อนที่จะทันยั้งตัวได้
"นั่นหมายความว่ายังไงคะ?" ฉันถาม
เขายิ้มให้ฉัน และมันไม่ใชรอยยิ้มที่คมกริบ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวโทษ แม้ว่าฉันจะรับมันมาแบบนั้นก็ตาม "ทำไมเจ้าถึงทำหน้าตาดูผิดบาปขนาดนั้นล่ะ? ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นแหละ... แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดานี่นา"
ความจริงบางอย่างล่องลอยอยู่ระหว่างเรา เงียบเชียบแต่ไม่อาจปฏิเสธได้ ราวกับว่าเราทั้งคู่กำลังเล่นเกมที่ต้องระแวดระวัง แม้ว่าเขาจะไม่ได้ล่วงรู้ถึงความลึกซึ้งของเกมที่ฉันกำลังเล่นอยู่ก็ตาม
ฉันรู้สึกถึงน้ำหนักของความลับที่แบกเอาไว้ปะทะกับทรวงอก สิ่งที่ฉันได้ล็อกกลอนเก็บตายเอาไว้ เพราะจังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญ และการอยู่รอดนั้นสำคัญยิ่งกว่า
ฉันต้องมั่นใจว่าสีหน้าของฉันยังคงดูเปิดเผย ฉันปล่อยให้ริมฝีปากหยักโค้งขึ้นเพียงเล็กน้อย
"ฉันว่าคุณพูดถูกค่ะ" ฉันเอ่ย "มันเป็นเรื่องธรรมดานี่นะ"
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.