ตอนที่ 320
320 / 330
อ่าน 8 นาที
Chapter 320: Let it happen 1
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:49
## บทที่ 320: ปล่อยให้มันเป็นไป (1)
เสียงกรีดร้องแผดสนั่นฉีกกระชากออกมาจากห้วงลึกของลำคอ ก่อนที่ทุกอย่างจะมลายหายไป... หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า ผนังเย็นชียบ เพดานที่กดทับ และความเงียบงันอันวังเวงที่ตามมาหลังจากบานประตูถูกลั่นกลอน พร้อมเสียงดึงลูกกุญแจออกจากแม่กุญแจจากภายนอก
ฉันยืนคว้างอยู่กลางห้อง พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด ทว่าอากาศกลับให้ความรู้สึกผิดเพี้ยน ราวกับมันถูกกักขังอยู่ในนี้มาเนิ่นนานก่อนฉันจะมาถึง มันทั้งอับชื้นและเบาบางจนแทบไม่เหลือออกซิเจน ฉันพยายามหายใจอีกครั้ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับน้อยกว่าที่ต้องการ ยิ่งพยายามสูดเข้าไปเท่าไหร่ ปอดของฉันก็ยิ่งรู้สึกว่างเปล่าเท่านั้น
จนกระทั่งเข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกระแทกพื้น ก่อนที่สมองจะทันได้สั่งการเสียด้วยซ้ำ
ฉันไม่รู้ว่าความตื่นตระหนกขีดสุด (Panic) เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ มันไม่ได้จู่โจมเหมือนบานประตูที่เปิดออก แต่มันเหมือนประตูที่เปิดทิ้งไว้นานหลายชั่วโมงแล้ว และฉันเพิ่งจะมารู้สึกถึงไอเย็นที่เสียดแทงกระดูก วินาทีหนึ่งฉันยังคุกเข่าอยู่ แต่อีกวินาทีต่อมา ร่างกายของฉันกลับตัดสินใจไปเองว่ามันกำลังจะตาย ทรวงอกบีบรัดจนเกร็งแน่น ทัศนวิสัยเริ่มพร่าเลือนตรงขอบตา ฉันกดฝ่ามือทั้งสองลงบนพื้นพยายามรวมสมาธิไปที่สัมผัสของพรม ทว่ามันกลับไร้ผล เพราะพรมผืนนั้นทั้งสากและน่ารังเกียจ ห้องนี้มันเล็กเกินไป เพดานก็ต่ำเตี้ยจนหายใจไม่ออก แถมยังไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว ทุกอย่างในห้องบัดซบนี้ดูเหมือนจะพยายามบีบคั้นฉันให้ดับดิ้น
แล้วฉันก็สำรอกออกมา
มันเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า วินาทีหนึ่งกระเพาะของฉันยังบิดม้วนด้วยความทรมาน แต่อีกวินาทีต่อมา มันก็ถอดใจที่จะแบกรับทุกอย่างไว้ ฉันขย้อนอย่างรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งไม่เหลืออะไรให้คายออกมา นอกจากความพยายามที่เปล่าประโยชน์ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยกลไกอันน่าสมเพชที่พยายามทำงานทั้งที่ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ เมื่อพายุแห่งความทรมานสงบลง ฉันยังคงค้างอยู่ในท่าคลานสี่ขาเนิ่นนาน ก่อนที่แขนจะหมดแรงจนร่างพับตะแคงลงไปนอนแหมะอยู่บนพื้นห้อง
สายตาของฉันพร่าเลือนจ้องมองไปยังบานประตู
"ช่วยด้วย..." ฉันเค้นเสียง แต่ออกมาเพียงเสียงกระซิบที่แผ่วเบา "ฉัน... หายใจไม่ออก... ได้โปรด ใครก็ได้..." คำพูดเหล่านั้นช่างดูอ่อนแอและน่าอับอายเหลือเกิน ทว่าฉันยังคงพร่ำบอกมันออกไป เพราะทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือความเงียบ และในตอนนี้ฉันไม่อาจทนอยู่กับความเงียบได้ "ฉันหายใจไม่ได้..."
ทว่าประตูบานนั้นยังคงนิ่งสนิท
นั่นคือตอนที่ฉันเห็น 'เธอ'
เธอนอนอยู่บนพื้นข้างๆ ฉัน ในองศาเดียวกัน ท่าทางเดียวกัน พร้อมร่องรอยความยับเยินของค่ำคืนที่แสนเลวร้ายอาบชโลมอยู่บนใบหน้า แต่ดวงตาของเธอนั้นต่างออกไป... มันดูใสกระจ่างและเย็นเยียบ ราวกับเธอไม่ได้เสียสละหยาดน้ำตาแม้แต่หยดเดียวให้กับการคร่ำครวญ
เธอคือ... ตัวฉันเอง
เธอมองมาที่ฉันราวกับฉันคือสิ่งที่มีชีวิตที่น่าเวทนาที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา และแน่นอนว่าเธอคงเคยเห็นสิ่งที่เลวร้ายมาไม่น้อย
"เธอนี่มันน่าสมเพชจริงๆ" เธอเอ่ยขึ้น
"เธอก็กล้าพูดนะ" ฉันย้อน "ในเมื่อเธอก็คือฉัน"
เธอยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "ฉันไม่ใช่ตัวเธอในเวอร์ชันนี้" เธอกระตุกตัวเล็กน้อย เอนแก้มแนบลงกับพื้นห้อง ราวกับว่าการนอนแช่อยู่ในกองอ้วกของตัวเองเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสนทนา "ฉันไม่ใช่ตัวเธอในเวอร์ชันที่ต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อให้มีชีวิตรอด"
ฉันแหงนมองเพดาน "เรามักจะยึดเหนี่ยวใครสักคนไว้เสมอ ทั้งยามแข็งแกร่งและอ่อนแอ เราจะมองหาคนที่มีอำนาจที่สุดในห้อง เข้าไปใกล้ชิด และเกาะติดพวกเขาไว้ นั่นคือวิธีที่เราทำมาตลอด"
"ไม่" เสียงของเธอแหลมคมดุจใบมีด "นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราทำ เรา 'ใช้' พวกเขาต่างหาก เราเลียแข้งเลียขา ปรนเปรอ ยิ้มให้ถูกจังหวะ และตะเกียกตะกายขึ้นสู่จุดสูงสุด ในขณะที่พวกเขายังสำคัญผิดว่าตัวเองเป็นคนถือบันไดให้เราอยู่ มันมีความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่างการ 'ต้องการ' ใครสักคน กับการ 'ใช้' ใครสักคน" เธอมองฉันด้วยสายตาแน่วแน่ "แล้วตอนนี้เธอพยายามทำสิ่งไหนอยู่กันแน่?"
ฉันไม่ได้ตอบ
"นี่คือที่ที่เธออยากอยู่จริงๆ หรือ?" เธอถามต่อ "ก้นบึ้งของถังขยะ ถูกขังอยู่ในห้อง นั่งคร่ำครวญอยู่หน้าประตู โอเมก้าชั้นต่ำที่ถูกเซนติเนลปฏิบัติเหมือนเด็กน้อยในวันแรกเนี่ยนะ?"
"ไม่..."
"มันเหมือนกับเธอกับเฟีย (Fia) สลับชีวิตกันเลยนะ" เธอเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักอึ้ง ฉันเชื่อสนิทใจเลยว่าภาพหลอนของตัวเองคนนี้จะใช้ชื่อของเฟียมาทิ่มแทงฉันได้อย่างเจ็บแสบที่สุด
"ยัยนั่นกำลังอยู่ข้างนอกนั่น ได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ ได้เลือกหนทางที่สะอาดสะอ้าน และคงกำลังเป็นผู้ชนะ... ส่วนเธอ กลับมาเน่าเฟะอยู่ในห้องนี้ บนพื้นห้องนี้ และอาบไล้ไปด้วยสิ่งปฏิกูลจากตัวเอง"
บางสิ่งบีบคั้นอยู่ในอกของฉัน แต่มันไม่ใช่ความตื่นตระหนกเหมือนเมื่อครู่
"สิ่งสุดท้ายที่ควรจะเกิดขึ้น" เธอทิ้งท้าย "คือการที่ยัยนั่นชนะในชีวิต ส่วนเธอกลับต้องมาตายอย่างอนาถในความมืดมิด เพราะฉะนั้น เลิกคร่ำครวญ เลิกร้องไห้ เลิกอ้อนวอนขอความเมตตาเหมือนสัตว์ชั้นต่ำได้แล้ว จงเป็นนังแพศยาผู้ร้ายกาจอย่างที่ฉันรู้ว่าเธอเป็นเสียที"
แล้วเธอก็หายลับไป
หลงเหลือไว้เพียงพื้นห้องที่เย็นเฉียบ ความเงียบงัน กลิ่นอาเจียน และแผ่นพับที่ยังคงวางนิ่งอยู่บนฟูกที่นอน
ฉันนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลากสังขารของตัวเองขึ้นมา
แขนของฉันสั่นเทา ขาของฉันสั่นพริ้ว แต่ฉันไม่หยุดเคลื่อนไหว
ฉันหยิบแผ่นพับนั้นขึ้นมา นั่งลงบนขอบฟูกทั้งที่คราบอ้วกยังไม่แห้งดีบนเสื้อผ้า แล้วเริ่มอ่านทุกถ้อยคำในนั้นอีกครั้ง คราวนี้ฉันอ่านมันอย่างช้าๆ ไม่ได้มองหาสิ่งที่จะมาดูถูกเหยียดหยาม แต่มองหา 'โครงสร้าง' ของมัน
*กฎการกำกับดูแลโดยบุรุษ:* ผู้หญิงทุกคนจำเป็นต้องมีผู้คุ้มครอง นั่นหมายความว่าผู้คุ้มครองย่อมมี 'สิทธิ์ในการเข้าถึง' ทั้งห้องหับ ทางเดิน ไปจนถึงตัวของอัลฟ่า มันคือการเข้าถึงที่ฉันไม่อาจมีได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ฉันสามารถ 'หยิบยืม' มันมาใช้ได้หากฉันจัดการมันอย่างถูกต้อง
*กฎการสบตา:* สตรีมิอาจสบตาได้นานเกินควรเว้นแต่จะได้รับคำเชิญ... ได้เลย นั่นหมายความว่า 'คำเชิญ' คือสกุลเงินอย่างหนึ่ง จงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คำเชิญนั้นมา แล้วเก็บสะสมมันไว้
*กฎการใช้เสียง:* ความเห็นที่เป็นลายลักษณ์อักษรสามารถยื่นส่งได้... นั่นหมายความว่ามีช่องทางที่ถูกสร้างไว้เพื่อให้สตรีใช้อิทธิพลในการสื่อสารอยู่แล้ว มีใครบางคนเห็นความจำเป็นในการใส่กฎข้อนี้ไว้ นั่นแสดงว่ามันถูกใช้งานจริง ไม่ว่ามันจะดูต้อยต่ำเพียงใดก็ตาม
*ข้อกำหนดทายาทชาย (Male Heirs Clause):* ภาษากำกวม มีช่องโหว่ให้เลี่ยงบาลี และไม่ได้ระบุผลลัพธ์ที่แน่ชัด ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกระบุนั่นแหละคือเครื่องมือในการต่อรอง ตราบใดที่ไม่มีอะไรชัดเจน ทุกอย่างย่อมถูกบังคับใช้ไม่ได้หากไม่มีการหารือ และการหารือคือที่ที่คนผู้วางแผนมาอย่างรอบคอบจะเป็นผู้ชนะ... ไม่ใช่ว่าฉันจะไร้น้ำยาจนไม่สามารถให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่มีอวัยวะเพศชายออกมาได้เสียหน่อย
ฉันอ่านจนกระทั่งถ้อยคำเหล่านั้นไม่ได้รู้สึกเหมือนกำแพงที่กักขังอีกต่อไป แต่มันเริ่มกลายเป็น 'แผนที่'
ในจุดหนึ่ง ฉันเลิกอ่านและเริ่มจดจำมันให้ขึ้นใจ และหลังจากนั้น ฉันก็สลบไสลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน
ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลับ พื้นห้องทั้งแข็งและเย็น แถมตัวฉันยังส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง แต่ร่างกายของฉันได้รีดเค้นเรี่ยวแรงออกไปจนหมดสิ้นแล้ว และเมื่อฉันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แสงสีเทาสลัวก็ลอดผ่านใต้บานประตูมา อาการปวดหลังจากการนอนบนพื้นเข้าจู่โจมทันที แผ่นพับใบนั้นยังคงอยู่ในกำมือของฉัน
ฉันกำลังจะกวาดสายตามองไอ้กระดาษเฮงซวยนั่นเป็นรอบที่สาม ตอนที่หูแว่วได้ยินเสียงบางอย่าง
ฉันเงยหน้าขึ้นและตระหนักได้ว่ามันคือเสียงจากภายนอก
เสียงโลหะครูดกันเบาๆ นั่นคือเสียงของลูกกุญแจที่พยายามสอดเข้าไปในแม่กุญแจ ฉันยืดตัวนั่งตรง ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย วางแผ่นพับไว้บนตักพร้อมประสานมือทับไว้อย่างเรียบร้อย แล้วจดจ้องไปยังประตู
มันค่อยๆ เหวี่ยงเปิดออกอย่างช้าๆ
เดลต้า (Delta) ยืนอยู่ด้านหลังลาซโล (Laslo) ตรงทางเดิน เธอมีสภาพเหมือนคนที่ได้หลับพักผ่อนมาอย่างเต็มอิ่ม ส่วนเขายังคงดูเนี้ยบและเยือกเย็นเหมือนเมื่อคืน ราวกับเขาแค่ถูกกดปุ่มหยุดไว้ชั่วคราวและตอนนี้ใครบางคนเพิ่งจะกดปุ่มเล่นต่อ
"อรุณสวัสดิ์" เขาเอ่ย "วันนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง?"
ฉันคลี่ยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่ดูนุ่มนวลและอ่อนล้าแต่ทว่าจริงใจ... รอยยิ้มของคนที่ผ่านการขบคิดและสำนึกผิดมาตลอดทั้งคืน
"แย่ค่ะ..." ฉันตอบ "ฉันทำห้องเลอะเทอะไปหมด ฉันขอโทษด้วยนะคะ"
เขามองไปที่พื้นห้อง แล้วเลื่อนสายตามองเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนคราบแห้งกรังของฉัน สีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่มีบางอย่างไหววูบอยู่ในแววตา
"เรื่องนั้นเดี๋ยวจะมีคนมาจัดการให้" เขาบอก
เขาเดินเข้ามาในห้องและย่อตัวลงมาในระดับเดียวกับฉัน จนกระทั่งดวงตาของเราประสานกันในระดับเดียวกัน ฉันเพิ่งตระหนักได้ว่าเขาเคยทำแบบนี้มาก่อน เขามีวิธีการของเขา... ทั้งการรักษาระยะประชิด ความสงบที่ถูกควบคุมไว้ และสีหน้าของคนที่กำลังเฝ้ารอคำตอบที่เฉพาะเจาะจง
"ฉันมั่นใจ" เขาเอ่ยน้ำเสียงนิ่งเรียบ "ว่าเธอคงได้รับบทเรียนแล้ว"
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.