ตอนที่ 321
321 / 330
อ่าน 7 นาที
Chapter 321: Let it happen 2
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:49
บทที่ 321: ปล่อยให้มันเป็นไป (2)
ฉันพยักหน้าช้าๆ “ฉันมิอาจรับปากได้ว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ฉันรู้จักตัวเองดีพอ... แต่ฉันอ่านแผ่นพับนั่นแล้ว” ฉันจงใจวางปลายนิ้วลงบนหน้ากระดาษให้เขาเห็นอย่างชัดเจน “ฉันเข้าใจดีว่าตนเองต้องทำอย่างไร เข้าใจถึงบทบาทของทุกคน และเข้าใจว่าเหตุใด ‘ลิลลี่แห่งหุบเขา’ (Lily of the Valley) จึงต้องดำเนินไปในรูปแบบนี้ กฎเกณฑ์ถูกขีดเส้นไว้อย่างชัดแจ้ง และทุกคนต่างมีหน้าที่ของตน”
ฉันเอื้อมมือออกไปกุมมือเขาไว้
มันเป็นสัมผัสที่แผ่วเบา ทว่าหนักแน่นและเยือกเย็น ฉันใช้มือทั้งสองห่อหุ้มมือของเขาไว้ พร้อมกับทอดสายตามองเขาด้วยแววตาที่อาจตีความได้ว่าเป็นความซาบซึ้ง ความเชื่อมั่น หรืออาจเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมสยบ
“ฉันมั่นใจ” ฉันกล่าวต่อ “ว่าหากฉันก้าวพลาดหรือกระทำสิ่งใดผิดไปในภายภาคหน้า คุณจะช่วยตักเตือนและแก้ไขให้ฉันเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้อง”
รอยยิ้มที่ค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขานั้นเนิบช้าและเปิดเผยความนัยอย่างชัดเจน เขาดูพึงพอใจกับผลงานของตนเองที่สามารถกำราบฉันได้ถึงเพียงนี้
“ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง” เขาตอบ
เขายื่นมือมาให้ และฉันก็วางมือลงไปโดยไร้ซึ่งอาการขัดขืน
แรงบีบที่มือนั้นกระชับขึ้นเพียงพอที่จะฉุดร่างของฉันให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างนุ่มนวล เขาประคองฉันไว้ให้มั่นคงก่อนที่ฉันจะทันได้ตั้งตัว และยังไม่ยอมปล่อยมือในทันที เขาเฝ้ารอจนมั่นใจว่าฉันทรงตัวได้มั่นคงแล้วจริงๆ จึงค่อยๆ คลายพันธนาการนั้นออก
เขาเบือนหน้าไปเล็กน้อย แววตาคมปราบเคลื่อนผ่านร่างของฉันไป
“เดลต้า” เขาเรียกชื่อโอเมก้าของฉัน
เธอสาวเท้าก้าวมาข้างหน้าในทันที “ค่ะ”
“พาเธอไปยังห้องสวีทที่จัดเตรียมไว้” น้ำเสียงของเขาผ่อนคลายและดูเป็นมิตรอย่างน่าประหลาด “เดี๋ยวสัมภาระจะตามไป ตรวจดูความเรียบร้อยของห้องให้ดี”
“เตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ” เดลต้าตอบกลับ
“ดีมาก”
ฉันแสร้งทำเป็นปัดฝุ่นละอองที่มองไม่เห็นออกจากชุดกระโปรง “ช่างมีประสิทธิภาพเหลือเกิน ฉันรู้สึกได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจริงๆ”
สายตาของเขาตวัดกลับมามองฉัน แววตาคู่นั้นฉายแววขบขันจางๆ
“แน่นอน... ตราบเท่าที่คุณยังเคารพกฎ”
ฉันเมินเฉยต่อถ้อยคำถากถางที่ปลุกเร้าเพลิงโทสะให้ลุกโชนอยู่ในอก
เดลต้าเดินเข้ามาหาฉัน เธอโน้มศีรษะลงเล็กน้อย ประสานมือเข้าหากัน ทว่าปลายนิ้วที่สั่นระริกนั้นฟ้องว่าเธอกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างสุดความสามารถ เธอยหยุดยืนตรงหน้าและโค้งคำนับอย่างเต็มรูปแบบ มันควรจะเป็นท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพและเป็นทางการ ทว่าในความรู้สึกของฉัน... มันกลับมีแต่ความเหยียดหยาม
“เชิญทางนี้ค่ะ ท่านลูน่า” เธอเอ่ย ก่อนจะรีบแก้ไขคำพูดในทันที “ฮาเซล”
เธอทำเหมือนมันเป็นเพียงความผิดพลาดเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ตัวเองดูร้ายกาจจนเกินไป ราวกับเธอกำลังรอให้ฉันระเบิดอารมณ์ออกมา ซึ่งแม้แต่ตัวฉันเองก็ยังแปลกใจที่ตนเองยังคงนิ่งสงบอยู่ได้
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มันไม่คุ้มค่าที่จะเสียสมาธิ แล้วจึงเดินตามเธอออกไป
เราเดินผ่านโถงทางเดิน เลี้ยวตรงหัวมุม และก้าวลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของลาสโลจางหายไปเบื้องหลัง ทิ้งไว้เพียงทางเดินที่เงียบสงัดที่มีแค่เราสองคน
ฉันลดเสียงลงต่ำจนเป็นเสียงกระซิบที่เย็นเฉียบ
“เจ้าจะต้องชดใช้ให้กับการหยามเกียรติในครั้งนี้” ฉันกล่าว “ด้วยเลือดและเนื้อของเจ้า... ฉันขอให้คำสัตย์”
ฝีเท้าของเดลต้าชะงักไปชั่วครู่ หัวไหล่ของเธอห่อเข้าหาตัว เธอไม่เอ่ยคำใด ไม่แม้แต่จะปรายตามามองฉัน เธอเอาแต่เดินต่อไปด้วยมือที่ประสานกันแน่นและขากรรไกรที่ขบเข้าหากัน ทว่าฉันสังเกตเห็นอาการสั่นเทาที่ลามจากปลายนิ้วขึ้นไปถึงต้นแขนได้อย่างชัดเจน
ดี... เธอสมควรที่จะหวาดสั่นเช่นนี้
ในที่สุด เราก็มาถึงห้องสวีทของฉัน
มันช่างงดงามวิจิตร
เพดานห้องสูงตระหง่านจนทำให้รู้สึกโปร่งสบาย ไร้ซึ่งความอึดอัด แสงสว่างสีทองละมุนตาสาดส่องลงมาจากแผงไฟที่ซ่อนอยู่ตามขอบเพดาน ทาบทับลงบนผนังและเครื่องเรือนอย่างอ่อนโยนโดยไร้เงาที่แข็งกระด้าง มันทำให้ทุกสิ่งดูอบอุ่นกว่าความเป็นจริง
พื้นไม้สีเข้มขัดมันจนเงาวับทอดยาวสุดลูกหูลูกตา มีพรมสีครีมผืนหนานุ่มวางคั่นไว้ตรงใจกลางห้อง ความหนานุ่มของมันพร้อมที่จะโอบรับทุกน้ำหนักและลบเลือนเสียงฝีเท้าให้หายไป เพียงแค่มองฉันก็รู้สึกว่ารองเท้าที่สวมอยู่ช่างส่งเสียงดังเกินจำเป็น
พื้นที่พักผ่อนถูกจัดวางไว้ด้านหนึ่ง โซฟากำมะหยี่สีถ่านโค้งมนดูลุ่มลึกราวกับจะสูบตัวผู้ที่นั่งลงไปให้จมหาย อาร์มแชร์สองตัวบุด้วยผ้าสีมะกอกวางทำมุมเข้าหากัน คั่นกลางด้วยโต๊ะหินอ่อนทรงกลมสีขาวกรีดกรายด้วยลวดลายสีเทา มันดูเย็นเยือก มั่นคง และหรูหราเกินบรรยาย ทุกชิ้นส่วนถูกคัดสรรและจัดวางอย่างพิถีพิถัน
หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานเรียงรายอยู่สุดผนังด้านหนึ่ง ผ้าม่านโปร่งบางช่วยกรองแสงไฟจากเมืองภายนอกให้ดูนุ่มนวลและห่างไกล ขนาบข้างด้วยม่านทึบสีน้ำตาลอ่อน (Taupe) ที่ทิ้งตัวลงมาอย่างสง่างาม จากความสูงระดับนี้ โลกเบื้องล่างดูช่างเล็กจ้อย... ราวกับสิ่งลวงตาที่ถูกควบคุมไว้ในกำมือ
คอนโซลเตี้ยๆ ตั้งตระหง่านอยู่ที่ผนังฝั่งตรงข้าม แก้วคริสตัลเรียงรายอย่างเป็นระเบียบข้างเหยือกเหล้า และขวดที่เปิดรอท่าไว้แล้ว เหนือขึ้นไปมีภาพวาดแนวนามธรรมขนาดใหญ่ในโทนสีอ่อนโยน ทั้งสีครีม สีเทาหินชนวน และสีทองจางๆ มันกลมกลืนไปกับห้องแต่ก็มีขนาดใหญ่พอที่จะย้ำเตือนถึงฐานะของเจ้าของห้อง
พื้นที่ห้องนอนเปิดโล่งต่อเนื่องจากห้องนั่งเล่นโดยไร้ซึ่งประตูขวางกั้น ถูกแบ่งสัดส่วนด้วยการออกแบบแทนฝาผนัง เตียงนอนขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กึ่งกลาง คลุมด้วยผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดที่ขึงจนเรียบตึง หัวเตียงบุด้วยวัสดุนุ่มสีเทาอ่อนทอดยาวไปตามผนัง มีโต๊ะข้างเตียงที่เข้าชุดกันขนาบสองข้าง ประดับด้วยเครื่องทองเหลืองที่สะท้อนแสงไฟรำไร โคมไฟส่องแสงสว่างอ่อนๆ ดูเชื้อเชิญและเงียบสงบ
เก้าอี้พักผ่อน (Chaise lounge) ตั้งอยู่ที่ปลายเตียง บุด้วยผ้าที่สะท้อนถึงความหรูหราอันเรียบเงียบของห้อง เป็นสถานที่สำหรับนั่งทอดถอนใจ... หรือเฝ้ารอ
ห้องน้ำส่องประกายเรืองรองผ่านประตูที่เปิดแง้มไว้ หินอ่อนลามเลียจากพื้นขึ้นไปจนสุดผนัง อ่างอาบน้ำแบบตั้งลอยวางเด่นสง่าอยู่ใต้หน้าต่างบานสูง อ่างล้างหน้าคู่ กระจกเงาพร้อมไฟซ่อนด้านหลัง ทุกอย่างสะอาดหมดจดและถูกจัดวางไว้ราวกับไม่เคยมีใครย่างกรายเข้าไปรบกวน
พื้นที่เช่นนี้มิได้มีไว้เพียงเพื่อความสะดวกสบาย แต่มันคือการประกาศศักดา... เป็นเครื่องเตือนใจถึงเม็ดเงิน ฐานะ และอำนาจที่วัดได้จากพื้นที่ตารางฟุตและความเงียบงัน
ฉันรักเหลือเกินที่มันพยายามโน้มน้าวให้ฉันเชื่อว่าฉันคู่ควรกับที่นี่... อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
เพราะฉันคู่ควรจริงๆ
ฉันเป็นเจ้าของทุกสิ่งในนี้
“ฉันต้องการอาบน้ำ” ฉันเอ่ย พร้อมกับเริ่มเปลื้องผ้าออก
“ฉันเคยคิดว่าจะไม่บอกคุณ” เสียงของเดลต้าดังขึ้นจากเบื้องหลัง น้ำเสียงนั้นระแวดระวังและแผ่วเบา “ในเมื่อคุณต้องการจะเป็นอันตรายต่อชีวิตของฉันที่นี่... แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นต้องมาลงที่ฉันอยู่ดี” เธอหยุดเว้นจังหวะ “นี่ไม่ใช่เวลามาละเลียดอาบน้ำแบบเจ้าหญิง เข้าไปแล้วรีบออกมาซะ คุณต้องไปอยู่ที่โต๊ะอาหารเช้าก่อนที่ ‘อัลฟ่า เวนเซล’ (Alpha Wenzel) จะไปถึง มันไม่มีเขียนไว้ในแผ่นพับ ฉันแน่ใจ... แต่มันคือกฎที่รู้กันดีในที่แห่งนี้ พวกโอเมก้าที่นี่เรียกมันว่า ‘เอกสิทธิ์แห่งสามัญสำนึก’”
ฉันเหลียวหน้ากลับไปมองเธอ
“แหม่...” ฉันเอียงคอเล็กน้อย “ขอบใจที่บอกนะ”
ฉันกวาดสายตามองเธออย่างเนิบช้าและจงใจ
“ฉันจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าพวกเขาสั่งสอนเจ้ามาอย่างไร เจ้าดูช่าง... ว่างเปล่าจนน่าประทับใจเหลือเกิน”
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของฉัน
“และเจ้าก็ไม่ได้อยากบอกเรื่องนี้กับฉันเลยใช่ไหม? ฉันเห็นเจ้านะ... เห็นตอนที่เจ้ากำลังต่อสู้กับตัวเอง เห็นตอนที่เจ้าพยายามชั่งน้ำหนักทุกคำพูดก่อนจะเอ่ยออกมา”
ฉันสาวเท้าเข้าไปใกล้เธออีกนิด
“ฉันล่ะชอบที่เจ้าเป็นแบบนี้จริงๆ”
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.